ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 49 : อดีตของมังกรทั้งสอง

     

    ตอนที่ 49 : อดีตของมังกรทั้งสอง

     

    ตัวฉันเติบโตขึ้นมาในบ้านเด็กกำพร้า

    เคยได้ยินมาจากคุณยายที่ดูแล... เหมือนว่าตัวฉันจะถูกเจอตอนเป็นทารกนำมาทิ้งไว้หน้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้

     

    ตั้งแต่จำความได้ก็เลยถูกดูแลจากที่นั่นมาตลอด

    แต่ก็ไม่ได้ชอบที่นั่นเท่าไรหรอก ถึงจะไม่ได้เกลียดเหมือนกันก็เถอะ

     

    เพราะทั้งคุณยายและพี่สาวที่เป็นเจ้าของสถานรับเลี้ยงน่ะใจดีกับฉันมาก

    คอยดูแลฉันมาตลอดตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่ได้บังคับให้ฉันทำงานอะไรหนักด้วย

     

    เพราะงั้น... ส่วนที่รู้สึกว่าชอบไม่ลงน่ะไม่ได้มาจากพวกคุณยายกับพี่สาว แต่เป็นจากพวกเด็กเวรด้วยกันนี่แหละ

     

    ในประเทศฉินน่ะ ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นมนุษย์และเผ่าอื่นจะเป็นส่วนน้อย

    เพราะงั้นเด็กของเผ่าอื่นบางครั้งก็จะไม่เป็นที่ต้องการ เลยถูกขายบ้างหรือถูกทิ้งบ้าง

     

    สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าส่วนใหญ่เลยมีแต่เผ่ามนุษย์สัตว์ทั้งนั้น

    คนที่เป็นมนุษย์น่ะมีแค่สามคน ก็คือคุณยาย พี่สาว แล้วก็ฉันเท่านั้น

     

    เพราะหัวเดียวกระเทียมลีบ ฉันก็เลยถูกพวกที่เหลือแกล้งอยู่ตลอด

    กับเด็กเผ่ามนุษย์สัตว์ที่โดนมนุษย์ข้างนอกปฏิบัติไม่ดีแถมยังถูกทิ้ง ความโกรธและเกลียดชังที่มีต่อเผ่ามนุษย์เลยฝังลึกในใจของเจ้าพวกนั้น

     

    และที่ระบายอารมณ์... ก็ต้องเป็นคนที่อ่อนแอแล้วก็ตัวคนเดียวแบบฉันนี่แหละ

    ฉันเลยถูกพวกมันแกล้งสารพัด

     

    โดนเอาตะปูใส่ไว้ในรองเท้าบ้าง

    เปลี่ยนนมสดเป็นนมบูดให้ฉันกินบ้าง

    ทำกับดักให้ฉันเปียกน้ำบ้าง

    ขโมยชุดไปทำลายทิ้งจนไม่มีจะใส่บ้าง

     

    คุณยายกับพี่สาวเองก็คอยดุไอเวรพวกนั้นให้อยู่หรอก

    แต่แทนที่จะสำนึก... การแกล้งดันหนักขึ้นแทน

     

    ไอ้เวรพวกนั้นทุกคนอิจฉาฉันที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งที่พวกมันเป็นต้นเหตุเองแท้ ๆ

    การแกล้งเลยยังมีต่อไป จนนึกว่ามันจะไม่มีวันหยุดซะแล้ว

     

    แต่ว่า... ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำแบบนั้น

     

    ในบรรดาเผ่ามนุษย์สัตว์ของสถานรับเลี้ยงนั่นน่ะ มีอยู่แค่คนเดียวที่ยืนหยัดข้างฉัน

    เป็นคนเดียวที่คอยเข้ามาเตือนและป้องกันไม่ให้แผนของพวกนั้นสำเร็จ

     

    ทั้งเป็นคนที่เอาตะปูในรองเท้าฉันไปเททิ้งให้บ้างล่ะ

    แอบเปลี่ยนเอานมวัวสด ๆ ของตัวเองมาให้ฉันแทนบ้างล่ะ

    ทำลายกับดักของไอ้เวรพวกนั้นบ้างล่ะ

    เอาเสื้อผ้าตัวเองมาให้ใส่ตอนที่ฉันไม่มีบ้างล่ะ

     

