ตอนที่ 49 : อดีตของมังกรทั้งสอง
ตัวฉันเติบโตขึ้นมาในบ้านเด็กกำพร้า
เคยได้ยินมาจากคุณยายที่ดูแล... เหมือนว่าตัวฉันจะถูกเจอตอนเป็นทารกนำมาทิ้งไว้หน้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้
ตั้งแต่จำความได้ก็เลยถูกดูแลจากที่นั่นมาตลอด
แต่ก็ไม่ได้ชอบที่นั่นเท่าไรหรอก ถึงจะไม่ได้เกลียดเหมือนกันก็เถอะ
เพราะทั้งคุณยายและพี่สาวที่เป็นเจ้าของสถานรับเลี้ยงน่ะใจดีกับฉันมาก
คอยดูแลฉันมาตลอดตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่ได้บังคับให้ฉันทำงานอะไรหนักด้วย
เพราะงั้น... ส่วนที่รู้สึกว่าชอบไม่ลงน่ะไม่ได้มาจากพวกคุณยายกับพี่สาว แต่เป็นจากพวกเด็กเวรด้วยกันนี่แหละ
ในประเทศฉินน่ะ ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นมนุษย์และเผ่าอื่นจะเป็นส่วนน้อย
เพราะงั้นเด็กของเผ่าอื่นบางครั้งก็จะไม่เป็นที่ต้องการ เลยถูกขายบ้างหรือถูกทิ้งบ้าง
สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าส่วนใหญ่เลยมีแต่เผ่ามนุษย์สัตว์ทั้งนั้น
คนที่เป็นมนุษย์น่ะมีแค่สามคน ก็คือคุณยาย พี่สาว แล้วก็ฉันเท่านั้น
เพราะหัวเดียวกระเทียมลีบ ฉันก็เลยถูกพวกที่เหลือแกล้งอยู่ตลอด
กับเด็กเผ่ามนุษย์สัตว์ที่โดนมนุษย์ข้างนอกปฏิบัติไม่ดีแถมยังถูกทิ้ง ความโกรธและเกลียดชังที่มีต่อเผ่ามนุษย์เลยฝังลึกในใจของเจ้าพวกนั้น
และที่ระบายอารมณ์... ก็ต้องเป็นคนที่อ่อนแอแล้วก็ตัวคนเดียวแบบฉันนี่แหละ
ฉันเลยถูกพวกมันแกล้งสารพัด
โดนเอาตะปูใส่ไว้ในรองเท้าบ้าง
เปลี่ยนนมสดเป็นนมบูดให้ฉันกินบ้าง
ทำกับดักให้ฉันเปียกน้ำบ้าง
ขโมยชุดไปทำลายทิ้งจนไม่มีจะใส่บ้าง
คุณยายกับพี่สาวเองก็คอยดุไอเวรพวกนั้นให้อยู่หรอก
แต่แทนที่จะสำนึก... การแกล้งดันหนักขึ้นแทน
ไอ้เวรพวกนั้นทุกคนอิจฉาฉันที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งที่พวกมันเป็นต้นเหตุเองแท้ ๆ
การแกล้งเลยยังมีต่อไป จนนึกว่ามันจะไม่มีวันหยุดซะแล้ว
แต่ว่า... ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำแบบนั้น
ในบรรดาเผ่ามนุษย์สัตว์ของสถานรับเลี้ยงนั่นน่ะ มีอยู่แค่คนเดียวที่ยืนหยัดข้างฉัน
เป็นคนเดียวที่คอยเข้ามาเตือนและป้องกันไม่ให้แผนของพวกนั้นสำเร็จ
ทั้งเป็นคนที่เอาตะปูในรองเท้าฉันไปเททิ้งให้บ้างล่ะ
แอบเปลี่ยนเอานมวัวสด ๆ ของตัวเองมาให้ฉันแทนบ้างล่ะ
ทำลายกับดักของไอ้เวรพวกนั้นบ้างล่ะ
เอาเสื้อผ้าตัวเองมาให้ใส่ตอนที่ฉันไม่มีบ้างล่ะ
หลังจากทำเรื่องทุกอย่างนั่น ทุกครั้งเขาก็จะหันมายิ้มให้กับฉันเหมือนกับจะบอกว่าทุกอย่างโอเคแล้ว
ชายคนนั้นเป็นเผ่ามนุษย์สัตว์สายพันธุ์มังกร... พี่ฮุ่ยซิ่ว
เขามีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าเด็กอายุเท่ากันสองเท่า พละกำลังก็มากมายล้นเหลือ
แต่จุดที่สำคัญจริง ๆ คือ... พี่ฮุ่ยซิ่วเป็นคนที่มีความยุติธรรมมากยิ่งกว่าใคร
ทุกคนยอมรับพี่
ทั้งแข็งแกร่ง ใจดีแล้วก็เที่ยงธรรม พี่เขาเลยเป็นศูนย์กลางของทั้งสถานรับเลี้ยงตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเข้ามาแล้ว
