คุณภานุวัฒน์
คนนี้รู้รายละเอียดเรื่องของคุณพ่อตรงแม่นได้มากขนาดนี้
แต่กลับพลาดไม่รู้ว่าขวัญฤดีเป็นแมวคงเข้าใจว่าเป็นน้องสาวของเธอสินะ สงสัยจะไปได้ยินอะไรมาผิด ๆ แล้วเข้าใจว่าขวัญฤดีเป็นคนเลยเอามาบลัฟเธออย่างมั่วซั่วแน่ๆ เลย
พลาดแล้วล่ะค่ะคุณภานุวัฒน์ของเฮียฮั้วบอกแล้วว่าคนเลือดกรุ๊ปโอราศีกุมภ์น่ะ ไม่ได้งมงายเชื่ออะไรง่าย ๆ หรอกนะ!
“เอาเป็นว่าพ่อของคุณวางเอกสารที่เป็นซองสีน้ำตาลไว้บนหลังตู้ใบนี้แล้วน้องขวัญฤดีก็กระโดดขึ้นไปนอนทับซองเอกสารที่บนหลังตู้จนตอนที่คุณพ่อของคุณเจ็บหน้าอกล้มลงไปบนพื้น น้องขวัญฤดีก็ตกใจกระโดดลงมาจากหลังตู้ตอนนั้นเองที่เท้าน้องไปเขี่ยโดนซองเอกสารหล่นจากหลังตู้ด้านบนเข้าไปที่ข้างหลังตู้แล้วน้องก็มาร้องเรียกพ่อของคุณใกล้ ๆ ตรงนี้จนกระทั่งคุณมาถึงน้องก็ยังเดินงุ่นง่าน ๆ ร้องแง๊ว ๆ เพราะเรียกทาสเท่าไหร่ทาสก็ไม่ฟื้นขึ้นมาสักทีแบบนี้น้องขวัญฤดีก็ไม่น่าจะเป็นคนอยู่แล้วใช่ไหมครับ?”
ไตเติ้ลร่ายสถานการณ์ที่รู้มาตามคำบอกเล่า(ทางกระแสจิต)ของลุงเจ้าของบ้านอย่างละเอียดยิบเล่นเอาทั้งลูกสาวที่เป็นคนและพ่อที่เป็นผีได้แต่ยืนอ้าปากค้างทำตาปริบ ๆ
‘ไอ้หนุ่มนี่พูดอะไรลุงไปเป็นทาสเจ้าเหมียวตั้งแต่เมื่อไหร่?’ วิญญาณเจ้าของบ้านถาม
“แต่คุณเรียกขวัญฤดีว่าน้อง?” สุกัญญาซักหน้าเหวอๆ
“ก็น้องขวัญฤดีเกิดทีหลังผมนี่ครับหรือคุณจะให้ผมเรียกน้องว่าพี่?” ภานุวัฒน์ซักกลับ
เออ… ถ้าว่าแบบนี้มันก็จริงแฮะจะว่าไปแล้วเธอก็เกิดก่อนขวัญฤดีด้วยนี่น่างั้นต่อไปนี้ก็เรียกขวัญฤดีว่าน้องบ้างดีกว่า ฟังดูก็น่ารักดีเหมือนกัน
“แล้วที่บอกว่าน้องเรียกทาสนี่คือ…?”
“มีคนเลี้ยงแมวคนไหนเป็นเจ้านายของแมวบ้างครับ?”
ไตเติ้ลยังคงซักกลับ ไม่ใช่กับหญิงสาวที่ถามแต่เป็นกับวิญญาณเจ้าของบ้านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอด้วย
‘เราเลี้ยงแมวเราก็ต้องเป็นเจ้านายของมันสิ!’ ผีคุณลุงเถียง
“ไม่ใช่ว่าเราเลี้ยงแมวให้แมวจับหนูให้แล้วแมวต้องเป็นทาสเราเหรอคะ?”สุกัญญากะพริบตาปริบ ๆ
ถึงตรงนี้ไตเติ้ลเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเขาหลุดเอาคำศัพท์ปัจจุบัน…ไม่ใช่สิ เอาคำศัพท์จากอนาคตมาใช้ในโลกอดีตของนิยายเข้าแล้วนี่หว่าไอ้การเรียกแมวว่าน้อง แล้วเรียกคนเลี้ยงแมวว่าทาสเนี่ย ปี 2538 ยังไม่มีแบบนี้หรอกนะ เอาจริงๆ แล้วเว็บบอร์ดพันทิบยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมาเลยด้วยซ้ำทำแบบนี้แล้วจะกลายเป็นว่าเขาเป็นตัวต้นเหตุของ Butterfly effect ในโลกนิยายของนิยายเรื่องนี้ไหมหว่าเนี่ย
‘……’
เออ… แต่เอาจริง ๆ เขาก็เปลี่ยนทุกสิ่งอย่างมาตั้งแต่แรกที่วิญญาณโผล่มายัดไส้ในอยู่ในร่างของไอ้ขี้เมาเดชนี่แล้วนี่หว่า
ยังไงมันก็เป็นแค่นิยายอ่ะเนาะอนาคตของใครจะเปลี่ยนแปลง นิยายของใครจะพังก็ช่างหัวมันไปก่อนแล้วกันเติ้ลสะดวกของเติ้ลแบบนี้ ก็จะใช้ภาษาตามที่เติ้ลสะดวกแบบนี้ต่อไปนั่นแหละ
“น้องขวัญฤดีเคยจับหนูด้วยเหรอครับ?”
