Ep 043 :: งานล่าสัตว์ [2]
สามสหายเดินมาหยุดยืนที่ลานกว้างรวมกับบรรดาหญิงงามคนอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาติให้ติดสอยห้อยตามมาด้วย หญิงงามเหล่านั้นต่างพากันประชันแต่งองค์ทรงเครื่องเสียลานตาจนคล้ายจะไปเดินพรมแดงที่ไหนซักที่หาใช่เข้าป่าล่าสัตว์ เฟิ่งปิงแอบสั่นหัวน้อยๆ เพราะเมื่อเทียบสตรีเหล่านั้นกับพวกตนแล้ว ตนและเพื่อนสาวอีกสองนางดูจืดถนัดไปเลย แต่ถึงกระนั้นนางก็หาได้ใส่ใจเพราะไม่ได้อยากจะโดดเด่นเกินหน้าใครอยู่แล้ว แถมเมื่อแปดในสิบสวมใส่อาภรณ์จากร้านเสื้อผ้าฝูลี่ของนาง เฟิ่งปิงก็แทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ยามนึกถึงเงินทองที่ไหลมาเทมาถ้าไม่ติดต้องรักษาภาพพจน์ละก็ป่านนี้คงอ้าปากหัวเราะแล้ว“พวกนางจะขี่ม้าเข้าป่ากันได้แน่หรือ?”“ข้าก็ไม่รู้”เฟิ่งปิงกระซิบตอบกลับคำถามของหมีกู่ที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดยามมองบรรดาสตรีรอบกาย แต่ในใจของนางนั้นนึกไปถึงตอนขึ้นขี่ม้าแล้วว่าแต่ละคนจะมีสภาพน่าเอน็จอนาจเพียงใด“ฮ่องเต้เสด็จ!!”“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี!!”เสียงของมวลหมู่สตรี ขุนนางฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋น และทหารทั้งหลายต่างดังกึกก้องเมื่อวรองค์สูงค่าในฉลองพระองค์ปักลายมังกรที่เรียบง่ายกว่าทุกทีเดินนำเข้ามาประทับยืนด้านหน้า ด้านหลังของพระองค์ก็คือเหล่าองค์ชายทั้งสี่ องค์หญิงเพียงสอง และผู้มีเกียรติจากต่างแคว้นอีกสองฮ่องเต้สะบัดมือคราหนึ่งผู้ที่ยอบกายถวายความเคารพก็ได้ลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน“วันนี้ฤกษ์งามยามดีที่จะมีพิธีล่าสัตว์เสริมสิริมงคล ผู้ที่จะเข้าร่วมให้ไปรวมตัวได้ในอีกหนึ่งเค่อ”สรุเสียงทรงอำนาจดังกึกก้องชัดเจนเมื่อทั่วทั้งลานกว้างพร้อมใจกันเงียบ และเมื่อโอรสสวรรค์พูดจบก็หันหลังเดินจากไปก่อนอย่างง่ายดายตามด้วยบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่เดินตามมาต้องเดินจากไป“น้อมรับพระบัญชา น้อมส่งเสด็จพะยะค่ะ / เพคะ!!”เฟิ่งปิงมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่คิด......แค่เนี้ย?
