บทที่ สามสิบสาม
หลังต่อสู้มาได้สักพักก็พอจะสังเกตได้ว่าร่างพลังเซียนของลู่อิงหมิงที่ถูกสร้างขึ้นโจมตีพวกเราแบบไม่มีรูปแบบและไม่มีการใช้อาวุธส่วนมากจะซัดพลังโดยใช้มือเปล่าจะว่าฝีมือก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรคงอิงมาจากร่างจริงที่ฝีมือด้อยเป็นทุนเสียแค่นางไม่สามารถโจมตีกลับได้ เพราะตอนเหล่ากู่ฟาดดาบใส่ก็ทะลุผ่านร่างพลังไปทันทีเพราะอย่างไรมันก็แค่ก้อนพลังไม่มีตัวคนตอนนี้จึงทำได้แค่หลบให้ทันก็พอแถมพวกเขามีกันตั้งหกคนผลัดกันหลอกล่อได้สบาย
“พวกเราทำแบบนี้ไม่นานพลังนั่นก็น่าจะหมด” นางตะโกนบอกคนในกลุ่ม
“แต่ไม่ใช่ว่าพวกเราจะหมดแรงก่อนนะ” ต้าไห้ร้องตอบขณะกระโดดหลบ
“ไม่นานหรอก เชื่อข้า”เพราะว่าพลังของลู่อิงหมิงไม่ได้ระดับสูงเช่นเซียนอื่นๆสักชั่วยามน่าจะเกลี้ยงแล้ว
วี้ดวี้ดดด
แต่แล้วขณะที่กลุ่มคนทั้งหกผลัดกันสับเปลี่ยนรับการจู่โจมจากร่างปลอมก็มีเสียงดังลากยาวเหนือหัวห่างไปไม่ไกลเสียงสนั่นแก้วหูนั้นค่อยๆ ตรงเข้ามาใกล้พวกเขาและเสียงนี้นางจำได้ดีมันคือเสียงปีกใหญ่ตีกับลมที่พึ่งได้ยินไปเมื่อรุ่งสาง
“แย่แล้ว” ร่างพลังเซียนไม่ใช่สิ่งที่นางกังวลอีกต่อไปเพราะศัตรูตัวจริงรู้ถึงการมาของนางและนักดาบรับจ้างแล้ว “ปีศาจแร้งกำลังมา”ลู่อิงหมิงบอกทุกคนในเตรียมตัวตั้งรับ
“ด้านบน!”คนในกลุ่มชี้ไปที่ร่างสีดำคล้ายคนแต่มีปีกใหญ่ที่กำลังตีขึ้นลงให้ลอยตัวได้
“คุณชายลู่รับมือร่างพลังของท่านคนเดียวได้ไหม”
“ไม่ได้ก็ต้องได้ เหล่ากู่นำไปก่อน เสร็จตรงนี้จะตามไป”
แล้วกลุ่มนักดาบรับจ้างก็กรูกันเข้าไปด้านในสำนักฝึกตนเพื่อเตรียมเข้าปะทะกับปีศาจแร้งทิ้งเซียนน้อยรับมือกับสิ่งที่ตัวเองก่อเอาไว้คำสัญญาเดิมก้องดังในหัวว่าถ้านางจบเรื่องนี้นางจะขอพักยาวแต่ก่อนจะได้พักต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้และแสดงว่านางก็ผ่านเข้าสำนักเหนิงซือใช่ไหมลู่อิงหมิงก็เซียนคนหนึ่ง!
“มาเลยเจ้าร่างปลอม!” ลู่อิงหมิงกัดฟันสู้
ผ่านไปได้สองก้านธูปผลดูเหมือนจะออกที่ว่านางจะคิดผิดคลาดเคลื่อนร่างกายมนุษย์เหยาะแหยะแบบนางจะไปสู้พลังเซียนได้อย่างไรเล่าคนจะผ่านด่านนี้ต้องมีทั้งแรงกายแรงใจและฝีมือขั้นพื้นฐานอยู่แล้วไม่ใช่คนที่กำลังหอบฮักๆ เช่นนี้
แล้วผลการต่อสู้ก็ออกมาโดยมือขวาถึงไหล่ตอนนี้ขยับไม่ได้เพราะโดนพลังเซียนซัดเข้าไปเต็มๆเรื่องดีหนึ่งเดียวที่พอจะให้ทนต่อก็คือเจ้าก้อนพลังสีอ่อนลงไปมากถ้าทนอีกหน่อยมันต้องจางหายไปแน่ๆ
ถึงเช่นนั้นลู่อิงหมิงที่ใจสู้แต่ขากลับไม่ค่อยฟังไปใกล้หมดแรงขยับหนีเต็มทน จนสุดท้ายเข่าก็ทรุดลงกับพื้นเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งจังหวะนั้นร่างพลังไม่รอช้าไร้ความปรานีใดตรงเข้าไปจะซัดพลังเข้าที่อกหมายชีวิตกันเลยหรือ
“อั๊ก” เลือดเป็นสายกระอักออกมาจากมุมปากแล้วนางก็ล้มไปนอนที่พื้นไร้เรี่ยวแรงเตรียมรับชะตากรรมพร้อมกันนั้นเสียงร้องของปีศาจแร้งที่แสบหูไม่รู้ว่าโดนอะไรถึงร้องดังเช่นนั้นดังออกมาจากด้านในสำนักฝึกตนเสียงหวีดแหลมนั่นเรียกสติเซียนน้อยเฮือกสุดท้ายให้กลิ้งตัวหลบร่างพลังได้อย่างหวุดหวิด
ลู่อิงหมิงเหลือบมองร่างพลังสีขาวจางๆแทบทะลุนั้นก็ยิ้มได้เล็กน้อย เมื่อครู่มันคงคิดปิดฉากใส่พลังเต็มที่สุดท้ายไม่โดนทำให้สูญเปล่า
‘อีกนิดเดียว’ ร่างบางใช้มือซ้ายพยายามดันตัวให้ลุกขึ้นหลังฮึดสู้‘ข้าทำได้’ นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือดระหว่างฝืนตัวพยายามให้ตั้งตรงแต่ยังไม่ทันได้ลุกยืนสำเร็จร่างสีจางๆบัดนี้ดูคล้ายผีสางเพราะส่วนขาหายไปทำให้เหมือนลอยได้ตรงเข้ามาโจมตีครั้งสุดท้ายเร็วหรี่สิ่งที่ลู่อิงหมิงทำคือหยุดพยายามยันตัวขึ้นแล้วปล่อยให้ล้มกลับไปนอนเช่นเดิมพร้อมกับแสงจางๆ เป็นเส้นลอยผ่านหน้าและจางหายไป
“สำเร็จ?” ร่างพลังเซียนหายไปแล้วไม่อยากจะเชื่อว่าร่างมนุษย์บอบบางจะเอาตัวรอดจากพลังเซียนได้ แม้จะโชคช่วยหลายครั้งแต่ก็ไม่คิดว่าจะรอดมาได้อยู่ดี
ร่างบอบซ้ำที่นอนแผ่กลางลานชั่วอึดใจใกล้จะสลบแต่ถูกเสียงร้องแหลมดังเรียกให้อาการสะลึมสะลือหายไปแม้ว่าลู่อิงหมิงอยากจะนอนแผ่อย่างนี้รอให้ร่างกายฟื้นตัวแล้วรักษาตัวเองแต่ทางเหล่ากู่ยังไม่กลับมาเสียทีปีศาจแร้งนั้นคงไม่ใช่จัดการได้ง่ายๆนางจึงต้องกัดฟันลุกขึ้นยืนอีกครั้งเดินตามเข้าไปในสำนักฝึกตน
ลู่อิงหมิงเข้ามาด้านในก็เห็นกลุ่มนักดาบที่เดินทางมาพร้อมกันสู้กับปีศาจตัวสีดำผอมแห้งยิบตาแต่คนที่ยังต่อลุกสู้ไหวเหลือเพียงสี่คนเท่านั้น ในนั้นสองคนสู้แบบอาการสาหัสส่วนอีกคนนอนแผ่อยู่ที่พื้นไม่รู้เป็นหรือตาย
