ตอนที่ 9
เช้าตรู่วันใหม่ปกคลุมมหานครโซลาราด้วยไอหมอกเย็นเยียบ จิณยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นแกะสลักกลางโถงพิธีศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนัก
แสงตะวันยามเช้าทอดผ่านกระจกสี ส่องกระทบชุดเกราะเพรียวบางสีทองที่เธอสวมใส่จนเปล่งประกายเจิดจรัส ชั่วขณะนั้นภาพลักษณ์ของเธอคือ ‘อัศวินแห่งแสง’ ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องที่ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อนได้
ทว่า…ภายใต้เกราะเหล็กกล้าที่ห่อหุ้มเรือนกายอันบอบช้ำ ภายในใจของเธอกลับมีเพียงความว่างเปล่าและความโสมมที่กำลังกัดกินิญญาอย่างเงียบงัน
เบื้องหน้าของเธอคือ ‘สามเสาหลักแห่งอำนาจ’ ที่นั่งเรียงรายบนบัลลังก์ไม้แกะสลักอันโอ่อ่า ลดหลั่นกันตามลำดับความสำคัญ
ผู้นั่งอยู่ตรงกลางคือ ‘หัตถ์าา’ ชายชราวัยเจ็ดสิบปีผู้ยืนหยัดมั่นคงราวเสาหิน เขาคือเงาของกษัตริย์และเป็ผู้ชักใยอำนาจที่แท้จริงของอาณาจักรมนุษย์
ร่างกายที่ยังคงผึ่งผายถูกปกปิดด้วยเสื้อคลุมกำมะหยี่สีเข้มปักดิ้นทองอย่างประณีตไร้ที่ติ ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามที่กดดันผู้คนได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำ
ดวงตาของเขาเป็สีเหล็กกล้าที่เ็าและไร้ความรู้สึก ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจของจิณและตีค่าเธอเป็เพียง ‘เบี้ย’ ตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุก
การเป็หัตถ์าาทำให้เขามีอำนาจเหนือกว่ากฎหมาย และเป็ที่รู้กันโดยนัยว่า…คำพูดของเขาคือโองการของกษัตริย์
ถัดมาคือ ‘มหาสังฆราช’ ชายร่างท้วมวัยราวห้าสิบปี ผู้กุมอำนาจทางจิติญญาสูงสุดของอาณาจักร
เขาเป็ดั่งสัญลักษณ์ของแสงสว่างและความเมตตาที่มนุษย์ต่างให้ความเคารพศรัทธา สวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ขับเน้นรัศมีอันเปี่ยมบารมีและดูอบอุ่นเข้าถึงง่าย
ดวงตาของเขามักฉายแววอ่อนโยนเสมอแม้ในยามตำหนิ ทว่าภายใต้ความอ่อนโยนนั้นกลับซ่อนอำนาจทางจิติญญาที่เข้มข้นจนน่าหวาดหวั่น เขาสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้รับการชำระล้างหรือถูกตราหน้าว่าเป็คนบาปได้ เพียงแค่ใช้สายตาจ้องมอง
มหาสังฆราชมีศักดิ์เป็ ‘บิดาบุญธรรม’ ของจิณ ความสัมพันธ์ในอดีตเต็มไปด้วยความรักดั่งพ่อลูก
แต่ใน่ห้าปีหลังมานี้ ช่องว่างระหว่างทั้งสองกลับเพิ่มขึ้นตามภาระหน้าที่ แม้เขาจะยังแสดงความรักและห่วงใย แต่ลึกๆ แล้วจิณกลับััได้ถึงความกดดันที่น่าอึดอัด
ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากันเช่นนี้ มหาสังฆราชคือผู้พิพากษาที่คอยตำหนิเธอในฐานะ ‘ลูกสาว’ และ ‘นักรบแห่งศรัทธา’ โดยใช้ความรักและความคาดหวังเป็โซ่ตรวนทางใจ ซึ่งสร้างความเ็ปให้จิณยิ่งกว่าถ้อยคำเ็าของหัตถ์าาเสียอีก
และคนสุดท้าย ‘หัวหน้ากองอัศวินศักดิ์สิทธิ์’ ชายร่างกำยำสูงใหญ่วัยใกล้สี่สิบปี สัญลักษณ์แห่งพละกำลังและความเด็ดขาดของกองทัพมนุษย์ และเป็ผู้บังคับบัญชาสายตรงที่จิณต้องรายงานผลการปฏิบัติงาน
ร่างกายของเขาถูกสร้างมาเพื่อา ไหล่กว้างหนาแน่นด้วยมัดกล้าม ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยร่องรอยาแจากการสู้รบ
เขาคือผู้ฝึกสอนจิณมานานหลายปี แต่มันเป็เพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไร้ซึ่งจิติญญาความเป็ครูหรือความภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์
เขามักมองจิณด้วยสายตาเหยียดหยามและเต็มไปด้วยอคติ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสตรีเพศก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งที่สูงเกินหน้าเกินตา
กิริยาของเขาจึงแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย เขากอดอกมองต่ำลงมายังร่างของเธอ ราวกับรอคอยที่จะซ้ำเติมความล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา
“เ้าทำภารกิจล่าลูกแก้วแห่งอำนาจล้มเหลวโดยสิ้นเชิง…เป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว?”
