ในงานเลี้ยง เทียนคงต้องฝืนทานอาหารที่มาเสริฟอย่างช่วยไม่ได้นี่นับได้ว่าเป็นเรื่องสุดจะทรมานของเขาเลย แม่รสชาตอาหารพวกนี้มันก็ไม่ได้แย่จนทานไม่ได้เพียงแต่ว่า มันไม่ได้เรื่อง เมื่อเทียบกับที่เขาทำเอง เทียนคงจึงหยิบทานเพียงไม่กี่คำเท่านั้น
แต่ตรงกันข้ามกับอาหารสุราของที่นี่นับว่าเลิศรส แรงจนบาดคอ แต่ก็นุ่มนวลในเวลาเดียวกัน และเทียนคงก็รู้สึกชอบสุราของที่นี่เป็นที่สุดจนต้องเอ่ยขออีม่านเอากลับไปด้วยอีกหลายไห แม้เทียนคงจะดื่มไปแล้วหลายไห แต่ก็ไม่มีอาการของคนเมามายเลยแม้แต่น้อยทำเอาสหายที่มาร่วมงานต่างก็แปลกใจ ไม่คิดว่าเทียนคงจะเป็นคนที่คอแข็งแบบนี้
เอาจริงๆตัวเทียนคงเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ว่าทำไมตัวเขาถึงไม่มีการเมามายเลย แม้จะดื่มหนักแค่ไหนเขาเคยทดลองเรื่องการดื่มสุรามาแล้วตั้งแต่อยู่ที่ฐานลับของเขาที่เมืองประกายเงินและเขาก็รับรู้ตั้งแต่นั้น ว่าไม่ว่าเขาจะดื่มมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น โดยไม่ต้องบังคับขับมันออกแต่อย่างใด
ปกติผู้ใช้พลังจะมีความสามารถในการขับพิษออกจากร่างกายได้อยู่แล้วขึ้นอยู่กับระดับพลังและระดับพิษ และแอลกอฮอลล์ในสุราก็ถือว่าเป็นพิษอย่างหนึ่งต่อร่างกายและสามารถขับมันออกได้ไม่ยากเย็น แต่ส่วนใหญ่แล้ว หากเราต้องการร่ำสุราก็เพื่อให้ตัวเองเมามาย เลยไม่มีใครขับแอลกอฮอลล์นี้ออกจากร่างกาย
ซึ่งเทียนคงเองก็ไม่ได้ตั้งใจทำแต่ร่างกายเขาขับมันออกมาเองโดยอัตโนมัติ และไม่ใช่แค่สุรา แต่เป็นสารพิษอื่นๆด้วยที่ร่างกายเทียนคงสามารถขับมันออกมาได้ เทียนคงลองใช้พิษจากทั้งสัตว์อสูรและพิษชนิดต่าง ๆที่มีในบันทึกของเขามากกว่า 10,000 ชนิด ทดลองกับตัวเองและไม่มีพิษชนิดใดเลย ที่ร่างกายเขาขับออกมาไม่ได้
จนเทียนคงรู้สึกทึ่งกับร่างกายของตัวเองอย่างมากจนเริ่มที่จะทดลองสิ่งต่าง ๆกับร่างกายของตัวเอง ทั้งการทดสอบการฟื้นตัวทดสอบการกลั้นหายใจ และต่าง ๆนา ๆมากมายสุดท้ายจึงจบลงที่การตรวจสอบชิ้นเนื้อและเลือด ซึ่งก็ปรากฏว่า เลือดของเขานั้นพิเศษมากๆ มันสามารถเข้ากันได้กับตัวอย่างเลือดที่เขาได้ข้อมูลมาจากเซียนอินเป็นข้อมูลของมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่อาศัยในเมืองของนาง
ผลออกมาคือมันสามารถเข้าได้กับทุกคนไม่ว่าจะมีกรุ๊ปเลือดอะไรก็ตาม เลือดของเทียนคงสามารถใช้แทนได้ทั้งหมด และที่น่าประหลาดใจคือเขาได้ทดลองกับสามพี่น้องสายเลือดอสูรด้วย ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันคือมันเข้ากันได้
แต่ที่ทำให้เทียนคงกุมขมับคือเลือดของเขาสามารถใช้ช่วยเหลือคนอื่นได้ทุกคน แต่เลือดของคนอื่นนั้นไม่มีใครสามารถเข้ากันได้กับเขาเลย นั่นหมายความว่าหากเขาเจ็บหนักจนต้องมีการถ่ายเลือด ก็จะไม่มีใครช่วยเขาได้เลย บ้าชะมัดแต่ก็เอาเถอะ เขาไม่สามารถบอกเรื่องนี้ให้กับใครรู้ได้ทั้งนั้นแม้แต่เซียนอินก็ตาม เรื่องพวกนี้เกินกว่าที่จะมีใครรับรู้ได้ มันอันตรายเกินไป
