The Possible Man

    ตอนที่ 36 : เจอกันอีกครั้ง

    หลายวันผ่านไป เครื่องมือและอุปกรณ์ที่สำคัญถูกย้ายจากห้องแล็บลับของหินไปยังสถาบันวิจัย SATRด้วยการจัดการของเดวิดและความร่วมมือเป็นอย่างดีของ ดร.ภัทร ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างไม่ติดขัด
    เมื่ออุปกรณ์ทุกอย่างถูกส่งมายังสถาบันวิจัย SATR แล้วหินจำเป็นต้องเดินทางมายังสถาบันอีกครั้งเพื่อติดตั้งเครื่องมือและอธิบายการทำงานของมันให้ ดร.ภัทรทราบ
    หลังจากที่ติดตั้งอุปกรณ์ตัวสุดท้ายเสร็จหินก็ได้เปิดการทำงานของมันทันที
    “เครื่องพวกนี้ไม่ต้องใช้คนคอยควบคุมเลยเหรอครับคุณหิน” ดร.ภัทรเอ่ยถามขึ้นมา ตั้งแต่แรกจนจบเขาไม่ได้รบกวนหินขณะที่ติดตั้งเครื่องมือพวกนี้แม้แต่น้อย กลับมองอยู่ห่างๆ ด้วยความตื่นเต้นและสนใจ
    ดร.ภัทรเคยถามหินว่าจำเป็นต้องใช้คนเท่าไหร่ที่จะดูแลเครื่องมืออุปกรณ์พวกนี้ แต่หินกลับตอบกลับมาว่า ไม่จำเป็นต้องใช้คนแม้แต่น้อยเพราะมันสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่จำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม
    นั่นทำให้ ดร.ภัทรรู้สึกตกตะลึงขึ้นอีกครั้ง อย่างแรกตั้งแต่ที่ ดร.ภัทรคอยดูหินติดตั้งอุปกรณ์พวกนี้ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น ทำให้เขาทราบว่านอกจากหินจะมีความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ ในด้านการแพทย์แล้ว เขายังมีความรู้ในเชิงวิศวกรรมจักรกลอีกด้วย
    อย่างที่สองแม้หินจะไม่ได้บอกอะไร ดร.ภัทรเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ แต่หลังจากที่คอยสังเกตและได้สอบถามหินไปหลายครั้ง ทำให้ ดร.ภัทรพอจะทราบว่าหินไม่ได้มีทีมวิจัยเป็นของตัวเอง นั่นหมายความว่าสิ่งประดิษฐ์และวิทยาการความรู้ทุกอย่างที่ ดร.ภัทรเห็นในตอนนี้หินเป็นคนสร้างและคิดขึ้นด้วยตัวเอง!!
    สำหรับดร.ภัทร ในตอนนี้เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดใดๆ มาอธิบายเกี่ยวกับหินได้ จะบอกว่าโคตรฉลาดมันก็ยังไม่เหมาะสมพอ จะบอกว่าโคตรอัจฉริยะมันก็เหมือนจะเลยคำนี้ไปไกลแล้ว
    ถ้าหินบอกเขาว่า มียาวิเศษที่ฉีดแล้วสามารถแปลงร่างได้ด้วย เขาก็คงจะเชื่อโดยไม่มีข้อแม้แม้แต่น้อย แม้มันฟังดูแล้วเหมือนจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่ถ้าหากเป็นใครคนอื่นมารับรู้ในแบบที่เขารับรู้ในตอนนี้ ก็คงจะคิดไม่ต่างจากเขามากนัก
    “จริงๆ บางอย่างมันต้องมีคนคอยควบคุมครับ แต่ว่าผมได้เพิ่มแขนกลเข้าไปทำงานแทนที่แล้ว มันจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้คนคอยควบคุม แต่ยังไงก็ตามมันก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีคนคอยดูแลและคอยเช็คอย่างสม่ำเสมอ” หินเอ่ยตอบกลับไป ปกติในห้องแล็บของหินจะมีเดวิดคอยเช็คและรายงานผลอยู่เสมอนั่นจึงทำให้ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น
    “งั้นเดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” ดร.ภัทรเอ่ยขึ้น เขารู้สึกยินดีที่จะรับภาระหน้าที่ในเรื่องนี้ เนื่องจากดร.ภัทรไม่อยากให้เรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปเขาจึงต้องทำหน้าที่นี้ด้วยตนเอง มากไปกว่านั้นเขาอยากมีส่วนร่วมกับสิ่งที่พิเศษนี้ด้วยตนเอง