เฟิ่งปิงสะบัดศีรษะไล่ความคิดว้าวุ่นในสมองก่อนที่จะเกาะกลุ่มร่วมกับหญิงสาวคนอื่นไปยังสถานที่ๆ มีอาชาสายพันธ์ดีเตรียมเอาไว้ นางเดินไปยังอาชาสีขาวตัวโตตัวหนึ่งโดยไม่ต้องยั้งคิด ในขณะที่หมีกู่เดินไปหยุดข้าอาชาสีน้ำตาล ส่วนสตรีคนอื่นๆ น่ะหรือ...ก็ได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เหล่าอาชาที่ถูกนำมาให้เลือกสรรอย่างไรล่ะ“เฟิ่งปิง เจ้ามาแข่งกับข้ามั้ยว่าใครจะล่าได้มากกว่า”“ก็น่าสนุกไม่เลว แต่ข้าขอผ่านดีกว่า”“ทำไมเล่า?”“สัตว์ที่ไม่มีความผิดออกจะน่าสงสารนี่นา”สองบุตรสาวขุนนางฝ่ายบู๊พูดคุยกันอย่างสบายอารมณ์ยามที่มือเล็กๆ นั้นลูบไล้แผงคอม้าไปมา ทหารสองนายนำเก้าอี้ต่อมายื่นให้ถึงขาพลางกล่าวอย่างน้อบน้อม แต่กลับได้เสียงปฏิเสธจากพวกนางทั้งคู่“ท่านหญิง เก้าอี้ขอรับ”“ขอบคุณ แต่ไม่เป็นไร”หยางเฟิ่งปิงกล่าวรับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรไม่ถือตัว ก่อนที่มือเล็กจะกระตุกบังเหียรแล้วกระโดดขึ้นหลังอาชาสีขาวตัวโตด้วยความคล่องแคล่วและสง่างาม จนนายทหารรอบข้างที่ลอบมองอยู่ต้องเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง“ขออภัย ข้าลืมหยิบธนู ท่านสามารถช่วยหยิบธนูและลูกศรมาให้ข้าซักซองหรือไม่?”“ขะ...ขอรับ!”ดรุณีน้อยรูปโฉมงดงาม จากบทสนทนากับสหายที่ได้ฟังก็รู้ได้เลยว่านางมีเมตตราปราณีต่อสัตว์เฉกเช่นเทพธิดาผู้เพรียบพร้อม กับคำกล่าวที่กล่าวกับทหารต่ำต้อยฟังดูก็รู้ว่านางนั้นจิตใจดี ไม่ถือตัว ไม่กดขี่ผู้อื่น แต่ผู้ใดจะคาดเดาได้เล่าว่าคุณหนูผู้งดงามดูแล้วเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้จะคล่องแคล่วสง่างาม มิต่างจากผู้เป็นบิดาหรือพี่ชายผู้เป็นชายชาตินักรบเลย ...กลับกันเมื่อเทียบกับคุณหนูผู้อื่น...“เก้าอี้มันเตี้ยไป ไปหาตัวอื่นมาให้ข้า ไม่งั้นก็เอาหลังมาให้ข้าเหยียบ!”“...เอ่อ”“ชักช้าอยูใยหากข้าตามองค์ชายไม่ทันเล่าเจ้าไพร่! ก้มลง!!”“เจ้าน่ะ มาจูงม้าให้ข้า!”“อาภรณ์เหล่านี้ทำให้ข้าขึ้นม้าไม่ถนัดเลย!”...ถึงแม้จะเป็นคุณหนูเช่นเดียวกัน ทว่าคุณหนูเอาแต่ใจพวกนี้ช่างเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของบุรุษรวมถึงศักดิ์ศรีชายชาติทหารของพวกเขาเสียไม่เหลือชิ้นดี...“หมีกู่ ไปกันเถิดหากชักช้าขึ้นมามันจะไม่งาม”เฟิ่งปิงว่าพลางบังคับม้าให้เดินเหยาะๆ ไปหยุดข้าสหายที่ยังคงมองภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยสีหน้าขบขัน สตรีเหล่านี้แม้จะขึ้นขวบขี่อาชาก็ทำได้ลำบากยิ่งเมื่ออาภรณ์ที่สวมใส่ทั้งรุ่มร่ามและเกะกะ จากที่ตอนแรกพวกนางก็หาใช่ว่าจะขี่ม้ากันคล่อง ความยากในการควบขี่อาชาจึงพุ่งเป็นเท่าตัวแต่คนที่ปกติก็ร่ำเรียนศาสตร์การขี่ม้ามาก่อนก็ย่อมคล่องตัวอยู่แล้ว ซ้ำยังเลือกใส่อาภรณ์เรียบง่ายไม่รกรุงรังเช่นนางและสหายจึงไม่มีปัญหาเหล่านี้ให้รำคาญตา“นั่นสินะ”สองสตรีที่แตกต่างจากผู้อื่นเลือกที่จะควบขี่อาชาออกมาจุดขึ้นมาของเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ก่อนผู้อื่น จากนั้นจึงไปหยุดรวมตัวกับขบวนทหารที่จัดแถวอารักขาเตรียมรับเสด็จและติดตามเหล่าราชวงศ์เข้าป่า“เริ่มพิธีล่าสัตว์ได้!!!”