God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    ผู้พิพากษาและตุลาการ

        ร่างหุ้มเกราะเหล็กลอยละลิ่วปลิวละล่องเข้าไปกระแทกกับกลุ่มเพื่อนทหารที่ยืนอยู่ด้านหลัง ต่างผละกระเด็นล้มไปตามๆโดยไม่ทันได้ตั้งรับ นายทหารผู้เคราะห์ร้ายซึ่งโดนสอยเข้าที่ปลายคางอย่างเต็มกำปั้น นอนแผ่สลบแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น ฟันกรามทั้งหมดแตกละเอียดไม่เหลือเอาไว้ให้เคี้ยวอาหาร สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนที่พบเห็นรวมถึงกลุ่มทหารยามที่ยืนประจำการอยู่ตรงนั้นเป็นอย่างมาก
    "อะ..อะ..ไอ้เจ้าหมอนั่น มันทำจริงๆเหรอนี่ ชิบหายแล้วเอ็ง"
    แซ็คครางเสียงสั่นตาจับนิ่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ยอมขยับไปไหน ลิช่าเองก็ไม่ต่างไปจากเขา มันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าเงาหัวของทั้งคู่อาจจะถูกตัดในวันนี้ก็เป็นได้ การกระทำบ้าบิ่นของชายหนุ่มซึ่งไม่สนอาญาฟ้าดินใดๆสร้างความโกรธให้กับทหารที่ยืนดูเหตุการณ์ตั้งแต่แรกจนจบ พวกเขาแกว่งดาบตวัดไปมาตีวงล้อมตั้งโล เข้าโอบร่างของบุรุษหนุ่มผู้รุกรานโดยไม่ได้นัดหมายและไม่ต้องมีใครสั่ง แม้กระทั่งทหารบนกำแพงก็ไม่วายตั้งเป้าเล็งธนูและหน้าไม้ลงมาใส่เขา ในเวลานี้ชาล์เรียสไคลม์ได้ตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าทหารรักษาเมืองเป็นที่เรียบร้อย
    "บังอาจนักนะแก กล้าทำร้ายเจ้าหน้าที่เชียวเหรอ พวกเราจับมันซะ"
    หมู่ทหารขานรับโดยพร้อมเพียง ต่างยาตราตบเท้าเข้ามาเต็มกำลังส่งเสียงดังตึบๆ โล่เหล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าถูกยกขึ้นเสมอใบหน้ากากกวัดแกว่งไปมาวาดชี้เข้าใส่เป้าหมาย แต่กระนั้นไคลม์ก็มิได้แสดงอาการตื่นกลัวออกมาให้เห็น เขายืนมองหมัดของตัวเองสลับกับร่างของทหารที่นอนสลบแน่นิ่งไม่ได้สติกองอยู่บนพื้นแล้วบ่นอย่างไม่สบอารมณ์
    "ข้าว่าข้าต่อยแบบยั้งมือไม่ให้โดนแล้วน๊า ให้ตายเถอะ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ใช้มือเปล่าๆมาหยอกคนเล่นแบบนี้"
    ไม่มีความสะทกสะท้านใดๆแสดงออกมาให้เห็นจากตัวของชายหนุ่มคนนี้ หากแต่เป็นแซ็คชายแก่ที่วิ่งตามเขามาและลิช่าตะหากที่พยายามร้องขออ้อนวอนหวังไม่ให้ทหารคุมตัวเขา
    "ได้โปรดเถอะเจ้านาย หลานข้ามันสติไม่ค่อยดีอย่าถือสาเอาความมันเลยเจ้าค่าเอ๊ย"
    "หุบปาก จับไอ้แก่กับนางคนนี้ไปด้วยเลย พวกมันมาด้วยกัน"
    นายทหารระดับหัวหน้ากองร้องสั่ง กลุ่มทหารที่ตั้งขบวนอยู่อีกฝั่งหนึ่งวิ่งแตกออกมาเป็นแถวถืออาวุธพร้อมกับโซ่ตรวนพุ่งเขามาหาพวกเขาทั้งสอง ชายหนุ่มพเนจรเห็นท่าเป็นเช่นนั้นก็กระโจนตีลังกาข้ามศรีษะพวกทหารที่ยืนล้อมตนเองอยู่ออกมา เหวียงขาฟาดใส่ลมเกิดเป็นแรงกรรโชกซัดพวกนั้นปลิวกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงเต็มกำลังก่อนลงมาเหยียบพื้นยืนสง่า
    "นี่ท่านผู้อาวุโส ข้าว่าแค่นี้มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้รับโทษคุมขังในกราวิตี้เฟรมหรอกหนา"
    "ยิงมันซะ ฆ่ามันได้เลย เจ้าหมอนี่กำลังก่อกบฏกับราชอาณาจักร"
    เสียงร้องสั่งดังมาจากบนกำแพงลูกธนูนับ10พร้อมด้วยหน้าไม้ถูกปล่อยลงมาใส่ชาล์เรียสไคลม์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของชายชะรากับอีก1สตรี ทั้งสองคนหลับตาปี๋ วิ่งเข้าไปหลบด้านหลังชายหนุ่ม ก้มหัวยกมือกันอย่างหวั่นเกรง ด้วยเห็นลางมรณะพุ่งมาใส่แต่ไกล ต่างก็ส่งเสียงร้องโวยวายขอชีวิตกันให้จ้าละหวั่น 
    ชายพเนจรมองเห็นอาวุธสังหารทุกดอกที่ปลิวลอยตามลมมา เขายกแขนขึ้นเสมออกจ้องเขม็งไปยังประตูขนาดใหญ่อันสร้างขึ้นจากหินและไม้เสริมเหล็กอย่างดี และก่อนที่ห่าฝนลูกดอกพร้อมธนูจะวิ่งตรงถึงร่างของเขา หมัดอันทรงพลังก็ถูกปลดปล่อยออกไปอีกครั้ง กำลังลมมหาศาลกรรโชกบิดตัวกลายเป็นเกลียวคลื่นกลางอากาศ ทะยานเป็นเส้นตรงซัดเข้าใส่ประตูขนาดยักษ์ พลังทำลายอันมหาศาลบดขยี้ หินแกร่งซึ่งทำมาจากหินทรายอย่างหนาพร้อมทั้งประตูเหล็กและกลไกอันใช้เปิดประตูแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
    ราวกับเครื่องสว่านขนาดยักษ์พุ่งทะลวงผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้ามัน อานุภาพทำลายล้างเป็นเส้นตรงอันรุนแรงนี้ยังส่งผลยาวไปจนถึงตึกด้านหน้าภายในกำแพงอีกจำนวน7ตึก คลื่นลมบ้าคลั่งอันเกิดจากพลังของหมัด ซัดทุกสิ่งทุกอย่างกระจายแตกละเอียด หลงเหลือไว้เพียงร่องรอยความเสียหายขนาดใหญ่ อันมิอาจทำใจเชื่อได้ว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ธรรมดาสามัญ สร้างความตื่นตะลึงให้กับเหล่าผู้พบเห็นเป็นจำนวนมากกองทหารรักษาการประจำกองเมืองทั้งที่อยู่ด้านบนกำแพงและด้านล่างถูกลูกหลงของพลังทำลายจากหมัดลมหวนนั้นสิ้นสติกันจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว 
    ในเหตุการณ์ครั้งนี้คนที่ดูจะตื่นตระหนกเป็นที่สุดนอกจากชาวเมืองแล้ว ก็คือ2คนซึ่งวิ่งตามเขามาในภายหลังเพื่อที่จะห้ามปรามการกระทำอันไม่คิดหน้าคิดหลังของชายหนุ่ม แต่แล้วในขณะนี้กลับพบเห็นสิ่งที่ไม่อาจเชื่อได้แม้เห็นเต็มสองตา บุรุษผู้ยืนสง่าอยู่ต่อหน้าคนนี้ นี่ต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญเฉกเช่นพวกตนเป็นแน่แท้ ลูกดอกมากมายกับธนูที่เคยโปรยลงมาหายวับไปกับตาก็ถูกอำนาจแห่งพลังทำลายเป่าจนแหลกละเอียดตอนนี้ทั้งคู่ปลอดภัย ไม่มีใครในฐานะทหารหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองรู้เห็นเหตุการณ์ เพราะต่างก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นกันหมดแล้ว