เสียงก้องต่ำของหัวหน้ากองอัศวินคำรามใส่จิณอย่างดุดัน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความผิดหวังระคนสะใจ
“ช่างเสียเวลาไปกับเบาะแสไร้สาระพวกนี้เสียจริง!!”
จิณพยายามควบคุมลมหายใจ ร่างกายที่บอบช้ำอย่างหนักเมื่อคืนยังคงประท้วงด้วยความเ็ป แต่เธอก็ฝืนยืนหลังตรง
“เรียนท่านหัวหน้า…”
จิณกล่าวเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ
“ข้าต้องกราบขออภัยในความล้มเหลวของการสำรวจซากวิหาร”
“ชิ!!”
เสียงเดาะลิ้นอย่างขัดใจดังแทรกขึ้นมาจากลำคอของชายร่างั์ หัวหน้ากองอัศวินสะบัดหน้าหนีแล้วกระแทกแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ตึง!! แสดงออกถึงความรำคาญใจอย่างปิดไม่มิด
เธอเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็ข้อเท็จจริงที่สุด “สิ่งที่ข้าค้นพบในส่วนลึกของวิหาร มีเพียงโลงศพหินที่ว่างเปล่าและเสาหินผุพัง ลูกแก้วแห่งอำนาจไม่ได้อยู่ที่นั่น และข้าไม่พบร่องรอยของการเคลื่อนย้ายใดๆ”
เธอจำเป็ต้องปิดบังเื่ ‘าาแวมไพร์’ เป็ความลับสุดยอด เพราะรู้ดีว่าหากสภาระแคะระคายแม้เพียงนิด าล้างเผ่าพันธุ์อาจปะทุขึ้นทันที
ทว่าเหตุผลที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้น คือลึกๆ แล้วเธอยังอยากเก็บ ‘ปีศาจร้ายตนนั้น’ ไว้ข้างกายต่อไป ซึ่งคงเป็ผลพวงจาก ‘ตราบาป’ ที่เขาฝากไว้เมื่อคืน
“หึ…อย่างนั้นรึ? หมายความว่าเ้าพาคนไปเพียงไล่ล่าความว่างเปล่าสินะ” หัตถ์าาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบราวกับรู้ว่าเธอกำลังซ่อนความจริงบางอย่างไว้
“เป็เช่นนั้นค่ะ” จิณตอบกลับโดยไม่หลบสายตา
“ลูกสาวของเทพธิดา…เ้าควรยึดมั่นใน ‘ความบริสุทธิ์’ และ ‘ศรัทธา’ ให้มากกว่านี้” มหาสังฆราชกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำกลับแฝงไว้ด้วยการตำหนิที่บาดลึก
เมื่อคำว่า ‘ความบริสุทธิ์’ และ ‘ศรัทธา’ หลุดออกมาจากปากของบิดาบุญธรรมผู้สูงส่ง…
ตู้ม!!
ไม่ใช่เสียงะเิจากภายนอก แต่เป็แรงสั่นะเืที่ปะทุขึ้นกลางอกของเธอ!! ความรู้สึกวาบหวามที่ไม่อาจนิยามได้พุ่งพล่านจากท้องน้อยแล่นริ้วขึ้นสู่สมอง ราวกับร่างกายกำลังถูกกระตุ้นด้วยอำนาจมืดอีกครั้ง
จิณกัดฟันแน่นจนกรามปูดโปน ดวงตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มสั่นไหวด้วยความตื่นตระหนกต่อปฏิกิริยาของร่างกายตนเอง
[เกิดบ้าอะไรขึ้นกับข้า?]
เธอถามตัวเองในใจ ทำไมการถูกด่าทอเหยียดหยาม…ถึงทำให้ข้ารู้สึกดีแบบนี้!!
“จิณ!! เ้าฟังพวกเราอยู่รึเปล่า!?” หัวหน้ากองอัศวินตวาดเสียงดังลั่นเมื่อเห็นหญิงสาวเหม่อลอย
ยิ่งถูกตะคอกด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจและความเกรี้ยวกราดมากเท่าไหร่…ความวาบหวามที่ทรยศก็ยิ่งแผ่ซ่านรุนแรงขึ้นเท่านั้น
บนเรือนร่างท่อนล่างที่ปราศจากเกราะกำบังใดๆ ผ้าบิกินีสีขาวตัวจิ๋วที่ทำหน้าที่เพียงอำพรางจุดซ่อนเร้น เริ่มปรากฏรอยด่างดวงจากของเหลวใสที่ซึมออกมาจนเปียกชุ่ม
จิณรับรู้ได้ถึงความชื้นแฉะที่เอ่อล้นออกมาอย่างน่าอับอาย ร่างกายที่วิปริตของเธอกำลังตอบสนองต่อการถูก ‘กดขี่’ ทางวาจานี้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความรังเกียจตัวเองถาโถมเข้าใส่จนแทบอาเจียน เธอรู้สึกสกปรกโสโครกต่อหน้าชายทั้งสามที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องบนบัลลังก์
ทว่ายังนับเป็โชคดีในความอัปยศ…ที่บิกินีตัวจิ๋วของเธอเป็สีขาวบริสุทธิ์ มันจึงช่วยอำพรางร่องรอยของเหลวใสให้กลืนหายไปกับเนื้อผ้า ทำให้ชายทั้งสามไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่กำลังประจานความวิปริตของเธออยู่นี้
“ดูเหมือนสติของเ้าจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ”
หัตถ์าาสรุปด้วยน้ำเสียงเ็าดั่งคำตัดสิน
“จงสรุปมาให้หมด!! ยังมีเบาะแสอื่นใดที่ควรค่าแก่การรายงานอีกหรือไม่?”
จิณสูดหายใจลึก พยายามข่มกลั้นอารมณ์วิปริต
“อริสาเสนอให้เดินทางไปยังดราก้อนพีค เพื่อขอคำชี้แนะจากเหล่าัาุโ ทว่าข้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่อาจประเมินได้ และไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง จึงเรียนมาเพื่อขอรับคำสั่งค่ะ”
“เ้าก็รู้นี่…การส่งพวกเ้าไปตายในเทือกเขาที่ไม่มีมนุษย์ย่างกรายเข้าไปนับสิบปี เป็เื่โง่เขลาที่สุด” หัตถ์าาส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
ความเงียบอันหนักอึ้งเข้าครอบงำโถงพิธี ชายทั้งสามนิ่งเงียบไปพักใหญ่
่เวลานี้ปกติจิณจะใช้เพื่อสงบสติอารมณ์ ทว่าในครั้งนี้…จิตใจของเธอกลับปั่นป่วนบ้าคลั่ง สวนทางกับความเงียบสงบภายนอกอย่างสิ้นเชิง
“งั้นข้าจะมอบภารกิจใหม่ให้เ้า”
มหาสังฆราชกล่าวพร้อมรอยยิ้มเมตตา เพื่อทำลายความเงียบ
“ใน่ไม่กี่เดือนมานี้ มีหญิงสาวหลายคนในเขตชานเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือหายตัวไปอย่างลึกลับ”
“เป็คดีที่ดูต่ำต้อยเกินกว่าจะเป็งานของอัศวินศักดิ์สิทธิ์!!”