เสียงเป่าเขาสัตว์ดังสนั่นหวั่นไหวรับเสียงกล่าวเปิดพิธีของฮ่องเต้ที่นั่งประทับบนอาชาเหงื่อโลหิต ทันทีที่ฮ่องเต้เริ่มควบม้ามุ่งเข้าไปในป่า ตามด้วยเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ เหล่าทหารที่กระจายตัวอยู่ก็ยิ่งเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ ส่วนผู้ติดตามเช่นแม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพ และขุนนางคนอื่นๆ ก็ควบขี่ม้าตามหลังเหล่าผู้สูงศักดิ์กันอย่างใกล้ชิด“เราก็ตามไปกันเถอะ”เฟิ่งปิงกล่าวหลังจากบิดานำหน้าไปไกลแล้ว นางแอบกังวลมาตั้งแต่รวมพลเมื่อบิดาและพี่ชายต่างก็พร้อมใจกันส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยมาทางนาง แต่ก็นับว่าดีที่บิดาไม่ละทิ้งหน้าที่ตามอารักขาฝ่าบาทเพราะนาง
หยางเฟิ่งปิงบังคับอาชาให้วิ่งอย่างรวดเร็วในขณะที่มือข้างหนึ่งตั้งคันธนู และปล่อยมืออีกข้างมาใช้นำธนูขึ้นพาดสาย หลังเล็งในไม่กี่ชั่วอึดใจธนูก็ถูกปล่อยออกจากแง่งแล้วพุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างว่องไวฟุ่บ! ฉึก!!นางดึงรั้งบังเหียรให้ม้าหยุดเคลื่อนไหวก่อนจะมองไปยังจุดที่ลูกธนูพุ่งไปกระทบ กระต่ายขาวที่น่าจะเป็นเหยื่อของลูกธนูนั้นรอดได้อย่างหวุดหวิดเมื่อลูกธนูของนางปักอยู่ตรงต้นไม้ห่างตัวมันเพียงไม่กี่ชุ่น“โอ้ น่าเสียดาย”ทหารที่ติดตามมาช่วยเก็บสัตว์ที่ล่าได้ลอบร้องรำพึงเบาๆ เมื่อคุณหนูหยางยิงสัตว์พลาดเป็นตัวที่สี่แล้ว ...ทั้งๆ ที่ท่วงท่าในการยิงธนูบนหลังม้าไล่ล่าสัตว์ได้มั่นคงและรวดเร็วปานนั้น เหตุใดจึงยิงมิโดนเหยื่อจังๆ เสียที“คุณหนูหยางได้ยินว่าท่านมีฝีมือทางด้านนี้เป็นเลิศ แล้วเหตุใดวันนี้จึงมิแสดงออก หรือข่าวลือจะเป็นเท็จกัน?” เด็กสาวคนงามขี้ม้าท่าทางเก้ๆ กังๆ สวมใส่อาภรณ์งดงาม ประทินโฉมเสียจนขาววอกกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ยหยัน“คุณหนูท่านนี้กล่าวหนักไปแล้ว ข้าก็อยู่ของข้าเช่นปกติ มิคิดว่าจะมีข่าวลือใดๆ เล็ดรอดออกไปให้คนเข้าใจผิด เพียงแต่มิทราบว่าท่านคือ...?”“เจ้า-!?”“ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท เพียงแต่ข้ามิอาจจดจำท่านได้จริงๆ”เฟิ่งปิงกล่าววาจาด้วยทีท่ารู้สึกผิดเหลือคณาจนอีกฝ่ายไม่กล้าชี้หน้าเอาเรื่องอย่างที่ควรเป็น ถึงแม้ว่าถ้อยคำของนางจะเป็นการหักหน้าบุตรสาวขุนนางที่จงใจมาเสียดสีตนเอง สตรีน้อยนางนั้นก็มิอาจโวยวายด้วยเกรงว่าภาพลักษณ์ของตนจะถูกกลุ่มชายสูงศักดิ์ที่อยู่ไม่ไกลพบเห็น“กลุ่มคุณหนูมีมากมาย ก็ไม่แปลกอันใดที่คุณหนูหยางจะไม่จำคนที่คิดว่า ‘ต่ำ’ กว่าตนเองกระมัง”“ข้ามิเคยคิดเช่นนั้นมาก่อน และข้าก็มิเคยคิดว่ามีผู้ใดคิดว่าตนเองต่ำเช่นกัน”นางแสร้งกระวีดกระวายปฏิเสธด้วยความจริงใจ โดยมิลืมแสร้งเน้นคำว่าต่ำเช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายกระทำ...ในเมื่อสตรีนางนี้ยังมองว่าตนเองต่ำ แล้วเหตุใดนางจะมองบ้างมิได้?“...อึก อย่างไรก็ตามข้าอยากได้คำแนะนำจากคุณหนูหยางซักเล็กน้อย หวังว่าเจ้าคงไม่รังเกียจจะชี้แนะข้า”“ตัวข้านั้นหาได้มากฝีมือ มิกล้าๆ”“เจ้าก็เพียงแต่ไม่อยากชี้แนะข้ามิใช่หรือไร?”“เป็นท่านที่กล่าวว่าวันนี้ข้ามือตก แล้วข้าจะไปกล้าชี้แนะท่านได้อย่างไร”หยางเฟิ่งปิงตอบปฏิเสธลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่ายในใจ มิวายคิดว่าตนเองก็แอบรั้งอยู่ท้ายๆ ก็แล้ว แถมยังหลบมุมสายตาของผู้อื่นก็แล้ว ก็ยังมีเด็กน้อยน่ารำคาญเข้ามาหาเรื่องถึงที่...ชีวิตนางเอกช่างมีแต่เรื่องยุ่งยากเสียจริง...“เจ้ามันก็เพียงสตรีสองหน้า” เด็กน้อยที่ถูกโต้กลับทุกประโยคกระซิบเสียงลอดไรฟัน มือเล็กกระชับบังเหียรม้าให้หันหน้าไปทางอื่นมิคิดจะต่อความใดๆ อีก ฉับพลันดวงตากลมพลันเล็งเห็นกวางป่าที่หลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ไม่ไกล นางที่ตอนแรกสังเกตุถึงสายตาขององค์ชายเก้าที่ลอบมองมาทางสตรีแพศยาบ่อยๆ จึงคิดจะเข้ามาพูดคุยเผื่อว่าตนเองจะเข้าตาขององค์ชาย ก็รีบยกคันธนูขึ้นตั้งสาย ตั้งใจจะแสดงฝีมือเต็มที่ฟุ่บ!เสียงลูกธนูพุ่งแหวกอากาศโดยมีเป้าหมายที่กวางป่าที่ไม่ทันระวังตัว ดวงตากลมฉายแววปลาบปลื้มสาสมใจเมื่อเห็นว่าลูกศรของตนนั้นไม่มีวันพลาดเป้า แต่แล้ว...เคร้ง!ลูกศรอีกดอกก็พุ่งมากระทบลูกศรดอกแรกที่นางยิ่งออกไปด้วยความเร็วและความแรงที่เหนือกว่า จนลูกศรทั้งสองที่กระทบกันนั้นกระเด็นไปอีกทาง ทำให้กวางป่าตนนั้นรอดพ้นเงาแห่งความตายได้ในชั่วพริบตาเด็กน้อยเจ้าของลูกศรดอกแรกทำท่าไม่พอใจ หันมองหาเจ้าของลูกศรดอกที่สองและก็พบได้แทบจะทันที เมื่อหยางเฟิ่งปิงยังคงตั้งคันธนูในท่าเหนี่ยวสายพอดี“เจ้าจงใจขัดขวางข้า!”“ในการล่าเพื่อหาความสำราญใจหนึ่งลูกศรแลกหนึ่งชีวิต แต่ข้ามิอาจทนมองหนึ่งลูกศรแลกอีกหลายชีวิตได้”“เจ้ากล่าวบ้าอะไร!?”“ลูกศรไร้ตา แต่หากผู้ยิงศรนั้นมิได้ไร้ตาเจ้าก็คงมองเห็น และบอกได้ว่าข้าหมายถึงสิ่งใด”ยามเฟิ่งปิงกล่าวตอบด้วยทีท่านิ่งเรียบจนผู้ฟังเผลอชักม้าถอยหลัง จนกระทั่งสตรีที่ถูกกล่าวว่างดงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินรั้งบังเหียรม้าเดินผ่านหน้าตนไปแล้ว นางจึงพลันได้สติและได้หันไปมองว่าเหตุใดกวางตัวนั้นจึงยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนกวางตัวเมียท้องโต...มันกำลังตั้งครรภ์ และคงจะใกล้คลอดเต็มที...หยางเฟิ่งปิงที่ช่วยชีวิตน้อยๆ ไว้ไม่ได้รับรู้เลยว่า เหล่าทหารจะฮือฮาและกล่าวถึงฝีมือยิงธนูที่แม่นยำราวจับวาง และความเมาตตาปรานีที่นางได้แสดงออกแก่สัตว์ร่วมโลกไว้ไปในทิศทางใดแต่หากได้เห็นใบหน้างดงามที่ยกยิ้มยามนี้ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนคำพูดซักเล็กน้อย เพราะนางทำท่าเหมือนจะ...รู้?