ลู่อิงหมิงมองการต่อสู้ตรงหน้าคิดอะไรไม่ออกแม้ว่าจะตามเข้ามาเพราะอยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไรอยู่ดี พลังเซียนก็ไม่มีวรยุทธ์เป็นศูนย์ เกิดนางกระโดดเข้าไปตอนนี้ได้ล้มไปกองเป็นศพอีกคนแน่มีแต่จะสร้างปัญหา
แต่ทางเลือกย่อมไม่มีเพราะแค่นางปรากฏตัวในสำนักฝึกตนปีศาจแร้งก็เหลือบเห็นผู้มาใหม่ร่างกายสะบักสะบอมเข้าให้มันจึงก็หันความสนใจจากพวกนักดาบรู้วรยุทธ์มุ่งตัวรวดเร็วเตรียมกำจัดเป็นเหยื่อผู้มาใหม่ทันที
“คุณชายลู่หลบ”เหล่ากู่ดูสภาพคุณชายร่างเล็กที่ตอนนี้ยืนแทบไม่ไหวโดนกรงเล็บแร้งเข้าไปได้ทิ้งร่างเป็นอาหารปีศาจคนต่อไปแน่จึงวิ่งตามมาฟาดกระบี่เฉี่ยวไปโดนแขนผอมแห้งไร้อาภรณ์เข้าเล็กน้อยถึงแม้จะไม่ใช้แผลใหญ่อะไรแต่มันกับหายไปแทบจะทันที
ปีศาจแร้งดูแล้วคงไม่สามารถเคี้ยวเหยื่อใหม่ง่ายๆจึงหันกลับมาสู้กับเหล่ากู่ต่อส่วนต้าไห้ที่ดูอาการไม่ค่อยดีวิ่งแบบกะเผลกมาหานางพลางถามไถ่ “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่ดีเท่าไร เมื่อครู่มันอะไรกัน”นางถามต้าไห้เพราะสงสัยเรื่องแผลที่อันตรธานไปอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
“ก็มันอยากฆ่าท่านไง”
“ไม่ใช่! แผลที่แขนมันแล้วข้าได้ยินมันร้องดังเมื่อครู่ไม่ใช่มันโดนแทงหรือ”ความสงสัยนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงคิดว่าป่านนี้ร่างปีศาจแร้งคงพรุนแน่แต่พอมาพบเข้าจริงๆมองตามเนื้อตัวของปีศาจแร้งผิวดำสนิทของมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแผลสักรอย
“ใช่ เหล่ากู่แทงมันได้ แต่ว่าแผลมันก็หายทันที” คนพูดก็ท้อใจไม่ใช่ว่าฟันแทงไม่เข้า แต่แทงแล้วไม่ทิ้งรอยแผลต่างหากสู้เช่นนี้ต่อไปพวกเขาอย่างไรก็มีแต่แพ้
ด้านลู่อิงหมิงคิดตามสิ่งที่ได้ยินปีศาจแร้งเป็นปีศาจชั้นต่ำ เป็นพวกคล้ายๆ ปีศาจแมงป่องหรือค้างคาวที่นางเคยเจอพวกนี้ล้วนไม่มีพลังมากพอที่จะรักษาร่างกายทันที มันได้พลังนี้มาจากเศษแก้วผลึกแน่ถ้าจะชนะมันก็ต้องชิงกลับมาให้ได้ก่อนไม่งั้นอย่างไรก็สู้ไปก็เสียเปล่านางจึงสอดส่ายสายตามามองหาเศษแก้วผลึกที่น่าจะอยู่ที่ปีศาจแร้ง
คร่าแรกนางคิดว่ามันจะสวมเอาไว้ต่างเครื่องประดับแต่เปล่าเลย ปีศาจแร้งฝั่งเศษแก้วผนึกไว้ที่อกทุกครั้งที่มันเกิดแผลเศษแก้วจะเรืองแสงเล็กน้อยและดับไปคงเป็นเหมือนการใช้งาน‘มันกลัวคนเอาไปจนฝังไว้ในอกเลยหรือนี่?’
