“นั้นเพราะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขอรับ นอกจากมันจะเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งแล้ว คลื่นพลังของมันเริ่มก็มีมากขึ้น ทำให้ข้าและเหล่าสัตว์ปราณ มิสามารถอาศัยอยู่ด้านในป่าม่านหมอกเขตชั้นในสุดได้ จึงต้องลี้ภัยออกมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับเจ้าพวกมนุษย์” พยัคฆ์อัคคีเอ่ยออกมา แววตาแดงก่ำเข้มขึ้นจากความเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัว
“แล้วเหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์สังหารมนุษย์ขึ้นได้กัน” จินหลงถามออกไป ด้วยอยากรู้ต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ยามเมื่อพวกมนุษย์มันเห็นข้า มันก็คิดการใหญ่ริอาจจะสังหารข้าและสัตว์ตัวอื่นๆ ข้าย่อมต้องปกปักษ์รักษาป่าและสัตว์น้อยใหญ่ที่นี่” พยัคฆ์อัคคีที่อึดอัดคับแค้นภายในจิตใจพยายามอธิบายออกมาว่าเหตุใดตนเองจึงต้องไล่ฆ่ามนุษย์เหล่านั้นเพื่อให้ผู้เป็นใหญ่ได้รับรู้ในเรื่องราวที่ถูกต้อง
เป่ยจินและคนอื่นๆ ที่ได้ฟังต่างก็เข้าใจ และเห็นใจสัตว์อสูรตรงหน้าเช่นเดียวกันเมื่อได้ฟัง แววตาแน่วนิ่งของมันถือว่าตนเองคือผู้นำในป่าแห่งนี้ จึงต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง
“เช่นนั้นเจ้าและสัตว์ที่เหลือจงกลับไปด้านในเถิด ป่าชั้นในจะกลับมาอยู่ในความสงบในมิช้า หลังจากนี้ข้าจะจัดการเอง” จินหลงเองก็เข้าใจในความลำบากของมัน จึงรับปากว่าจะดูแลและจัดการเรื่องนี้แทน
แววตาลึกล้ำจับจ้องไปยังสายเลือดปลายแถวของตนเองอย่างลุ่มลึก
“ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ โฮกกกกก” เสียงคำรามของพยัคฆ์อัคคีดังขึ้นไปทั่วป่า เพื่อประกาศก้องให้เหล่าสัตว์กลับเข้าสู่ป่าชั้นใน
“ฟึ่บ” ชั่วขณะ มันก็ได้หายไปจากครรลองสายตาในทันที
เมื่อพยัคฆ์ตัวร้ายได้หายไป เสียงร่ำร้องรอบป่าใหญ่เงียบสงัด คือสิ่งยืนยันว่าขณะนี้ป่าม่านหมอกได้กลับสู่ความสงบจริงดังคำที่จวินเทียนหลงได้กล่าว
“เช่นนั้นสถานการณ์ภายในป่าม่านหมอกเป็นคงสงบลงแล้วดั่งที่พวกท่านกล่าวออกไป” เป่ยจินถามออกมา จัดการเรื่องของพยัคฆ์อัคคีได้ก็จริง หากแต่ทั้งสองยังกลับมาช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
“ตอนนี้สถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้วล่ะ” จินหลงตอบออกมา เพียงแต่สายตาของเขาก็มิอาจซ่อนสิ่งที่อยู่ภายในความลับนั้นได้
“แล้วความแปรปรวนด้านป่าชั้นในเล่า เจ้าจะบอกว่าเกิดจากอันใด” นัยน์ตาใสกระจ่างมองไปอย่างเอาเรื่อง เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่ตอบอ้อมโลกราวกับว่านางเป็นตัวไร้ประโยชน์
ช่างน่ารำคาญเสียจริง
“ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เกิดจากม่านพลังที่เป็นเกราะคอยป้องกันพลังของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เสื่อมลง ยิ่งใกล้วันที่ผลของงมันจะสุกและร่วงหล่นมากเท่าไหร่พลังยิ่งรุนแรงขึ้น ผลศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จะยิ่งดูดซับพลังของม่านพลังไปเรื่อย ๆ จนมันเสื่อมลงและเริ่มซึมซับพลังของสิ่งมีชีวิตแทน พวกมันจึงต้องหนีออกมายังป่าชั้นนอก” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่แฝงความรู้สึกที่อ่านยากเอ่ยออกมา ยามมองไปยังใบหน้าของสตรีอันเป็นที่รัก
“เหมือนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะเจ้าคะ” ฮวาเออร์ที่ยืนฟังอยู่อย่างเงียบๆ เอ่ยออกมา
“เช่นนั้นแล้ว ก่อนที่มันจะสุกและร่วงหล่น เราก็ต้องคอยเสริมพลังให้มันเช่นนี้หรือเจ้าคะ แล้วหากมันร่วงหล่นแล้วเล่า เราจักต้องทำสิ่งใดอีกหรือไม่” นางไม่อยากจะคิดว่าสิ่งนี้คือจุดประสงค์หลักของสวรรค์หรือไม่ ที่ส่งนางลงมา อดที่จะสงสัยไม่ได้จริงๆ
“จริง ๆ แล้วเจ้ามีวิธีก็บอกนางไปสิ” จินหลงหันไปมองยังจวินเทียนหลงด้วยแววตาวาววับอย่างคนที่ต้องการจะกดดันให้อีกฝ่ายพูดอะไรบางอย่างออกไปที่ยากจะคาดเดาได้
สายตาคมของจวินเทียนหลงตวัดไปยังจินหลงทันทีที่เอ่ยจบ แน่นอนว่าเรื่องราวต่างๆ มันเริ่มยุ่งยากมากขึ้นเรื่อย ๆ
และใกล้ความจริงที่นางจะต้องรับรู้ เพียงแต่ความรู้สึกที่บอกว่าอยากปกป้องนางให้ได้นานที่สุดก็คอยทัดทานเอาไว้
“อย่างไรเจ้าคะ แล้วพวกท่านจะจ้องตากันอีกนานหรือไม่ หาไม่แล้วพวกข้าจะได้เดินกลับไปเสียก่อน” เป่ยจินเองก็ใช่ว่าจะมิรับรู้เรื่องราวใดๆ เพียงแต่ต้องการให้ทั้งสองบอกกล่าวแก่นางเอง
“พี่ขอโทษจินเออร์ ไว้เราถึงที่พักแล้วพี่จะเล่าให้เจ้าฟัง และพวกเจ้าด้วย” ตาสบตา สายตาหนึ่งคือความห่วงใยที่ส่งออกไป อีกสายคือความไว้ใจในทุกสิ่ง เทียนหลงจึงทำได้เพียงเอ่ยปัดออกไปชั่วขณะ เพื่อยื้อเวลาให้ได้มากที่สุด
“เจ้าคะ เช่นนั้นเรากลับกันเถิด ดูท่าหยางคง คงอยากจะพักเสียเต็มที่” ในเมื่ออีกฝ่ายอยากจะยื้อเวลานางก็จะเล่นไปตามแผนนั้น อย่างไรเสีย นางก็มั่นใจว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้อย่างแน่นอน
“เพราะเจ้าไม่ใช่หรือไงจินเออร์ หึ” หยางคงที่ยืนเงียบเพราะความเจ็บปวดทางด้านร่างกายเมื่อครู่ จึงเอ่ยอย่างหยอกล้อกลับไป
“เอาเถิดๆ ข้าขอโทษเจ้าด้วยที่ทำเช่นนี้ คราหลังข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แย้มออกมาทันทีที่กล่าวจบ
ทำเอาคนเจ็บถึงกับเอ่ยอันใดไม่ออกทีเดียว
“เจ้า...” หยางคง จึงสะบัดหน้าหนีและเดินไปทันที จากการช่วยพยุงของฮวาเออร์
ณ วังหลวง
ในตอนนี้ทางฝากฝั่งของวังหลวงก็เริ่มระอุขึ้นเรื่อย ๆ จากเหตุการณ์การแก่งแย่งอำนาจกันของผู้ที่อยากเป็นใหญ่ในวังหลัง
พระสนมไป๋กุ้ยเฟยจากตระกูลไป๋ท่านน้าของฮวาเออร์ ถูกเรียกเข้าพบยังห้องทรงงานของฮ่องเต้อย่างเร่งด่วน ยามที่ต้าเฟยเฉิงเดินทางกลับมาถึงยังวังหลวงหลังจากหายเข้าไปเข้าป่ามา
เรื่องนี้มิมีคนนอกคนใดรู้ หากแต่มีสายลับคอยส่งข่าวให้อีกฝั่งก็สุดจะรู้ได้
ยามเมื่อพระสนมไป๋เดินเข้ามายังห้องทรงงานแล้วพบกับผู้เป็นใหญ่ของวังหลวงที่แฝงไปด้วยใบหน้าดุดัน กำลังรอคอยการเข้ามาของนาง แม้ว่าสถานะเบื้องหลังระหว่างทั้งสองจะราวกับมิตรสหายคู่หนึ่ง นางก็มิกล้าละเลยที่จะทำความเคารพและยำเกรง
เข่าทั้งสองข้างนอกหญิงสาวพลันจรดลงไปยังพื้นของห้อง ใบหน้างามแนบชิดจรดพื้นอย่างตั้งใจ
“เหตุใดเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ เจ้าจึงจัดการมิได้กันสนมไป๋” ใบหน้าดุดัน แววตาเหี้ยมเกรียมราวกับต้องการสังหารผู้ใดพลันเอ่ยออกมาทันทีที่เห็นร่างงามแนบจรดลงกับพื้น