    หลังจากนั้นหินจึงได้อธิบายหน้าที่ที่ ดร.ภัทรจะต้องรับผิดชอบอย่างละเอียดโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยแต่เดิม ดร.ภัทร ก็เป็นคนที่ฉลาดมากคนหนึ่ง จึงใช้เวลาไม่มากนักในการทำความรู้ความเข้าใจกับสิ่งที่หินสอน
    หินเพียงแค่อธิบายถึงวิธีการทำงานของเครื่องและอุปกรณ์บางอย่างที่จำเป็นที่จะต้องใช้คนคอยดูแลเท่านั้น แต่ไม่ได้เจาะลึกถึงรายละเอียดแต่อย่างใด
    นั่นเป็นเพราะหลักการทำงานของเครื่องที่ใช้ผลิตวัคซีนพวกนี้ค่อนข้างซับซ้อนและมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ดังนั้นจำเป็นที่จะใช้เวลาค่อนข้างมากในการอธิบาย
    หินไม่อยากอธิบายซ้ำซ้อนหลายๆ ครั้งเพราะมันจะทำให้เขาเบื่อและเสียเวลา ดังนั้นหินจึงรอที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้ ดร.ภัทรฟังพร้อมกันทีเดียวกับสมาชิกอีก 11 คนที่เหลือ
    หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จหินจึงได้บินกลับไปยังบ้านของตนเอง ในตอนนี้ถ้าหากไม่เกิดปัญหาใดๆ หินไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมายังสถาบันวิจัย SATRอีก เพียงแค่รอให้ถึงวันนัดหมายที่สมาชิกอีก 11 คนที่เหลือจะมาถึงเท่านั้น
    แต่ยังไงก็ตามหินก็ยังคงให้เดวิดคอยจับตาดูแล็บอยู่ห่างๆ ถึงยังไงหินก็ยังไม่ได้ไว้วางใจ ดร.ภัทร อย่างสนิทใจ เพราะ ดร.ภัทรก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งและมนุษย์สามารถทำงานผิดพลาดได้เสมอ การให้เดวิดคอยจับตามองอยู่ห่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ถ้าหากไม่ได้เกิดปัญหาอะไรเดวิดจะไม่แทรกแซงการทำงานของดร.ภัทร...สถาบันวิจัยเอกชน SATRณ ห้องทำงานของ ดร.ภัทร
    ชายหนุ่มในชุดเสื้อกาวทดลองสีขาววิ่งเข้ามาในห้องด้วยความเร่งรีบ
    “ดร.ภัทรครับ!! ผมมีข่าวดีมาแจ้ง!!!” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ไม่ได้ปกปิดความยินดีแม้แต่น้อย
    ดร.ภัทร เหลือบสายตาขึ้นมามองครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นมา
    “เรื่องอะไร?”
    “แผนกมะเร็งสามารถคิดค้นตัวยาที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้แล้วครับ!!!”ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี
    “อืม” ดร.ภัทรรับคำเบาๆ
    ‘อืม? แค่นี้!!?’ ชายหนุ่มนึกขึ้นด้วยความสงสัย หลังจากสั่งหยุดงานวันนั้นหัวหน้าของเขาก็มีท่าทางแปลกๆ นอกจากจะสั่งไม่ให้พนักงานทุกคนเข้าไปที่ห้องแล็บใหญ่อีก ดร.ภัทรก็ชอบเข้าไปหมกตัวอยู่ที่นั่นทั้งวัน เขาเองก็อยากรู้ว่า ดร.ภัทรกำลังทำอะไรกันแน่แต่นี่เป็นคำสั่งที่เด็ดขาดของ ดร.ภัทร หากใครฝ่าฝืนจะถูกไล่ออกทันที นี่เป็นครั้งแรกที่ ดร.ภัทรถึงกับใช้คำสั่งอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงไม่มีพนักงานคนไหนในสถาบันกล้าฝ่าฝืนแม้แต่น้อย
    “ถือเป็นการพัฒนาขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง ยังไงก็ตามพวกเขาคงพยายามอย่างหนักมาก ผมจะให้ทุนการวิจัยแผนกมะเร็งเพิ่มเพื่อตอบแทนในความพยายามของพวกเขา” ดร.ภทรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
    “เดี๋ยวผมจะเข้าไปห้องแล็บใหญ่นะ มีอะไรก็บอกเลขาผมได้โดยตรง” ดร.ภัทรเอ่ยขึ้นเมื่อจัดการเอกสารตรงหน้าเสร็จ ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินผ่านชายหนุ่มออกไป
    ชายหนุ่ม “.............”
    ในตอนแรกชายหนุ่มพยายามอย่างมากที่จะเข้าพบ ดร.ภัทร หลังจากที่ ดร.ภัทรชอบไปหมกตัวอยู่ที่ห้องแล็บใหญ่และสั่งไม่ให้ใครเข้าไป การพบเจอ ดร.ภัทรก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้น ก่อนหน้านี้เขาได้มาหา ดร.ภัทรเพื่อที่จะแจ้งเรื่องที่น่ายินดีนี้ เพียงแต่ตอนนั้น ดร.ภัทรกลับไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงานแล้ว
    ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้แจ้งกับเลขาส่วนตัวของ ดร.ภัทรว่าถ้าหาก ดร.ภัทรกลับมาที่ห้องให้แจ้งชายหนุ่มทันที ทันทีที่เลขาส่วนตัวของ ดร.ภัทรได้โทรมาแจ้งแก่เขาว่า ดร.ภัทรได้กลับมาที่ห้องแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่รอช้ารีบวิ่งมาหา ดร.ภัทรด้วยความรีบร้อนเพราะกลัวว่าจะไม่ทันได้เจอ ดร.ภัทรซะก่อน
    เพราะหลายเดือนก่อน ดร.ภัทร คาดหวังกับการวิจัยของแผนกมะเร็งมาก ดังนั้นเขาจึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ข่าวนี้จะต้องสร้างความยินดีเป็นอย่างมากให้แก่ ดร.ภัทร แต่ทว่าท่าทางเมื่อสักครู่นี้
    ไม่มีท่าทางดีใจ ไม่มีน้ำเสียงยินดี ไม่มีท่าทีพิเศษใดๆ แม้แต่น้อย เหมือนเมื่อสักครู่นี้เขาเพียงมาบอกเรื่องที่แสนจะธรรมดากับ ดร.ภัทร
    “...เกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับตัวเองเบาๆ ด้วยความมึนงง...เช้าวันศุกร์ เป็นวันที่หินมีนัดไปเที่ยวกับนัท แทน จอยและมิ้ว หินและเพื่อนนั้นต้องไปขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้าเพื่อไปยังเมืองที่มีสนามบินใกล้กับท่าเรือมากที่สุด แต่ยังไงก็ตามพวกเขาก็ยังต้องนั่งรถต่ออีกประมาณสองชั่วโมงจากสนามบินเพื่อไปยังท่าเรือ ซึ่งหินได้นัดเจอกับแทนที่ท่าเรือ
    “น่าเบื่อแย่ ต้องนั่งอยู่ในรถเฉยๆ ตั้ง 2 ชม.” นัทเอ่ยขึ้น
    ตอนนี้พวกเขาทั้งหมด กำลังนั่งอยู่บนรถตู้โดยสารเพื่อรอที่จะออกเดินทาง ซึ่งพวกเขาเหมาทั้งคันเพราะต้องการความเป็นส่วนตัว“พวกเรามาหาอะไรทำกันดีไหม?” นัทถามขึ้น
    “ทำอะไรดีล่ะ?” จอยถามด้วยความสนใจ
    นัทนึกขึ้นครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นมา
    “ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ถึงจะไปถึงท่าเรือ เอาแบบนี้ไหม มาทายกันว่าเราจะเจอไฟแดงทั้งหมดกี่ครั้ง” นัทเอ่ยเสนอขึ้นมา
    “แล้วจะตั้งกติกาว่ายังไง?” จอยถามขึ้น
    “ถ้าหากว่าใครทายถูกหรือทายได้ใกล้เคียงที่สุดเป็นผู้ชนะ และผู้ชนะสามารถสั่งอะไรผู้ที่แพ้ได้คนละหนึ่งอย่าง คิดว่าโอเคไหม?” นัทถามเสนอความคิดเห็น
    “น่าสนใจ จอยเอาด้วยละกัน”
    “มิ้วเอาด้วยคน”
    “หินว่ายังไง?” นัทเอ่ยถามหิน ตอนนี้สายตาทุกคนมองมาที่หินเป็นจุดเดียว‘... กดดันกันด้วยสายตาชัดๆ ’ หินนึกขึ้นในใจ
    “อืม เล่นก็เล่น” หินตอบกลับไป
    “เยี่ยม!!! งั้นนัทขอเริ่มเป็นคนแรกเลยนะ นัทขอทายว่าเราจะเจอไฟแดงอย่างน้อย 5 ครั้ง” นัทเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ ก่อนหน้านี้นัทได้ไปสอบถามคนขับมาก่อนแล้ว จึงทำให้รู้ว่าถนนสายนี้ติดไฟแดงค่อนข้างบ่อยมาก จำนวน 5 ครั้งนี่คือจำนวนเฉลี่ยที่คนขับรถคันนี้เจอ
    “จอยทายว่าจะเจอไฟแดง 3 ครั้ง”
    “มิ้วทายว่าจะเจอไฟแดง 2 ครั้ง”