“เอาสิ่งเรืองแสงนั้น..”ยังไม่ทันจบประโยคร่างของเหล่ากู่ก็โดนกังเล็บปีศาจตะปบปัดให้ตัวกระเด็นไปกระแทกเสาดังอ๊อกจนหมดสภาพสู้
“เหล่ากู่!” ต้าไห้ออกวิ่งกะเผลกไปเพื่อหมายจะประคองผู้เป็นหัวหน้าคนที่ฝีมือเก่งกาจที่สุดในตอนนี้ล้มไปแล้วความหวังแทบหมดสิ้นตามไปด้วยด้านอีกสองคนที่สาหัสอยู่แล้วพอไม่มีเหล่ากู่ก็ล้มตามไปอย่างรวดเร็ว
“ต้าไห้หลบก่อน” ลู่อิงหมิงรู้ว่าการดูอาการเพื่อนสำคัญแต่รักษาชีวิตให้ได้ตอนนี้สำคัญกว่านางคว้าตัวต้าไห้ไว้ไม่ให้วิ่งเข้าไปหาเล็บคมๆ แล้วพากันกะเผลกออกมาด้านนอกสำนัก
วี้ดดดดดดเสียงปีกดังตามมาติดๆปีศาจแร้งบินขึ้นสูงแล้วพุ่งลงมาหมายจะคว้าเอาคนร่างเล็กกว่าขึ้นไปด้วยดีที่ต้าไห้ยังเร็วพอใช้ดาบกันเอาไว้ให้นางมันจึงบินขึ้นสูงอีกครั้งเพื่อจะทำแบบเดิม คล้ายว่าจะเล่นกับเหยื่อเพราะรู้ว่าอย่างไรทั้งสองก็ไม่มีทางสู้
“กันได้อีกไม่นานแน่”
ลานกว้างหน้าสำนักเหนิงซือเปรียบเหมือนลานกว้างให้ราชสีห์เล่นตะปบเหยื่อปีศาจแร้งโฉบเฉี่ยวไปมาบางครั้งก็หลบได้บางครั้งก็ทิ้งรอยเล็บยาวเอาไว้การจะเอาเศษดาวออกจากอกปีศาจแร้งตอนนี้อย่างหวังเลย สะกิดมันยังทำไม่ได้
“ฮ่าๆๆ มนุษย์โง่” ปีศาจแร้งถูกใจนักที่มีเหยื่อมาให้เล่นด้วยมันหัวเราะสะใจอยู่เหนือหัวพวกเขา “พวกเจ้าติดว่าจะกำจัดข้าดะ..”เสียงขาดช่วงไปกะทันหันพร้อมกับดาบที่ตัดทะลุปีกเป็นทางยาวจนปีศาจเสียการทรงตัวตกลงมาที่ลานกว้าง
เอ๊ะ!นางเห็นดาบที่ลอยตัดปีกแร้งไปแม้จะชั่วครู่แต่นางจำได้นั้นมัน ‘หลี่จื้อเจี้ยน’แสดงว่าเขาต้องอยู่แถวนี้สิ ‘สวีจ้าวหรง’
“เสี่ยวหรง”ลู่อิงหมิงไม่เห็นเขาจึงไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนแต่นางก็ตะโกนเรียกไปแล้ว
ด้านปีศาจแร้งที่ถูกตัดปีกจนขาดเมื่อครู่บัดนี้ไม่มีแล้วปีกมันสมานตัวเข้าหากันก็รวดเร็วพร้อมบินกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นจังหวะเดียวกันที่ร่างสูงในอาภรณ์สีดำหมุนตัวข้ามกำแพงสำนักเหนิงซือลอยขึ้นไปเหนือฟ้ารับเอาดาบกลับมาไว้ในมือ
“แก! ไอ้มนุษย์” ปีศาจแร้งตะโกนลั่นอย่างโกรธเกรี้ยวเรียกไปทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุคคลนั้นไม่ใช่มนุษย์
“หุบปาก” เสียงไม่ยินดียินร้ายของท่านจอมมารกล่าวอย่างไม่สนใจอีกฝ่ายเขาเอ่ยแค่บ่งบอกถึงความรำคาญก่อนที่จะเริ่มตวัดดาบจู่โจมปีศาจชั้นต่ำอีกครั้ง
