ยิ่งออกมาจากหอสมบัติเกราะว่างเปล่าก็ยิ่งมีปฏิกิริยา มันรุนแรงขึ้นเมื่อมุ่งสู่ทิศตะวันออก
ที่อาณาจักรซ่งไม่มีการแยกพื้นที่ขุนนางออกจากคนธรรมดาเหมือนอาณาจักรเยว่ พวกเขาจะอยู่รวมกัน ที่แยกสองชนชั้นออกจากกันเห็นจะเป็นจวนที่ใหญ่กว่าคนธรรมดาก็เท่านั้น
อันที่จริงหนิงเฟยหลงอยากจะแยกออกจากศิษย์พี่หญิงของตนมากในยามนี้ แต่ก็หาเหตุผลดี ๆ มาไม่ได้
“ตอนที่อยากให้มา ก็อยากให้มาอยู่หรอก แต่ตอนนี้มัน...” หนิงเฟยหลงบ่นพึมพำ สายตาพลางจับจ้องไปที่หลี่ฮุ่ยหลัน “ข้าล่ะไม่เข้าใจท่านจริง ๆ”
“หืม ? เจ้าว่าอะไรน่ะศิษย์น้อง” หลี่ฮุ่ยหลันหันมามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เย็นชา ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
“สายตาของสตรีน่ากลัวจริง ๆ” เหงื่อเย็นผุดขึ้นกลางหลังทันทีเมื่อนางมองมา ชายหนุ่มเพียงคิดแต่ไม่ได้กล่าวออกไป
“ปะ..เปล่า” หนิงเฟยหลงรีบแก้ตัว “ข้าแค่คิดว่าเราน่าจะไปหาอะไรกินกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรไปที่ใด ?”
หนิงเฟยหลงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง แต่หลี่ฮุ่ยหลันกลับตอบมาทันที นั่นทำให้หนิงเฟยหลงต้องประหลาดใจ “ตอนที่ผ่านทางทิศตะวันออก ข้าเห็นเหลาสุราแห่งหนึ่งที่นั่นมีคนพลุกพล่าน ข้าว่าจะไปที่นั่น” หลี่ฮุ่ยหลันไม่รู้เลยว่าตอนพูดถึงอาหารนางเผยรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย นั่นก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มต้องประหลาดใจมากขึ้น
“ศิษย์พี่หญิงที่แท้ท่านก็ชอบการกินอาหาร หึ ๆ” หนิงเฟยหลงมีแผนการแล้ว...
...
เหลาสุราแห่งนี้ค่อนข้างขึ้นชื่อภายในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วยมีสุรารสเลิศ และอาหารที่เลิศรส จึงดึงดูดผู้คนมากมายเข้ามาใช้บริการ
ดูท่าว่าหลี่ฮุ่ยหลันจะชอบอาหารร้านนี้เป็นอย่างมากดูจากการกินที่รวดเร็ว จนไม่เหลือเค้าของความเป็นหญิงสาวผู้เย็นชา หากถามว่ายามใดนางดูเป็นคนปกติที่สุดก็น่าจะเป็นตอนกินนี่ละมั้ง แต่แล้วความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปเมื่อกระเพาะของนางดุจหลุมลึกกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม
“เอาเถอะอย่างไรก็ดีกว่าตัวติดข้าล่ะนะ” หนิงเฟยหลงขบคิดได้ดังนั้นก็หาเรื่องออกไปตามหาของปริศนา
“ศิษย์พี่หญิง ข้าว่าจะไปเดินดูของแถวนี้เสียหน่อย ท่านกินต่อให้สบายอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้าจะกลับมาจ่ายเอง”
“อืม” หลี่ฮุ่ยหลันตอบรับแล้วก็สวาปามต่อ หนิงเฟยหลงมองดูหญิงสาวอีกครั้งก็เกิดความนึกคิดหนึ่ง “ศิษย์พี่หนอศิษย์พี่ ท่านรู้หรือไม่ ยามที่ท่านกินอาหารนี้ช่าง...ดูสดใสนัก ไม่คล้ายกับศิษย์พี่หญิงที่เย็นชาคนนั้นเลย” มันยิ้มเล็กน้อยก่อนจะออกไป
กวาดสายตามองถ้วนทั่วก็จะเห็นตึกหนึ่งไม่ใหญ่ไม่โต น่าจะเป็นจวนขุนนางได้ แต่ดูท่าแล้วจะเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าดึงดูดสักนิด เกราะว่างเปล่ากระพริบแสงเป็นระยะรัวขึ้น เมื่อเจ้าของ ๆ มันเดาบางสิ่งบางอย่างถูก “ที่แท้ก็อยู่นั่น !”
