วันต่อมาหลังจากฮ่องเต้พูดคุยกับเหล่าขุนนางในท้องพระโรงเสร็จฮ่องเต้ได้พูดคุยเป็การส่วนพระองค์กับแม่ทัพไป๋เื่การถอนหมั้นระหว่างไท่จื่อและไป๋เฟยจู
อีกสองวันต่อมาไท่จื่อและไป๋เฟยจูได้รับพระราชโองการถอนหมั้นนำมาซึ่งความดีใจเป็อย่างยิ่งสำหรับไป๋เฟยจู เมื่อกงกงของฮ่องเต้ภรรยาและบุตรีของแม่ทัพไปทั้งสี่ แยกย้ายสลายตัวกันไปหมดแล้ว นางถึงกับร้อง ‘เยส’พร้อมกับดึงกำปั้นที่ชูขึ้นเข้าหาตัว ยิ้มกว้างจนตาหยี แล้วรีบวิ่งลั้นลากลับเรือนชิงจู๋
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้พ้นจากสายตาของใครคนหนึ่งที่แอบมองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล
ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนตอนที่ไป๋เฟยจูไปเดินเที่ยวที่ตลาดซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจวนแม่ทัพนัก นั่งรถม้าไปเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้นคนที่ไปด้วยมีไป๋เฟยจู อ้ายเยว่ และองค์รักษ์สองคน พวกเขาแนะนำตัวว่าชื่อ ชิวอีและชิวเออร์
ตลอดการนั่งรถม้า ไป๋เฟยจูรู้สึกตื่นเต้นมากเปิดม่านดูตลอดทางเนื่องจากไม่เคยเห็นสภาพแวดล้อมนอกจวนแม่ทัพมาก่อนแล้วจะไม่ให้รู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร
เมื่อมาถึงตลาด ไป๋เฟยจูลงจากรถม้าโดยการะโลงขณะที่องครักษ์ชิวอีกำลังจะยื่นมือส่งให้ อ้ายเยว่ตาแทบถลนคุณหนูรองของนางทำตัวไม่งามอีกแล้ว ไม่มีความเป็กุลสตรีเอาเสียเลย
องครักษ์ทั้งสองคนก็หน้าเหวอด้วยไม่คิดว่าคุณหนูรองจะะโลงมา นี่หากว่านางล้มลงไปกลับไปพวกเขาต้องโดนท่านแม่ทัพไป๋ทำโทษแน่ ส่วนเ้าตัวน่ะหรือ เมื่อเห็นอ้ายเยว่ที่หน้าหงิกสององครักษ์ที่หน้าเหวอ ก็รู้สึกผิดหัวเราะแห้งๆ “ข้าขอโทษ”นางกล่าวได้เพียงเท่านั้นพร้อมกับยกมือขึ้นเกาศีรษะตนเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสนใจให้กับบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนชั้นสองริมหน้าต่างของร้านน้ำชาเขาไม่ได้ตั้งใจจะมองไปที่นาง เขาเพียงแค่นั่งดื่มชารอการมาของเพื่อนที่นัดกันไว้สายตาก็มองอะไรไปเรื่อย แล้วได้เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดลงมีตราสัญลักษณ์ที่รถม้าเป็รูปพยัคฆ์อ้าปากแยกเขี้ยวแสดงว่านี่เป็รถม้าจากจวนแม่ทัพ มีสตรีนางหนึ่งในชุดสีเขียวอ่อนมีผ้าคลุมหน้าบางเบาปกปิดไว้ เห็นเพียงดวงตา เขามองเห็นไม่ชัดนักแต่ก็พอจะบอกลักษณะเด่นๆ ได้ว่าเป็สตรีผิวขาวตาโตชุดเขียวมีผ้าคลุมหน้าออกมาจากรถม้าหลังจากที่มีสตรีนางหนึ่งลงมาก่อนสตรีที่ลงมาคนแรกคงเป็สาวใช้ดูได้จากลักษณะเสื้อผ้าการแต่งกายส่วนแม่นางผ้าคลุมหน้าชุดเขียวพอออกมาก็ทำท่าเก้ๆ กังๆ ก็เพราะท่าทางเก้ๆ กังๆของนางนี่แหละจึงทำให้เขารู้สึกสนใจหยุดมอง แล้วเขาก็ต้องหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าขณะที่บุรุษผู้หนึ่งที่ดูท่าทางอาจจะเป็ผู้ติดตามหรืออาจจะเป็องครักษ์กำลังจะยื่นมือรับนางแต่กลับยื่นมือสวนทางกับที่แม่นางผู้นั้นะโลงมา ไม่ล้มแต่ก็เซเล็กน้อยเห็นสาวใช้กับชายผู้ติดตามทำหน้าเหวอใ และเห็นแม่นางผู้นั้นหัวเราะแห้งๆยกมือเกาศีรษะกล่าวขออภัยบุรุษที่อยู่ในเงามืดถึงกับตะลึงเมื่อได้เห็นบุรุษผู้นี้หัวเราะแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามที
เขานั่งมองจนนางเดินหายเข้าไปในตลาด เขาจึงหยุดมองนางและคิดว่าจวนแม่ทัพหรือ ไม่เคยเห็นนางมาก่อนเลย ลักษณะการแต่งกายน่าจะเป็คุณหนูนางหนึ่งแม่นางผู้นี้คือใครกัน หากเป็บุตรสาวของแม่ทัพไป๋เขาเคยเห็นแค่เพียงแม่นางไป๋ซูฉีเพียงคนเดียวที่เขารู้จักเพราะนางเคยไปรับประทานอาหารที่เหลาอาหารขึ้นชื่อแห่งหนึ่งกับซุนห่าวซวนหลานชายของเขา ตอนที่บังเอิญเจอกันที่เหลาอาหารซุนห่าวซวนแนะนำให้เขาได้รู้จักนางว่าเป็บุตรสาวคนโตของแม่ทัพไป๋และเป็ศิษย์น้องที่สำนักศึกษา
หลังจากที่ไป๋เฟยจูเดินหลุดจากสายตาของบุรุษผู้นั้นนางก็มองสิ่งอื่นๆ ต่อไป
เมื่อไป๋เฟยจูปรากฏตัวในตลาด สายตาหลายคู่แสดงความสงสัยว่านางเป็ใครเพราะไม่มีใครเห็นนางมาก่อน จึงมองด้วยความสนใจเพราะดวงตากลมโตที่ดูพราวระยับงดงามมีหลายคนที่รู้สึกคันมืออยากเปิดผ้าคลุมหน้าผืนน้อยนั่นเหลือเกินว่าจะงดงามหรืออัปลักษณ์ไม่สมกับความงามของดวงตากันแน่ แต่ก็ได้เพียงแค่คิด เพราะองครักษ์ตัวใหญ่สองคนด้านหลังของนาง
ไป๋เฟยจูเดินดูั้แ่หัวตลาดยันท้ายตลาดดูว่ายุคนี้ของที่นี่มีความเป็อยู่อย่างไร ขายอะไรกันบ้าง นางพบว่าแม้ตอนนี้จะเป็เหมือนยุคจีนโบราณแต่ก็ไม่ถึงกับโบราณจ๋า ที่ไม่มีอะไรเลยที่ว่าไม่ถึงกับโบราณจ๋า ก็เพราะยังมีพวกสบู่ มีเครื่องประทินผิวมีกระจกที่เป็กระจกแก้วจริงๆ พอไปตามร้านอาวุธก็มีพวกดาบ ง้าว ทวน มีด ธนู กริชซึ่งยังจัดว่าเป็อาวุธโบราณ ไม่มีปืนอะไรเ่าั้จากการสอบถามอ้ายเยว่และพี่องครักษ์ทั้งสองคนเกี่ยวกับการรักษาก็ได้รู้ว่าหากเป็การรักษาก็จะใช้ยาสมุนไพรจีนซึ่งมีทั้งยาน้ำ และยาลูกกลอนและมีการรักษาแบบการฝังเข็ม พอถามเื่การผ่าตัด การเย็บแผลพวกเขาต่างส่ายศีรษะไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินจากนั้นลองเดินไปแถบตลาดสดที่ขายวัตถุดิบการทำอาหาร ก็มีพวกเนื้อสัตว์ต่างๆที่นำมาวางขาย ทั้งสัตว์จากป่า และสัตว์ที่เลี้ยงไว้ขาย พวกเครื่องปรุงต่างๆไม่ถึงขั้นมีเพียงเครื่องปรุงสามัญ ยุคนี้มีเครื่องปรุงประเภทซอสถั่วหมักมีน้ำมันหอย มีซอสพริก ซอสมะเขือเทศด้วย แต่ไม่มีพวกผงปรุงรส
“อืม โบราณระดับกลางๆ สินะ” ไป๋เฟยจูพึมพำ
“อะไรนะเ้าคะ” อ้ายเยว่ถาม
“ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้พูดกับเ้าแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแล้วเผลอพูดออกมาน่ะเ้าไม่ต้องสนใจข้า” ไป๋เฟยจูตอบ
‘หูดีจริงๆ’ ไป๋เฟยจูคิดค่อนแคะอ้ายเยว่ในใจแต่ไม่พูดออกมา ไม่งั้นอาจจะไม่จบง่าย
มีร้านค้าที่มีเครื่องเทศขายด้วยจากการสอบถามทำให้นางได้รู้ว่า ของเหล่านี้รับมาจากชาวต่างชาติจากโพ้นทะเล ซึ่งญาติของเขาทำงานอยู่ที่เมืองท่าเรือจอดญาติของเขาจะรับสินค้าเข้ามาขายอีกที
“อืม อยากไปดูสินค้าของชาวโพ้นทะเลบ้างจังอยากดูว่ามีสินค้าจากยุคของเราบ้างไหม” เช่นเคย ไป๋เฟยจูพึมพำคนเดียวอีกแล้ว
“คุณหนูรองพูดอะไรนะเ้าคะ” อ้ายเยว่ถาม
“อ๋อ ข้าบอกว่าข้าอยากไปดูสินค้าตามโพ้นทะเลน่ะ”ไป๋เฟยจูตอบ
“มันไกลมากเลยนะเ้าคะ ถ้าคุณหนูรองอยากไปต้องขออนุญาตนายท่านเ้าค่ะ”อ้ายเยว่กล่าว
“แต่ท่านพ่อบอกว่า หากข้าอยากออกมาเที่ยวข้างนอกแค่บอกเท่านั้นก็ได้นี่นา ไม่ต้องรออนุญาต” ไป๋เฟยจูเถียง
“นายท่านหมายถึงมาเดินเที่ยวตลาดเ้าค่ะที่บอกว่าอนุญาตได้เพียงแค่บอกน่ะ แต่หากไปไกลขนาดนั้นแล้วแค่บอกเฉยๆ แล้วไปเลยไม่รออนุญาตระวังเถอะเ้าค่ะ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปที่ไหนๆ อีก” อ้ายเยว่ขู่
ไป๋เฟยจูยู่ปากกะว่าจะใช้ลูกไม้เดิมคือนำช่องโหว่จากคำพูดของท่านแม่ทัพมาใช้ประโยชน์กับตัวเองเสียหน่อยแต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของอ้ายเยว่ ก็คิดว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็ไปได้เช่นกันดังนั้นควรใช้ลูกไม้แต่พอหอมปากหอมคอสินะ
“เข้าใจแล้วน่า ข้าก็พูดไปอย่างนั้นแหละเ้าก็คิดเป็จริงเป็จังไปได้” ไป๋เฟยจูแก้ตัว
“บ่าวไม่เชื่อคุณหนูรองหรอกเ้าค่ะเื่พูดไปอย่างนั้นไม่คิดจริงจังน่ะ” อ้ายเยว่เริ่มฉลาดรู้เท่าทันเ้านายสาว
“รู้ทันอีก” ไป๋เฟยจูบ่นงึมงำ
“อะไรนะเ้าคะ”อ้ายเยว่ได้ยินไม่ชัดจึงถามให้ไป๋เฟยจูพูดซ้ำ
“ไม่มีอะไร แค่บอกว่าเ้าฉลาดจริงๆ รอบคอบดีมาก”ไป๋เฟยจูกล่าว
“แน่นอนสิเ้าคะ ถ้าบ่าวไม่รอบคอบคุณหนูรองอาจถูกลงโทษ”
ไป๋เฟยจูกลอกตามองบน ไม่กล่าวอะไรอีก
“ข้าหิวแล้ว แมงง่องแง่งในท้องข้าร้องระงมแล้วเนี่ย”ไป๋เฟยจูลูบท้อง
“อะไรกันเ้าคะ ในท้องของคุณหนูรองมีแมลงหรือเ้าคะแล้วแมงง่องแง่งหน้าตาเป็เช่นไรหรือเ้าคะ” อ้ายเยว่งุนงงมาก
“ฮ้าย อ้ายเยว่เอ๋ย อย่าได้สงสัยคำพูดอะไรข้านักหนาเลยอะไรปล่อยได้ก็ปล่อยๆ ข้าไปเถอะ คุณแม่ขอร้อง”ไป๋เฟยจูทำหน้าละเหี่ยใจปนร้องขอกับสาวใช้ช่างซักช่างบ่น ชอบเก็บทุกรายละเอียด
อ้ายเยว่อ้าปากอยากจะถามอีกว่าฮูหยินเอกตายไปแล้วจะมาขอร้องได้อย่างไร แล้วทำไมเรียกคุณแม่ทำไมไม่เรียกว่าท่านแม่ มีแต่สิ่งที่น่างุนงงไปหมดแต่เมื่อนึกถึงคำกล่าวและหน้าตาเหนื่อยใจของคุณหนูรองของนางนางจึงหุบปากไม่เอ่ยถามเื่ที่สงสัย แต่ชวนไปหาอาหารรับประทานแทน
“เช่นนั้นก็ไปหาอะไรรับประทานกันเถิดเ้าค่ะประเดี๋ยวจะเจ็บท้องเอาได้ คุณหนูรองจะไปร้านไหนหรือเ้าคะ” อ้ายเยว่เอ่ยชวน
“เ้านำไปสิ ร้านไหนน่ากิน ข้าเคยออกจากจวนเสียที่ไหนเล่าจะได้รู้ว่าร้านไหนอร่อย”ไป๋เฟยจูให้อ้ายเยว่เดินนำ
“เอ่อ บ่าวก็ไม่ทราบเ้าค่ะว่าร้านไหนอร่อย โถคุณหนูรองเ้าขา ข้าน้อยมีเงินออกมากินอาหารนอกจวนเสียที่ไหนกันเล่าเ้าคะ”อ้ายเยว่ทำหน้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“เช่นนั้นไปเหลาอาหารตรงนั้นดีหรือไม่ขอรับ นายท่านเคยมารับประทานที่นี่และเคยเผื่อแผ่ถึงพวกบ่าวด้วย รสชาติอร่อยใช้ได้ขอรับ” องครักษ์ชิวเออร์กล่าว
“เหรอๆ ได้สิๆ เ้านำไปเลย ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”เมื่อมีผู้รู้ ไป๋เฟยจูก็รู้สึกยินดี และให้องครักษ์ชิวเออร์นำทาง
“ท่านพ่อให้เงินข้ามาเยอะ สั่งเลยๆ วันนี้ข้าจะกินให้พุงแตกเลย”ไป๋เฟยจูกล่าว หน้าตามีความสุข
“คุณหนูรองพูดได้น่าเกลียดมากเลยเ้าค่ะ”จอมขัดอย่างอ้ายเยว่กล่าวขึ้น นับวันนางชักจะฝีปากจัดจ้านแต่ไป๋เฟยจูก็ไม่ถือสานาง เพราะนางรู้ว่าอ้ายเยว่รักและหวังดีกับนางและการที่ไป๋เฟยจูไม่ถือสา ก็ทำให้อ้ายเยว่กล้าพูดขัด นอกจากไป๋เฟยจูจะไม่โกรธ นางยังรู้สึกสนุกเหมือนคุยกับเพื่อนมากกว่าคุยกับบ่าวรับใช้ซึ่งทำให้องครักษ์รู้สึกแปลกใจ
ปกติเขาเป็องครักษ์ประจำตัวของท่านแม่ทัพไม่รู้เกี่ยวกับไป๋เฟยจูมากนักรู้แค่ว่านางเป็บุตรสาวที่แม่ทัพรักมากที่สุดเพราะเกิดจากฮูหยินเอกรู้ว่านางขี้อายและไม่มีปากเสียงกับใครแต่จากที่ััวันนี้มันช่างแตกต่างจากที่เคยได้ฟังมาเหลือเกิน ขี้อายตรงไหนนี่ใครช่วยบอกหน่อยเถิด ช่วยไปจับตัวไอ้คนเล่าให้ฟังที
“เอาอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาสี่อย่าง ข้าวสี่จานชาหนึ่งกา” ไป๋เฟยจูสั่งอาหารทันทีเมื่อได้ห้องรับรองส่วนตัว หลังจากสั่งอาหารและเสี่ยวเออร์รับรายการแล้ว ไป๋เฟยจูก็เอ่ยชวนสมาชิกนั่งทันที
“มาๆๆ นั่งๆๆ อย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่” ไป๋เฟยจูกล่าวเรียกให้อ้ายเยว่และองครักษ์ทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะกับนาง
อ้ายเยว่นั่งตามคำสั่งเพราะชินกับนางแล้วแต่องครักษ์ทั้งสองไม่ชินจึงไม่กล้านั่ง และอีกอย่างนางเป็ผู้ใหญ่ที่ไหนพูดมาได้ว่าไม่ให้ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ นางอายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำแต่พวกเขาอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกปีกันแล้วพวกเขาอยากกล่าวคัดค้านเหลือเกินเื่ผู้ใหญ่ของนาง แต่ก็ได้แค่คิดในใจ
“ให้ข้าน้อยยืนเถิดขอรับพวกเราจะได้คอยระวังภัยให้คุณหนูรองและอีกอย่างพวกเราเป็เพียงองครักษ์จะนั่งร่วมโต๊ะกับคุณหนูรองได้อย่างไร”องครักษ์ชิวอีกล่าว
“น่าๆ นั่งก็ระวังภัยได้ข้าไม่ถือเื่นายบ่าวนั่งร่วมโต๊ะ เอาเช่นนี้ หากพวกท่านถือ ก็ให้ไปถือตอนอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเถอะตอนนี้เราอยู่ในห้องรับรอง ไม่มีใครเห็นหรอก นั่งเถอะน่า รู้หรือไม่กินคนเดียวไม่อร่อยเท่ากับกินกันหลายๆ คนนะ กินด้วยกันหลายคนอร่อยกว่าข้าเป็โรคขาดความอบอุ่นเมื่อก่อนกินข้าวคนเดียวไม่อร่อยเลยแต่เมื่อมีเพื่อนกินข้าวด้วย มันอร่อยมาก”ไป๋เฟยจูไม่หยุดความตั้งใจที่จะรับประทานอาหารด้วยกันในที่สุดองครักษ์ชิวอีและองครักษ์ชิวเออร์ก็ต้องตามใจนาง
เมื่ออาหารถูกจัดวางบนโต๊ะเรียบร้อยไป๋เฟยจูถอดผ้าคลุมหน้าออกวาง อ้ายเยว่ทำหน้าเป็ปกติแต่องครักษ์ทั้งสองตกตะลึงกับาแบนใบหน้า เขารู้ว่าคุณหนูรองได้รับาเ็บนใบหน้าแต่ไม่คิดว่าแผลจะใหญ่มากขนาดนี้ องครักษ์ทั้งสองมองหน้ากัน ไม่กล้าเอ่ยถามไป๋เฟยจูก็ไม่บอกอะไร
เห็นองครักษ์ทั้งสองยังมองจ้องแผลไม่เลิกไป๋เฟยจูจึงใช้มือััแล้วถามสององครักษ์ว่า “สงสัยหรือ”
แม้ว่าสององครักษ์จะอยากรู้ แต่ก็ไม่กล้าถามจึงได้แต่หลบสายตาแล้วองครักษ์ชิวอีจึงกล่าวตอบเพื่อไม่ให้คุณหนูรองรู้สึกอายหรือเสียใจ “ไม่ไม่อยากรู้ขอรับ”
ไป๋เฟยจูยิ้ม “มา กินกันเถอะ อย่าไปคิดอะไรเลยข้ายังไม่คิดเลยพวกท่านจะคิดกันทำไม มาๆๆ น่ากินทั้งนั้นเลย กินกันเถอะ”ไป๋เฟยจูชวนอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสี่คนรับประทานกันไปคุยกันไปตอนแรกก็ยังเงียบอยู่หรอก แต่ไป๋เฟยจูทำให้ทุกคนนิสัยเสียยุคที่นางจากมาขณะที่รับประทานอาหารกับเพื่อนและครอบครัวลุงก็คุยกันเพียงแต่ไม่คุยขณะที่อาหารอยู่ในปากเท่านั้น แต่ที่นี่จะรับประทานกันเงียบๆและคุยกันหลังจากอิ่มแล้วเท่านั้นซึ่งไป๋เฟยจูก็ปฏิบัติตามกฎของที่นี่เมื่อรับประทานอาหารกับแม่ทัพไป๋
แต่ตอนนี้นางเป็หัวโจกของกลุ่ม อยู่ลับหลังท่านแม่ทัพไป๋จึงทำตัวตามสบายไม่เหมือนคุณหนูชนชั้นสูงเอาเสียเลย