หัวหน้ากองอัศวินแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน
“แต่ก็คงดีกว่าปล่อยให้เ้าไปเสียเวลาไล่ล่าภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง”
“เป็ความคิดที่ดี…เ้าจงออกไปสืบเื่นี้ให้กระจ่าง”
หัตถ์าาออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ตามหาเบาะแสและลากคอผู้บงการมารับโทษ…ข้าเชื่อว่าภารกิจที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ จะช่วยให้เ้ามีโอกาสได้ทบทวนศรัทธาของตนเองอีกครั้ง”
จิณยืนนิ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงอย่างจำยอม
“ข้าจะปฏิบัติตามรับสั่ง…”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น
“เพียงแต่…จากรูปแบบคดีและการหายตัวไป มันคล้ายฝีมือของพวก ‘ไลแคน’ ท่านเองก็น่าจะทราบดี”
“ฮ่าๆๆ ฉลาดนี่…ถ้าเช่นนั้นเ้าก็คงรู้อยู่แล้วสินะว่าหัตถ์าา้าให้เ้าไปกำจัดสิ่งปฏิกูลประเภทไหน?” หัวหน้ากองอัศวินเอ่ยแทรกพร้อมรอยยิ้มเหยียดหยาม
“แต่จงจำใส่ใจไว้…คำสั่งของข้ามีเพียงให้เ้าไป ‘สืบสวน’ และ ‘หาตัวผู้บงการ’ เท่านั้น”
หัตถ์าากล่าวเน้นย้ำเสียงเย็น เจตนาของเขานั้นชัดเจน…มันคือการขีดเส้นความรับผิดชอบไว้ล่วงหน้า หากจิณกระทำการใดที่ ‘เกินเลย’ ไปกว่าคำสั่ง ซึ่งเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องทำแน่
ผลลัพธ์อันเลวร้ายที่จะตามมา…ย่อมไม่แปดเปื้อนมาถึงมือของเขาแม้แต่น้อย
ภารกิจใหม่…ที่ดูเหมือนจะเป็โอกาสแก้ตัว แต่ทันทีที่จิณก้าวพ้นธรณีประตูของโถงพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ เสียงประตูบานั์ที่ปิดกระแทกลงเื้ั ก็เปรียบเสมือนการตัดขาดเธอออกจากแสงสว่างตลอดกาล
หญิงสาวทรุดกายลงพิงเสาหินหน้าโถงทางเดิน ขาที่สั่นเทาแทบไม่อาจพยุงร่างได้อีกต่อไป…ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อ ‘ไลแคน’ เผ่าพันธุ์เดรัจฉานที่ขึ้นชื่อเื่ความดุร้าย
แต่สิ่งที่ทำให้เธอสั่นสะท้าน…คือความรู้สึกเย็นวาบที่หว่างขา ทุกจังหวะที่ขยับตัว ผ้าบิกินีที่เปียกชุ่มไปด้วยยางอายกำลังเสียดสีกับจุดอ่อนไหว ตอกย้ำความจริงที่ว่า ‘อัศวินศักดิ์สิทธิ์’ ได้ตายไปแล้ว เหลือเพียง ‘ตัวเมีย’ ที่พร้อมจะตอบสนองต่อตัณหา
และที่น่ากลัวที่สุด…คือการที่เธอต้องแบกรับร่างกายที่ลามกนี้ กลับไปรายงานข่าวแก่ ‘เ้าของชีวิต’ ผู้กำลังรอคอยเธออยู่ที่โรงเตี๊ยมต่างหาก
ในขณะที่จิณกำลังจมดิ่งสู่ความมืดมิดทางจิตใจ…อีกด้านหนึ่งของเมืองโซลารา กลับมีความโกลาหลที่สว่างไสวและหนวกหูกำลังก่อตัวขึ้น
“ขยะ…ขยะ…นี่ก็ขยะ!! วิทยาการของพวกมนุษย์มันหยุดพัฒนาไปั้แ่ยุคหินหรือไงกัน!?”
เสียงบ่นแหลมสูงดังลั่นร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในย่านการค้า การ์เน็ตในชุดบิกินีช่างกลที่เต็มไปด้วยเข็มขัดและซองปืน กำลังรื้อค้นแผงวงจรเวทและแร่ธาตุหายากบนชั้นวางอย่างไม่เกรงใจเ้าของร้าน
“เอ่อ…คุณลูกค้าครับ นั่นเป็ผลึกมานาบริสุทธิ์จากถ้ำน้ำแข็งเลยนะครับ” เ้าของร้านพยายามทักท้วงเหงื่อตก เมื่อเห็นหญิงสาวโยนของราคาแพงเล่นเหมือนลูกแก้ว
“บริสุทธิ์บ้าบออะไรกัน!! ค่าความเสถียรต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ เอาไปใส่ใน ‘ปืนใหญ่พลาสมา’ ของข้า รังแต่จะะเิคามือน่ะสิ!!”