    "เอาล่ะแค่นี้ก็คงพอแล้ว ฮ่าๆๆ สะใจเป็นบ้าเลย นี่ท่านผู้อาวุโสท่านพาภรรยาของลุงโครมอฟหลบไปก่อนเถอะอีกเดี๋ยวพวกทหารจากกำแพงชั้นในคงจะโผล่ออกมาเพียบเลย ข้าไม่อยากให้พวกท่านถูกลูกหลงไปด้วย"
    ชายชราจ้องหน้าเขาอย่างงงๆ ยืนนิ่งไม่ได้สติอยู่ข้างหญิงสาว
    "นะ..นี่เจ้าเป็นใครกันแน่เจ้าหนุ่ม"
    เป็นธรรมดาที่ใครจะสงสัยเพราะอำนาจทำลายล้างของพลังจากหมัดเปล่าๆของเขาไม่ใช่พลังของมนุษย์ธรรมดาแน่ๆ ชาล์เรียสไคลม์สร้างปาฏิหาริย์อันเกินกว่าคนปกติสามัญจะทำได้ต่อหน้าทุกๆคน ดูจากรูปการแล้วทางราชอาณาจักร ต้องมองเขาเป็นอาชญากรที่มีระดับความอันตรายสูงถึงขั้นเป็นศัตรูเลยไม่ผิดเพี้ยน 
    ไม่มีคำตอบจากชายหนุ่มอีกเช่นเคย เขาส่งยิ้มพร้อมกับโค้งศีรษะคำนับผู้อาวุโสทั้งสอง ก่อนเดินบุกเข้าไปภายในกำแพงที่พังราบเป็นหน้ากลองด้วยตัวเปล่า มองเห็นฝุ่นตลบอบอวลพร้อมกับความชุลมุนวุ่นวายของการวิ่งหนีตายจากชาวเมืองภายในกำแพงอีกด้านหนึ่งกองทหารจำนวนไม่ต่ำกว่า100คน ทั้งทหารม้าและทหารราบเกราะหนักก็วิ่งกรูกันเข้ามาราวกับเป็นระเบียบจัดการที่ถูกตระเตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินเช่นนี้ 
    กองทหารที่วิ่งเรียงหน้ากระดานเข้ามาในตอนแรกแปลขบวนแผ่ออกเป็นวงล้อมยืนรอบตัวชายหนุ่มผู้ก่อเหตุ ชาล์เรียสไคลม์ชูมือขึ้นเหนือศีรษะลดแขนลงมาประสานมืออยู่ตรงท้ายทอย แล้วนั่งคุกเข่าลงยอมให้จับแต่โดยดี เขาถูกล่ามด้วยกุญแจมือและโซ่ตรวนระหว่างขาทั้งสองข้าง กองทหารอารักขาเมืองนำตัวของเขาเข้าไปขังเอาไว้ในคุกชั่วคราวรอการไต่สวนจากตุลาการต่อไป 
    "ท่านพี่แซ็ค เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่า" 
    "ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ดูท่าพวกเราน่าจะมีหวังแล้วล่ะ หากได้เขายื่นมือเข้ามาช่วยแบบนี้"
    "จะมีหวังอย่างไรละท่านพี่ในเมื่อเขาถูกควบคุมตัวไปจองจำอยู่แบบนั้น"
    "ลิช่าเอ๊ย เจ้าอย่าได้กังวนเกินเหตุไปเลย"
    ชายชราหันมายิ้มให้กับหญิงสาวที่ยืนทำถ้ากังวลอยู่ข้างๆท่ามกลางฝูงชนซึ่งเข้ามามุงดูในภายหลัง 
    "ในตอนแรกข้าก็คิดเป็นกังวนแบบเจ้า แต่ดูจากสิ่งที่เขาทำสิ เจ้าเห็นหรือไม่ นี่ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาๆจะทำได้อย่างแน่นอน หึหึ ดูเหมือนท่านเจ้าเมืองจะเจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อแล้วละสิอีแบบนี้"
    แววตากับสีหน้าของแซ็คเปลี่ยนไปเป็นคนละคนหลังจากได้เห็นวีรกรรมของชายหนุ่ม เขาแสยะยิ้มอย่างพอใจเอามือจับจมูกถูไปมา แววตาจ้องยาวไปยังประสาทเบื้องบนซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ปกครองเมือง