    หลังจากทำเรื่องทุกอย่างนั่น ทุกครั้งเขาก็จะหันมายิ้มให้กับฉันเหมือนกับจะบอกว่าทุกอย่างโอเคแล้ว

     

    ชายคนนั้นเป็นเผ่ามนุษย์สัตว์สายพันธุ์มังกร... พี่ฮุ่ยซิ่ว

    เขามีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าเด็กอายุเท่ากันสองเท่า พละกำลังก็มากมายล้นเหลือ

     

    แต่จุดที่สำคัญจริง ๆ คือ... พี่ฮุ่ยซิ่วเป็นคนที่มีความยุติธรรมมากยิ่งกว่าใคร

     

    ทุกคนยอมรับพี่

    ทั้งแข็งแกร่ง ใจดีแล้วก็เที่ยงธรรม พี่เขาเลยเป็นศูนย์กลางของทั้งสถานรับเลี้ยงตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเข้ามาแล้ว

     

    พี่เขาไม่สนใจเรื่องเผ่าพันธุ์ คิดว่าทุกคนควรจะได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน

    โดยเฉพาะกับคนที่ถูกทิ้งอย่างเรา ๆ ยิ่งไม่ควรจะทะเลาะกันเอง พวกเราควรจะช่วยกันเอาตัวรอดมากกว่าด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่พี่ฮุ่ยซิ่วคิด

     

    เพราะพี่เขาออกตัวเองนั่นแหละ เจ้าพวกเวรในสถานรับเลี้ยงถึงแกล้งฉันน้อยลงจนหยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

     

    พี่เขาคอยปกป้องเราจากทั้งคนนอกและคนใน

    ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กลุ่มวัยรุ่นเข้ามารังแกคนในสถานรับเลี้ยง หรือตอนที่ผู้ใหญ่กำลังเมาแล้วเข้ามาทำลายข้าวของ พี่เขาก็จัดการซะอยู่หมัด

     

    ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน แต่พอมีพี่เขามาช่วยทุกอย่างก็จะราบรื่น

    ทุกคนจะรู้สึกสบายใจทันทีเพราะมีพี่เขาอยู่

     

    ฉันชื่นชมพี่... อยากจะเป็นให้ได้แบบนั้น

    คิดว่าสักวันจะต้องเป็นแบบพี่ฮุ่ยซิ่วให้ได้

     

    ...แต่พอมาคิดดู ตอนนั้นมันอาจจะเป็นแค่ความฝันของเด็ก ๆ ก็ได้

    พอได้เจอคนที่สุดยอด เห็นเขาได้รับการยอมรับจากทุกคน ก็เลยอยากที่จะเป็นบ้าง... คงเป็นความต้องการกลวง ๆ แบบนั้น

     

    แต่... วันที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากเป็นแบบพี่ฮุ่ยซิ่วจริง ๆ ก็มาถึง

     

    มันเริ่มจากวันนึง... มีเด็กผู้หญิงตัวมอมแมมเดินเข้ามาที่สถานรับเลี้ยงในวันที่ฝนตก

    ฉันเป็นคนเจอเธอก่อนใครก็เลยพาเธอไปหาทุกคน

     

    เด็กคนนั้นชื่อว่าหมิงเซียน เป็นเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี แต่ตัวเล็กยังกับอะไร

    เธอเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดก็เลยไม่รู้ว่าไปไงมาไงถึงมาอยู่แถวนี้ได้

     

    ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเด็กหลงทาง คุณยายกับพี่สาวก็เลยรับเลี้ยงเธอไว้ก่อน

    แต่ผ่านไปเป็นเดือนก็ยังไม่มีประกาศข่าวตามหา แถมในเมืองก็ไม่มีใครตามหาเธอเลยด้วย

     

    สถานการณ์ของเธอเลยชัดเจน... เธอคงถูกทิ้งเพราะไม่ต้องการ หรือเพราะไม่เป็นที่ต้องการก็เลยหนีออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง

    แต่ไม่ว่าหมิงเซียนจะเป็นแบบไหนเธอก็อยู่ในสภาพเดียวกันกับเราทุกคนที่นี่ พวกเราก็เลยยินดีต้อนรับเธอ

     

    ปกติพวกเราเองก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากหรอก

    ก็บุคลิกเธอเป็นซะอย่างนั้น

     

