เหวยเหนียงรับมา ก็รีบเปิดอ่าน ความว่า
จงระวังอาถรรพ์ปีชง ข้าไม่อธิบายเพิ่ม ให้เจ้าตีความเอาเอง และนี่จะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ข้าจะติดต่อเจ้า ลาก่อนตลอดกาล
หยุนฮวา
“อาถรรพ์ปีชงงั้นหรือ หมายความว่ายังไง แต่ใช่สิ ปีใหม่นี้เป็นปีขาล และข้าก็เกิดปีวอก ปีนี้ข้าชงตรงนี่นา วันพรุ่งนี้ข้าไปแก้ชงที่ศาลเจ้าดีกว่า” เหวยเหนียงรำพึง
“ไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” อดีตนางกำนัลของหยุนฮวากล่าว
“ขอบคุณมาก ว่าแต่เจ้าเข้ามาในจวนแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร” เหวยเหนียงสงสัย
“ข้าอาสาช่วยแม่ครัวถือของสดกลับจวน ข้าก็เลยถือโอกาสขอพักกับพวกนางคืนนึง วันพรุ่งนี้เช้าข้าถึงจะเดินทางต่อเจ้าค่ะ” อดีตนางกำนัลกล่าวแผน
“เจ้าไม่มีที่อยู่ เจ้าอยู่ที่นี่กับข้าก็ได้นะ” เหวยเหนียงสงสาร
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าจะกลับบ้านเกิด” อดีตนางกำนัลตั้งใจไว้แล้ว
“อะนี่ ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ รับไว้เถิด” เหวยเหนียงยื่นห่ออัฐให้
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” อดีตนางกำนัลรับห่ออัฐอย่างยินดี เพราะนางต้องการใช้เป็นค่าเดินทาง
“เจ้าไปนอนเถิด พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง” เหวยเหนียงกล่าว
“เจ้าค่ะ”
*****************************
เช้าวันรุ่งขึ้น เหวยเหนียงเดินทางไปที่ศาลเจ้าตั้งแต่เช้า เพื่อไปไหว้เทพเจ้าไท้ส่วย ให้ช่วยคุ้มครองดวงชะตาจะได้บรรเทาเคราะห์กรรม และให้คนดูแลศาลเจ้าช่วยทำพิธีแก้ชงให้
“ทำไมที่นี่ถึงเงียบเชียบยิ่งนัก ปกติข้าเห็นคนมักจะมาแก้ชงกันที่นี่ทุกปีนี่” เหวยเหนียงบ่นอยู่คนเดียว
“แม่นางจะมาแก้ชงใช่หรือไม่” ผู้ดูแลศาลเจ้าออกมาต้อนรับ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าแนะนำว่า เจ้าไปทำพิธีแก้ชงกับนักพรตซือหมิ่นจะดีกว่า อย่าทำที่นี่เลย” ผู้ดูแลศาลเจ้าแนะนำ
“ทำไมล่ะเจ้าคะ” เหวยเหนียงแปลกใจ
“นักพรตท่านว่า ปีนี้เป็นปีอาถรรพ์ คนที่เกิดปีชงสำหรับปีนี้ก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าปกติน่ะสิ หากไม่รีบไปแก้ อาจเกิดภัยอันตรายได้” ผู้ดูแลศาลเจ้ากล่าวโดยไม่ปกปิด
“ข้าเพิ่งจะได้ยิน แต่ความจริงหากคนเรามีสติตลอดเวลา อุบัติเหตุต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงคิดว่าที่ตนมาทำพิธีแก้ชงก็เพื่อความสบายใจเท่านั้น