พี่เขาไม่สนใจเรื่องเผ่าพันธุ์ คิดว่าทุกคนควรจะได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน
โดยเฉพาะกับคนที่ถูกทิ้งอย่างเรา ๆ ยิ่งไม่ควรจะทะเลาะกันเอง พวกเราควรจะช่วยกันเอาตัวรอดมากกว่าด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่พี่ฮุ่ยซิ่วคิด
เพราะพี่เขาออกตัวเองนั่นแหละ เจ้าพวกเวรในสถานรับเลี้ยงถึงแกล้งฉันน้อยลงจนหยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
พี่เขาคอยปกป้องเราจากทั้งคนนอกและคนใน
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กลุ่มวัยรุ่นเข้ามารังแกคนในสถานรับเลี้ยง หรือตอนที่ผู้ใหญ่กำลังเมาแล้วเข้ามาทำลายข้าวของ พี่เขาก็จัดการซะอยู่หมัด
ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน แต่พอมีพี่เขามาช่วยทุกอย่างก็จะราบรื่น
ทุกคนจะรู้สึกสบายใจทันทีเพราะมีพี่เขาอยู่
ฉันชื่นชมพี่... อยากจะเป็นให้ได้แบบนั้น
คิดว่าสักวันจะต้องเป็นแบบพี่ฮุ่ยซิ่วให้ได้
...แต่พอมาคิดดู ตอนนั้นมันอาจจะเป็นแค่ความฝันของเด็ก ๆ ก็ได้
พอได้เจอคนที่สุดยอด เห็นเขาได้รับการยอมรับจากทุกคน ก็เลยอยากที่จะเป็นบ้าง... คงเป็นความต้องการกลวง ๆ แบบนั้น
แต่... วันที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากเป็นแบบพี่ฮุ่ยซิ่วจริง ๆ ก็มาถึง
มันเริ่มจากวันนึง... มีเด็กผู้หญิงตัวมอมแมมเดินเข้ามาที่สถานรับเลี้ยงในวันที่ฝนตก
ฉันเป็นคนเจอเธอก่อนใครก็เลยพาเธอไปหาทุกคน
เด็กคนนั้นชื่อว่าหมิงเซียน เป็นเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี แต่ตัวเล็กยังกับอะไร
เธอเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดก็เลยไม่รู้ว่าไปไงมาไงถึงมาอยู่แถวนี้ได้
ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเด็กหลงทาง คุณยายกับพี่สาวก็เลยรับเลี้ยงเธอไว้ก่อน
แต่ผ่านไปเป็นเดือนก็ยังไม่มีประกาศข่าวตามหา แถมในเมืองก็ไม่มีใครตามหาเธอเลยด้วย
สถานการณ์ของเธอเลยชัดเจน... เธอคงถูกทิ้งเพราะไม่ต้องการ หรือเพราะไม่เป็นที่ต้องการก็เลยหนีออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ไม่ว่าหมิงเซียนจะเป็นแบบไหนเธอก็อยู่ในสภาพเดียวกันกับเราทุกคนที่นี่ พวกเราก็เลยยินดีต้อนรับเธอ
ปกติพวกเราเองก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากหรอก
ก็บุคลิกเธอเป็นซะอย่างนั้น
และถึงจะไม่ค่อยพูดก็จริง แต่หมิงเซียนดันเป็นคนฉลาดสุด ๆ
เท่านั้นไม่พอ ยังเป็นคนที่คอยแก้ปัญหาให้ทุกคนก่อนที่จะทะเลาะกันด้วย
ก็ส่วนมาก... เธอจะเป็นคนคอยปรามฉันกับพี่ฮุ่ยซิ่วเวลาคิดไม่เหมือนกันนี่แหละ
อาจเพราะแบบนั้นด้วย เธอถึงเข้ากับทุกคนที่นี่ได้ไว
แต่ก็นะ... สุดท้ายก็ยังพูดน้อยอยู่ดีนั่นแหละ
รู้สึกเหมือนหมิงเซียนพยายามเว้นระยะห่างกับพวกเราตลอดเวลา เหมือนไม่อยากสนิทกันเกินไปยังไงไม่รู้
แต่ที่หมิงเซียนเปลี่ยนไปก็เพราะเรื่องในวันนั้น...