หนิงเฟยหลงแผ่การรับรู้ออกไปดูซิว่ามีใครลอบตามมาหรือไม่ ? ก็เห็นจะมีอยู่ด้วยกันถึงห้าคน สี่คนคือฝ่ายเดียวกันอีกคนนั้นมันคุ้นเคยดี “ที่แท้ท่านจ้าวหอก็จับพิรุธได้แต่เริ่มแรก คงเป็นเพราะศิษย์พี่หญิงเป็นแน่”
หนิงเฟยหลงสันนิษฐานได้ทันทีว่า บนตัวของหลี่ฮุ่ยหลันจะต้องมีของบางสิ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมาก เพราะอันที่จริงมันก็ลืมนึกไป ผู้แข็งแกร่งอย่างท่านจ้าวหอโอสถคงสามารถรับรู้ได้ถึงการไม่คงอยู่ของเราตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว
“จะต้องสลัดให้หลุด” ชายหนุ่มเริ่มจากการเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในร้านขายเสื้อผ้า ไปต่อที่ร้านขายโอสถ ร้านสมุนไพร ร้านขายข้าวสาร ไปต่ออย่างนี้ถึงสิบร้าน เมื่อสบโอกาสก็จัดการแปลงโฉมตนเองลอบหนีไป
จ้าวหอโอสถยังต้องทึ่งในความสามารถของเด็กหนุ่มนี่ สำหรับมันที่อยู่มานานจนแก่ชรายังไม่เคยเจอเด็กที่ไหนหลอกล่อมาก่อน จนถึงตอนนี้คงโดนถอนหงอกเสียแล้วกระมัง “เฮ้อ...เสียรู้เจ้าเด็กนั่นจนได้ ฮ่าฮ่า”
...
หน้าจวนแห่งหนึ่ง
“มาถึงจนได้สินะ จวนนี้ดูธรรมดามาก จะมีสิ่งใดอยู่ในนั้นกัน ?”
วืบ
ข้ามกำแพงไปเรียบร้อย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ชายหนุ่มมีความคิดเป็นโจร แต่ก็นะของวิเศษมักเย้ายวนอยู่เสมอ เพราะงั้นจะโทษกันไม่ได้
ร่างลมหวนใช้งานได้อย่างดีไม่มีใครในจวนสังเกตเห็นชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเข้ามาใกล้เกราะนั้นก็ยิ่งเปล่งแสง พักหนึ่งประกายแสงก็พุ่งผ่านออกจากแหวนมิติสู่ภายนอกมุ่งไปยังทิศทางที่เรียกหา...