“หลายวันก่อน มีคนไม่เชื่อท่านนักพรต คนที่เกิดปีชงก็มาไหว้ที่นี่ตามปกติเหมือนทุกปีแต่ไม่ได้แก้ชงกับท่านนักพรต ดังนั้นสามวันต่อมา คนที่ไม่ได้ไปแก้ชงกับท่าน บ้างก็ถูกน้ำร้อนลวก บ้างก็ถูกสิ่งของตกใส่หัว บ้างก็ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ บ้างก็ถูกม้าเหยียบเพราะโดนใครก็ไม่รู้ผลักจนล้มไปขวางทางม้าวิ่ง ข้าไม่ได้ต้องการลูกค้าหรือให้คนมาสักการะที่นี่เป็นจำนวนมาก ข้าก่อตั้งศาลเจ้าที่นี่ก็เพียงเพื่อช่วยบรรเทาเคราะห์ภัยให้กับผู้ที่มีเคราะห์กรรมเท่านั้น แต่ในเมื่อปีนี้มันอาถรรพ์รุนแรงซะขนาดนั้น ข้าก็อยากให้เหล่าคนเกิดปีชงไปทำพิธีกับท่านนักพรต” ผู้ดูแลศาลเจ้ากล่าว
“หลังจากข้าไหว้ที่นี่และทำพิธีกับท่านเสร็จ ข้าจะลองไปแก้ชงกับท่านนักพรตก็แล้วกันเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวรับคำ
“ดีแล้วล่ะ ไหว้เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยไปตามข้าก็แล้วกัน” ผู้ดูแลศาลเจ้ากล่าว
เหวยเหนียงคิดในใจว่า “ปกติเคราะห์กรรมจะไม่ได้เกิดในเร็ววันนี่ มันควรจะเกิดในระหว่างปีขึ้นกับเคราะห์กรรมของแต่ละคนต่างหาก เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามีคนจงใจทำให้คนที่เกิดปีชงเกิดเคราะห์กรรมแบบทันตาเห็นนะ”
หลังจากที่ทำพิธีแก้ปีชงกับซินแสเลี้ยงจู่เสร็จเรียบร้อย เหวยเหนียงก็เลยกลับจวนท่านแม่ทัพใหญ่ไปเลย และลืมเรื่องนักพรตซือหมิ่นไปเสียสนิท
ณ จวนแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
“เจ้าเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ นั่งพักเถิด เดี๋ยวข้าจะออกไปจ่ายตลาดพร้อมกับแม่ครัวเอง” แม่สามีกล่าวและเป็นห่วงลูกสะใภ้ที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ
“ให้ข้าได้ออกกำลังกายบ้างเถิดเจ้าค่ะท่านแม่ รอบนี้ให้ข้าไปตลาดนะเจ้าคะ ท่านจะต้องไปดูร้านขายผ้าไม่ใช่หรือ” เหวยเหนียงอาสา
“มันก็จริง! ฝากด้วยนะเหวยเหนียง ยิ่งท้องก็ยิ่งต้องระมัดระวังรู้มั้ย” แม่สามีเตือน
“เจ้าค่ะ”
*****************************
หลังจากที่แม่ครัวและเหวยเหนียงจ่ายตลาดเสร็จเรียบร้อย แม่ครัวก็เลยว่า “ฮูหยิน! ท่านไปรอข้าที่ศาลาพักริมทางนะเจ้าคะ ข้าอยากซื้อของใช้ส่วนตัวเจ้าค่ะ”
“ได้สิ! ไม่ต้องรีบนะ ข้ารอได้” เหวยเหนียงกล่าว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” แม่ครัวรีบไปซื้อของใช้ส่วนตัวในตลาดทันที
เหวยเหนียงกำลังมุ่งหน้าไปที่ศาลาพักริมทางเพื่อพักเหนื่อย แต่ทว่าอยู่ดีๆ ก็มีใครก็ไม่รู้ผลักนาง โชคดีที่มีชายคนหนึ่งรับนางไว้ได้ทัน
“เจ้าทำบ้าอะไรน่ะ รู้มั้ยว่านางท้องอยู่นะ หากนางล้มและแท้งลูกขึ้นมา จะว่ายังไง” ท่านรองแม่ทัพไห่ฉือกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“เอ่อ ท่านรองแม่ทัพ…” เหวยเหนียงกล่าวไม่จบเพราะคนที่ผลักนางพูดแทรก
“เจ้าเห็นมั้ย ว่าต้นไม้จะล้มใส่นางน่ะ” หญิงสาวปริศนาชี้ให้ดู
สักพักต้นไม้ก็โครมใส่ตรงบริเวณที่เหวยเหนียงยืนอยู่ในตอนแรกจริงๆ จนทุกคนถึงกับอึ้ง