ส่วนผลการทดสอบการฟื้นตัวก็น่าทึ่งไม่แพ้กันเพราะร่างกายเขามีอัตราการฟื้นตัวสูงกว่าวิคทอเรียเสียอีก เรียกได้ว่า หากเขามีบาดแผลมันจะฟื้นตัวด้วยความรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที และที่น่าตกใจคือเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลนั้น จะไหลย้อนกลับด้วย ราวกับว่ามันมีชีวิตไม่ว่าเทียนคงจะลองขว้างปาเลือดตัวเองออกไปไกลจากตัวเท่าไหร่หยดเลือดพวกนั้นก็จะพุ่งกลับเข้ามาหาเขา แล้วซึมเข้าไปผ่านผิวหนังของเขาทันที
และสุดท้ายที่เขาทดลองคือการนำชิ้นเนื้อและเลือดของเขามาส่องดูส่วนประกอบในระดับเซลล์ ซึ่งก็ทำให้เขาประหลาดใจเพราะมันก็มีองค์ประกอบเหมือนกับมนุษย์ปกติทุกประการ แต่เทียนคงก็ยังสรุปไม่ได้ว่ามันเหมือนจริงๆหรือไม่ เพราะตอนนี้เขามองเห็นแค่ในระดับเซลล์ ดังนั้นแล้วต้องดูไปให้ถึงระดับโมเลกุลระดับอะตอม และในระดับที่เล็กกว่านั้น ซึ่งในตอนนี้เทียนคงยังทำไม่ได้ คงต้องมีเทคโนโลยีหรือระดับพลังที่มากกว่านี้ก่อนเขาถึงจะสามารถรู้จักร่างกายตัวเองได้มากกว่านี้
การทดลองร่างกายของเทียนคงทำให้ตัวเขาเองรู้สึกพิศวงเอามาก ๆ และคิดว่าเขาเป็นตัวอะไรกันแน่ต้องไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆแน่นอน สิ่งที่รู้ในตอนนี้คือ เขามาจากอดีตกว่า 10,000ปีที่แล้ว และเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสายเลือดผสมสมบูรณ์หกสายเลือด มีข้อมูลความรู้มากมายมหาศาลทักษะและวิชาอีกนับไม่ถ้วน มีร่างกายที่แปลกประหลาด เกินกว่าจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกเขาเหมือนมนุษย์เท่านั้น
กลับมาที่งานเลี้ยงที่ดำเนินต่อเนื่องไปอีกราว 3 ชั่วโมงถึงจะเลิกรากันไป เทียนคงยังคงพักอยู่ที่ตระกูลหลิวจนกว่าจะถึงวันประลองอาวุธประจำปี ซึ่งก็คืออีก 5 วันข้างหน้า ดังนั้นระหว่างที่รอนี้เทียนคงก็ได้ถ่ายทอดวิชาที่จะใช้ร่วมกับดาบเพลิงเมฆาให้กับ เย่อิ๋ง
และต้องยอมรับเลยว่าเย่อิ๋ง มีระดับการเรียนรู้ทักษะและวิชาอยู่ในเกณฐ์ที่สูงมาก ก่อนที่เทียนคงจะเริ่มสอนเขาได้ให้เย่อิ๋งลองร่ายรำท่วงท่าเท่าที่จำได้จากที่เทียนคงทำก่อนหน้านี้ดูหนึ่งครั้ง และเย่อิ๋งก็สามารถทำได้มากกว่า 3 ใน 10 ส่วน ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับการจดจำท่วงท่า
เทียนคงจึงใช้เวลาในการถ่ายทอดเพียง3 วัน เย่อิ๋งก็จดจำกระบวนท่าได้ทั้งหมด ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเย่อิ๋งแล้วว่าจะใช้มันจนคล่องแคล่วได้แค่ไหน เพราะแม้จะจดจำกระบวนท่าได้ ก็ใช่ว่าจะใช้ออกได้ตามใจนึกแบบที่เทียนคงทำ เพราะเทียนคงใช้ออกโดยสัญชาตญาน ที่ร่างกายขยับไปเองเพียงแค่เขาคิดและบางทีมันก็ออกไปเองโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ว่าได้ใช้ท่วงท่าอะไรออกไป
และแล้วก็ถึงวันงานประลองซึ่งถูกจัดที่ลานประลองใหญ่ของเมืองเพชฌฆาตอสูร โดยมีแขกเข้าร่วมงานราวสามพันคน ส่วนใหญ่เป็นช่างตีอาวุธ นักรบที่สนใจในแวดวงอาวุธ ตระกูลพ่อค้าข้าราชการประจำเมือง ตระกูลขนาดใหญ่และกลาง อีกหลายตระกูล ที่เป็นชนชั้นสูง ทั้งในเมืองเพชฌฆาตอสูรเองเมืองใกล้เคียง รวมถึงนครวิหคครามด้วย
ส่วนตระกูลที่เข้าร่วมการแข่งขันก็จะเป็นตระกูลช่างตีอาวุธ ซึ่งก็มีมากมายหลายสิบตระกูล แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือตระกูลหลิว และคู่ปรับอย่างตระกูลเกา ที่ขับเคี่ยวกันเป็นที่หนึ่งและสองประจำทุกปีแต่ปีนี้น่าตื่นเต้นสำหรักผู้เข้าชมยิ่งนัก เพราะตระกูลเกาประกาศกร้าวว่านับจากปีนี้เป็นต้นไป ตระกูลช่างตีอาวุธอันดับหนึ่ง ประจำเมืองเพชฌฆาตอสูรจะคือตระกูลเกาเพียงผู้เดียวจะไม่มีตระกูลหลิวอีกต่อไป ทำให้ผู้คนอยากจะรู้นักว่า ตระกูลเกามีไพ่ลับอะไรที่จะทำแบบนั้น และตระกูลหลิวจะตอบโต้อย่างไร
หนึ่งตระกูลที่เข้าร่วมประลองจะสามารถส่งอาวุธเพื่อเข้าร่วมมากที่สุดได้สามชิ้น ซึ่งตระกูลใดจะส่งน้อยกว่าก็ได้แต่ส่วนมากก็จะส่งครบทั้งสามชิ้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการชนะ
การประลองจะให้ผู้ใช้พลังที่ระดับเท่ากัน และขั้นห่างกันได้ไม่เกินสามขั้นเป็นผู้ใช้อาวุธ เพื่อเข้าทำการต่อสู้ โดยห้ามมีการใช้พลังของตัวเองเข้าเสริมและสามารถใช้ได้เพียงกระบวนท่า หรือความสามารถที่เกิดจากตัวอาวุธเท่านั้นหรือหากตระกูลที่เข้าแข่งขันเมื่อต้องเผชิญหน้ากัน แต่พลังต่างกันเกินไป ผู้ที่พลังสูงกว่าจะต้องกดพลังให้เทียบเท่ากับคู่ต่อสู้ซึ่งหากไม่จำเป็นจริง ๆก็จะไม่ทำ เพราะอาจเกิดความพลาดพลั้งและทำให้เกิดการบาดเจ็บกันขึ้นมาได้
การประลองจะแบ่งออกเป็นสองรอบรอบแรกเป็นการพบกันหมดของผู้เข้าร่วม ผู้ชนะ 16 อันดับแรก จะเข้าสู่รอบที่สองที่เป็นการดวลกันแบบแพ้คัดออกเพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว
เทียนคงนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ของตระกูลผู้จัดงานโดยมีเย่อิ๋ง อีม่าน และหลิวซีนั่งอยู่ด้วยข้าง ๆ โดยทั้งเทียนคงและตระกูลหลิวต่างมาก่อนเวลาเพื่อเตรียมงานและเตรียมตัวเข้าแข่งขัน ที่นั่งรอบ ๆจึงยังว่างเปล่าเสียส่วนใหญ่
สักพักผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้ามาและที่นั่งบนอัฒจันทร์สำหรับแขกทั่วไปก็เต็มอย่างรวดเร็วจากนั้นที่นั่งของตระกูลระดับสูงก็เริ่มเต็มจากนั้นจึงเป็นที่นั่งของบุคคลระดับสูงที่มาจากนครวิหคครามและพอกลุ่มคนเหล่านี้ก้าวเข้ามาที่งาน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งงาน
“ดูนั่นคุณหนูโจวมาแล้ว ... ช่างงดงาม และน่าเกรงขามเหลือเกิน”
“ก็เป็นถึงหนึ่งในสามหญิงงานแห่งนครวิหคครามนี่นะ...”