    ‘คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าเมื่อกี๊แกไปคุยกับคนขับรถมา…. แต่เสียใจด้วยนะนัท แกไม่มีทางชนะเกมนี้หรอก หึๆๆ ’ หินมองไปที่นัทที่กำลังยิ้มเหมือนเป็นผู้ชนะก่อนที่หินจะแอบหัวเราะเยาะนัทในใจ
    “ผมทายว่าจะไม่ติดไฟแดงเลยแม้แต่ครั้งเดียว” หินยิ้มขึ้น
    “โฮะๆ ดูมั่นใจจังเลยนะหิน” นัทเอ่ยขึ้น
    หินยิ้มขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
    “เดี๋ยวก็รู้กัน ว่าใครจะชนะ” นัทเอ่ยขึ้น เขาค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่หินทายเป็นไปได้ยากมาก
    ‘เดี๋ยวก็รู้ หึๆๆ ’ หินลอบยิ้มในใจเบาๆ แน่นอนอยู่แล้วว่าหลังจากนั้นหินได้สั่งให้เดวิดล็อคไฟจราจรเป็นไฟเขียวตลอดทาง...หลังจากนั้นประมาณ 1 ชม 30 นาที พวกเขาก็มาถึงท่าเรือ
    “มันเป็นไปได้ยังไงวะ!?” นัทเอ่ยขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ ตลอดทางที่พวกเขาผ่าน เจอ 4 แยกไฟแดงเล็กใหญ่รวมทั้งหมด 7 ครั้ง ไม่นับรวมสามแยกไฟแดง ซึ่งโอกาสที่จะเจอไฟเขียวคือ 1 ใน 4 แต่ปรากฏว่าตลอดทางพวกเขาเจอแต่ไฟเขียวทำให้ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น พวกเขาจึงเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้
    หลังจากที่ลงจากรถ พวกเขาได้มานั่งรอแทนอยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งหินบอกว่าได้นัดน้องชายตัวเองเอาไว้
    “อย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะ” หินเอ่ยขึ้นกับนัท
    “เออ! ไม่ลืมหรอกจะสั่งอะไรก็ว่ามา” นัทเอ่ยขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
    “นายต้องมาเป็นเบ๊ให้ฉันตลอดทริปนี้” หินเอ่ยขึ้น ก่อนที่จะยื่นกระเป๋าที่ตนเองสะพายไปให้นัท
    “ในฐานะเบ๊ นี่คือภารกิจแรก แบกกระเป๋าของฉันซะ… อ้อ อย่าทำตกหล่ะ ข้างในของมันแพง” หินเอ่ยขึ้น
    นัทมองไปที่หินด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะตนเองเป็นคนกำหนดกติกาเองว่าสามารถสั่งอะไรก็ได้ จึงต้องจำใจหยิบกระเป๋าใบนั้นมาจากหิน
    “จอย มิ้ว หนักหรือเปล่า ผมมีเบ๊นะ ให้ผมช่วยไหม?” หินหันไปถามสาวสองคนที่เหลือ
    นัท “....”
    “ฮะ! ฮะ! ฮะ! ไม่เป็นไรๆ แค่นี้สบายมาก” สองสาวยิ้มแห้งก่อนที่จะโบกมือปฏิเสธกันอย่างรวดเร็ว ถ้าหากพวกเธอยอมรับการช่วยเหลือของหินไม่ต้องถามเลยว่าใครที่จะต้องรับกรรม
    เมื่อทั้งสองสาวปฏิเสธหินจึงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนที่จะหันไปดื่มด่ำกับเครื่องดื่มตรงหน้าของตัวเอง
    ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้มีรถตู้คันหนึ่งขับมาจอดที่หน้าร้าน เมื่อประตูรถเปิดออก ได้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินลงมาจากรถพร้อมกับสะพายกระเป๋าสัมภาระ ก่อนที่จะมองไปรอบๆ เหมือนกับมองหาอะไรบางอย่าง
    ครู่หนึ่งหลังเห็นในสิ่งที่มองหา เด็กหนุ่มจึงได้เดินเข้าไปในร้านค้า ซึ่งขณะนั้นหินไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อยว่าบุคคลที่เขามานั่งรอได้มาถึงแล้ว
    “สวัสดีครับ พี่หิน” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลังของหิน
    ไม่ต้องบอกหินก็รู้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของใคร หินลุกขึ้นยืนก่อนที่จะหันหลังกลับไปพร้อมรอยยิ้ม
    “สวัสดีแทน”

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน