ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 11-2 : เธอเป็นใครกันแน่

            เสียงหนึ่งดังมาจากข้างๆ “ท่านทำอะไรของท่านนะ”

            ผมหันขวับไปสบตารฐรักษ์ดูเหมือนว่าเธอกำลังใช้ไม้ถูพื้นเช็ดคราบสกปรกอยู่ใกล้ ๆ

            “ดีใจมากไปหน่อย”ผมแสยะยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนหน้านี้ผมชูกำปั้นกระแทกในอากาศด้วยความสะใจ

            “ยินดีด้วยนะ...ว่าแต่เรื่องอะไรเหรอ”หญิงสาวพูดเหมือนตั้งใจสร้างอารมณ์ขัน

            “ไม่ต้องแก้งานเฉยๆ ไม่มีอะไร” ผมตอบส่ง ๆ นึกรำคาญความอยากรู้อยากเห็นของอีกฝ่ายอยู่ในใจ

    พวกเรายืนมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไรอยู่ชั่วอึดใจผมจึงขออนุญาตกลับห้อง

            “เดี๋ยวก่อนท่านยังไปไม่ได้” รฐรักษ์เอ่ยขึ้นเสียงขึงขัง

            ผมชะงักในขณะที่เธอสาวเท้าเข้ามาใกล้เม็ดเหงื่อเริ่มก่อต่อบนหน้าผากผมด้วยความหวาดระแวงบางทีเธออาจไปคิดทบทวนเรื่องเมื่อวานนี้แล้วสงสัยบางอย่างในตัวผม

            ตอนนี้แม่บ้านสาวอยู่ห่างไปไม่ถึงเมตรเธอไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้านหน้า จากนั้นก็อ้อมไปดูด้านหลังราวกับผมเป็นของหายากในตู้โชว์

            “มีอะไรรึเหรอ”ผมถามเสียงสั่น

            “ยกเท้าขึ้น”รฐรักษ์สั่งเสียงแข็ง ผมยังยืนนิ่งงันเมื่อก้มมองเท้าตนเองจึงพบว่ามีคราบสีน้ำตาลยาวเป็นทางจากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปรอยเท้าตรงเข้าไปยังห้องของไมตรี แล้วก็วกออกมาจุดที่ผมยืนที่แท้ผมเผลอไปเหยียบคราบกาแฟที่ใครบางคนทำหกไว้ ก่อนเข้าไปห้องคงวิตกกังวลมากจนไม่สังเกตเห็นเรื่องแค่นี้ทำเอาผมตกอกตกใจหมด

            “ยกเท้าขึ้น”หญิงสาวย้ำคำสั่ง รอบนี้ผมยอมทำตามเธอตวัดไม้ถูพื้นปราดเดียวโฉบผ่านบริเวณคราบสกปรกซึ่งถูกเช็ดออกอย่างง่ายดายจนน่าเหลือเชื่อบางทีน้ำยาทำความสะอาดในยุคนี้คงก้าวล้ำกว่าในยุคผม เมื่อเช็ดรอบ ๆเสร็จเธอก็ยื่นปลายไม้ถูพื้นให้ผมถูใต้พื้นรองเท้า ผมแทบไม่ต้องใช้แรงกดคราบสกปรกก็จางหายไป

            “ขอบคุณมากนะ”แม่บ้านสาวฉีกยิ้มกว้าง หลังจากนั้นก็อนุญาตให้ผมไปได้

            “อือ...ขอบคุณเหมือนกัน”

            ผมรีบเดินกึ่งวิ่งออกไปทางลิฟท์เมื่อพ้นระยะสายตาจึงพักเหนื่อยด้วยความโล่งอกที่รอดตัวไปอีกครั้ง

             

            ผมขลุกตัวอยู่ในห้องรอให้ถึงเวลาเลิกงานจริงอยู่ที่รู้สึกผิดที่ขัดคำสั่งไมตรีแต่คงรู้สึกผิดกว่าที่จะหนีออกไปก่อนในขณะที่คนอื่นยังทำงานอยู่ จริงๆมีเนื้อหามีข้อมูลให้ค้นคว้าอีกมากแต่ผมรู้สึกอยากพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวันกะว่าเย็นนี้ค่อยลองศึกษาระบบการเมืองในประเทศนี้เพิ่มเติม ผมหันหลังไปแล้วสั่งให้เอไอปรับกระจกเป็นใสเผื่อว่าอิสราจะปรับกระจกเป็นแบบใสตรงกันแต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อฝั่งเธอปรับเป็นแบบทึบคิดไปคิดมาเหมือนตัวเองเป็นคนโรคจิตชอบกล ผมนึกอะไรดี ๆ ที่จะทำในเวลาว่างได้แล้ว

            ก่อนหน้านี้ผมสมัครอีเมลของเว็บอีสเมล (Easemail) ไว้อันหนึ่งที่เลือกเว็บนี้เพราะไม่ต้องยืนยันตัวตนตอนสมัคร จุดประสงค์หลักคือเอาไว้ส่งไฟล์เอกสารต่าง ๆ ให้ตัวเองหรือให้คนอื่น เพราะแอปซัมอินไซด์ส่งส่วนตัวไม่ได้ ส่วนพวกแอปแชตอื่น ๆ พนักงานในแผนกแต่ละคนก็ใช้ไม่เหมือนกันผมขี้เกียจสมัครหลายอัน ไหน ๆ ก็สมัครแล้วเลยขอให้ธรณีช่วยตัดคลิปจากเอวีเอสอีเฉพาะตอนที่ไปเจอผมครั้งแรกที่ชายหาดส่งมาให้ด้วยเผื่อจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติผมกดดูวนไปสี่ห้ารอบก็ไม่ได้เบาะแสอะไรที่สื่อถึงการข้ามเวลาเพิ่มจากเดิมนอกจากนาฬิกาเรือนสีดำที่ติดข้อมือมาด้วยเดือนแรกที่มาถึงผมลองค้นหาข้อมูลที่โยงไปถึงวงศาคณาญาติตนเองทั้งโลกออนไลน์และโลกความเป็นจริงแต่ก็คว้าน้ำเหลว ผมอาจต้องลองทำสิ่งใหม่ๆ

            “อิสราลิขิตชีวิน เหรอ” ผมดูชื่อนามสกุลของเธอจากในแอปของบริษัทแล้วลองก็อปปี้ไปค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ ผมเพิ่งได้มีโอกาสค้นชื่อของอิสราเพิ่มก็วันนี้ผมเคยทำแบบเดียวกันนี้กับ ‘อันธิยา’พยาบาลสาวที่ผมเคยแอบชอบตอนอายุ 23ปีน่าแปลกที่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมกับผมมากนักส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเมือง มีข่าวที่อิสราเป็นคนทำมีข้อมูลเรื่องการเข้าประชุมร่วมงานที่หน่วยราชการจัดอยู่บ้างไม่มีข่าวอาชญากรรมใด ๆ ผมทึ่งในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลมาก ไม่มีข้อมูลหลุดเกี่ยวกับชื่อพ่อแม่ช่องทางการติดต่อหลุดมาเลยมีเพียงข้อมูลโรงเรียนเทศบาลสามพฤฒธานีที่เธอเคยเรียนสมัยประถมหลุดออกมาเพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไว้ตอนที่ไปเป็นสตาฟในค่ายอยากเป็นผู้สื่อข่าวที่กระทรวงศึกษาธิการจัด สรุปคือผมยังไม่พบคำอธิบายว่าทำไมหน้าตาและชื่อเล่นของอิสราจึงเหมือนอันธิยา มากขนาดนี้หรือว่าบางทีอิสราอาจเป็นลูกหลานของอันธิยาแต่เมื่อคืนนี้ผมลองถามธรณีว่ารู้จักรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของอิสราที่เป็นพยาบาลหรือไม่

            “เท่าที่รู้คือไม่มีนะทำไมท่านถึงไม่ถามอิสราตรง ๆ ไปเลย” เพื่อนผมตอบในตอนนั้น

            “ก็เราไม่สนิทนี่” ผมกล่าวอ้าง จริง ๆคือแค่เข้าไปคุยตอนอยู่ชั้นได้ดินก็รู้สึกหวั่นไหว

            “ไม่ต้องสนิทก็ถามได้ อีฟไม่ว่าหรอกจะได้หาเรื่องคุยทำความรู้จักด้วย” ธรณีตอบสีหน้าเฉยแต่ผมมั่นใจว่าเขาต้องรู้ว่าผมรู้สึกพิเศษกับอิสราแน่ ๆ ไม่งั้นคงไม่บอกเช่นนั้นบางทีเขาอาจจะแอบเห็นท่าทีของผมตอนคุยกับอิสราที่ชั้นห้า เมื่อวานนี้

            ผมลองเปลี่ยนมาค้นหาชื่อนามสกุล ของอันธิยา บ้าง ก็ไม่เจอแบบเดียวกับที่ผมเคยค้นหาชื่อตัวเองตั้งแต่ตอนมาถึงโลกนี้ใหม่ ๆแต่ถ้าค้นหาแต่นามสกุลก็จะเด้งออกมาเป็นร้อยคนซึ่งไม่มีทางรู้ว่าเป็นญาติกันหรือแค่บังเอิญตั้งนามสกุลซ้ำกันผมเคยลองสุ่มโทรถามคนที่นามสกุลอมาตย์วารินเหมือนผมก็พบว่าร้อยละร้อยไม่ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์พอลองสุ่มไปหาคนที่มีข้อมูลว่าอยู่ในจังหวัดนี้ดูโดยใช้ความเป็นนักข่าวของธรณีอ้างว่ามาเก็บข้อมูล ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ผลแถมธรณีไม่ยอมเด็ดขาดในการแต่งเรื่องโกหกใด ๆเหลือแค่สองสามคนที่ยอมให้ข้อมูลมาเฉย ๆ เพราะรู้สึกว่าไม่เห็นต้องปิดบังอะไรก็ไม่พบความเกี่ยวข้องใด ๆ กับครอบครัวของผมซึ่งไม่น่าเป็นลูกหลานของผมได้

            ผมตัดสินใจพักเบรกออกมาที่เครื่องชงกาแฟ แต่กดทำโกโก้ร้อนเติมน้ำตาลในเลือดก็พอเก็บโควตาคาเฟอีนไว้สำหรับคืนนี้ดีกว่า

            “ประชา”เสียงใส ๆ ดังมาจากด้านหลังผม หัวใจผมเต้นระทึกก่อนที่จะหันไปมองด้วยซ้ำผู้สื่อขาวสาวผมดำยืนที่นั่นพร้อมใบหน้าที่มีรอยยิ้มอันสดใส

            “อิสราเธอมาทำอะไรที่นี่” ผมพูดตะกุกตะกัก ความคิดทุกอย่างถูกตรึงอยู่กับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าชั่วขณะ

            “รอกินกาแฟต่อจากท่านไง”อิสรายกแก้วกาแฟทื่ถือมาให้ดู “เมื่อกี้ท่านเรียกเราว่าเธอเหรอ”

            ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากออกไปตอนสติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อตัวดี

            “เออ...”ผมนึกข้อแก้ตัวไม่ออก

            “น่ารักดีนะเราไม่ค่อยเห็นใครพูดแบบนี้แล้วในยุคนี้ แต่เราว่าที่คนสมัยก่อนเขาพูดกันฟังดูรื่นหูกว่า” เธอทำผมขวยเขินจนใบหน้าร้อนวูบวาบ สัมผัสได้ถึงเลือดที่สูบฉีดขึ้นมาจนหูอื้อไปหมดโดยเฉพาะตอนได้ยินคำว่า ‘น่ารัก’ หลุดจากปากเธอแถมตอนนี้ผมยังอยู่กับเธอสองต่อสอง แม้จะรู้ว่าไม่ใช่คนเดียวกัน แต่การตอบสนองของร่างกายมันไม่คิดเช่นนั้นตอนที่หญิงสาวยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หัวใจผมเต้นโครมครามในอกราวกับจะทะลุออกมา

            “ของท่านเสร็จแล้วล่ะ”

            “ขอโทษที” ผมหันขวับไปคว้าแก้วของผมแล้วเบี่ยงตัวหลบให้เธอมายืนแทนที่ กิริยาท่าทางดูเก้งก้างผิดปกติรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองสุด ๆ

            “เราเดาว่า ท่านคงเป็นคนที่ชอบของเก่าๆ เหมือนเราใช่ไหม เห็นตอนนั้นใช้คำว่า ยุคนี้ เทียบกับเมื่อ70 ปีก่อนตอนที่เราเจอกันครั้งแรก” อิสราเอ่ย เธอช่างเป็นคนที่เก่งจริง ๆ มีความจำเป็นเลิศ

            “ใช่ ก็พอศึกษามาบ้างนะ”  ผมตอบสั้น ๆ คงต้องหาทางบ่ายเบี่ยงประเด็นนี้“เราเดาว่า ท่านคงเป็นคนที่ชื่นชอบพวกเรื่องเหนือธรรมชาติรึเปล่าเห็นท่านถามตอนพูดถึงเรื่องเดจาวูกับสิ่งศักสิทธิ์”

             “ตรงข้ามเลย เราชอบวิทยาศาสตร์นะ เราไม่มีศาสนาทั้งที่พ่อแม่ของเราเป็นพุธท่านก็ไม่ว่าอะไรที่เราจะไปส่งท่านเข้าวัด แต่เราไม่ไหว้” อิสราหัวเราะรื่นดูน่ารักไปทุกอิริยาบท แถมยังเป็นคนเปิดเผย จริงอย่างที่ธรณีบอกผมไม่น่าเสียเวลาครึ่งชั่วโมงค้นหาข้อมูลเธอจากอินเตอร์เน็ตเลย

            “ได้ข่าวมาว่าเมื่อวานท่านทำงานจนลืมเวลาเลยเหรอ”

            “ใช่ ท่าน...” ผมกำลังจะถามว่ารู้ได้ไงแต่ฉุกคิดได้ว่ารฐรักษ์เป็นเพื่อนสนิทอิสรา “เอ่อ...ก็เรายังใหม่น่ะครับยังจับทางไม่ค่อยถูก ข้อมูลมัน...เยอะไปหน่อย”

            “ที่นี่เขาซีเรียสเรื่องโอทีพอสมควรเพราะกลัวกระทรวงจะตรวจสอบ จริง ๆเราว่ายืดหยุ่นให้แอบทำโอทีโดยบริษัทจ่ายค่าจ้างล่วงเวลาให้ก็ได้ ก็แล้วแต่คนชอบ”

            “แล้วท่านชอบไหม”ผมหมายถึงเรื่องทำโอที ไม่รู้ทำไมต้องหน้าแดงตอนถามด้วย

             “ไม่หรอกเราคิดว่าหลังเลิกงานควรเป็นเวลาส่วนตัวมากกว่า”

            พวกเราอยู่ในความเงียบกันชั่วอึดใจขณะที่เธอกำลังวุ่นวายกับแก้วกาแฟของตนเอง ส่วนผมทำเป็นจิบโกโก้ปกปิดอาการตัวสั่นขณะที่จ้องมองเธอ มีความคิดแวบหนึ่งที่คิดว่าอิสราเป็นอันธิยาที่กลับชาติมาเกิดจริง ๆ

            “ถามจริงที่ท่านบอกว่าเราหน้าเหมือนเพื่อนท่านที่ ตอนที่เจอกันครั้งแรก คนที่ชื่ออีฟเหมือนกัน นี่เป็นใครเหรอ”เธอยกกาแฟจิบ แล้วหันมาหาผม