“เห้ยยยยน่ะ นั่นมันองค์หญิงสามไม่ใช่เหรอ”
“บ้าน่าองค์หญิงไม่มางานแบบนี้หรอก หรือหากจะมามีหรือนางจะมานั่งอยู่บนอัฒจันทร์แบบนี้”
“เจ้าบื้อเอ้ย ปกติเวลาองค์หญิงไปไหนมาไหนก็ไม่เคยถือตัวอยู่แล้ว การที่นางจะนั่งตรงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกข้าว่านั่นมันองค์หญิงสามชัด ๆ”
“ไม่ผิดแน่ เป็นองค์หญิงสามจริงๆนั่นแหละ เพราะข้าง ๆนั่นก็คือองค์ชายสิบห้าไม่ใช่เหรอ หากองค์ชายอยู่ที่นี่สตรีคนนั้นก็ต้องเป็นองค์หญิงสามแน่นอน”
“เจ้าพวกโง่เอ้ยมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่เห็นผู้ติดตามที่ยืนอยู่ด้านหลังนั่นเหรอแต่ละคนไม่ธรรมดากันทั้งนั้น คงเป็นองครักษ์ประจำเมืองหลวงนั่นแหละดูท่างานประลองปีนี้จะน่าสนใจมากเลยจริง ๆ ถึงขนาดที่สองในสามหญิงงานแห่งนครวิหคครามมาอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งคู่”
เสียงพูดคุยของผู้เข้าชมและผู้เข้าแข่งขันดังจอแจไปทั่วงานประลองจนเทียนคงเองก็ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน และก็ได้ยินว่าซินเหยียนและไหเจินมาด้วยจึงมองไปตามจุดที่ผู้คนต่างมองกันถ้วนหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้เทียนคงไม่ได้ใส่ใจแล้วหลับตาคิดเรื่องต่างๆไปเรื่อย ๆเพื่อฆ่าเวลา
“เป็นนางจริงๆด้วย ไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่แหะ ...... หืออออ เดี๋ยวนะนั่นมันแม่นางที่ร้านอาวุธนี่นา นางเป็นเพื่อนกับซินเหยียนงั้นหรือดาวนี้มันช่างแคบเสียจริงนะ ....” พอมองเห็นว่าผู้คนกำลังพูดถึงใครและรู้แล้วว่าใครมา เทียนคงก็ไม่ได้ใส่ใจต่อ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง ในเมื่ออยู่ในงานก็อย่าทำตัวให้เป็นจุดเด่นเลยหากเขาแสดงตัวว่ารู้จักองค์หญิงและองค์ชายแห่งนครวิหคครามแล้วล่ะก็ เป็นเรื่องแน่ ๆ
เมื่อแขกคนสำคัญมากันครบแล้วชายวัยกลางคนคนหนึ่งของตระกูลหลิว ที่เป็นเจ้าภาพจัดงานก็เริ่มต้นพูดแนะนำแขกระดับสูงจากนั้นจึงเป็นแขกสำคัญคนอื่น ๆ และก็ได้ขอให้องค์หญิงสาม ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการเพราะในที่นี่ คนที่มีตำแหน่งสูงที่สุด ก็คือกัวซินเหยียนองค์หญิงสามแห่งนครวิหคครามนี่เอง ....