บทที่ 41
ทุกสารทิศสว่างขึ้นเหมือนตอนกลางวันในชั่วพริบตา อีอันถูกผลักไปข้างหลังพร้อมกับความร้อนที่ทำให้หายใจไม่ออก
ฟู่ววว
เปลวไฟที่พุ่งออกมาอย่างไร้สิ้นสุดค่อย ๆ จางหายไป อีอันเดินโซเซและปิดหน้าไว้
“โอ๊ย ตาข้า แม่งเอ้ย…”
เขาไม่สามารถปิดตาได้เพราะมัวแต่ใช้มือทั้งสองข้างต้านแรงดันเอาไว้
ตามมาด้วยอาการปวดหัวและความรู้สึกถูกทรยศที่เกิดจากการใช้พลังเวท เพราะถูกข้อความที่ไม่เป็นมิตรในหน้าต่างข้อมูลทรยศเข้าให้แล้ว
นึกว่าเป็นการใช้เวทมนตร์จากแก่นพลังเวทเพื่อขยายพลังเวทเสียอีก แต่
ดันเป็นเพื่อดูดซับและขยายพลังเวทของผู้ใช้งาน
‘ในเกมไม่ใช่แบบนี้นี่…อ่า’
ในที่สุดอีอันก็ตระหนักได้ว่าแก่นพลังเวทเป็นของเพียงอย่างเดียวที่เขาไม่เคยใช้ในเกม
ต้องขอบคุณนักบวชที่ไม่ต่างจากโจรนั่น เพราะตอนที่จัดการค่าใช้จ่ายในการชำระล้างได้ เขาก็สวมใส่สมบัติและอุปกรณ์เวทมนตร์ไว้อยู่แล้ว ในบรรดาของเหล่านั้น มีบางสิ่งที่ไม่สามารถใช้งานได้หากไม่มีหินพลังเวทหรือแก่นพลังเวท จึงไม่คิดจะใช้แก่นพลังเวทเพียงอย่างเดียว
‘ถ้างั้น พวกนั้นก็ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแก่นพลังเวทด้วยสินะ’
ถือเป็นการคาดเดาที่มีความเป็นไปได้เพียงพอ
เคยมีประสบการณ์อยู่บ้างในกรณีที่การตั้งค่าของเกมมีเหตุผลในตัวมันเอง แม้ว่าจะดูดันทุรังก็ตาม
เช่นเดียวกับพลังเวทที่ทับซ้อนกันอยู่ภายในแก่นพลังเวท
อีอันขมวดคิ้วอีกครั้งในตอนที่กำแก่นพลังเวทไว้ในมือ ความหนาแน่นภายในแก่นพลังเวทลดลงอย่างเห็นได้ชัด
‘ถ้าใส่ไว้ในไอเทม น่าจะใช้ได้ถึง 50 ครั้ง’
เสียดายสุด ๆ ไปเลย
เขาเก็บแก่นพลังเวทลงในมิติเก็บของแล้วเงยหน้าขึ้น สายตากลับมาเป็นปกติในระดับหนึ่ง เพียงแต่ต้องกะพริบตาหาจุดโฟกัสชั่วครู่
“เฮ้อ…”
รอยยิ้มกระจายไปทั่วปากของอีอัน เขาหันไปดูสภาพของต้นไม้โบราณที่พริ้วไหวในสภาพที่เกือบจะไหม้เกรียม ปากและกิ่งไหม้ทะลุกลายเป็นก้อนถ่านที่ร้อนระอุ
พรึ่บ!