    ณ หอพิพากศากลาง ตั้งอยู่ภายในกำแพงชั้นที่5 เต็มไปด้วยกำลังทหารอารักขามากมายและธงประดับสีเขียวรูปอสรพิษยาวเป็นทางอขวนไว้กับเสาทั้งสองข้างของถนน ขณะนี้เป็นเวลา10:20 น บรรดานักโทษซึ่งถูกจับกุมได้เมื่อวานรวมถึงในตอนเช้าถูกนำตัวขึ้นมาพิพากษาตามความผิดอาญาของตนซึ่งได้กระทำเอาไว้
    "หมายเลย147 เบิกตัวนักโทษชาย ชาล์เรียสไคลม์ขึ้นศาล"
    1ใน3ตุลาการประกาศเรียกชื่อ ทหารจำนวน4นายนำร่างของชายหนุ่มซึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนอย่างหนาเดินเข้ามาในห้องพิพากษาคดี เหนือบัลลังก์ขนาดใหญ่โตเต็มไปด้วยเหล่าลูกคุณจำนวนมากมายพร้อมกับ 3 คณะตุลาการและผู้พิพากษาสูงสุดซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ชั้นบนเหนือทุกคน จ้องมองมาที่ร่างของบุรุษหนุ่มซึ่งนั่งอยู่เพียงคนเดียวตรงกลางห้องทั้งสองข้างทางมีกองทหารองค์รักษ์ติดเกราะและอาวุธหนักเต็มอัตตราศึกยืนคอยคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง บุรุษพเนจรเงยหน้ามองบรรดาลูกขุนหาญสบตาทีละคนอย่างใจเย็นก่อนจะก้มถอนหายใจยาวออกมา 
    "ข้าละเกลียดอะไรที่มันเป็นพิธีรีตองแบบนี้ที่สุดเลยพับผ่าสิน่า"
    เขารำพันกับตนเอง
    "นักโทษชายคุณชาล์เรียส นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้ให้การกับผู้พิพากษาผู้มีอำนาจตัดสินคดี การกระทำของคุณ ถือเป็นการกระทำร้ายแรงต่อเมืองหรือแม้กระทั่งราษฏรแห่งนครซิโดเนีย อันเป็นเมืองภายใต้สังกัดการปกครองของมหาราชอาณาจักรเรโมฮาน ถ้าจะให้พูดกันตามตรง นี่เทียบเท่ากับการก่อกบฏกับอาณาจักรทั้งหมดภายใต้การปกครองของมหานครของเรา ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ยอมให้การว่าคุณทำลงไปได้อย่างไร ใช้เวทย์มนต์หรือทริคอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลแก่ประตูเมืองด้านนอกพร้อมกับตึกภายในอีกจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมากบอกว่าคุณคือผู้ก่อเหตุไม่ผิดตัว ด้วยเหตุนี้หากคุณรับสารภาพ เราจะพิจารณาการตัดสินโทษของคุณให้ลดลงไปเกินกว่าความเป็นจริงที่คุณจะได้รับ คุณอยากจะให้การอะไรเพิ่มเติมหรือไม่"
    ชายชราผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ชั้นสูงที่สุดกล่าวกับเขา
    "ข้าขอไปที่คุกกราวิตี้เฟรมก็แล้วกัน"
    นั่นคือคำตอบที่ได้จากปากของบุรุษพเนจรคำพูดนั้นทำเอาลูกขุนและตุลาการทั้งหลายตกใจเป็นอันมากไม่เว้นแม้แต่องครักษ์ที่ยืนล้อมอยู่ไม่เคยมีใครเอ่ยขอร้องให้ได้รับโทษจากคุกนรกที่ได้ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุดแห่งราชอาณาจักร นี่ถือเป็นครั้งแรกสำหรับเหตุการณ์นี้ที่เคยเกิดขึ้นกับชั้นพิจารณาคดี
    "คุณไคลม์ ไม่ว่ายังไงคุณก็จะยืนยันไม่ให้ความร่วมมือกับการพิจารณาคดีใช่หรือไม่?"