วันนั้นเราสองคนบังเอิญได้ไปจ่ายตลาดด้วยกัน แล้วก็ช่างโชคดีชิบที่โดนนักเลงดักปล้นกลางทาง
อีกฝ่ายมีกันตั้งห้าคน ส่วนเรามีคนเดียวเลยเป็นการต่อสู้ที่ลำบากโคตร ๆ
ตอนจังหวะชุลมุน อยู่ ๆ ก็มีนักเลงคนนึงวิ่งเอามีดเข้ามาจะแทงหมิงเซียน
หมิงเซียนตกใจกลัวจนล้มลงไปกับพื้น
พอเห็นเธอกำลังหวาดกลัวร่างกายมันก็ขยับไปเอง สุดท้ายฉันก็เข้าไปรับคมแทนเธอ เลยโดนมีดนั่นแทงจนแขนทะลุ
หมิงเซียนนั่งร้องไห้ ฉันเองก็หมดแรง
แต่ในตอนที่ฉันกำลังจะถูกมันแทงซ้ำ พี่ฮุ่ยซิ่วก็โผล่เข้ามาช่วย... อีกครั้ง
ทุกอย่างเรียบร้อยเพราะพี่ฮุ่ยซิ่ว พี่เขาโผล่มาจัดการทุกอย่างได้เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
ส่วนตัวฉันก็อ่อนแอ จัดการอะไรเองไม่ได้เหมือนเดิม
‘น่าสมเพช’
ฉันรู้สึกแบบนั้น...
ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกพี่ฮุ่ยซิ่วช่วยไว้ แต่กลับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
พอคิดว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น คำตอบก็อยู่ใกล้ ๆ
หมิงเซียนกำลังร้องไห้เป็นครั้งแรกต่อหน้าฉัน ผสมกับสายตาของพี่ฮุ่ยซิ่วที่มองมาด้วยความเป็นห่วง
เจ็บใจ... ไม่อยากถูกมองด้วยสายตาแบบนั้น
ความคิดแบบนั้นผุดขึ้นมา ทำเอาเจ็บปวดหน้าอกสุด ๆ
และทางเดียวที่จะทำให้ความรู้สึกแย่ ๆ พวกนี้หายไป
ก็มีแต่ต้องกำจัดความอ่อนแอทิ้งไปซะ
“ฉันจะแข็งแกร่งขึ้น... จะปกป้องทุกคน แล้วก็จะไม่ทำให้ใครเป็นห่วงอีก”
ฉันบอกกับหมิงเซียนแล้วก็พี่ฮุ่ยซิ่วไปแบบนั้น
แต่ที่ยิ่งกว่า... คือฉันสาบานกับตัวเอง
ว่าจะต้องกลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง แข็งแกร่งมากพอให้คนที่เราแคร์ไม่ต้องเป็นห่วงเราอีก
แล้วใครจะนึก... เพราะเสี่ยงชีวิตช่วยหมิงเซียน ตั้งแต่วันนั้นเธอเลยเปิดใจแล้วก็เข้าหาฉันบ่อยขึ้น
...ถึงจะพูดน้อยเหมือนเดิมก็เถอะนะ
นอกจากพี่ฮุ่ยซิ่วที่เราสนิทใจอยู่แล้ว ตอนนี้เลยมีหมิงเซียนเพิ่มเข้ามาอีกคน
พวกเราสามคนสนิทสนมกันมากกว่าเมื่อก่อน
เราถึงกับไปซื้อสร้อยหยินหยานมาใส่เป็นเครื่องหมายแทนความสัมพันธ์ของพวกเรา
แต่ด้วยความที่มันมีสองซีกขาวดำ กับเราที่มีกันสามคนก็เลยปวดหัวน่าดูว่าจะแบ่งยังไง
สุดท้ายฉันก็เลยซื้อมาสองอันแล้วเอาซีกขาวไว้เอง ส่วนซีกดำสองอันก็เอาให้หมิงเซียนกับพี่ฮุ่ยซิ่วไป
ฉันฝึกฝนหนักทุกวันหลังจากนั้น พลังมันลุกโชนทุกครั้งที่มองเห็นสร้อยส่วนของตัวเอง
เพราะสร้อยนั่นคือตัวเตือนให้ฉันไม่ลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับตัวเอง หมิงเซียน แล้วก็พี่ฮุ่ยซิ่ว
