หนึ่งชั่วยามผ่านไป การเปลี่ยนตะกร้าสองอันให้เป็กับดักปลาก็เป็อันสำเร็จ จ้าวหยางจื่อภูมิใจกับงานชิ้นเอกนี้มาก ความคิดอันบรรเจิดของเขาสุดท้ายก็เป็รูปเป็ร่างได้
ซีซวนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างมองก้อนกลมๆ ตรงหน้าอย่างฉงนงุนงง ว่าของพิลึกพิลั่นชิ้นนี้จะจับปลาได้จริงๆ งั้นหรือ นางมองความเป็ไปได้ไม่ออกจริงๆ
ทว่าพอเห็นความมั่นใจของพี่ใหญ่แล้ว นางก็ไม่กล้าถามอะไรให้มากความ เดี๋ยวจะเป็การไม่มั่นใจพี่ใหญ่ของตนเอง
พอจ้าวหยางจื่อเห็นว่าทำออกมาดี และคิดว่ากับดักปลาอันนี้สามารถใช้งานได้ เขาก็ลงมือทำอันต่อไปอย่างรวดเร็ว ทำงาน่ที่มีกำลังใจอย่างไรผลก็ย่อมออกมาดี
..
เวลาล่วงเลยจนกระทั่งสิ้นยามอู่ (11:00-12:59 น.) เริ่มต้นเข้าสู่ยามอุ้ย (13:00-14:59 น.) กับดักปลาที่จ้าวหยางจื่อทำได้ก็เป็สามอัน สองอันหลังทำได้ง่ายกว่าอันแรกมาก เพราะว่าเขากับน้องสาวมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว
ซึ่งกับดักปลาสามอันนี้เอาเข้าจริงจ้าวหยางจื่อก็ไม่้าใช้งานพร้อมกัน เขาใช้เพียงอันเดียวก็เพียงพอแล้วเนื่องจากมีน้ำพุวิเศษเป็ตัวล่อ แค่จุ่มลงน้ำครู่เดียวปลาก็คงเข้ามาเต็มกับดัก ที่เขาทำสามอันก็เพราะว่าสำรองไว้ยามที่อันอื่นผุพังเท่านั้นเอง
หลังจากเก็บข้าวเครื่องใช้ของทุกอย่างเสร็จ จ้าวหยางจื่อก็กล่าวถามน้องๆ ว่า
“ไปล่าสัตว์ในป่ากับพี่หรือไม่?”
ซีซวนได้ยินเช่นนั้นจากปาพี่ชายก็ถามกลับเสียงเบา..
“ที่บ้านของเราอาหารก็เหลือตั้งมากมาย ทำไมท่านพี่ถึงต้องเข้าไปผจญอันตรายด้วยเ้าคะ?”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อก็ใบหน้าเศร้าหมองพลางคิดถึงอดีตอีกครั้ง
ในตอนที่พวกเขาอดอยากการเข้าป่าหาอาหารนั้นเป็เื่พอรับได้ เพราะในป่าอันอุดมสมบูรณ์นั้นมีอาหารตั้งมากมายที่สามารถรับประทาน ขอแค่เข้าป่าไปไม่ถึงสองจั้งก็สามารถพบอาหารแล้ว
แต่ทว่าภายในป่าไม่ใช่มีเพียงข้อดีมันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน ซึ่งข้อเสียนั้นมันก็เต็มไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ ไม่จากสัตว์หรืุ์ด้วยกันเอง ซีซวนจะพูดแบบนั้นก็ไม่แปลกแต่อย่างใด
ส่วนซีห่าวก็ใบหน้าเศร้าหมอง ถ้าไม่จำเป็เขาก็ไม่อยากเข้าป่าจริงๆ ั้แ่ท่านยายหานกล่าวว่าในป่ามีเสืออาศัยอยู่ เขาก็ไม่อยากเข้าป่าอีกเลย
สังเกตเห็นน้องๆ ต่างเป็กังวล จ้าวหยางจื่อก็รู้สึกผิดพลางโทษตนเองที่ไม่คิดให้รอบคอบก่อนพูดออกไป หนำซ้ำยังคิดพาน้องๆ ไปสู่ความยากลำบากอีก เขากล่าวขึ้นอีกครั้งว่า
“งั้นพี่จะเข้าป่าไปคนเดียว..”