    และถึงจะไม่ค่อยพูดก็จริง แต่หมิงเซียนดันเป็นคนฉลาดสุด ๆ

    เท่านั้นไม่พอ ยังเป็นคนที่คอยแก้ปัญหาให้ทุกคนก่อนที่จะทะเลาะกันด้วย

     

    ก็ส่วนมาก... เธอจะเป็นคนคอยปรามฉันกับพี่ฮุ่ยซิ่วเวลาคิดไม่เหมือนกันนี่แหละ

    อาจเพราะแบบนั้นด้วย เธอถึงเข้ากับทุกคนที่นี่ได้ไว

     

    แต่ก็นะ... สุดท้ายก็ยังพูดน้อยอยู่ดีนั่นแหละ

    รู้สึกเหมือนหมิงเซียนพยายามเว้นระยะห่างกับพวกเราตลอดเวลา เหมือนไม่อยากสนิทกันเกินไปยังไงไม่รู้

     

    แต่ที่หมิงเซียนเปลี่ยนไปก็เพราะเรื่องในวันนั้น...

    วันนั้นเราสองคนบังเอิญได้ไปจ่ายตลาดด้วยกัน แล้วก็ช่างโชคดีชิบที่โดนนักเลงดักปล้นกลางทาง

     

    อีกฝ่ายมีกันตั้งห้าคน ส่วนเรามีคนเดียวเลยเป็นการต่อสู้ที่ลำบากโคตร ๆ

    ตอนจังหวะชุลมุน อยู่ ๆ ก็มีนักเลงคนนึงวิ่งเอามีดเข้ามาจะแทงหมิงเซียน

     

    หมิงเซียนตกใจกลัวจนล้มลงไปกับพื้น

    พอเห็นเธอกำลังหวาดกลัวร่างกายมันก็ขยับไปเอง สุดท้ายฉันก็เข้าไปรับคมแทนเธอ เลยโดนมีดนั่นแทงจนแขนทะลุ

     

    หมิงเซียนนั่งร้องไห้ ฉันเองก็หมดแรง

    แต่ในตอนที่ฉันกำลังจะถูกมันแทงซ้ำ พี่ฮุ่ยซิ่วก็โผล่เข้ามาช่วย... อีกครั้ง

     

    ทุกอย่างเรียบร้อยเพราะพี่ฮุ่ยซิ่ว พี่เขาโผล่มาจัดการทุกอย่างได้เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

     

    ส่วนตัวฉันก็อ่อนแอ จัดการอะไรเองไม่ได้เหมือนเดิม

     

    ‘น่าสมเพช’

     

    ฉันรู้สึกแบบนั้น...

    ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกพี่ฮุ่ยซิ่วช่วยไว้ แต่กลับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ

     

    พอคิดว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น คำตอบก็อยู่ใกล้ ๆ

     

    หมิงเซียนกำลังร้องไห้เป็นครั้งแรกต่อหน้าฉัน ผสมกับสายตาของพี่ฮุ่ยซิ่วที่มองมาด้วยความเป็นห่วง

     

    เจ็บใจ... ไม่อยากถูกมองด้วยสายตาแบบนั้น

    ความคิดแบบนั้นผุดขึ้นมา ทำเอาเจ็บปวดหน้าอกสุด ๆ

     

    และทางเดียวที่จะทำให้ความรู้สึกแย่ ๆ พวกนี้หายไป

    ก็มีแต่ต้องกำจัดความอ่อนแอทิ้งไปซะ

     

    “ฉันจะแข็งแกร่งขึ้น... จะปกป้องทุกคน แล้วก็จะไม่ทำให้ใครเป็นห่วงอีก”

    ฉันบอกกับหมิงเซียนแล้วก็พี่ฮุ่ยซิ่วไปแบบนั้น

     

    แต่ที่ยิ่งกว่า... คือฉันสาบานกับตัวเอง

    ว่าจะต้องกลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง แข็งแกร่งมากพอให้คนที่เราแคร์ไม่ต้องเป็นห่วงเราอีก

     

    แล้วใครจะนึก... เพราะเสี่ยงชีวิตช่วยหมิงเซียน ตั้งแต่วันนั้นเธอเลยเปิดใจแล้วก็เข้าหาฉันบ่อยขึ้น

    ...ถึงจะพูดน้อยเหมือนเดิมก็เถอะนะ

     

    นอกจากพี่ฮุ่ยซิ่วที่เราสนิทใจอยู่แล้ว ตอนนี้เลยมีหมิงเซียนเพิ่มเข้ามาอีกคน

     

    พวกเราสามคนสนิทสนมกันมากกว่าเมื่อก่อน

    เราถึงกับไปซื้อสร้อยหยินหยานมาใส่เป็นเครื่องหมายแทนความสัมพันธ์ของพวกเรา

     

    แต่ด้วยความที่มันมีสองซีกขาวดำ กับเราที่มีกันสามคนก็เลยปวดหัวน่าดูว่าจะแบ่งยังไง

    สุดท้ายฉันก็เลยซื้อมาสองอันแล้วเอาซีกขาวไว้เอง ส่วนซีกดำสองอันก็เอาให้หมิงเซียนกับพี่ฮุ่ยซิ่วไป

     

    ฉันฝึกฝนหนักทุกวันหลังจากนั้น พลังมันลุกโชนทุกครั้งที่มองเห็นสร้อยส่วนของตัวเอง

    เพราะสร้อยนั่นคือตัวเตือนให้ฉันไม่ลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับตัวเอง หมิงเซียน แล้วก็พี่ฮุ่ยซิ่ว

     

    แต่ที่สำคัญกว่านั้น... มันเหมือนเป็นตัวแทนสายสัมพันธ์ระหว่างเราสามคนด้วย

     

    เพราะพวกเราสามคนเป็นกำลังหลักคนละอย่างที่คอยค้ำจุนสถานรับเลี้ยง

    พี่ฮุ่ยซิ่วเป็นกำแพงปกป้องทุกคน ตัวฉันเป็นหอกคอยจัดการพวกที่มาหาเรื่อง แล้วก็มีหมิงเซียนคอยดูหลังและเป็นมันสมองให้

     

    เพราะงั้นแหละเราสามคนเลยสนิทกันมากกว่าคนอื่น

    สร้อยคอนั่นเลยมีความหมายแทนใจ... เป็นสัตย์สาบานว่าเราสามคนจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป

     

    แต่ว่า... คำว่าตลอดไปมันไม่มีจริง

     

    วันนึง... อยู่ดี ๆ สถานรับเลี้ยงของเราก็ถูกกลุ่มคนปริศนาโจมตี

     

    ไอ้พวกแม่งมาจากไหนไม่รู้แล้วฆ่าทั้งคุณยาย พี่สาวแล้วก็เพื่อน ๆ ของฉันจนหมด

    พวกมันถามหาตัวหมิงเซียนในตอนที่เราเหลือกันสามคน พวกเราเลยรู้ได้ทันทีว่าพวกเวรนี่ต้องการอะไร

     

    หมิงเซียนน่ะมีพลังพิเศษ... เป็นพลังพิเศษที่สามารถตามรอยผู้คนได้โดยใช้แค่การมอง

    ไอ้พวกเวรนี่ไม่รู้ไปได้ยินพลังของหมิงเซียนมาจากไหน แต่เพราะอยากได้พลังนั่นมันเลยตั้งใจจะมาชิงตัวเธอไป

     

    สถานการณ์คับขัน พวกเราเสียเปรียบด้านจำนวน

    ในตอนนั้น... พี่ฮุ่ยซิ่วก็เลือกเสียสละตัวเองท่ามกลางกองเพลิงเพื่อที่จะพาพวกมันลงนรกไปด้วยกัน

     

    “หนีไป! พาหมิงเซียนหนีไปซะริว!”

    นั่นคือคำพูดสุดท้ายของพี่ฮุ่ยซิ่วก่อนจะโยนฉันกับหมิงเซียนออกมา

    ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่ามีศัตรูอีกเยอะแค่ไหนก็เลยทำตามที่พี่ฮุ่ยซิ่วบอก

     

    พวกเราหนีออกมาจากที่นั่น... หนีมาจากประเทศฉินโดยไม่กลับไปอีก

    ตัวฉันพาหมิงเซียนออกระเหเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ เราพยายามออกห่างจากประเทศฉินให้มากที่สุด

     

    ฉันเอาตัวรอดไปวัน ๆ ด้วยการทำงานหาเช้ากินค่ำ โดยมีหมิงเซียนเป็นคนคิดหาทางไปต่อและวางแผนเรื่องเงินกับอาหาร

    พวกเราช่วยเหลือกันเท่าที่ทำได้ พยุงกันเอาตัวรอดเหมือนกับตอนที่อยู่บ้านเด็กกำพร้า

     

    แต่จุดแตกต่างก็คือ... พี่ฮุ่ยซิ่วไม่อยู่กับเราอีกแล้ว

     

    ไม่รู้เลยว่าเท้าของตัวเองจะพาไปที่ไหน รู้แต่ว่าต้องก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น

    ขอแค่อย่างเดียว... คือให้ปลายทางเป็นที่ที่หมิงเซียนจะปลอดภัยก็พอ

     

    พอรู้ตัวอีกที พวกเราก็หนีมาจนถึงเขต 66

    พวกเราเจอกับอัลเฟรด

     

    ไอ้หมอนั่นดูไม่น่าไว้ใจก็จริง แต่เขาก็ให้สัญญาเรื่องความปลอดภัยของหมิงเซียนโดยแลกกับต้องไปต่อสู้ในศึกชิงอะไรสักอย่าง

     

    “ผมอยากจะสร้างโลกที่ทุกคนยิ้มออกมาได้ เป็นโลกที่ทุกคนจะมีความสุขครับ เพราะงั้นผมจึงอยากยืมพลังของทั้งคู่ มาเปลี่ยนโลกด้วยกันเถอะ!”

    อัลเฟรดว่าแบบนั้นในวันแรกที่เจอกัน

     

    ก็จริงที่มันเป็นศึกแปลก ๆ แถมดูทะแม่งทะแม่งยังไงชอบกล

    แต่ทำไงได้... ฉันไม่รู้เลยว่าหมิงเซียนจะโดนใครตามล่าอีกไหม

     

    ถ้าอัลเฟรดมีพลังราชาจริง การอยู่ในอาณาเขตที่อัลเฟรดควบคุมได้คงจะปลอดภัยมากกว่า

    แล้วถ้ามีพวกที่คิดร้ายกับหมิงเซียน อัลเฟรดก็จะรู้ตัวก่อนด้วย

     

    นอกจากนั้น... ถ้าทำให้โลกใบนี้มีแต่รอยยิ้มแบบที่อัลเฟรดบอก มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

     

    ถึงจะไม่รู้ว่าทำไงก็เถอะ

    แต่ถ้าเปลี่ยนโลกได้ ไอ้พวกเวรที่หวังใช้งานหมิงเซียนก็คงไม่มีอีก

     

    ถ้าพลังของเราสามารถเปลี่ยนโลกนี้ให้หมิงเซียนกลับมามีรอยยิ้มได้

    ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร หรือเราต้องเสียอะไรไปมันก็คุ้มค่าแล้ว

     

    แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น... ถ้าหมิงเซียนเป็นอะไรไปก่อนมันก็ไม่มีประโยชน์

    ฉันถึงต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ เพื่อปกป้องหมิงเซียน ไม่ว่าจากพวกที่ตามล่า ศัตรูจากศึกชิงบัลลังก์หรือใครหน้าไหนก็ตาม

     

    เพราะงั้นฉันถึงต้องสู้!

    สู้มาตลอด สู้ในส่วนของพี่ฮุ่ยซิ่วที่ทำไม่ได้อีกแล้ว

     

    เพื่อเติมเต็มคำสัญญาในวันนั้น เพื่อมีชีวิตรอดต่อไปในส่วนของพี่ฮุ่ยซิ่ว!

     

    ...แต่ว่า

    ภาพเปลวเพลิงในวันนั้นมันกลับยังตามมาหลอกหลอนไม่หาย

     

    ยังกับถูกผีกระซิบ...

    ทุกครั้งที่อ่อนแอ ภาพพี่ฮุ่ยซิ่วที่อยู่ในเปลวเพลิงก็จะโผล่เข้ามาในหัว

     

    ถ้าเข้าไปช่วยพี่ฮุ่ยซิ่ว ป่านนี้เราสามคนก็อาจจะยังอยู่พร้อมหน้ากันก็ได้

    ถ้าตอนนั้นฉันไม่ได้อ่อนแอ ป่านนี้พวกเราอาจจะสามารถปกป้องบ้านของพวกเราไว้ได้

     

    ความคิดไร้สาระที่ทำเอาปวดหน้าอกมักจะเข้ามาแบบนั้น

     

    แล้วใครจะรู้...

    ว่าภาพนั้นมันจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง...

     

    ในรูปแบบของความเป็นจริงที่ยอมรับไม่ได้


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253