แต่ที่สำคัญกว่านั้น... มันเหมือนเป็นตัวแทนสายสัมพันธ์ระหว่างเราสามคนด้วย
เพราะพวกเราสามคนเป็นกำลังหลักคนละอย่างที่คอยค้ำจุนสถานรับเลี้ยง
พี่ฮุ่ยซิ่วเป็นกำแพงปกป้องทุกคน ตัวฉันเป็นหอกคอยจัดการพวกที่มาหาเรื่อง แล้วก็มีหมิงเซียนคอยดูหลังและเป็นมันสมองให้
เพราะงั้นแหละเราสามคนเลยสนิทกันมากกว่าคนอื่น
สร้อยคอนั่นเลยมีความหมายแทนใจ... เป็นสัตย์สาบานว่าเราสามคนจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป
แต่ว่า... คำว่าตลอดไปมันไม่มีจริง
วันนึง... อยู่ดี ๆ สถานรับเลี้ยงของเราก็ถูกกลุ่มคนปริศนาโจมตี
ไอ้พวกแม่งมาจากไหนไม่รู้แล้วฆ่าทั้งคุณยาย พี่สาวแล้วก็เพื่อน ๆ ของฉันจนหมด
พวกมันถามหาตัวหมิงเซียนในตอนที่เราเหลือกันสามคน พวกเราเลยรู้ได้ทันทีว่าพวกเวรนี่ต้องการอะไร
หมิงเซียนน่ะมีพลังพิเศษ... เป็นพลังพิเศษที่สามารถตามรอยผู้คนได้โดยใช้แค่การมอง
ไอ้พวกเวรนี่ไม่รู้ไปได้ยินพลังของหมิงเซียนมาจากไหน แต่เพราะอยากได้พลังนั่นมันเลยตั้งใจจะมาชิงตัวเธอไป
สถานการณ์คับขัน พวกเราเสียเปรียบด้านจำนวน
ในตอนนั้น... พี่ฮุ่ยซิ่วก็เลือกเสียสละตัวเองท่ามกลางกองเพลิงเพื่อที่จะพาพวกมันลงนรกไปด้วยกัน
“หนีไป! พาหมิงเซียนหนีไปซะริว!”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของพี่ฮุ่ยซิ่วก่อนจะโยนฉันกับหมิงเซียนออกมา
ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่ามีศัตรูอีกเยอะแค่ไหนก็เลยทำตามที่พี่ฮุ่ยซิ่วบอก
พวกเราหนีออกมาจากที่นั่น... หนีมาจากประเทศฉินโดยไม่กลับไปอีก
ตัวฉันพาหมิงเซียนออกระเหเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ เราพยายามออกห่างจากประเทศฉินให้มากที่สุด
ฉันเอาตัวรอดไปวัน ๆ ด้วยการทำงานหาเช้ากินค่ำ โดยมีหมิงเซียนเป็นคนคิดหาทางไปต่อและวางแผนเรื่องเงินกับอาหาร
พวกเราช่วยเหลือกันเท่าที่ทำได้ พยุงกันเอาตัวรอดเหมือนกับตอนที่อยู่บ้านเด็กกำพร้า
แต่จุดแตกต่างก็คือ... พี่ฮุ่ยซิ่วไม่อยู่กับเราอีกแล้ว
ไม่รู้เลยว่าเท้าของตัวเองจะพาไปที่ไหน รู้แต่ว่าต้องก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น
ขอแค่อย่างเดียว... คือให้ปลายทางเป็นที่ที่หมิงเซียนจะปลอดภัยก็พอ
พอรู้ตัวอีกที พวกเราก็หนีมาจนถึงเขต 66
พวกเราเจอกับอัลเฟรด
ไอ้หมอนั่นดูไม่น่าไว้ใจก็จริง แต่เขาก็ให้สัญญาเรื่องความปลอดภัยของหมิงเซียนโดยแลกกับต้องไปต่อสู้ในศึกชิงอะไรสักอย่าง
“ผมอยากจะสร้างโลกที่ทุกคนยิ้มออกมาได้ เป็นโลกที่ทุกคนจะมีความสุขครับ เพราะงั้นผมจึงอยากยืมพลังของทั้งคู่ มาเปลี่ยนโลกด้วยกันเถอะ!”