แต่พลังของเศษแก้วยังอยู่แทบทุกการโจมตีปีศาจแร้งไม่อาจหลบเลี่ยงเพราะด้วยฝีมือที่ด้อยกว่ามากเกินไปเสียงร้องด้วยความเจ็บคงดังต่อเนื่องแต่แผลก็หายไปแทบทันทีเช่นกัน
“ทำอะไรข้าไม่หรอกเจ้าโง่”หลังมันพอจะหาทางหลบคมดาบได้แล้วถอยห่างมาก็ปากดีเพิ่มความรำคาญส่งให้ร่างสูงที่ไม่สบอารมณ์อยู่ก่อน
ลู่อิงหมิงมองเหตุการณ์อยู่อย่างรอคอยจังหวะมานานแล้วรีบตะโกนบอกท่านจอมมารทันทีที่โอกาสมาถึง“ต้องเอาเศษดาวที่เรืองแสงที่อกออกมาก่อน”
ปีศาจแร้งได้ยินพร้อมๆด้วยกันนั้นก็กัดฟันกรอดมองตามเสียงมาเจอลู่อิงหมิงพลันเกิดโทสะที่ถูกรู้ความลับก็ขยับปีกพุ่งตรงมาหมายจะสังหารนางก่อนอย่างไม่รีรออีกเพียงแต่ยังไม่ทันพริบตาแรงฟาดดาบเป็นสายยาวพุ่งตามร่างดำผอมแห้งมาติดๆก่อนที่ก็ฟันทั้งปีกทั้งแขนหลุดออกจากปีศาจแร้งให้ร่วงห่างจากลู่อิงหมิงไม่ถึงสามก้าว
“แล้วแบบนี้พอจะทำได้ไหม” สวีจ้าวหรงไม่รู้ว่าหายตัวมาตอนไหนเขามายืนอยู่ด้านหลังปีศาจแร้งที่ล้มทั้งยืนแม้จะจริงที่เศษดาวช่วยรักษาสมานแผลแต่ไม่สามารถงอกแขนออกมาได้บาดแผลที่เยียวยาแล้วทำให้มันดูเป็นปีศาจแร้งแขนกุด
“แก!” ปีศาจแร้งเริ่มบ้าคลั่ง กรงเล็บใหญ่เงื้อขึ้นกลางอากาศมันรู้ว่าทำอะไรสวีจ้าวหรงไม่ได้ก็พุ่งหาคนที่อ่อนแอกว่า
สวีจ้าวหรงเตรียมจะตวัดดาบอีกครั้งเพื่อตัดแขนข้างที่เหลือแต่แล้วร่างกายเขาก็แน่นหน้าอกขึ้นมาวูบหนึ่งแรงฟาดดาบจึงไปช้ากว่าที่ตั้งใจดีที่ต้าไห้ยังลงเหลือสติอยู่ใช้แรงเฮือกสุดท้ายฟันไปที่ลำตัวแต่ดาบของเขาไม่ได้เป็นดาบในตำนานทำได้เพียงรอยแผลเล็กน้อยกรงเล็บที่น่าจะปลิดชีพได้จึงพลาดไปมันตะปบไปที่ไหล่เซียนน้อยเป็นทางยาวจนเลือดซึมออกมาให้ชุดที่เปรอะเปื้อนอยู่แล้วเพิ่มรอยแดงฉานเข้าไปอีกจากนั้นแขนข้างนั้นก็ถูกตัดออกตามไปติดๆ
จอมมารไม่สนใจไยดีร่างสีดำมะเมื่อมผอมแห้งติดกระดูกอีกเขามองไปที่เซียนชายขอบที่ช่างชอบหาเรื่องใส่ตัวเป็นที่สุด ครั้งนี้ดูบาดแผลจะหนักกว่าครั้งไหนๆเขาขบกรามแน่นก่อนจะหมุนดาบในมือให้ยกสูงแล้วตวัดครั้งสุดท้ายตัดผ่ากลางตัวปีศาจแต่แรงฟาดดูจะหนักเกินไปทำพื้นหินของลานกว้างแตกกระจายไปด้วย
ลู่อิงหมิงหันหนีภาพไม่น่าภิรมย์ของปีศาจแร้งที่ถูกผ่าครึ่งแต่พอนึกขึ้นได้ว่าต้องเก็บเศษดาวออกมาก็รีบกระโจนตัวไปที่ซากครึ่งหนึ่งที่พื้นแล้วหยิบสิ่งนั้นออกมา
“อิ้วว” นางอดจะส่งเสียงอย่างแขยงไม่ได้