ตัดสินใจได้ก็ถามกลับอีกฝ่ายไปอีกครั้ง
“ก็… เอาจริง ๆ ก็ไม่เห็นว่าเคยนะคะ”
สุกัญญาตอบทั้งที่กลั้นยิ้มเมื่อนึกถึงแมวสามสีตัวอ้วนที่เอาแต่กินแล้วก็นอนแล้วก็กินแล้วก็นอนทั้งวัน
“แล้วมีทาสที่ไหนที่เจ้านายต้องเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำให้ทุกวันซื้อของมาเอาอกเอาใจ ทำความสะอาดห้องน้ำให้ เช็ดอึเช็ดฉี่ให้บ้างไหมครับ” ภานุวัฒน์ซักต่อ
“ได้ยังไงกันคะถ้าเจ้านายทำให้ขนาดนั้นนั่นก็เป็นทาสแล้วค่ะ ไม่ใช่เจ้านาย” สุกัญญาหน้าเหวอ
“แล้วคุณกับคุณพ่อของคุณปฏิบัติกับน้องขวัญฤดียังไงครับ?”
สุกัญญารวมถึงผีคุณลุงเจ้าของบ้านนิ่งคิดไปนิดหนึ่งแล้วพลัน ผีเจ้าของบ้านก็ทำท่าตบหน้าขาตัวเองหนึ่งฉาด
‘จริง ๆ ด้วย!นี่ลุงนึกว่าตัวเองเป็นเจ้านายแมวมาตั้งนาน จนตายไปแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าจริง ๆ แล้วลุงเป็นทาสเจ้าขวัญหรอกหรือนี่’
“จริงด้วยค่ะ ตอนนี้น้องขวัญฤดีอยู่ที่บ้านพี่ถึงว่าทำไมน้องชอบขึ้นไปนอนบนที่สูง ๆ แล้วเหยียดมองเราด้วยหางตาอย่างกับมีสถานะเหนือกว่าที่ไหนได้เจ้าขวัญเห็นพี่เป็นทาสนี่เอง”
หญิงสาวหัวเราะออกมาปรับอารมณ์จากที่เมื่อครู่ยังเศร้าอยู่เล็ก ๆ กลายเป็นร่าเริงขึ้นมาได้ทันควัน
เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มค่อยใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่าถึงจะปลอบใจใครไม่เป็นแต่อย่างน้อยความหลุดปากใช้ภาษาผิดยุคของเขาก็กลายเป็นยิงมุกให้คนอื่นอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้าง
“ถ้าหายสงสัยแล้วก็มาช่วยผมเลื่อนตู้ทีได้ไหมครับจะได้เอาซองเอกสารออกมาได้” ภานุวัฒน์รีบดึงกลับเข้าเรื่อง
“อ๊ะ… ค่ะ ได้เลยค่ะ”
สุกัญญาพยักหน้ารีบตรงเข้าไปจับตู้เตรียมพร้อมทันที
ตู้ไม้หลังใหญ่นั้นเป็นของตกทอดมาแต่โบราณซึ่งทำด้วยไม้สักและมีน้ำหนักค่อนข้างมากดังนั้นแล้วถึงแม้จะเป็นเพียงตู้ว่างเปล่าข้างในไม่มีของอะไรแต่กว่าจะเลื่อนมันให้ออกห่างจากกำแพงได้ก็นับว่ายากเย็นพอควร
หากเมื่อตู้หลังนั้นถูกเลื่อนห่างออกมาแล้วสุกัญญาก็รีบชะโงกหน้ามองที่ด้านหลังของตู้ทันทีปรากฏซองเอกสารขนาด A4 สีน้ำตาลทองที่มีฝุ่นและหยักไย่เกาะจนหนานอนนิ่งให้เธอได้เห็นอยู่ตรงนั้น
“มีจริง ๆ ด้วย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“คุณวัฒน์ทราบได้ยังไงเหรอคะว่ามันมีซองอยู่ตรงนี้แล้วก็เรื่องของคุณพ่อกับน้องขวัญฤดีด้วย”
เมื่อเห็นชัดเจนอยู่กับตาว่าสิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูดนั้นเป็นเรื่องจริงเธอก็อดที่จะสงสัยซักถามไม่ได้
พวกหมอดูที่เธอรู้จักน่ะถ้าไม่ทักว่าเธอเคยทำแท้งมาได้ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยท้องส่วนมากก็จะมาบอกว่าวิญญาณคุณพ่อทำบาปหนักจนไปเกิดไม่ได้ ต้องแก้กรรมนู่น นี่ นั่น