    ผู้พิพากษาถามย้ำมาอีกครั้งโดยไม่สนคำร้องขอของเขา
    "เฮ้ออ ขอรับใต้เท้า"
    "งั้นข้าขอพิพากษาความผิดของเจ้า ความผิดฐานกบฏอันมีโทษร้ายแรงและส่งผลต่อความเสียหายของราชอาณาจักรตามมาตรา48 วรรค2บรรทัดที่3 ข้าขอสั่งประหารชีวิตของเจ้าต่อหน้าสาธารณชนในวันพรุ่งนี้"
    "ก็บอกว่าให้ส่งตัวข้าไปคุกกราวิตี้เฟรมยังไงเล่าไอ้แก่งี่เง่าเอ๊ย"
    ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนตะโกนใส่พร้อมกระตุกโซ่ที่ล่ามขาและแขนออกสร้างความตกใจให้กับบรรดาคณะลูกขุนเป็นอย่างมากเหล่าทหารองครักษ์รีบชักดาบออกมายืนรายล้อมตัวเขาโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
    "บังอาจนัก กล้าลบหลู่ศาลสูงเชียวหรือ ข้าขอลงมือสังหารมันตรงนี้เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องรอการประหารในวันพรุ่งนี้หรอกขอรับใต้เท้า"
    หัวหน้าราชองครักษ์พูดในขณะที่วาดดาบพาดไปบนคอของชายหนุ่ม
    "นั่นเขากระตุกโซ่เหล็กให้ขาดในทีเดียวเลยหรือนี่ มันไม่ใช่ตัวเหล็กธรรมดานะนั่นมันเหล็กอย่างหนาเลย"
    หนึ่งในลูกขุนพูดกระซิบกัน นั่งตัวสั่นจ้องลงมาเบื้องล่างอย่างระแวงๆ 
    "น้ำหน้าอย่างเจ้า มีปัญญาฆ่าข้าได้เหรอ?"
    ไคลม์มองหน้าพูดท้าทาย 
    "เออสิวะ"
    !!เคร้งงง!!
    พร้อมกับตะโกน หัวหน้าราชองครักษ์ตวัดดาบฟันใส่คอของชายหนุ่มเข้าเต็มแรง ทว่าสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นต่อสายตาของทุกคน ดาบเหล็กหนาขนาดใหญ่ยาวเกือบครึ่งเมตร ที่เหวี่ยงเข้าไปสัมผัสต้นคอของชายหนุ่มนั้น กลับแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ดาบที่เคยคมกริชสามารถตัดคอม้าให้ขาดได้ภายในชาติเดียวบัดนี้มันแหลกละเอียดแทบไม่เหลือโครงสร้างของดาบเลยแม้แต่น้อย
    "อะ..อะไรกัน"
    "ก็ถึงได้ถามไงว่าน้ำหน้าอย่างเจ้ามีปัญญาจะฆ่าข้าได้เหรอ" 
    บุรุษพเนจรวาดแขนเหวี่ยงออกไปรอบข้าง ก่อเกิดลมพายุกำลังแรงซัดเข้าใส่ทหารทุกคนที่ยืนรายล้อมอยู่ ร่างทั้งหมดซึ่งต้องอำนาจอันมองไม่เห็น พระกระเด็นลอยไปกระแทกเสาและกำแพงรอบข้าง จนหมดสติไป เหลือเพียงบรรดาลูกขุนกับตุลาการและผู้พิพากษาเท่านั้นในห้องนี้ ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามาใกล้เหมือนหน้ามองเอามือเท้าสะเอว ก่อนจะชี้หน้าออกคำสั่งบรรดาผู้พิพากษาซึ่งกำลังตื่นกลัวอย่างสุดขีด
    "ข้าขอถามเจ้าคืนบ้างละนะตาแก่ จะยอมส่งข้าไปที่คุกกราวิตี้เฟรมแต่โดยดีหรือไม่?"

    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง

    คล้ายกับเรื่องGod diary บัญญัติเทพพิชิตโลก ที่คุณอ่าน