ส่วนต้าไห้ที่เห็นปีศาจแร้งถูกผ่าครึ่งมั่นใจว่าตายแล้วก็เดินกะเผลกกลับเข้าไปในสำนักเหนิงซือเพื่อดูอาการกลุ่มสหายนักดาบ
“ขอบคุณ”เซียนน้อยเอ่ยบอกพร้อมเดินเข้าหาผู้มีพระคุณในสภาพแสนมอมเลือดท่วมตัวดีที่ไม่กระดูกหักหรือเสียอวัยวะไม่เช่นนั้นได้เป็นเซียนพิการแน่ๆเพราะพลังเซียนยังไม่ฟื้น แผลพวกนี้ไม่ทำให้ถึงตายแต่อย่างไรก็เจ็บแถมได้แผลเป็นมาเพิ่มอีกครั้ง
แม้นางจะกล่าวเริ่มบทสนทนาก่อนก็แล้วแต่คนร่างสูงที่ยืนนิ่งคล้ายทำเหมือนไม่สนใจนางที่ดูๆ ไปเหมือนเด็กโค่งขี้น้อยใจเสียมากกว่า สวีจ้าวหรงทำไมเป็นคนเช่นนี้นางไม่เคยอ่านเจอในนิยายแม้สักครั้ง “ข้าว่าขอบคุณ” จนนางต้องเอ่ยซ้ำอีกรอบ
“ไม่จำเป็น” ในที่สุดก็ยอมพูดด้วย
“ข้าคิดว่าเสี้ยวนี้น่าจะเป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว”ลู่อิงหมิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นอาการนั้นของจอมมารพลางยกเศษดาวในมือขึ้นให้อีกฝ่ายดู“ยังอยากรู้ไหมว่ามันคืออะไร?” นางถามขึ้นเพราะจำได้ว่าเคยสัญญาไว้ว่าถ้าเก็บครบทั้งหมดจะบอกเขา
“ไม่ต้อง ถ้าเก็บครบแล้วก็กลับสวนสระของเจ้าไปเสียจะได้หยุดหาเรื่องใส่ตัว” ชัดเจนแม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่งเย็นชาเช่นเดิมแต่คำพูดคนน้อยใจแน่นอน
“งั้นหรือ คิดไปก็คิดถึงสวนสระจริงๆ ที่นั่นน่ะสบาย.. เดี๋ยวนะ”ทำไมเสี่ยวหรงถึงรู้ว่าที่นางอยู่คือสวนสระ “ท่านรู้จักสวนสระด้วยหรือ?” ร่างบางเดินเข้ามาชิดใกล้พร้อมหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างรอคำตอบ
เพราะนางจำได้ว่าเคยเล่าให้เขาฟังว่าสถานที่นางอยู่บนสวรรค์เป็นแบบใจแต่ไม่เคยบอกว่านางเรียกว่าสวนสระแล้วสวนสระก็เป็นนางตั้งชื่อให้เองคนที่รู้ชื่อจะต้องรู้จักกับนางมาก่อนหรือคุ้นเคยที่ทางแถบนั้นอย่างเทพเซียนบ้างตนยังไม่รู้จักเลยเพราะมันเป็นสถานที่ชายขอบ ไม่มีคนสนใจ
ด้านสวีจ้าวหรงกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆเพิ่มเติมเขายังคงทำตัวเป็นจอมมารผู้นิ่งเงียบเย็นชาอย่างดียิ่ง แม้ภายนอกจะดูเป็นเช่นนั้นแต่ภายในเพียงเพราะไม่รู้จะตอบเช่นไรเท่านั้น
ขณะที่ร่างสูงองอาจแสร้งหูทวนลมอยู่ๆอาการที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าตอนสู้กับปีศาจแร้งก็หวนกลับอีกครั้งอย่างไม่รู้สาเหตุแต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิมมากไม่ใช่แค่ปวดแปล๊บที่อกมือหนายกขึ้นกุมอกที่แน่นขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้