หึ! ถึงแม้ว่าสุกัญญาจะไม่ได้มีเซนส์หรือมีวิชาอาคมใด ๆแต่หญิงสาวก็เป็นลูกของพ่อมาตั้งแต่เกิดเลยนะทำไมสุกัญญาถึงจะไม่รู้ล่ะว่าพ่อตัวเองเป็นคนมีวิชชาอาคม เคยบวชเรียนเข้าวัดถือศีลอยู่เป็นประจำทุกวันพระ
คนอย่างพ่อเธอถึงแม้ว่าจะมีบาปมีกรรมติดตัวตามปกติสันดานมนุษย์อยู่บ้างแต่ไอ้ถึงขั้นบาปหนักทำให้ไปเกิดไม่ได้เรื่องนี้สุกัญญาที่รู้จักพ่อของตัวเองเป็นอย่างดีไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
หมอดูหมอเดาพวกนั้นช่างผิดกับคุณภานุวัฒน์ของเฮียฮั้วที่เดินเข้ามาแล้วไม่ถามหาต้นสายปลายเหตุอะไรเลยโผล่มาเล่า ๆ ๆ จับตู้เลื่อนแล้วก็ดันมีซองเอกสารอยู่ตรงนี้จริง ๆ ตามที่ว่าเสียด้วยสิ
“คุณสุกัญญารับปากผมแล้วนะครับว่าจะไม่เอาเรื่องของผมไปเล่าให้ใครฟัง”
ไตเติ้ลบอกขณะแทรกตัวสี่สิบห้าองศาเข้าไปหลังซอกตู้แล้วยื่นแขนออกไปให้ยาวที่สุดเพื่อหยิบซองเอกสารฝุ่นเกาะขึ้นมา
“ก็ใช่ แต่พี่ไม่ได้รับปากนี่คะว่าจะไม่ถาม” หญิงสาวหัวเราะ
เป็นอย่างที่เฮียฮั้วว่าจริง ๆ เสียด้วยสิคนคนนี้มีดีอยู่กับตัว แต่กลับถ่อมเนื้อถ่อมตัวไม่อวดอ้างความวิเศษของตัวเองเกินจริงเหมือนพวกหมอดูทั่วไปจริง ๆ เสียด้วย
‘หนูนิดเขาคิดว่าพ่อหนุ่มเป็นหมอดูแกไม่ค่อยชอบพวกหมอดูเท่าไหร่ แต่ก่อนคุณแขแกโดนหลอกเงินไปเยอะกับเรื่องพวกนี้’ ผีเจ้าของบ้านแอบกระซิบ
“ผมไม่ใช่พวกพ่อมดหมอดูนะครับแค่บางทีก็มองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณได้ บางทีเท่านั้นนะครับเรื่องพวกนี้ที่รู้ก็เพราะวิญญาณคุณพ่อของคุณบอกกับผมน่ะครับ”
ภานุวัฒน์ย้ำในคำว่าบางทีแม้ว่าจริง ๆ แล้วมันจะไม่ใช่แค่บางทีแต่เป็นปกติทุกทีเลยก็ตาม
“ยังไงคะ? คุณพ่ออยู่แถว ๆ นี้เหรอคะ”หญิงสาวโคลงศีรษะด้วยความพิศวง
“อยู่ที่นี่ตามที่คุณเห็นในฝันนั่นแหละครับท่านอยากจะบอกคุณมาตั้งนานแล้วว่าที่ท่านตายนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณไม่ใช่ความผิดของคุณเลยดังนั้นพอเห็นว่าผมเข้ามาในบ้านท่านจึงรีบมาขอให้ช่วยสื่อให้น่ะครับ”
ไตเติ้ลเล่าขณะที่ปัดฝุ่นออกจากซองเอกสาร
สุกัญญาเดินเข้ามาดูที่หน้าซองไม่ได้เขียนถึงชื่อของใครเอาไว้อย่างชัดเจนแถมซองยังปิดกาวสนิทจนแง้มดูข้างในไม่ได้เลยเสียด้วยสิ
“จะให้เปิดเลยไหมครับเห็นคุณกฤษณะบอกว่ามีอะไรจะสั่งเสียด้วย”
ถามหญิงสาวพร้อมกับควักมีดสปริงออกมาจากกระเป๋าหลังของกางเกงขาสั้นสามส่วน
สุกัญญาฟังที่ชายหนุ่มถามก็สะดุ้งเล็กน้อยหันมองซ้ายขวารอบตัวด้วยสีหน้างุนงง
“ค…คุณพ่ออยู่แถวนี้จริง ๆ เหรอคะ?” หญิงสาวซัก
“ยืนอยู่ข้าง ๆ คุณครับ”
ภานุวัฒน์ตอบหน้านิ่งปลายมีดสปริงยังจ่ออยู่ที่ซอง รอคอยคำตอบของอีกฝ่าย
“เปิดเลยก็ได้ค่ะ เอ่อ ข้างซ้ายหรือข้างขวาคะ?”สุกัญญาตอบแล้วซักต่อได้ทันควัน
“ข้างขวาครับ”
พร้อมกับคำตอบชายหนุ่มก็ใช้มีดสปริงสอดปลายเข้าไปตัดที่
ปากซองเอกสารซองนั้นทันที.