“ขอบคุณมากท่านจอมยุทธ์” เหวยเหนียงกล่าวอย่างซึ้งใจ
“แต่ถึงกระนั้น เจ้าก็ไม่ควรกระทำรุนแรงกับเหวยเหนียงนะ” ท่านรองแม่ทัพยังคงไม่พอใจ
“ข้าขออภัยที่ทำร้ายฮูหยินของท่านก็แล้วกัน ข้าไปนะ” หญิงสาวปริศนารีบเดินจากไปทันที
“เอ่อ เขาไม่ใช่….” เหวยเหนียงจะรีบแก้ความเข้าใจผิด แต่ฝ่ายชายพูดแทรก
“ช้าก่อน! เจ้าจะต้องช่วยข้านั่งเฝ้าเหวยเหนียง ข้าจะไปหารถม้าเพื่อพาเหวยเหนียงกลับจวน” ท่านรองแม่ทัพถือโอกาสสั่ง
“ทำไมข้าจะต้องเชื่อเจ้าด้วยล่ะ” หญิงสาวปริศนากล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจช่วยชีวิตนาง เจ้าจะช่วยนางอีกสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ไม่เป็นไรก็ได้ ข้านั่งรอคนเดียวก็ได้” เหวยเหนียงเกรงใจ
จอมยุทธ์สาวมองไปที่ต้นไม้ จากนั้นนางก็กล่าวว่า “ก็ได้! ข้าจะเฝ้าฮูหยินของเจ้าให้เอง พอใจแล้วหรือยัง”
“ขอบคุณมาก เดี๋ยวข้ารีบไปรีบมา” ท่านรองแม่ทัพรีบเข้าไปในเมืองทันที เพื่อไปดำเนินการเช่ารถม้า
“ต้องขออภัยแทนท่านรองแม่ทัพไห่ฉือด้วยนะ ความจริงเขาเป็นลูกน้องสามีข้าน่ะ ข้าชื่อเหวยเหนียงเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน” เหวยเหนียงแนะนำตัว
“ที่แท้ข้าก็เข้าใจผิด ต้องขออภัย ข้าคือมือปราบไป่เหมย ข้ามาจากเมืองสุ่ยหวินน่ะ” มือปราบสาวแนะนำตัวบ้าง
“ท่านมาทำอะไรที่เมืองหลวงงั้นหรือ” เหวยเหนียงอยากรู้
“ข้ามาสืบคดีที่นี่” มือปราบยอมเผย
“ทำไมถึงสืบไกลขนาดนั้นล่ะ” เหวยเหนียงเห็นว่านางอยู่เมืองสุ่ยหวินแต่มาสืบคดีในเมืองหลวง
“หลายวันก่อนมีหญิงชาวบ้านวัย 42 ปี นามว่า เล่าชุ่ย นางเป็นชาวสุ่ยหวิน นางนั้นอุตส่าห์ดั้นด้นมาแก้ชงที่เมืองหลวง แต่พอเดินทางกลับถิ่นฐาน นางกลับป่วยจับไข้ ผ่านไปไม่นานนางก็ตาย ท่านหมอที่เคยตรวจอาการของนาง ให้ยารักษาตามอาการเท่านั้นแต่ไม่รู้ว่านางเป็นโรคอะไร ท่านแม่ของนางรักนางมาก พอนางตาย ท่านแม่ของนางก็เลยไปฟ้องร้องท่านหมอที่รักษานาง แต่ท่านหมอก็ยืนยันว่าเขารักษาตามอาการเท่านั้นและไม่ได้รักษาผิดพลาดอะไร ท่านหมอก็เลยขอให้มีการชันสูตรศพ นั่นจึงทำให้รู้ว่าหญิงสาวถูกพิษและถูกพิษมาหลายสัปดาห์แล้ว ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่นางพักอยู่ที่เมืองหลวงพอดี ดังนั้นใต้เท้าจึงมอบหมายให้ข้ามาสืบคดีที่เมืองหลวง” ไป่เหมยเล่า
“แล้วสืบได้อะไรหรือไม่” เหวยเหนียงอยากรู้
“ยังสืบไม่ได้เลยสักนิดเดียว แต่ข้าสงสัยเรื่องที่คนเกิดปีชงต่างได้รับภัยอันตรายต่างๆ นานา แต่หากคนเกิดปีชงคนไหนเข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์กับท่านนักพรต คนพวกนั้นถึงจะรอดและไม่เกิดภัยอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น” ไป่เหมยเล่าต่อ