การ์เน็ตเบ้ปากวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ก่อนจะโยนผลึกนั้นทิ้งลงตะกร้าอย่างไม่ไยดี
ทันใดนั้น…สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งในตู้กระจกนิรภัยด้านหลังเคาน์เตอร์ ดวงตาสีแดงฉานพลันเปล่งประกายวาววับราวกับเจอรักแรกพบ
“นั่นมัน…แกนพลังงาน ‘ฮาร์ทออฟไททัน’ ตัวท็อปในตำนานงั้นเหรอ!?”
ไม่รอช้า เธอพุ่งข้ามเคาน์เตอร์ไปเกาะตู้กระจกจนหน้าแนบ น้ำลายแทบหก
“ยอดเยี่ยม…พลังงานหนาแน่นระดับนี้ เอาไปอัปเกรดระบบสั่นะเื…เอ้ย!! ระบบขับเคลื่อนของเรือเหาะได้สบายเลย!!”
“ตาถึงมากครับ!! แต่นั่นเป็ของประมูลหายาก…ราคาอยู่ที่ห้าแสนเหรียญทอง” เ้าของร้านรีบแจ้งราคาเพื่อกันท่า
“ห้าแสน?”
การ์เน็ตเลิกคิ้ว ก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง
“เอามาเลย!! ห่อให้ดีๆ ด้วยล่ะ”
“ระ…รวยจริงหรือนี่?”
เ้าของร้านตาโต รีบไขกุญแจนำของออกมาใส่กล่องกำมะหยี่อย่างประณีต
“แล้วคุณหนูจะชำระด้วยบัตรเวทมนตร์หรือเงินสดครับ?”
“โอ๊ะ…ข้าไม่มีเงินหรอก”
การ์เน็ตตอบหน้าตาย ก่อนจะชี้มือไปทางยอดปราสาทราชวังที่มองเห็นผ่านหน้าต่าง
“ส่งบิลไปเก็บที่ ‘ท่านพาลาดินจิณ’ อัศวินคนดังได้เลย!! บอกว่าสหายร่วมปาร์ตี้ของนางมาซื้ออุปกรณ์ไว้พิทักษ์โลกเข้าใจไหม?”
ด้วยชื่อเสียงและเครดิตของพาลาดินผู้ทรงเกียรติ เ้าของร้านจึงยอมปล่อยสินค้าให้แต่โดยดี โดยหารู้ไม่ว่าหายนะทางการเงินกำลังจะไปเยือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ในไม่ช้า
การ์เน็ตเดินฮัมเพลงออกมาจากร้านอย่างอารมณ์ดี ในมือแกว่งถุงใส่แกนพลังงานราคาแพงเล่นไปมา ราวกับโลกนี้ช่างสดใส
ปึก!!
แรงกระแทกจากไหล่ของใครบางคนชนเข้าที่ตัวเธออย่างจงใจ ชายสวมฮูดคลุมหน้าเดินเบียดผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วหายวับเข้าไปในฝูงชน
การ์เน็ตชะงักฝีเท้า มือที่เคยถือถุงแกนพลังงานบัดนี้ว่างเปล่า รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป…ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าขนลุก
“รวดเร็วดีนี่…”
เธอพึมพำเสียงต่ำ
“แต่เลือกเหยื่อผิดคนแล้วไอ้หนู”
มือเรียวเอื้อมไปดึงแว่นตาช่างกลอันโตลงมาปิดดวงตา เลนส์สีแดงสว่างวาบขึ้น พร้อมข้อความแจ้งเตือนสีแดงกะพริบถี่ๆ บนหน้าจอ
<ล็อก…เป้าหมาย>
แกร๊ก!!
เสียงขึ้นลำกล้องปืนพกคู่กระบอกโตดังสนั่นก้องตรอก การ์เน็ตแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น ราวนักล่าที่เพิ่งเจอเหยื่อที่ถูกใจ
“กล้าขโมยของเล่นของแมชชีนิสต์อัจฉริยะงั้นรึ? เตรียมตัวพรุนเป็รังผึ้งได้เลย!!”