ในขณะที่ความร้อนมหาศาลกำลังแผดเผารอบด้าน กระทั่งนักรบกลายพันธุ์อย่างวาสก็ไม่อาจจะลืมตาขึ้นมองดวงตะวันสีทองได้ตรงๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็รับรู้ถึงวิกฤตความตายที่กำลังจะมาเยือน
สกิลวิญญาณไร้ตัวตน!
ร่างกายของวาสพลันกลายเป็นโปร่งแสงจนดูคล้ายไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ความร้อนที่เคยแผดเผาผิวหนังหายวับไปราวกับไม่เคยดำรงอยู่จึงทำให้วาสลืมตาขึ้นโดยไม่รู้ตัว
และภาพที่วาสมองเห็นกลับขาวโพลน
ถ้ามองในมุมอื่นจะพบว่าดวงตะวันสีทองได้มาจ่อประชิดใบหน้าของวาสแล้ว!
บูมมมมมมม!
ผืนแผ่นดินโยกคลอน เหล่าผู้สังเกตการณ์ที่มองดูอยู่ไกลๆรับรู้ได้ถึงการสั่นสะเทือนของพื้นดิน หมู่เมฆแหวกกระจายออกเป็นพื้นที่ให้กับกลุ่มควันดอกเห็ดที่ลอยคลุ้ง ลมแรงพัดโหมกระหน่ำพัดต้นไม้สูงใหญ่จำนวนมากหักโค่นลงจากระยะไกล
วิ้งงงงงง!
เพียงแค่เสียงจากการระเบิดก็เพียงพอให้เหล่าฝูงชนที่มีร่างกายเหนือมนุษย์หลายคนหูดับ กระทั่งบางคนยังเกิดมีเลือดไหลออกมาจากหูเป็นทางยาว
รัศมีระเบิดกินพื้นที่นับหลายสิบตารางกิโลเมตร จนศูนย์กลางระเบิดกลายเป็นหลุมลึกจนแทบจะสามารถบรรจุเมืองทั้งเมืองลงไปได้!
ฝุ่นละอองที่ลอยบังตาได้ถูกสายลมพัดกระจายหายไปในเวลาไม่นาน ทำให้ฝูงชนสามารถมองเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก
ตอนนี้อาเธอร์อยู่ในสภาพอเนจอนาถเป็นอย่างมาก ร่างกายเต็มไปด้วยลูกธนูจำนวนมหาศาลปักอยู่จนแทบมองไม่เห็นผิวหนัง ถึงแม้จะหลีกเลี่ยงจุดสำคัญไปได้ แต่เลือดจำนวนมากก็ไหลชโลมไปทั่วกาย
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้ฝูงชนต้องเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา!
ไร้รอยขีดข่วน!
แม้แต่เสื้อผ้าก็แทบไม่มีรอยเปื้อนฝุ่นเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งเวลานี้เจ้าตัวกำลังยืนกอดอกมองคู่ต่อสู้ของตัวเองด้วยท่าทางสบายๆ ยิ่งทำให้ผู้เฝ้ามองรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม
อาเธอร์ที่มองเห็นท่าทางของวาสแทบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความอับอาย!
บัดซบ! ท่าทุ่มสุดตัวแลกชีวิตของเขาไม่มีค่าอะไรในสายตาอีกฝ่ายเลยหรือไง!
สุดท้ายชายรูปงามอย่างอาเธอร์ก็ต้องตาเหลือกค้างหมดสติไปด้วยอาการบาดเจ็บและความอับอาย!
วาสแค่นเสียงหึ!คราหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่มีท่าทีจะช่วยพยุงคู่ต่อสู้ขึ้นมาแม้แต่น้อย
ไคเซอร์ส่ายหน้า การต่อสู้ครั้งนี้คงได้กลายเป็นแผลในใจครั้งใหญ่ของอาเธอร์เป็นแน่
อย่างไรก็ตาม มันก็ถือเป็นเรื่องดีเช่นกันสำหรับพวกเขาที่จะย้ายไปอยู่ในเมืองของวาส
ถ้าหากผู้นำอ่อนแอกว่าลูกน้อง ก็จะเป็นการยากที่จะปกครองและควบคุมพวกเขา!