“ท่านก็เลยลองสะกดรอยตามข้า เพื่อพิสูจน์ว่าข้าจะมีภัยอันตรายหรือไม่ หากข้าไม่ทำพิธีกับท่านนักพรตนั่นใช่มั้ย” เหวยเหนียงเริ่มเข้าใจ
“ใช่! และเจ้าก็เกือบถูกไม้ล้มใส่จริงๆ” ไป่เหมยเห็นกับตา
“หรือว่า ปีนี้จะเป็นปีอาถรรพ์จริงๆ ต้องทำพิธีที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์กับผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าเท่านั้น ถึงจะรอด” เหวยเหนียงนึกถึงคำทำนายของศิษย์พี่
“ข้าว่าไม่ใช่หรอก มีคนจงใจปองร้ายเจ้า เพื่อให้เจ้าเข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์ของท่านนักพรตต่างหาก” ไป่เหมยแย้ง
“เจ้ารู้ได้อย่างไร เจ้าเห็นคนลอบปองร้ายข้าอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงสงสัย
“ไม่เห็น! แต่ต้นไม้มีร่องรอยโดนตัด มันไม่ได้ล้มเองโดยธรรมชาติ เจ้าเองก็เห็นว่าต้นไม้ไม่ได้เหี่ยวเฉาหรือแก่อะไรเลย ต้นไม้ดูแข็งแรงมั่นคงจะตายไป ประกอบกับแถวนี้ก็ไม่มีลมปะทะใดๆ ทั้งสิ้น” ไป่เหมยอธิบายตามหลักความเป็นจริง
“ก็จริงของเจ้า” เหวยเหนียงเห็นด้วย
“ข้าว่านะ จะจริงตามดังที่ข้าสันนิษฐานหรือไม่ก็ตาม เจ้าจงไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ก่อนเถิด เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง” ไป่เหมยเป็นห่วงความปลอดภัยของหญิงสาว
“ข้าจะไปทำพิธีวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ขอบคุณมากแม่นางที่แนะนำ” เหวยเหนียงกล่าว
“ชายคนนั้นมานั่นแล้ว ข้าไปล่ะ” ไป่เหมยไม่อยากพบหน้าท่านรองแม่ทัพ
“หวังว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกนะ แม่นางไป่เหมย” เหวยเหนียงรู้สึกถูกชะตากับไป่เหมย
“หากเจ้าไปร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์ในวันพรุ่งนี้ พวกเราก็จะได้เจอกันอีก ข้าไปล่ะ” ไป่เหมยมีแผนจะเข้าร่วมพิธีในวันพรุ่งนี้ด้วย
“ผู้หญิงคนนั้นทำอันตรายท่านหรือเปล่าขอรับ” ท่านรองแม่ทัพเป็นห่วงฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่
“เปล่า! นางเป็นมือปราบที่มาจากเมืองสุ่ยหวิน นางไม่ทำอันตรายใครหรอก” เหวยเหนียงอธิบาย
“แล้วไป! ท่านรีบขึ้นรถม้าเถิดขอรับ พวกเราจะได้ไปรับแม่ครัวของท่านด้วย ข้าบอกให้นางไปรอที่ท้ายตลาดแล้ว” ท่านรองแม่ทัพกล่าวแผน
“ขอบคุณมาก ว่าแต่ท่านก็ติดตามข้าอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงสงสัย
“ท่านแม่ทัพใหญ่ไหว้วานให้ข้าช่วยดูแลท่านขอรับ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวโดยไม่ปกปิด
“อย่างนี้นี่เอง” เหวยเหนียงรู้สึกดีใจที่สามีห่วงนางมาก ถึงขนาดไหว้วานให้ลูกน้องดูแลนาง
“ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าขอรับ” ท่านรองแม่ทัพสำรวจ
“ไม่มี ขอบคุณมาก” เหวยเหนียงกล่าว