“เป็นอะไรไป?” ลู่อิงหมิงเห็นใบหน้าซีดเซียวอาการเจ็บปวดที่ออกทางสีหน้าทำนางลืมคำถามที่รอจับผิดอีกฝ่ายสิ้นร่างบางตรงเข้าไปจะช่วยประคองร่างสูงแต่ตัวนางเองร่างกายก็ไม่ค่อยพร้อมเท่าไรกลายเป็นว่าทั้งคู่ทรุดลงไปที่พื้นลานหินแตกพร้อมกัน “เสี่ยวหรงๆๆ”นางพลิกตัวขึ้นเรียกร่างสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่มีอาการได้โต้ตอบจึงพลิกร่างนั้นให้มานอนพาดทับตัวนางแล้วเขย่าเรียกแต่คล้ายว่าไม่ทันเสียแล้วเขานิ่งไปคล้ายคนหลับหากแต่ไม่เหมือนคนหลับเพราะที่มือเกิดมีเส้นลายยาวจากปลายนิ้วยาวขึ้นข้อศอกสีดำและสีหน้าที่เจ็บปวดชัดเจน
ตอนที่เซียนน้อยกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างในอ้อมแขนก็มีงูตัวยาวสีดำสนิทเลื้อยเข้ามาใกล้ชนิดที่ว่าแทบจะถึงตัวอยู่แล้วนางถึงสังเกตเห็นแต่ถึงจะตกใจนางก็ไม่ได้ปล่อยสวีจ้าวหรงทิ้งแล้วหนีไปหากแต่งูตัวนั้นกลับหยุดนิ่งแทน
แต่ว่าไปงูตัวนี้ลายเกล็ดคุ้นมากๆต่างเพียงนิดหน่อยกับตัวที่อยู่ในความทรงจำนางไม่รอให้ลู่อิงหมิงสังเกตลายเกล็ดได้นานมันก็กลายร่างจากงูดำตัวใหญ่เป็นชายหนุ่มร่างสูง
“ปีศาจงู!” กลายร่างได้แบบนี้จะเป็นอย่างอื่นไปได้ไง เดี๋ยวนะงูกลายร่างเป็นคนได้อยู่ข้างกายสวีจ้าวหรง ปีศาจงูตนนั้นแน่ๆ
“ไม่ต้องกลัว ข้าเป็นคนของท่านจอมมาร เรียกข้าว่าองครักษ์เฉิน” จริงด้วยเขาคือคนนั้น สมุนตัวหลักของท่านราชามาร ‘เฉินหยวน’ หัวหน้าเผ่าปีศาจงู
“ท่านมาก็ดี ข้าไม่รู้เสี่ยวหรงเป็นอะไร อยู่ๆ ก็ล้มไป”
เฉินหยวนคนนั้นก้มลงมาดูพร้อมรับตัวสวีจ้าวหรงไปแล้วไม่นานก็มีงูเลื้อยมาอีกนับสิบก่อนจะกลายร่างเป็นคนพาร่างสูงที่ไม่ได้สติเข้าไปในสำนักฝึกตนหลังจากนั้นเฉินหยวนก็สั่งให้เตรียมที่นี่เป็นที่พักชั่วคราว
ลู่อิงหมิงที่เดินตามไปห่างๆไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่ารอบตัวสวีจ้าวหรงจะมีงูติดตามเยอะขนาดนี้นี่พวกเขาตามมาตลอดเลยไหมหรือพึ่งมาแค่ครั้งนี้
ทางด้านในสำนักมีต้าไห้ที่กำลังช่วยเหลือพวกของตนเองอยู่ก็งุนงงที่จู่ๆชายฉกรรจ์นับสิบเดินเข้ามาในสำนักเหนิงซือพร้อมกันจนเห็นลู่อิงหมิงที่ตามมาท้ายสุดถึงกล้าเอ่ยถาม เพราะคนก่อนหน้าให้พูดตรงๆก็คือน่าหวั่นเกรงเกินไปจนไม่กล้าปริปากถาม
“พวกเขามาจากไหนกันคุณชายลู่?”