เมื่อมาถึงต้นไม้ใหญ่มันก็หยุดลง จากนั้นก็มีก้อนหินที่วางอยู่บนพื้นไว้ตกแต่งส่องประกายขึ้น คล้ายว่ามันจะตอบสนองต่อกัน
“หืม ? อย่าบอกนะว่ามันคือก้อนหินนี้” ดูอย่างไรก้อนหินที่ว่าก็เป็นเพียงหินธรรมดา ไม่มีพลังใด ๆ แผ่ออกมาแม้แต่นิด เพียงแต่ดูท่าจะแข็งกว่าก้อนหินปกตินะ ‘เสียเวลาเปล่าชะมัด’ ชายหนุ่มอดคิดเช่นนั้นไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจะเก็บหินนั่นใส่แหวนมิติไป แล้วรอดูปฏิกิริยาสักพัก แต่ก็ไม่เกิดสิ่งใดขึ้น หนิงเฟยหลงก็ต้องแสดงสีหน้าที่ผิดหวังออกมา อุตส่าห์วางแผนมากมายกลับได้ก้อนหินเพียงก้อนเดียว หากเจ้าอยากได้ก้อนหินเหตุใดจึงไม่บอกข้าเล่า ? ชายหนุ่มอยากจะสบถใส่เกราะว่างเปล่าสักที
“ช่างเถอะ ๆ อย่างน้อยก็ได้ออกมายืดเส้นยืดสาย เดินทางมาก็หลายวัน ชักจะเริ่มนึกถึงสถานการณ์ในอาณาจักรแล้วสิ” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ความสบายใจแต่เดิมก็หายไป ร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏขึ้นบนใบหน้า ไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มอายุเพียงสิบห้าจะออกโลดโผนถึงเพียงนี้
ถึงแม้ว่าทวีปชิงเฉวียนจะนับคนที่อายุเกินสิบสามปีว่าชายหนุ่มก็ตาม อันเนื่องมาจากการรับรู้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ทั้งร่างกายที่เติบโตอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่มีเคยมีใครได้รับตำแหน่งขุนนางในตอนอายุเท่านี้ และการนำทัพก็ไม่เคยเกิดขึ้น ต่างจากหนิงเฟยหลงอยู่มากโข
หนิงเฟยหลงนับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จอยู่มาก แต่ความสำเร็จนั้นมาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้ง จะให้มันมีความสุขได้อย่างไร แต่เดิมคิดว่าจะได้ใช้เวลาฝึกฝนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแล้วเชียว สวรรค์ท่านช่างไม่เมตตา
การเดินทางไปงานนทีทีปสวรรค์ในครั้งนี้ถึงแม้จะเตรียมกาในอาณาจักรไว้แล้ว แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ งานที่จัดนั้นอยู่ไกลแสนไกลจะได้รับข่าวอย่างไรก็คงลำบาก มันอดที่จะวิตกกังวลไม่ได้จริง ๆ ภายใต้ใบหน้าอันเรียบเฉยกลับมีความทุกข์ร้อนซ่อนไว้อยู่
...
หนิงเฟยหลงกลับไปที่เหลาสุราก็เห็นสตรีสาวผู้เย็นชาจ้องมองด้วยแววตาที่ไร้อารมณ์ ในที่สุดศิษย์พี่หญิงก้อนน้ำแข็งก็กลับมา แต่ก่อนหน้านั้นจานชามที่วางพะเนินนี่มันอย่างไรกัน ? หนิงเฟยหลงอดที่จะสอดส่องเงินที่ตนเองมีอยู่ไม่ได้
“ศิษย์พี่หญิงท่านกินจุเกินไปแล้ว” มันอยากจะกล่าวเช่นนี้ออกมา แต่หากพูดอกไปใบหน้ามันคงต้องมีรอยแดงเป็นฝ่ามือแน่
“ศิษย์พี่หญิงเรากลับกันเถอะ”
“อืม” จากนั้นทั้งสองก็ออกจากร้านพร้อมกับใบหน้าอันเหี่ยวเฉาของชายหนุ่มที่จ่ายเงินไปถึงห้าหมื่นเหรียญเงิน “ศิษย์พี่หญิงจะรู้หรือไม่ว่าอาหารที่นางสั่งไปมันราคาไม่น้อยเลย...” ในใจมันร่ำร้องบอกว่าอย่าชวนสตรีอันตรายผู้นี้มาอีก
อาหารมื้อเดียวกลับจ่ายไปมากขนาดนี้ หากให้ห้าหมื่นเหรียญเงินกับคนธรรมดาคงกินอยู่ได้อย่างสบายได้เป็นปี ๆ เลยเชียว ไม่สิหลายปีเสียด้วยซ้ำไป
ระหว่างที่ขบคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ กลุ่มคนปริศนาทั้งสี่ก็ปรากฏตัว พร้อมกับการโจมตีปานสายฟ้าแลบ
“ศิษย์พี่หญิงระวัง !” หนิงเฟยหลงไม่รอช้าผลักหลี่ฮุ่ยหลันหลบไป ส่วนตนเองนั้นใช้ร่างลมหวนถอยหลังออกมา
ทว่ากลับมีคนมาดักรออยู่แล้ว กระของอีกฝ่ายเสือกแทงเข้ามาเกือบประชิดตัว หนิงเฟยหลงรีบใช้ก้าวชมจันทร์ถอยออกจากบริเวณนั้น แต่อีกคนกลับมาอยู่รออีกแล้ว
“!!!!!” หนิงเฟยหลงเบิกตากว้าง “นี่มันอะไรกัน ?” พวกมันคาดเดาการเคลื่อนไหวได้ทั้งหมด !