ท่านรองแม่ทัพจึงไปส่งฮูหยินของเจ้านายถึงที่จวนแม่ทัพใหญ่ จากนั้นก็กลับจวนของตนเพื่อพักเหนื่อยหลังจากเดินทางมาไกล เพราะเขาเพิ่งกลับมาจากชายแดน
*****************************
ณ ตำหนักนักพรตซือหมิ่น
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ท่านรองแม่ทัพที่ตามเหวยเหนียงมาเพื่อคุ้มครองนาง พอเห็นผู้หญิงที่ไม่ถูกชะตาก็เลยรีบถาม
“ข้าก็มาแก้ชงสิถามได้ แล้วเจ้าล่ะ” ไป่เหมยถามบ้าง
“ข้าก็มาคุ้มกัน…..” ท่านรองแม่ทัพกล่าวไม่จบเพราะเหวยเหนียงพูดแทรก
“เขาก็มาแก้ชงเหมือนกัน เขาเกิดปีเดียวกันกับข้าน่ะ” เหวยเหนียงรีบอธิบาย
“แค่นี้! ไม่เห็นต้องปกปิด รีบเข้าไปกันเถอะ นักพรตกำลังเริ่มพิธี” ไป่เหมยอยากรีบเข้าไป
พอทั้งสามเข้าไปในตำหนักของท่านนักพรต ผู้ดูแลตำหนักก็ให้ทั้งสามเขียนวันเดือนปีเกิดพร้อมกับเวลาตกฟากและส่งให้ผู้ดูแล เพื่อให้พวกเขารวบรวมไปประกอบพิธีแก้ชงพร้อมกัน
“ท่านจงหย่อนกระดาษวันเกิดลงในตะกร้า แล้วเชิญข้างในขอรับ” ผู้ดูแลกล่าว
ทั้งสามจึงเข้าไปรวมกลุ่มกับฝูงชนที่กำลังนั่งขัดสมาธิเพื่อคอยดูท่านนักพรตนั่งสวดคาถาบางอย่างอยู่
“คนศรัทธานักพรตเยอะมากจริงๆ” เหวยเหนียงรำพึง
“จะไม่ศรัทธาได้ยังไงกันล่ะ หากคนเกิดปีชงไม่มาทำพิธี พวกเขาก็จะประสบเหตุเคราะห์ภัยต่างๆ นานา ดีไม่ดีจนถึงขั้นมีอันเป็นไปก็เป็นได้” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
“ท่านเองก็เคยประสบเคราะห์งั้นหรือ” เหวยเหนียงอยากรู้
“ใช่แล้ว! ดูสิหัวข้ายังโนไม่หายเลย ข้าเดินไปจ่ายตลาดอยู่ดีๆ กระถางต้นไม้ที่เขาปลูกไว้ชั้นสองก็หล่นใส่หัวข้าซะงั้น ดีที่ข้ายังรอดมาได้” หญิงชาวบ้านชี้ให้ดูที่หัว
เหวยเหนียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ท่านนักพรตลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ซัดฝ่ามือไปที่ตะกร้าที่ใส่กระดาษวันเกิดของผู้ที่มาแก้ชงทุกคน จากนั้นอยู่ดีๆ ไฟก็ลุกโชนอย่างน่าอัศจรรย์
“โห! เป็นบุญตาแท้ๆ นักพรตผู้นี้ช่างมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้ามากจริงๆ” หญิงชาวบ้านทึ่ง
จากนั้นท่านนักพรตก็กล่าวเสียงดังว่า “ข้าได้สวดปัดเป่าเพื่อบรรเทาเคราะห์กรรมของพวกเจ้าให้แล้ว หลังจากนี้พวกเจ้าก็ทำบุญตามศรัทธาเถิดนะ ข้าจะนำอัฐไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้พวกเจ้าที่วัดต่อไป”
จากนั้นผู้ดูแลก็นำถุงผ้าขนาดใหญ่เพื่อเดินไปเก็บอัฐสำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาจะร่วมทำบุญ
เหวยเหนียง ท่านมือปราบและท่านรองแม่ทัพก็ใส่อัฐตามคนอื่นๆ พอเป็นพิธี
พอท่านนักพรตกำลังจะลงจากเวที อยู่ดีๆ ก็มีแม่นางคนหนึ่งเดินเข้ามา แล้วคุกเข่าต่อหน้าท่านนักพรต
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ” ท่านนักพรตแปลกใจ
“ข้าชื่อ ไป่เหมยเจ้าค่ะ เมื่อสิบปีก่อน ข้าชะตาขาด ก็ได้ท่านนี่แหละที่ช่วยต่อชะตาให้ข้า ดังนั้นข้าจึงมีชีวิตยืนยาวนานจนถึงบัดนี้เจ้าค่ะ” ไป่เหมยอีกคนกล่าวอย่างซึ้งใจ
“เจ้าคือเด็กน้อยวัยสิบขวบคนนั้นนี่เอง” ท่านนักพรตนึกขึ้นได้
สักพักก็มีเสียงโจษจันดังอยู่เซ็งแซ่
“โห ท่านนักพรตช่างเก่งกาจจริงๆ” ท่านป้ากล่าวชม
“จริงด้วย! ท่านมีความสามารถในการต่อชะตาได้จริงๆ” ท่านลุงอีกคนรู้สึกศรัทธา
“สิบแปดมงกุฎชัดๆ” มือปราบสาวกล่าวออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร
ทุกคนหันมามองท่านมือปราบเป็นตาเดียว
“อ้อ! เจ้าบอกว่าอะไรนะ จะไปซื้อมะกรูดอย่างนั้นหรือ ไปสิ เดี๋ยวข้าพาไป” เหวยเหนียงรีบจูงท่านมือปราบฝ่าฝูงชนออกไปนอกตำหนัก แต่ก่อนไป ก็หันไปถามท่านรองแม่ทัพว่า “ท่านจะไปด้วยกันมั้ย”
“เอ่อ! ขอโทษด้วยท่านฮูหยิน ข้าเจอคนรู้จักน่ะขอรับ” ท่านรองแม่ทัพอยากอยู่ต่อ
“งั้น ข้ากับท่านมือปราบไปก่อนนะ” เหวยเหนียงกล่าว
ท่านรองแม่ทัพพยักหน้า
เหวยเหนียงจึงรีบจูงมือท่านมือปราบออกมาจากตำหนักได้สำเร็จ
“ท่านพาข้าออกมาทำไมน่ะ” มือปราบหญิงสงสัย
“ชาวบ้านต่างพากันศรัทธาท่านนักพรต เจ้ากล้าไปพูดแบบนั้นได้อย่างไร” เหวยเหนียงรีบเตือน
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นหน้าม้า เรื่องที่นางพูดต้องกุเรื่องขึ้นมาเป็นแน่” มือปราบกล่าวอย่างมั่นใจ
“เป็นเพราะนางอ้างชื่อเหมือนเจ้า เจ้าก็เลยไม่เชื่อใช่หรือไม่” เหวยเหนียงคาดเดา
“เปล่า! ชื่อคนเราซ้ำกันได้ แต่ที่ข้าไม่เชื่อ ก็เพราะข้าเคยเห็นผู้หญิงคนนี้อยู่กับท่านนักพรตจอมปลอมนั่นน่ะสิ” มือปราบอธิบาย
“มันเป็นเพียงความคิดของเจ้า ข้าคงต้องพิสูจน์ต่อไป” เหวยเหนียงอยากฟังหูไว้หู
“ไม่มีอะไรแล้วข้ากลับก่อนนะ ท่านรองแม่ทัพกำลังเดินออกมาพอดี” มือปราบชี้ให้ดู
เหวยเหนียงกำลังหันไปหาท่านรองแม่ทัพและกล่าวว่า “พวกเรากลับ…”
แต่ท่านรองแม่ทัพก็เดินเลยผู้หญิงทั้งสองไป และวิ่งตามผู้หญิงที่มีนามว่าไป่เหมย
“ช้าก่อน! ไป่เหมย!” ท่านรองแม่ทัพเรียกหญิงสาว
“ท่านมีอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ” ไป่เหมยสงสัย
“เจ้าชื่อไป่เหมยจริงๆ ใช่มั้ย” ท่านรองแม่ทัพกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ใช่! ไป่เหมยเป็นชื่อของข้าจริงๆ” หญิงสาวกล่าวอย่างมั่นใจ
“จำข้าได้หรือเปล่า ข้าคือคู่หมั้นของเจ้าไง พวกเราหมั้นกันตั้งแต่เด็กๆ แล้ว จำได้มั้ย” ท่านรองแม่ทัพกล่าวอย่างมีความหวัง
“ท่านคือ….” ไป่เหมยจำไม่ได้
“ไห่ฉือไง” ท่านรองแม่ทัพรีบบอกชื่อตัวเอง
“อ้อ ไห่ฉือนี่เอง เจ้าดูเปลี่ยนไปตั้งเยอะ ข้าเลยจดจำเจ้าไม่ได้” ไป่เหมยแก้ตัว
“ข้าจะพาเจ้าไปหาท่านพ่อท่านแม่ดีมั้ย” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกดีใจอย่างประหลาด
“เอ่อ ข้ามีธุระ ไว้วันหลังเถิดนะ ข้ายังอยู่ในเมืองหลวง ข้าไม่ไปไหนหรอก” ไป่เหมยยังไม่พร้อม
“ก็ได้! แล้วเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ ให้ข้าไปส่งดีมั้ย” ท่านรองแม่ทัพเสนอตัวให้การปกป้อง
“ไม่เป็นไร! ข้าต้องไปทำธุระนอกบ้าน แล้วเจ้าล่ะ ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหน” ไป่เหมยถามกลับบ้าง
“ข้าคือ รองแม่ทัพไห่ฉือ จวนของข้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำใหญ่” ท่านรองแม่ทัพกล่าว เผื่อว่าหญิงสาวจะไปเยี่ยมที่จวน
“ไว้ข้าว่างข้าจะไปเยี่ยมท่านเอง” ไป่เหมยกล่าว
“จริงหรือ” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกดีใจ
“จริงสิ ก็ในเมื่อท่านคือคู่หมั้นของข้าไม่ใช่หรือ” ไป่เหมยรับปาก
“ข้าจะรอนะ ไป่เหมย” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกมีความหวัง
ท่านรองแม่ทัพรอให้ฝ่ายหญิงเดินจากไป เขาถึงเดินกลับไปหาเหวยเหนียงกับท่านมือปราบ
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงสงสัย
“นางคือคู่หมั้นของข้าเองขอรับ นางชื่อไป่เหมย” ท่านรองแม่ทัพยอมเล่า
แต่เหวยเหนียงกลับหันไปมองไป่เหมยอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ นาง
“มองข้าทำไมงั้นหรือ” ท่านมือปราบสงสัย
“เจ้าไม่ได้ปกปิดอะไรใช่มั้ย” เหวยเหนียงเค้นถาม
“ข้าจะปกปิดอะไรกันล่ะ เอ่อ ข้าหิวแล้ว ข้าขอตัวนะ” มือปราบรีบเดินหนีไปทันทีอย่างมีพิรุธ
“ทำไมงั้นหรือขอรับ” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“ข้ามีอะไรสงสัยนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก” เหวยเหนียงยังไม่แน่ใจว่ามือปราบไป่เหมยคือคู่หมั้นตัวจริงของท่านรองแม่ทัพหรือเปล่า เลยยังไม่กล่าวอะไร
“พวกเรากลับกันเถิดขอรับ เดี๋ยวแม่สามีของท่านจะเป็นห่วง” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
เหวยเหนียงจึงนั่งรถม้าที่รองแม่ทัพไห่ฉือเตรียมไว้ให้ ในระหว่างที่นั่งอยู่นั้นนางก็นั่งนับนิ้วไปด้วยเพื่อทำนายเป็นการส่วนตัว เนื่องจากนางแอบมองเห็นวันเดือนปีเกิดของทั้งไห่ฉือและไป่เหมย และอยู่ดีๆ เหวยเหนียงก็พูดรำพึงออกมา “พวกเขาเป็นเนื้อคู่กันนี่ หรือว่า มือปราบไป่เหมยจะเป็นคู่หมั้นของไห่ฉือจริงๆ”
“มีอะไรงั้นหรือขอรับ” ท่านรองแม่ทัพได้ยินแว่วๆ
“ปะ ปะเปล่า ไม่มีอะไร” เหวยเหนียงรีบพูดกลบเกลื่อน เพราะนางยังไม่มีหลักฐานหรือรู้แน่ชัด
“อยากแวะซื้ออะไรบอกได้นะขอรับ” ท่านรองแม่ทัพจะพาแวะ
“ไม่เป็นไร! รีบกลับเถอะ” เหวยเหนียงไม่อยากเถลไถล
ท่านรองแม่ทัพจึงไปส่งเหวยเหนียง แล้วรีบกลับจวนอย่างอารมณ์ดี เนื่องจากเขาได้เจอคู่หมั้นที่จากกันมานานถึงสิบปี
*****************************