กิ่งไม้ที่อยู่รอบ ๆ กำลังไหม้ลาม ไม่สามารถเคลื่อนไหวใด ๆ ได้ มีเพียงรากคล้ายอนาคอนด้าเท่านั้นที่ทะลุลงดินและโอดครวญกับความเจ็บปวด
“…พกน้ำมันมาเสียเที่ยวเลย”
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว น่าจะเริ่มร่ายมนตร์ก่อน
อีอันหยิบดาบออกมาจากมิติเก็บของขณะพึมพำด้วยความสิ้นหวัง ได้เวลาบรรเทาความเจ็บปวดของพวกปีศาจที่น่าสงสารเหล่านั้นแล้ว
***
“เกิดอะไรขึ้น…” มิเกลว่า
ม้าดูกระสับกระส่าย มีร่างซอมบี้เชื้อราที่ถูกหั่นและไหม้เกรียมหลายตัวนอนกระตุกกระจายไปทั่ว
เขามองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามป่าอย่างเหม่อลอย
ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้
เนื่องจากเปลวไฟพุ่งลอยสูงขึ้นพร้อมเสียงดังสนั่น ส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน หลังจากนั้นก็มีแต่สะเก็ดไฟกะพริบสลัว ๆ
“ฝีมือของท่านพี่แน่ ๆ”
เขายังไม่ละสายตา
“แล้วเราต้องทำอะไรกับน้ำมัน…” มิเกลที่กำลังพูดอยู่ตัวแข็ง เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินกะโผลกกะเผลกกระทบเข้าหู
“ไกลมากเลย ให้ตายเถอะ…” มิเกลกลั้นหายใจก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า
“อีอัน...? นั่นท่านใช่ไหม?”
อีอันปรากฏตัวหลังจากแหวกหญ้าออกมา
“ใช่แล้ว”
มิเกลถอนหายใจด้วยความโล่งอกราวกับว่าทุกอย่างได้พังทลายลง
“หะ…หัวใจเกือบวายนะขอรับ! ว่าแต่ท่านไปทำอะไรที่นั่น…?”
มิเกลที่กำลังถือคบเพลิงหยุดพูดอีกครั้ง
เพราะสภาพของอีอันไม่น่าดู เหมือนกลิ้งออกมาจากกองถ่าน
“ปะ...เป็นอะไรมากไหมขอรับ?”
“ข้าดูไม่เป็นไรหรือไง?”
หงุดหงิดจะตายอยู่แล้วเนี่ย ไอ้เวร
อีอันขมวดคิ้วพลางตอบ พร้อมกับนึกถึงจุดจบของต้นไม้โบราณที่พลิ้วไหว
ตอนที่เอามีดปักลงไปที่จุดอ่อนของมัน พลังเวทเกิดระเบิดพร้อมเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความแค้น แม้ว่าจะไม่อันตรายมากนัก แต่สภาพของมันไหม้เกรียม
ทั่วทุกทิศเกิดความโกลาหลจากระเบิดควัน ในขณะเดียวกัน ส่วนที่ไหม้เกรียมกลายเป็นก้อนถ่านก็ตกลงมาเพราะแรงกระแทก
ถ้าจะตายก็ควรตายไปอย่างสวย ๆ สิ
อีอันที่กำลังอารมณ์เสียหยุดยืน “น้ำ”
“…?”
“ขอน้ำหน่อย”
มิเกลเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง
อีอันพูดหลังจากรับกระบอกน้ำมาแล้วดื่มลงไปได้อึกหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ใช้ล้างหน้าและถุงมืออย่างลวก ๆ “เฝ้าที่ให้ดีนะ ถ้ามีอะไรโผล่มาก็จัดการเผาหรือฟันทิ้งได้เลย”
“เข้าใจแล้…” มิเกลหันหัวตามอีอันที่เดินผ่านเขาไป “คะ…แค่นี้หรือขอรับ? มีอะไรจะพูดอีกมั้ยขอรับ?”
“ไม่มีแล้ว นอกจากจะบอกให้หุบปาก”
“…”
อีอันเดินเข้าไปหาฟิลลิป
ฟิลลิปถือคบเพลิงมองอีอันด้วยสีหน้าเหมือนลูกสุนัขปวดอึตั้งแต่ตอนที่ปรากฏตัว
อีอันหยุดก้มมองเมฟที่นั่งอยู่ที่ปลายเท้าของเขา เธอพิงตัวไปกับดาบที่ปักอยู่บนพื้นและหายใจหอบเป็นระยะ ๆ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“คือว่า…ข้าก็เพิ่งเคยเห็นนายท่านเป็นแบบนี้ ไม่ได้มีโรคประจำตัวอะไรด้วย” ฟิลลิปก้มมองเมฟ “ต้องถูกพิษอะไรสักอย่างแน่ ๆ แต่ไม่ใช่มนตร์ดำหรอก”
“หืม”
อีอันส่ายหัว ช่างเป็นการอนุมานที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
เมฟเป็นสาวกของทีร์เอ็น โดยพื้นฐานแล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์มีพลังในการเผาทำลายสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เวทมนตร์ดำหรือคำสาปก็ไม่สามารถเข้าไกล้ได้ แต่ประสาทสัมผัสของอีอันที่เพิ่งผ่านการต่อสู้และยังคงตื่นตัวอยู่กลับทำให้อีอันคิดต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ความรู้สึกแปลกแยกและความรู้สึกอึดอัด
พลังเวทที่ปนเปื้อนหรือเปล่านะ?