คนผู้นี้ไม่ได้ใช้กระบี่แต่ใช้แส้ หวดเข้ามาอย่างรวดเร็วเกิดเป็นคลื่นพลังหยวนปะทุขึ้นชั่วพริบตา ผู้ที่เหลือต่างพากันหลบหนีไป
คนพวกนี้เป็นใครกันถึงกล้าลงมือในนครหลวงได้ ?
ตูม !! หนิงเฟยหลงปะทุพลังก่อนที่มือจะกำหมัดแล้วซัดออก
หมัดพิฆาต !
ปัง !
แส้นั่นปัดการโจมตีได้ ไม่รอให้หนิงเฟยหลงได้ตั้งตัว อีกสามคนก็พุ่งเข้ามาแล้ว
“เพลิงผลาญฟ้า !” เสียงอันราบเรียบดังขึ้น เพลิงกองมหึมี่ร้อนระอุก็ร่วงหล่นจากนภา อากาศพลันบิดเบี้ยวเพราะความร้อน เข้าครอบคลุมนักฆ่าทั้งสี่พอดี นักฆ่าทั้งสี่หนังตากระตุก รีบโคจรลมปราณคลุมกาย แม้ว่าไม่อาจสังหารพวกมันได้ แต่พลังแค่นี้ก็เพียงพอให้ได้รับบาดเจ็บได้ หนิงเฟยหลงงงงัน จังหวะนั้นก็มีเสียงแหบพร่าดังขึ้น “จะรออะไรอีกรีบหนี”
ตูม !!!! “อ๊ากกก !! บ้าเอ๊ยยย ไฟนี่มันร้อนเกินไปแล้ววว !!!!”
หนิงเฟยหลงได้ยินเสียงร้องโหยหวนก็อยากจะกลับไปมอง พลังอัคคีนั่นคงไม่ด้อยไปกว่าอัคคีสีชาดเลย แต่มันก็ไม่หยุดรออีกรีบพุ่งไปยังหลี่ฮุ่ยหลัน ทว่านางหายไปแล้ว แต่นี่ไม่มีเวลาให้คิดต้องหนีก่อน !
ทั้งสี่คนนั้นชายหนุ่มไม่อาจรู้เลยว่า พวกมันเป็นใคร ? และมีพลังยุทธ์ระดับใด ? การเผชิญหน้าเมื่อสักครู่สองฝ่ายเพียงปะทะกันเล็กน้อยเท่านั้น
คนที่มาช่วยเป็นใครกัน ?
หนิงเฟยหลงแผ่การรับรู้ออกไปก็ถึงกับอ๋อ ที่แท้ก็ท่านจ้าวหอโอสถผู้ชรานี่เอง แต่ทำไมกันล่ะ ทำไมจ้าวหอโอสถถึงมีพลังมากถึงเพียงนั้น แปลกจริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะรับรู้ จ้าวหอโอสถจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
น่าตกใจจริง ๆ สำนักยุทธ์หลวงยังเก็บซ่อนสิ่งใดไว้อีกกัน ?
…