จ้าวหยางจื่อกล่าวยังไม่ทันจบ มือเล็กๆ ของซีซวนก็มาดึงชายเสื้อเขาเอาไว้..
“ท่านพี่..” น้ำเสียงของซีซวนราวกับเสียงกระซิบ นางเป็ห่วงพี่ชายอย่างมาก ไม่้าให้เขาต้องเสี่ยงอันตราย
พอเป็เช่นนี้จ้าวหยางจื่อก็สึกอบอุ่นอยู่ภายในใจ การที่มีใครคอยเป็ห่วงมันช่างรู้สึกดีอะไรเช่นนี้
จ้าวหยางจื่อใช้เวลาสักพักเพื่อสงบจิตสงบใจ พลางกล่าวอธิบายให้น้องๆ เขาใจความ้าของเขา
“พี่รู้ว่าน้องเป็ห่วง ทว่า สักวันพวกเราก็ต้องเผชิญอันตรายยิ่งกว่าสัตว์ในป่านั้นเสียอีก..."
จ้าวหยางจื่อพูดถึงตรงนี้น้องทั้งสองคนของเขาก็เศร้าหมองมากขึ้นไปอีกเพราะยังไม่ลืมเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา
เห็นเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อรีบกล่าวขึ้นอีกครั้ง
"..การเข้าป่าถือเป็การฝึกไปในตัว…แต่เอาเถอะน้องรอพี่อยู่ที่บ้าน พี่จะกลับมาทานอาหารเย็นด้วยอย่างแน่นอน..”
“ท่านพี่..” ถึงอย่างนั้นซีซวนก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี
จ้าวหยางจื่อคลี่ยิ้มออกมา พลางยื่นมือไปลูบผมของซีซวนอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบใจ
“พี่ตใจะไม่เป็อะไรอย่างแน่นอน น้องไม่ต้องห่วง..”
“เ้าค่ะ..”ซีซวนรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อพี่ชายลูบศีรษะ สุดท้ายนางก็ต้องยอมให้จ้าวหยางจื่อทำตามความ้า
ทางด้านซีห่าว เขาพูดขึ้นเมื่อมีช่องว่าง
“ระวังตัวด้วยนะขอรับ”
จ้าวหยางจื่อทำได้เพียงยิ้มบางพยักหน้ารับคำ แล้วก็เดินจากไป
พอเขาลับสายตาไปแล้ว ซีห่าวก็พูดขึ้นกับผู้เป็พี่สาว
“ถ้าพวกเราไปกับพี่ใหญ่จะเป็พวกเราเองที่เป็ตัวถ่วง รอพี่ใหญ่กลับมาอย่างอดทนเถอะท่านพี่..”
“อื้อ!”อย่างไรก็ตามซีซวนก็ยังคงเป็ห่วงพี่ใหญ่ให้อยู่ดี..
..
ที่จ้าวหยางจื่อ้าเข้าไปในป่านั้นไม่ใช่แค่้าล่าสัตว์เพียงอย่างเดียว เขา้าค้นหาสิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ด้วย อย่างเช่นพวกเครื่องเทศ จำพวกพริก มันชนิดต่างๆ หรือแม้แต่สมุนไพร
ตามความทรงจำเ้าของร่างคนเก่า ภายในป่าแห่งนี้แม้จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเครื่องเทศอยู่เลย ทว่ายังมีเื่พวกสมุนไพรอยู่ด้วย
อย่างเช่นเมื่อเดือนก่อน ข่าวการค้นพบโสมร้อยปีเป็ที่ฮือฮาของชาวบ้านอย่างมาก ทำให้พวกชาวบ้านเข้าป่าตามหาโสมเป็ว่าเล่น
ทว่าการพบโสมนั้นขึ้นอยู่กับโชคอย่างมาก พวกเขาใช้เวลาค้นหากว่าสามวันก็ค้นหาไม่พบ เลยล้มเลิกที่จะค้นหาต่อ
ทว่าแม้พวกเขาจะพลาดโสม แต่ก็ได้สมุนไพรหลายอย่างจากป่า เช่น ตังกุย ชะเอม และเห็ดหลินจือ พวกชาวบ้านทำเงินได้ค่อนข้างมาด้วยสมุนไพรป่าเหล่านี้
การค้นหาสมบัติภายในป่านั้นทำให้คนยุคปัจจุบันอย่างจ้าวหยางจื่อตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ทว่าเขาก็ไม่ให้ความสนใจนัก เพราะความตั้งใจเดิมของเขาคือการตามหาเครื่องเทศ การพบเครื่องเทศสักต้นถือว่าเป็กำไรอย่างมากแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ละเลยการล่าสัตว์ เขาอุตส่าห์ตั้งใจทำธนูขึ้นมาทั้งทีจะไม่ใช้งานเลยก็คงเป็ไปไม่ได้ อีกอย่างต้องใช้เหตุการณ์นี้ฝึกฝนตัวเองด้วย เผื่อว่าในอนาคตจะได้ใช้..
ขั้นแรกจ้าวหยางจื่อไม่เข้าป่าในทันที เขาเดินตามขอบชายป่าที่เป็พื้นที่ปลอดภัยก่อน เพื่อค้นหาดูว่ามีสิ่งที่เขา้าอยู่หรือไม่
อย่าดูถูกตามขอบชายป่า ถ้าคนเคยเข้าป่าจริงๆ จะรู้ว่า ตามคูคลองร่องน้ำไหลออกมาจากป่า บางครั้งก็มีสมบัติที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ เช่นพวกงู..
ไม่ใช่! มันจะมีเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ไหลตามน้ำออกมาจากป่า เมื่อเวลาผ่านไปเมล็ดเ่าั้ก็จะเติบโตขึ้นบริเวณนี้นั่นเอง
จ้าวหยางจื่อใช้เวลาค้นหาตามขอบชายป่านานถึงหนึ่งก้านธูป จนในที่สุดเขาก็พบบางอย่างจนได้
มันคือพริก! มันมีขนาดเล็กคล้ายกับขี้หนู! แม้ว่าบริเวณนั้นจะมีหญ้าขึ้นเกือบจะบดบัง ทว่าเขาก็สามารถมองเห็นพริกสีแดงขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน
ค้นหาได้ไม่นานก็พบของดีเข้าให้แล้ว!
ไม่รอช้าจ้าวหยางจื่อรีบเก็บพริกในทันที แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะขุดลำต้นของมันไปเก็บไว้ในมิติย่อยเพื่อปลูกในภายหลัง ของหายากเช่นนี้จะทิ้งไปก็น่าเสียดาย
‘ในสมัยโบราณเครื่องเทศถือว่าเป็สมบัติ จะเป็อย่างไรกันนะถ้าข้าปลูกมันขายเป็จำนวนมาก..’
ทว่าจ้าวหยางจื่อก็พับเก็บความคิดนั้นกลับไป เพราะว่าคนโบราณเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ค่อนข้างยาก
ถ้าพริกเข้าสู่ตลาดอย่างฉับพลันเขาคงโดนกล่าวหาว่านำยาพิษออกมาขายอย่างแน่นอน
แต่เอาเถอะค่อยเป็ค่อยไป ถ้านำไปขายไม่ได้ เขาใช้เองก็ได้นี่!
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel