ผมปีนลงจากรถ มองสำรวจตัววัง มันดูเหมือนพวกโรงแรมห้าดาวทรงไทย
“สวัสดีท่านนาวิน!” พระยาเขี้ยวเงินรอผมอยู่ ตรงนั่นมีขุนพิทักษ์กับผู้ติดตามของเขาอยู่ด้วยอีกหนึ่งโขยง เห็นแล้วผมคิดถึงพวกขบวนของข้าราชการเวลาอธิบดีลงตรวจในโลกของเรา
ถึงในใจคิดแบบนั้น แต่ผมก็ยิ้มและโค้งให้เขาอย่างมืออาชีพ
“เป็อย่างไร ท่านคุ้นชินกับเมืองของเราหรือยัง” พระยาเขี้ยวเงินถาม
“ขอบคุณความอารีของท่านมากครับ โชดูแลผมเป็อย่างดี”
ผมเหลือบมองดูยัยจิ้งจอก
“เธอยังมีน้ำใจมอบผู้ดูแลให้ผมที่ยังไม่ชินกับโลกนี้ด้วย”
ผมบุ้ยหน้าไปทางคีย์ เป็การประกาศเพื่อรับประกันฐานะของคีย์ไว้ก่อนว่าโชจะมาหาทางยกเลิกทีหลังไม่ได้
“งั้นเรอะ!” พระยาเขี้ยวเงินอุทาน
โชมองค้อนผมอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
“เอาเถอะ! งั้นเราไปเข้าเฝ้าดีกว่า ขุนหลวงกับเ้าหญิงรออยู่แล้ว”
เขาบอก และเดินนำราวกับวังหลวงเป็บ้านของตัวเอง
โชกับผมเดินตามพระยาเขียวเงินไป คีย์ทำท่าจะรออยู่ข้างนอก แต่ผมโบกมือให้เธอตามมาด้วย เื่อะไรผมจะยอมอยู่กลางขบวนของคนพวกนี้โดยไม่มีใครที่จะพอไว้ใจได้เลย
เราเดินผ่านสระบัวและสวนเข้าสู่ใจกลางวัง
เหล่าคนรับใช้ของวังหลบไปข้างทาง คุกเข่าลง หรือหมอบกับพื้น เมื่อพวกเราเดินผ่าน ผมรู้สึกคันๆมาก กับท่าทีของพวกเขา
“ขออภัย แต่ต้องขอถามอะไรสักอย่างได้หรือเปล่าครับ” ผมเอ่ยกับพระยาเขี้ยวเงิน
“อะไรรึ”
“เมื่อครู่ท่านบอกว่าเ้าหญิงสินะครับ”
“อ่อใช่ ข้ายังไม่ได้เล่าเื่นี้สินะ...” พระยาเขี้ยวเงินพูดเหมือนนึกขึ้นได้ “เ้าหญิงมุย เป็ธิดาคนเดียวของขุนหลวงเวียงแก้ว”
“ธิดาคนเดียว?”
ผมเผลอพึมพำออกไป แล้วก็นึกได้ว่าไม่น่าเลย เพราะสังเกตว่าขุนพิทักกำลังเหลือบมองผมอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก
เป็เื่ไม่สมควรหรือเปล่านะ
“ไม่เป็ไรหรอก” พระยาเขี้ยวเงินบอก “ทุกคนก็กังวลเื่ปัญหานี้เหมือนกัน”
“ครับ...”
“เมื่อก่อนขุนหลวงเคยมีองค์รัชทายาทที่เป็ชายเหมือนกัน แต่โชคไม่ดีนัก... พระเ้าอนุญาตให้โรคภัยเอาตัวเ้าชายไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง”
“หมายความว่าเ้าหญิงเป็มงกุฏราชกุมารีเหรอครับ”
“อะไรนะ”
“เ้าหญิงเป็ผู้สืบราชบัลลังหรือเปล่า”
“อ่อ เราไม่มีทำเนียมแบบนั้น ขุนหลวงต้องเป็ชายเท่านั้น ดังนั้นถ้าโชคไม่ดีคู่หมั้นของท่านหญิงก็จะเป็ผู้ครองบัลลังของเวียงแก้ว”
“คู่หมั้น? ใครกันครับ”
“ขุนหลวงนครเงิน”
“หืม?”
“นครเงินเป็อาณาจักรขนาดใหญ่ทางตะวันตก มีเมืองขึ้นกับนครมากกว่าสิบเวียง ขุนหลวงของเวียงแก้วให้เ้าหญิงหมั้นไว้ั้แ่เด็ก”
“ครับ...”
แบบนี้เื่มันชักจะยุ่งกว่าที่ผมคาดไว้ตอนแรก
สรุปว่าเวียงแก้วน่าจะเป็เมืองอิสระเล็กๆ ไม่แปลก เมืองกลางเขาที่ถึงกับยอมให้เด็กสาวเป็ราชครูแบบนี้ คงจะเรียกได้ว่าบ้านนอกสุดๆ เมื่อแบบนี้ถ้าเป็ในโลกของผมคงจะเป็ได้แค่จังหวัดบ้านนอก หรือเผลอๆจะเป็แค่ตัวอำเภอด้วยซ้ำ
แต่ในระบบโลกยุคกลางที่ยังไม่มีการจัดระบบปกครองแบบรัฐชาติ อำนาจของจ้าวแต่ละคนจะไปไกลเท่าที่กองทัพไปถึง แต่พวกเมืองหลังเขาที่ยุ่งยากเกินกว่าจะยกทัพไปยึดครองและคงกองทหารไว้ควบคุมจัดการ ก็มักจะถูกปล่อยให้เป็นครอิสระเล็กๆ
แต่เพราะไม่อาจรับรองได้ว่าจะไม่ถูกเพื่อนบ้านยกทัพมาบุกเล่นๆ จึงเป็ปรกติที่เมืองเล็กๆจะต้องหามิตรที่มีอำนาจมากกว่าเพื่อคุ้มกันไว้ก่อน ถ้าเพื่อนบ้านทำท่าจะยกทัพมาก็อาจอ้างความเป็ญาติขอมหาอำนาจยกทัพมาช่วยได้
การเลือกใช้วิธีให้เ้าหญิงแต่งงานกับมหาอำนาจเป็ยุทธวิธีทางการทูตที่พบเห็นได้ทั่วไปในตำราประวัติศาสตร์
แต่สถานการณ์ที่ไม่มีผู้สืบทอดบัลลังแบบนี้ การทูตก็ที่เล็งผลด้านบวกก็อาจสร้างปัญหาได้ เพราะเป็ไปได้ว่าเมืองเก่าของเ้าหญิงที่แต่งเข้ากับจ้าวเมืองใหญ่ก็จะถูกมหาอำนาจเคลมเอาเมืองผนวกเข้าเป็ส่วนหนึ่งของอาณาจักรฃ
สรุปสถานการณ์ง่ายๆคือ ถ้าขุนหลวงของเวียงแก้วที่กำลังป่วยอยู่ตาย ก็จะมีโอกาสสูงที่เมืองนี้จะตกเป็ของจ้าวต่างเมือง
“ถ้าเป็แบบนี้เวียงของเราอาจจะตกเป็เมืองขึ้นของนครเงิน เราคงไม่ยอมให้เป็แบบนั้นง่ายๆ หรอกจริงมั้ย” พระยาเขี้ยวเงินพูดเมื่อเห็นว่าผมเข้าใจสถานการณ์นี้ดี
ประโยชน์นี้มีความหมายกดดันผมเต็มๆ แบบนี้ขู่กันมาเลยก็ได้ว่ารักษาไม่ได้หัวหลุด
ผมได้แต่ยิ้ม แต่พูดตามตรง ในใจเนี่ยไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด
ในที่สุดเราก็เข้ามาถึงท้องพระโรง
บรรยากาศคล้ายๆในโถงวัดไทย แต่ไม่มีประพุทธรูป เปลี่ยนเป็ฟูกนอนปูกับพื้นแทน
ชายผู้หนึ่งที่มีหูหมา และผมยาวสีขาวกำลังนอนอยู่ตรงนั้น ดูจากสภาพและความหรูหราของผ้าที่ทำเป็นอนก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือขุนหลวง
ข้างๆเขาเป็หญิงสาวคนหนึ่ง
เธอน่าจะอายุราวสิบสี่-สิบห้าปี รุ่นเดียวกับโช หรืออ่อนกว่าเล็กน้อย ผมสีทอง ตาสีเขียว มีหูสุนัข สวมผ้าถุง ผ้าพันอก และผ้าคลุมไหลทอจากไหมที่ดูหรูหรา เธอดูสวยงาม อ่อนโยน และแฝงไปด้วยบรรยากาศที่ดูเศร้าสร้อย ดูกับเครื่องแก้วลายทองที่พร้อมจะแตกหักเพียงแค่แตะเบาๆ