“เอาละ! จบงานแล้ว แยกย้ายได้ รีบกลับไปทำตามหน้าที่ของตัวเองซะ!”สิ้นคำไคเซอร์ก็พุ่งไปนำร่างของอาเธอร์พาดบ่าและบินจากไปท่ามกลางสีหน้าซับซ้อนของคนหลายคนที่นี่
ในคืนนั้น ภายในกระโจมหลังใหญ่ที่สุด ได้มีบุคคล3คนมารวมตัวกันอยู่
วาสและไคเซอร์กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่วนอาเธอร์ที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลพันทั่วตัวไม่ต่างจากมัมมี่ก็กำลังนอนซมอยู่บนเตียง
ดูเหมือนว่าสกิลสุดท้ายของอาเธอร์จะเป็นสกิลที่มีผลข้างเคียงเหมือนสกิลทลายขีดจำกัดของวาสทำให้จนตอนนี้เขายังไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นนั่ง
พวกเขามาประชุมกันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่จะย้ายมนุษย์ทั้งหมดไปที่เมืองดีวอยด์ของวาสเพื่อหลบหนีการตามล่าของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน
ซึ่งวาสรับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ไทสันบอกที่เมืองดีวอยด์แล้ว ถึงเมืองดีวอยด์จะอยู่ห่างไกลแต่ก็ยังมีประตูวาร์ปของวาสเป็นสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเพื่อติดต่อสื่อสารกันอยู่
“ตอนนี้มีคนประมาณ 70%ที่จะตามเราไปที่เมืองของนาย ถ้าให้เวลาที่อีกหน่อยเราคงจะเกลี้ยกล่อมให้คนติดตามไปได้เพิ่ม...”
“ไม่...เราไม่มีเวลามากขนาดนั้น ถ้าจะย้ายเราจะต้องย้ายไปวันพรุ่งนี้เพราะผมจะทำลายประตูวาร์ปแล้ว”วาสเอ่ยขัดคำพูดของไคเซอร์
“!!!”
“ทำไม!”อาเธอร์ถามเสียงเข้ม ดูท่าเขาจะยังมีความไม่พอใจวาสหลงเหลืออยู่บ้าง
วาสไม่ได้สนใจน้ำเสียงของอาเธอร์ แต่เขาเริ่มเอ่ยถึงการคงอยู่ของสกิลรุกรานมิติ
สกิลรุกรานมิติสามารถบุกรุกเข้าไปในมิติส่วนตัวหรือย้อนรอยประตูวาร์ปเพื่อสืบหาที่อยู่ของอีกฝั่งประตูวาร์ปหรือแทรกมิติวาร์ปไปอีกฝั่งได้
เพราะฉะนั้นการวางประตูวาร์ปไว้โต้งๆเหมือนที่วาสทำไม่ต่างจากการเปิดประตูบ้านอ้ารอรับคนแปลกหน้าทุกคน
ดังนั้นสาเหตุหนึ่งที่วาสมาในวันนี้ก็เพื่อนำประตูวาร์ปจากไป
ภายในกระโจมเงียบเสียงลง ก่อนที่ไคเซอร์จะกล่าวว่า
“ถ้าไม่ต้องทำพันธสัญญา...”
“ไม่มีทาง! ใครที่จะไปเมืองดีวอยด์จะต้องทำพันธสัญญาทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่คุณ”วาสปฏิเสธอย่างเฉียบขาด ไม่มีอะไรที่เขาเกลียดชังไปมากกว่าการทรยศอีกแล้ว และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มีใครหน้าไหนมาหักหลังเขา
ทั้งสามคนนิ่งเงียบลงอีกครั้ง จากนั้นวาสก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“คืนนี้พวกคุณไปเกลี้ยกล่อมเป็นครั้งสุดท้ายซะ...ถ้าใครที่ไม่คิดจะตามไป เราก็จำเป็นจะต้องทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่”
ไคเซอร์และอาเธอร์พ่นลมหายใจออกมา
“ดีที่ตอนนี้ไม่มีมือใหม่ถูกส่งมาจากโลกเดิมได้2-3ปีแล้วและคงไม่มีมาอีกนับจากนี้...เราจึงไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลัง”ไคเซอร์เอ่ยเบาๆ
และนี่จึงเป็นบทสรุปของการประชุมในครั้งนี้
คืนนี้กลายเป็นคืนที่วุ่นวายมากอีกคืนหนึ่ง ไคเซอร์และอาเธอร์ระดมคนของพวกเขาในการป่าวประกาศการย้ายถิ่นฐานของเผ่าพันธุ์มนุษย์
ครั้งแรกที่ได้ยินหลายๆคนต่างคิดว่ามันจะเป็นเหมือนการชักชวนย้ายถิ่นฐานอย่างที่แล้วมา แต่พอทราบว่าวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากหน้าซีดเผือด อีกทั้งรวมถึงการที่วีรบุรุษสงครามจะนำประตูวาร์ปจากไปก็บ่งบอกถึงการตัดสัมพันธ์ระหว่างเมืองดีวอยด์กับที่นี่
หลายคนมีความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง หากพวกเขาย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองดีวอยด์จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา โดยเฉพาะการทำพันธสัญญาที่ไม่ต่างกับสัญญาทาสกับวาส ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนเกิดความกลัว
สุดท้ายถึงจะหวาดกลัวเพียงใด แต่ทุกคนต่างก็หวาดกลัวการมาถึงของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนมากกว่า ทุกคืนพวกเขาจะต้องฝันร้ายถึงการสังหารโหดของกีชา หลอกหลอนพวกเขาทุกคืน
รุ่งสางวันต่อมา ดวงอาทิตย์เริ่มปรากฏที่สุดขอบสายตา แสงแดดอ่อนๆอาบไล้ประตูวาร์ปที่ตั้งตระหง่านสะท้อนเข้าที่ดวงตาของผู้ที่มองประตูสูงใหญ่นั้นอยู่
ที่ด้านหน้าประตูวาร์ปคือฝูงชนจำนวนมหาศาลที่ต่อแถวยาวเหยียดราวกับงูยักษ์ ด้านหน้าสุดล้วนเป็นเด็ก สตรีและคนชรา ตามมาด้วยเหล่าชายชกรรจ์ปิดท้ายแถว พวกเขาคือผู้ที่ตัดสินใจจะไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เมืองดีวอยด์
การเกลี้ยกล่อมเมื่อคืนได้ผลพอสมควร จำนวนประชากรที่เลือกจะติดตามไคเซอร์และอาเธอร์ไปที่เมืองดีวอยด์ขยับจาก70%ไปถึง80% ของจำนวนประชากรมนุษย์ทั้งหมด
ส่วนอีก20%ที่เหลือก็กำลังเฝ้ามองจากที่ไกลๆด้วยสายตาสับสน พวกเขาเลือกที่จะเดิมพันชีวิตไว้ด้วยมือตัวเองด้วยการเดินทางพเนจรไปที่อื่นเพื่อหาที่อยู่ใหม่
วาสเฝ้ามองฝูงชนด้านล่างด้วยความสงบอยู่บนหลังซากทัพ แสงแดดที่ส่องแผ่นหลังสะท้อนให้เกิดเงาอันยิ่งใหญ่ทาบลงที่ด้านล่างทำให้ผู้เฝ้าดูรู้สึกปานว่าเขาเป็นทวยเทพที่ลงมาเกิดในร่างมนุษย์
“ถึงเวลาแล้ว เริ่มกันเถอะ”
ผู้เฒ่าเวนก้าที่ยืนอยู่บนซากทัพอีกตัวพยักหน้า เริ่มสร้างวงกลมพันธสัญญาที่หน้าประตูวาร์ป
ฝูงชนที่ต่อแถวอยู่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่เด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่หน้าสุดจะเดินเข้าไปในวงกลมอย่างกล้าหาญ
พอเห็นเด็กหญิงกล้าก้าวเข้ามาเป็นคนแรกความชื่นชมเล็กๆ ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาว่า
“ฉันวาส ดีวอยด์ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะคุ้มครองทุกคนที่เข้ามาอยู่ในเมืองของฉัน
แต่ผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในเมืองของฉันได้จะต้องกลายเป็นผู้ใต้ปกครองของฉัน
ผู้ใต้ปกครองของฉันจะต้องเชื่อฟังฉัน เคารพฉัน ซื่อสัตย์กับฉันจวบจนนาทีสุดท้ายของชีวิต
หากใครขัดขืนคำสั่งตาย!
หากใครไม่ให้ความเคารพฉันตาย!
หากใครทรยศฉันตาย
หากฉันต้องการให้ใครตายมันผู้นั้นก็ต้องตาย!!!”
เสียงทุ้มทรงพลังที่เต็มไปด้วยความเย็นชาดังสะท้อนไปทั่วบริเวณโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย แม้กระทั่งคนที่อยู่ท้ายแถวยังได้ยิน
เด็กหญิงที่ก้าวออกมาอย่างกล้าหาญในตอนแรกพอได้ยินคำพูดของวาสก็อดใจสั่นไม่ได้ แต่สุดท้ายเธอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงในวงกลมสีทองว่า
“ฉัน เลวา ซารีนา ยอมรับพันธสัญญา!”สิ้นคำสัญลักษณ์วังวนสีดำก็ผุดขึ้นกลางหน้าผากของเด็กหญิง
“เธอเป็นคนของเมืองดีวอยด์แล้ว เชิญเข้าไปในประตูได้”วาสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เด็กหญิงพยักหน้าก่อนจะก้าวเดินหายเข้าไปในประตูวาร์ปอย่างมั่นคง
วันทั้งวันตั้งแต่ฟ้าสางจนฟ้ามืดวาสหมดเวลาไปกับการอพยพคนคนทั้งหมด จนกระทั่งคนสุดท้ายเดินหายเข้าไปในประตูวาร์ปเขาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
สายตาเย็นชาทอดมองไปที่ซากเมืองอาสลันด้วยความเดียวดาย
นับตั้งแต่วันที่เขาก้าวมาเหยียบพื้นโลกนี้ ตอนนั้นเขามาถึงพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เวลานี้เขากลับยืนอยู่อย่างเดียวดาย
ความรู้สึกเจ็บเสียดหัวใจพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง วาสสัมผัสถึงบางอย่างที่จุกอยู่ในลำคอ
เขาขมวดคิ้วเค้นเสียงสะกดข่มความรู้สึกนั้นลงไป จากนั้นจึงหันกายเดินหายเข้าไปในประตูวาร์ป ทิ้งความรู้สึกและความทรงจำที่มีไว้ที่แห่งนี้
ก่อนหน้านี้ในอีกด้านหนึ่ง
เด็กหญิงเลวาที่ก้าวเข้าไปในประตูวาร์ปเป็นคนแรกรู้สึกได้ถึงความเวียนศีรษะอย่างรุนแรงพักหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ จากนั้นเธอจึงลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และสิ่งแรกที่เธอเห็นก็คือคนหลายสิบคนกำลังลงมือใช้ไม้ถูพื้นช่วยกันล้างคราบเลือดสกปรกรวมถึงเศษอวัยวะมนุษย์บางส่วนที่กระจัดกระจายลากยาวไปจนสุดพื้นถนน
ซึ่งมันเป็นการต้อนรับการมาเยือนที่น่าสยดสยองเกินไปสำหรับเด็กหญิงตัวน้อยอย่างเธอ!
“กรี๊ดดดดดด!”