ในขณะที่อีอันพิจารณามองร่างกายของเมฟอย่างละเอียดอีกครั้ง
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ นายท่าน” ฟิลลิปคุกเข่าข้างหนึ่ง เขาปักคบเพลิงไว้บนพื้นดินแล้วดึงกริชออกจากอกพลางเอ่ย “ถ้าใช้อันนี้จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น”
อีอันเอียงหัว “จะทำยังไงกับมัน?”
“ไม่รู้เหรอขอรับ? มันคือการเปิดแผลเอาเลือดที่ปนเปื้อนออกมา แล้วปล่อยไว้จนกว่าเลือดที่ปนเปื้อนนั้นฟื้นฟูด้วยตัวเองได้”
“…”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีกเนี่ย...?
ฟิลลิปพูดต่อ คงเพราะอาจจะเข้าใจในสีหน้าของอีอันผิด “ข้ารู้ว่ามันอันตรายหากเสียเลือดมากไปในครั้งเดียว แต่สุดท้ายแล้วเลือดที่ถูกใช้ไปก็จะสร้างใหม่ทุกครั้งไม่ใช่หรือ เชื่อข้าเถอะขอรับ เพราะข้าทำแบบนี้ที่ชายแดนหลายครั้งแล้ว”
“เฮ้อ…”
ในที่สุดอีอันก็ลูบหน้าผาก เพราะพึ่งรับรู้ถึงความป่าเถื่อนของความรู้ทางการแพทย์ในยุคมืดนี้
เนื่องจากโลกนี้เป็นโลกที่เวทมนตร์ ปาฏิหาริย์ และความศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพัฒนาความรู้ทางการแพทย์ช้า
เมื่อได้ยินเรื่องไร้สาระที่พบเห็นได้เฉพาะในหนังสือประวัติศาสตร์ ทำให้รู้สึกเหมือนความเหนื่อยล้าทั้งหมดถาโถมเข้ามาในครั้งเดียว
“…เก็บมันลงเถอะ ถ้าไม่อยากเห็นนายของเจ้าตาย”
“ท่านมีความคิดอื่นอย่างนั้นหรือขอรับ?”
ในขณะที่อีอันกำลังจะตอบ
“อีอัน…?” เสียงของเมฟดังขึ้นรำไร “มาแล้วสินะ…กำลังรออยู่เลย…”
เธอพูดออกมาอย่างยากลำบาก เอื้อมมือไปยังด้ามดาบที่เธอนั่งพิงอยู่
สายตาของอีอันหันไปมองมือซ้ายของเธอที่กุมดาบอยู่ แขนของเธอสั่น เกราะป้องกันข้อมือมีร่องรอยขีดข่วนหลงเหลืออยู่
ในขณะที่ดวงตาของอีอันหรี่ลง ฟิลลิปก็พูดอย่างลุกลี้ลุกลน
“ยะ…ยังขยับไม่ได้นะขอรับ นายท่าน ตอนนี้นายท่านยัง…”
“ไม่…ไม่เป็นไร ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว โอเคแล้ว…แค่ก...”
เธอทรุดตัวลงพร้อมกับอ้วกออกมาเป็นเลือด ร่างกายกระสับกระส่ายเหมือนกวางเพิ่งเกิด
“นะ…นายท่าน!” ฟิลลิปตะโกนด้วยสีหน้าตกใจ
เมฟพยายามลุกขึ้นอีกครั้งโดยไม่ตอบอะไร
“พักก่อนเถอะ” อีอันกดไหล่เธอลงเบา ๆ