“เออ..อย่าสนใจเลย พวกท่านเถอะ คนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง”นางเอ่ยตัดบทเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นเพราะไม่รู้จะตอบเช่นไรเหมือนกัน
“สามสาหัส หนึ่งตาย” ต้าไห้ชี้ไปที่อีกคนที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นส่วนอีกฝั่งสามคนถูกพาขึ้นมานั่งพิงผนังแล้วรวมถึงเหล่ากู่ด้วย
“งั้นข้าขอไปดูคนที่ถูกปีศาจแร้งจับมากก่อนนะเดี๋ยวจะลองถามคนพวกนั้นด้วยว่าพอจะพาพวกเจ้าลงจากหุบเขาได้ไหมมีหลายคนแบบนี้แบกคนเดียวไม่ไหวหรอก”
“เอ้า แล้วคุณชายลู่จะไม่ลงหุบเขาไปด้วยกันหรือสาหัสพอกันไม่รีบไปรักษาเล่า” สำหรับนางไม่ต้องรีบรักษาหรอกเดี๋ยวก็คงดีขึ้นเองตอนนี้พลังเซียนของนางค่อยๆ กลับมาแล้ว สักชั่วยามแผลก็คงปิดไม่น่าเป็นห่วงที่เป็นห่วงคือคนที่พึ่งล้มไปต่อหน้าต่อตานางต่างหาก
“ยังไปไม่ได้ ข้ามีเรื่องอื่นต้องทำอีก”
“เข้าใจแล้ว ข้ารบกวนด้วย แล้วก็ขอบคุณคุณชายลู่มากๆ”
ลู่อิงหมิงเดินเข้ามาด้านในสำนักเหนิงซือก็หมุนซ้ายมองขวาอยู่สองรอบขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักฝึกวิชาไม่แปลกที่จะกว้างใหญ่ ห้องหับมากมายแถมแบ่งเป็นหลายส่วนอีก ตัวนางก็ไม่รู้จะหาเด็กๆ ที่ถูกจับมาก่อนหน้าเจอเมื่อไรกัน
“ทางนี้ท่านเซียน” ยังไม่ได้ทันที่จะเริ่มค้นหาก็มีคนเดินเข้ามาชี้ทางให้ดูแล้วน่าจะเป็นคนของเฉินหยวนอีกที
“ทางนั้นมีอะไรหรือ”
“คนที่ปีศาจแร้งจับไว้ ถ้านั่นคือสิ่งที่ท่านมองหา”
“ใช่ๆ ขอบคุณมาก นำทางไปเลย”
เรื่องที่เหลือหลังจากนั้นจัดการได้อย่างรวดเร็วคนของเฉินหยวนรับปากว่าจะช่วยพาทุกคนลงไปส่งที่หมู่บ้านไม่นานในสำนักก็เหลือแต่เซียนไร้พิษภัยกับเหล่าคนของเผ่าปีศาจงูและหัวหน้าใหญ่ที่ไม่ได้สติ
ลู่อิงหมิงตัดสินใจเข้าไปหาเฉินหยวนเพื่อถามไถ่อาการผู้เป็นจอมมารหากว่าดีขึ้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนางก็คงจะสบายใจขึ้นเพราะนางย่อมไม่ปฏิเสธว่าบัดนี้สวีจ้าวหรงเข้ามาเป็นเรื่องในใจนางหลายส่วนแค่เห็นว่าเขาล้มลงนางก็ใจหล่นไปที่พื้นพร้อมๆ กัน
เฉินหยวนมาพบนางตามที่ขอเขามาพร้อมใบหน้าที่นางรู้สึกใจคอไม่ดี หลังถามอาการไป ประโยคที่ได้รับกลับมาทำใจที่พอจะตั้งรับไว้อยู่แล้วหล่นวูบอยู่ดี“ตามตรงคือไม่ดีขึ้น”
“แต่จะหายใช่ไหม?” อีกฝ่ายนิ่งไม่ตอบเพราะคงทราบดีว่าจอมมารจะไม่ดีขึ้น “เขาเป็นหนักหรือ ให้ข้าเข้าไปดูได้ไหม”ลู่อิงหมิงเอ่ยขอเสียงแผ่วเบาเกรงจะไม่ได้รับอนุญาต
หลังเฉินหยวนได้รับคำขอก็หยุดคิดเพียงครู่แล้วผายมือให้ลู่อิงหมิงอย่างนอบน้อม“เชิญท่านเซียน”