ทั้งหมดที่รวมกันนี้ทำให้เธอดึงดูดอย่างน่าประหลาด เ้าหญิงผู้งดงาม และปล่อยออร่าที่ดูน่าสงสารทำให้อยากปกป้อง องค์ประกอบพวกนี้มากพอที่จะทำให้เหล่าชายหนุ่มหายใจติดขัด
พระยาเขี้ยวเงินกับโชคุกเข้าข้างหนึ่ง เหมือนพวกอัศวินยุโรป ส่วนคีย์ทรุดลงหมอบเอาหน้าผากแนบพื้น
โชกดให้ผมคุกเข่าลงด้วย
ผมทำบ้างแต่โชกดผมลงให้คุกเข้าทั้งสองข้าง
“มีแค่ขุนนางที่คุกเข่าข้างเดียว” เธอกระซิบ “ไพร่อย่างนายต้องคุกเข่าทั้งสองข้าง”
“ไม่เป็ไรหรอก” เ้าหญิงส่งเสียงบอกอย่างอ่อนโยน
“ค่ะ เ้าหญิงมุย” เธอตอบรับ
“นายก็รีบขอบคุณท่านสิ”
“เอ่อ... ขอบคุณครับ”
“อ้าว จันทร์นี่เอง?” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของผม เธอเอียงตัวเข้ามาและหรี่ตาเหมือนพยายามเพ่งมอง “เข้ามาใกล้ๆหน่อยสิ”
ผมมองโชกับพระยาเขี้ยวเงิน
“ดวงตาของเ้าหญิงไม่ค่อยดี อย่าเสียมารยาทล่ะ” โชกระซิบบอกผม
ผมทำตามที่เ้าหญิงบอก เมื่อเข้าไปใกล้ก็รู้สึกถึงกลิ่นของน้ำอบจากตัวของเธอ
เ้าหญิงยกมือขึ้นเตะเส้นผมของผม
“นี่เ้าตัดผมเหรอ? เป็อะไรไป? ทำไมตัดผมเสียล่ะ? โชเ้าบังคับให้จันทร์เป็ทาสเหรอ?”
“เปล่าค่ะ เขาตัดของเขาเอง” โชบอก
“เอ” เ้าหญิงเอียงคอ
“นี่ไม่ใช่จันทร์ขอรับ” พระยาเขี้ยวเงินอธิบาย “ในร่างของเขาคือท่านเทวดาที่จุติมาจากพิธีอัญเชิญที่เราทำไปเมื่อวาน และเหมือนว่าท่านเทวดามีทำเนียบแตกต่างจากพวกเรา”
“จริงเหรอ” เ้าหญิงทำท่าสงสัย เป็ท่าสงสัยที่ดูเรียบร้อยน่ารัก ไม่มีท่าทางระแวงดูถูกเหมือนใครบางคนสักนิด
“ครับ ผมชื่อว่านาวิน มาจากกรุงเทพฯ” ผมตอบ
เ้าหญิงดูหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วจันทร์ล่ะ?”
โชหลบตาเธอไปมองทางอื่น โดยไม่พูดอะไร
“งั้นเหรอ... แบบนี้นี่เอง” เ้าหญิงยกมือทาบอก
“ตามตำนานท่านเทวดามีความรู้ที่เราไม่มีและรู้จักมนตร์ที่พวกเราไม่รู้” พระยาเขี้ยวเงินบอก “ท่านเทวดาจะรักษาขุนหลวงได้แน่”
“อย่างนั้นเหรอ” ใบหน้าของเธอดูมีประกายของความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังคงไม่แน่ใจ “หมายความว่าท่านจะรักษาท่านพ่อได้ใช่มั้ย”
สายตาคาดหวังของเธอทำให้ผมหนักใจ ผมได้แต่หวังว่ามันจะไม่แสดงออกทางสีหน้า
“ผมคงต้องขออนุญาตตรวจดูก่อน” ผมบอก
เ้าหญิงอนุญาต ผมจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ชายหูสุนัข ผมสีขาว ที่นอนอยู่บนเตียง