อัลเฟรดว่าแบบนั้นในวันแรกที่เจอกัน
ก็จริงที่มันเป็นศึกแปลก ๆ แถมดูทะแม่งทะแม่งยังไงชอบกล
แต่ทำไงได้... ฉันไม่รู้เลยว่าหมิงเซียนจะโดนใครตามล่าอีกไหม
ถ้าอัลเฟรดมีพลังราชาจริง การอยู่ในอาณาเขตที่อัลเฟรดควบคุมได้คงจะปลอดภัยมากกว่า
แล้วถ้ามีพวกที่คิดร้ายกับหมิงเซียน อัลเฟรดก็จะรู้ตัวก่อนด้วย
นอกจากนั้น... ถ้าทำให้โลกใบนี้มีแต่รอยยิ้มแบบที่อัลเฟรดบอก มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไงก็เถอะ
แต่ถ้าเปลี่ยนโลกได้ ไอ้พวกเวรที่หวังใช้งานหมิงเซียนก็คงไม่มีอีก
ถ้าพลังของเราสามารถเปลี่ยนโลกนี้ให้หมิงเซียนกลับมามีรอยยิ้มได้
ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร หรือเราต้องเสียอะไรไปมันก็คุ้มค่าแล้ว
แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น... ถ้าหมิงเซียนเป็นอะไรไปก่อนมันก็ไม่มีประโยชน์
ฉันถึงต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ เพื่อปกป้องหมิงเซียน ไม่ว่าจากพวกที่ตามล่า ศัตรูจากศึกชิงบัลลังก์หรือใครหน้าไหนก็ตาม
เพราะงั้นฉันถึงต้องสู้!
สู้มาตลอด สู้ในส่วนของพี่ฮุ่ยซิ่วที่ทำไม่ได้อีกแล้ว
เพื่อเติมเต็มคำสัญญาในวันนั้น เพื่อมีชีวิตรอดต่อไปในส่วนของพี่ฮุ่ยซิ่ว!
...แต่ว่า
ภาพเปลวเพลิงในวันนั้นมันกลับยังตามมาหลอกหลอนไม่หาย
ยังกับถูกผีกระซิบ...
ทุกครั้งที่อ่อนแอ ภาพพี่ฮุ่ยซิ่วที่อยู่ในเปลวเพลิงก็จะโผล่เข้ามาในหัว
ถ้าเข้าไปช่วยพี่ฮุ่ยซิ่ว ป่านนี้เราสามคนก็อาจจะยังอยู่พร้อมหน้ากันก็ได้
ถ้าตอนนั้นฉันไม่ได้อ่อนแอ ป่านนี้พวกเราอาจจะสามารถปกป้องบ้านของพวกเราไว้ได้
ความคิดไร้สาระที่ทำเอาปวดหน้าอกมักจะเข้ามาแบบนั้น
แล้วใครจะรู้...
ว่าภาพนั้นมันจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง...
ในรูปแบบของความเป็นจริงที่ยอมรับไม่ได้
❖❖❖❖❖
