Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 454 เรียกค่าไถ่

เรียกค่าไถ่

 

            คำประกาศชัยชนะของกัสหยุดเสียงพูดคุยเอาไว้ชั่วขณะ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเสียงทอดถอนใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

            กัสมองออกไปรอบตัวเล็กน้อย มองดูสีหน้าของผู้คนโดยรอบ ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจแกนพลังที่อยู่ในมือของเขาต่อ

            ‘ในที่สุดก็ได้เวลาเก็บเกี่ยวผลตอบแทน’

            รอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นในแบบที่ทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกตัวสั่น จากนั้นเพียงอึดใจกระบี่วิญญาณ 4 เล่มที่เกิดจากวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งก็บินมาอยู่ข้างกายเขาแล้วแยกออกเป็นชิ้นส่วนกระบี่จำนวนมาก

            “ผนึก!!”

            สิ้นคำสั่งชิ้นส่วนกระบี่ทั้งหมดก็ผสานกันจนกลายเป็นกล่องสี่เหลี่ยมใบเล็กๆ ปิดผนึกแกนพลังของเทพอสูรวัยกลางคนเอาไว้ภายใน

            วินาทีต่อมาด้ามกระบี่ทั้ง 4 ก็ปรากฏไอสีดำของวิถีแห่งการกลืนกิน ทั้งยังมีไอสีแดงของวิถีแห่งการฉีกกระชากซึ่งกัสเพิ่งจะสร้างขึ้นมาได้สำเร็จเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

            สิ่งนี้นับเป็นผลลัพธ์จากการต่อสู้ในสนามรบที่เขาได้รับมาโดยไม่ได้ตั้งใจจากการผสานพลังของพรศักดิ์สิทธิ์แห่งการฉีกกระชากลงไปในวิถีแห่งการกลืนกินเพื่อสร้างคมกระบี่

            ความชำนาญที่ได้มาจากการกวาดล้างทำให้วิถีแห่งการฉีกกระชากของเขาก่อตัวขึ้นมาตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับวิถีแห่งการกลืนกินของเขาที่ได้มาจากการใช้พลังของเขาในชีวิตก่อนหน้า

            เมื่อผนึกถูกสร้างขึ้น วิถีแห่งการกลืนกินที่ผสานกับวิถีแห่งการฉีกกระชากก็ทำงานร่วมกัน ทำการกัดกินพลังชีวิตของเทพอสูรวัยกลางคนอย่างหิวกระหาย

            ความเร็วในการดูดกลืนพลังชีวิตในตอนนี้สูงกว่าเดิมหลายเท่าเพราะการสนับสนุนของวิถีแห่งการฉีกกระชาก ที่คล้ายกับการเพิ่มคมเขี้ยวให้กับอสูรร้าย

            “ไม่เลว..แบบนี้อีกไม่กี่นาทีพลังชีวิตก็คงหมดไปครึ่งหนึ่ง..หึหึ!!”

            “เจ้า!! ปล่อยข้า!! เจ้าเด็กบัดซบ!! ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้!!”

            เสียงขู่คำรามยังคงดังออกมาจากแกนพลัง พร้อมๆ กับพลังชีวิตที่ถูกระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อทำลายผนึกของกัส

            แต่มันก็น่าเสียดายที่มันไม่อาจทำได้เพราะผนึกนี้สร้างขึ้นจากวิถีแห่งการกลืนกิน มันเป็นผนึกที่จะดูดกลืนพลังชีวิตออกไปตลอดเวลา ส่งผลให้เทพอสูรวัยกลางคนไม่อาจทำลายมันได้หากมันไม่สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้มากกว่าที่ผนึกจะกลืนกินไหว

            เมื่อกัสเห็นสภาพของผนึกที่มั่นคงดีแล้ว เขาก็มองไปยังครึ่งเทพชราที่ถูกขังอยู่ในวังวนกระบี่

            ราวกับรู้สึกตัว ทันทีที่กัสมองไป สายตาที่น่ากลัวของครึ่งเทพชราก็มองมาในทันที มันมองเห็นสภาพของสหายที่ถูกผนึก ก่อนที่จะกัดฟันแล้วตัดสินใจใช้วิชาที่ทรงพลังที่สุดของมันออกมาทันที

            วินาทีนั้นร่างกายของมันก็ส่องแสงสีทองออกมา ศาสตราวิญญาณจำนวนมากปรากฏขึ้นมาจากร่างกายและก่อตัวเป็นชุดเกราะสีทองชุดหนึ่งที่สร้างขึ้นจากพลังวิญญาณธาตุทอง

            เมื่อเห็นสิ่งที่ครึ่งเทพชราทำกัสก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเหยียดยิ้มและหัวเราะออกมา

            “ท่านไม่คิดว่าสายไปหน่อยหรือตาแก่..หากเป็นตอนที่ท่านมีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม ข้าอาจจะรู้สึกลำบากอยู่บ้าง แต่กับตอนนี้..หึ!”

            กัสเค้นเสียงออกมาเบาๆ จนทำให้ครึ่งเทพชราหน้าซีด แต่มันก็ยังกัดฟันเร่งเร้าพลังออกมาเพื่อสร้างเกราะป้องกัน ก่อนจะบุกฝ่าออกมาจากวังวนกระบี่ที่บ้าคลั่งของเขา

            แต่ก่อนที่มันจะได้เคลื่อนไหว กัสก็ชี้นิ้วออกไป ด้ามกระบี่ที่ลอยวนอยู่รอบด้านก็ปรากฏไอพลังสีแดงขึ้นมา

            วินาทีนั้นวิถีแห่งการฉีกกระชากก็ผสานเข้ากับวิถีแห่งการกลืนกินและทำให้ชุดเกราะวิญญาณธาตุทองของครึ่งเทพชราถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที

            สีหน้าของครึ่งเทพชราซีดขาวลง ความมั่นใจของมันถูกทำลายลงอีกครั้ง ส่งผลให้พริบตาต่อมาชุดเกราะศาสตราที่มันภาคภูมิใจก็ถูกวังวนกระบี่ของกัสฉีกกระชากจนขาดเป็นชิ้นๆ

            ชิ้นส่วนทั้งหมดที่ถูกตัดขาดยังถูกหัวสิงโตที่วนเวียนอยู่โดยรอบกลืนกินลงไป ราวกับปลาที่รอคอยอาหารอยู่ในน้ำก็ไม่ปาน

            สภาพนี้ทำให้ครึ่งเทพชราถึงกับสิ้นหวัง มันไม่อาจกระตุ้นความคิดต่อสู้ของมันออกมาได้อีกจึงจำต้องยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเสียไม่ได้

            เมื่อครึ่งเทพชราและเทพอสูรวัยกลางคนหยุดต่อต้าน กัสก็หัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความสมใจ เสียงหัวเราะนี้กระตุ้นโทสะของทั้งสองขึ้นมาไม่น้อยและทำให้มันพยายามต่อต้านเขาอีกครั้งตามนิสัยของคนจากตระกูลเทพยุทธ์ที่ฆ่าได้หยามไม่ได้

            นิสัยนี้ทำให้พวกมันถูกกระตุ้นได้ง่ายและเป็นเหมือนจุดอ่อนของพวกมัน แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นนิสัยที่เปิดเผยตรงไปตรงมาซึ่งทำให้ใครหลายคนชื่นชมและนับถือจนทำให้พวกมันมีสหายมากมาย

            ในเวลาที่กัสลงมือกระตุ้นนั้น เทพอสูรทั้งสองก็ขยับตัว ส่งผลให้สายตาของผู้คนโดยรอบเบนกลับมายังทั้งสองทันที

            กัสที่เฝ้าระวังอยู่แต่แรกก็หันไปมองทั้งสองทันทีเช่นกัน พร้อมกับวงล้อประตูดวงดาวที่ถูกเปิดออก

            “พวกท่านเปลี่ยนใจแล้วงั้นหรือ”

            “ไม่ใช่!! แต่ข้าอยากให้เจ้าปล่อยตัวสหายของข้าได้แล้ว”

            กัสเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มซึ่งทำให้เทพอสูรทั้งสองรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            “ขออภัย ข้าไม่เข้าใจ ทำไมข้าถึงต้องปล่อยตัวสองคนนี้ด้วย”

            “ว่าไงนะ!!”

            สีหน้าของเทพอสูรทั้งสองเปลี่ยนไปในทันที เช่นเดียวกับคนจากตระกูลเทพยุทธ์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา

            ในเวลาเดียวกันคนจากตระกูลอันดูวเดธก็เคลื่อนไหวเพื่อสกัดคนจากตระกูลเทพยุทธ์เอาไว้ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง

            กัสมองภาพนี้แล้วยิ้มน้อยๆ ด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะสลายความคิดนี้ทิ้งไปเพื่อทำตามแผนการที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์คิดให้กับเขา

            “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมข้าต้องปล่อยตัวคนที่คิดจะฆ่าข้าด้วย ท่านทั้งสองช่วยอธิบายเหตุผลให้ข้าเข้าใจได้หรือไม่”

            คำพูดนี้แฝงไว้ด้วยความสุภาพเล็กน้อย มันทำให้เทพอสูรทั้งสองรู้สึกหงุดหงิด แต่ก็จนใจเพราะกัสแสดงความอ่อนน้อมออกมาแล้ว พวกมันที่เป็นผู้อาวุโสกว่าย่อมไม่สะดวกที่จะทำรุนแรง

            แต่ถ้าพวกมันไม่ทำรุนแรง พวกมันก็ไม่รู้ว่าจะชิงตัวสหายกลับมาได้อย่างไรเช่นกัน

            “เด็กน้อยเจ้าชนะแล้ว การต่อสู้จบลงแล้ว เจ้าก็ควรที่จะปล่อยตัวคนได้แล้วไม่ใช่หรือ”

            กัสยิ้มน้อยๆ ด้วยสีหน้าไร้เดียงสา พลางส่ายหน้าเหมือนไม่เข้าใจคำพูดของเทพอสูรทั้งสอง จากนั้นจึงเอ่ยปากถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่สดใสและสุภาพ

            “ขออภัย ข้ายังไม่เข้าใจอยู่ดี ข้าจำไม่ได้ว่าข้าไปให้สัญญาเอาไว้เมื่อไหร่และข้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมข้าถึงต้องปล่อยตัวทั้งสองคนไปในเมื่อนี่ไม่ใช่การประลองกระชับมิตร..หรือท่านไม่คิดแบบนั้น”

            คำถามนี้ทำให้ผู้ชมโดยรอบอึ้งไปเล็กน้อยเพราะเหตุผลที่กัสยกออกมาพูดนั้น สมเหตุสมผลมาก แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นเหตุผลที่ไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน

            ต้องเข้าใจว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เดิมทีก็ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อฆ่าฟันแต่แรก แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาหน้าของตัวเองมากกว่า ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีใครในที่นี้ที่มองความนัยข้อนี้ไม่ออกเพราะพวกมันล้วนเป็นผู้อาวุโสที่มากประสบการณ์ทั้งสิ้น

            แต่แล้วกัสก็ออกมาพูดราวกับเด็กหนุ่มไร้เดียงสา ราวกับว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ซึ่งทำให้ทุกคนหมดสิ้นคำพูด

            ในความเป็นจริงทุกคนได้ลืมไปแล้วว่ากัสนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อายุเพียง 18 – 19 ปีเท่านั้น เขายังถือว่าเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกหากเขาจะไม่รู้

            ทว่าภาพลักษณ์ของกัสมันชวนให้คิดว่าเขากำลังเสแสร้ง แต่ก็เป็นการเสแสร้งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะอายุของเขาน้อยจริงๆ และถ้าเขาอ้างว่าเขาไม่รู้ก็ไม่มีใครในที่นี้ที่จะปฏิเสธว่าเขาโกหกได้

            หลังจากผู้ชมนิ่งฟังคำพูดของกัสไปชั่วขณะ เสียงหัวเราะก็ดังออกมาจากฝั่งของตระกูลอันดูวเดธ ดังมาจากคนที่กัสรู้จักซึ่งก็คือเพื่อนของพ่อเขาไททันแบร์ เทพอสูรที่น่าเกรงขาม

            เสียงหัวเราะนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปอีกครั้ง แต่ละคนเริ่มมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมาเพราะพวกมันไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันยังไง

            แม้กระทั่งคนจากตระกูลเทพยุทธ์ก็ยังรู้สึกหมดสิ้นคำพูดเพราะพวกมันไม่กล้าพูดว่ากัสเสแสร้งในเมื่อเขาอายุน้อยมากจริงๆ การที่เขาไม่รู้ก็ไม่น่าแปลก ซึ่งถ้าจะบอกว่าเขารู้ เช่นนั้นหากพวกมันโดนถามกลับมาว่าเด็กน้อยในตระกูลพวกมันรู้หรือไม่ พวกมันก็คงตอบไม่ได้เช่นกัน

            สถานการณ์ในปัจจุบันจึงเป็นอะไรที่แปลกประหลาด สีหน้าของเทพอสูรทั้งสองก็บิดเบี้ยว พวกมันทั้งโกรธ ทั้งอึดอัดใจและลำบากใจ

            “ด..เด็กน้อย!! เจ้าบอกได้หรือไม่ว่าทำยังไงเจ้าถึงจะยอมปล่อยคน!!”

            กัสนิ่งคิดไปเล็กน้อยแต่แอบยิ้มอยู่ในใจเพราะแผนการที่วางเอาไว้ในที่สุดก็สำเร็จ จากนั้นก็เริ่มแสดงสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ

            พอเห็นแบบนั้นสีหน้าของเทพอสูรทั้งสองก็ผ่อนคลายลง การต่อต้านของเทพอสูรวัยกลางคนก็ลดลงไปด้วย แต่มันก็ยังพยายามต่อต้านการดูดกลืนพลังชีวิตของกัสอยู่ดี

            ในขณะที่ครึ่งเทพชรานั้นมันกำลังโกรธแค้น แต่ก็พยายามห้ามตัวเองสุดกำลังที่จะไม่ดิ้นรนและพยายามหลีกเลี่ยงการถูกตัดเฉือนร่างวิญญาณอย่างสุดความสามารถ

            “แน่นอนว่าได้! ยังไงเสียข้าก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกักตัวสองคนนี้เอาไว้อยู่แล้ว แต่จะให้ปล่อยตัวไปง่ายๆ มันคงไม่เหมาะสม..ข้ายังไม่ลืมว่าตาแก่นั้นพูดอะไรตอนที่โจมตีข้า”

            น้ำเสียงของกัสเย็นชาอยู่บ้างในตอนที่ถูกถึงสิ่งที่ครึ่งเทพชราทำ ขณะที่ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เย็นเยือก จากนั้นจึงหันกลับไปมองคนจากตระกูลเทพยุทธ์ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง

            “ข้ายอมรับการไถ่ตัว..พวกท่านสามารถยื่นข้อเสนอได้ หากข้าเห็นว่ามันเหมาะสม ข้าจะปล่อยสองคนนี้ทันทีที่ดูดกลืนพลังของพวกมันจนพอใจ”

            เมื่อกัสพูดคำพูดนี้ออกมา หนึ่งในคนจากตระกูลเทพยุทธ์ก็ก้าวเดินออกมาก้าวหนึ่งและผสานมือเป็นการทักทายรูปแบบหนึ่งของอาณาจักร ‘ยุทธภพ’ ซึ่งถูกปกครองโดยตระกูลเทพยุทธ์

            “สหายน้อยเชิญกล่าว ขอเพียงข้อเรียกร้องของเจ้าสมเหตุสมผลพวกเราก็ยินดีจ่าย”

            รอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงตอบรับจากนั้นเอ่ยคำพูดประโยคหนึ่งออกมาเบาๆ

            “ข้าต้องการจิตวิญญาณภูเขา!!”

            สีหน้าของคนในตระกูลเทพยุทธ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายกับไม่คิดว่ากัสจะขออะไรแบบนี้ ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

            “ตกลง!! ไม่ทราบว่าสหายน้อยต้องการจิตวิญญาณภูเขาระดับใด จิตวิญญาณภูเขาพันปีเป็นอย่างไร ข้าคิดว่ามันน่าจะเหมาะสมกับการไถ่ตัว”

            กัสแอบประหลาดใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายตอบรับในทันที ก่อนจะเริ่มคิดคำนวณในใจโดยขอให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ช่วย จากนั้นก็ได้คำตอบที่ทำให้เขานึกแปลกใจออกมา

            “ไม่! ข้าไม่ต้องการจิตวิญญาณภูเขาแบบนั้น ข้าต้องการจิตวิญญาณภูเขาแรกกำเนิดเท่านั้นและข้าต้องการทั้งหมด 1 แสนดวง!!”

            สีหน้าของคนในตระกูลเทพยุทธ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด จากนั้นจึงหันกลับไปปรึกษากับคนของมันอีกนานหลายนาทีถึงจะสามารถให้คำตอบได้

            “ขออภัยที่ทำให้รอ สหายน้อยเจ้าสามารถเปลี่ยนคำขอได้หรือไม่ หากเปลี่ยนเป็นจิตวิญญาณภูเขาร้อยปี หรือสิบปีแทนได้หรือไม่”

            “ทำไม..หรือท่านไม่มีจิตวิญญาณแรกกำเนิดมากพอ”

            ใบหน้าของตัวแทนตระกูลเทพยุทธ์แดงขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความอับอาย แต่มันก็จำต้องยอมรับว่าตระกูลของมันมีจิตวิญญาณภูเขาแรกกำเนิดไม่มากจริงๆ เนื่องจากมันไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงไม่มีใครบ่มเพาะจิตวิญญาณภูเขาเป็นจำนวนมาก

            หากจะหาก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ มันจึงไม่สามารถให้คำรับรองได้

            กัสเองก็ประหลาดใจเช่นกันเพราะถึงเขาจะรู้จักจิตวิญญาณภูเขาจากการศึกษาข้อมูล แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณภูเขานั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก มันเทียบไม่ได้กับจิตวิญญาณชนิดอื่นๆ

            แม้ว่าตระกูลเทพยุทธ์จะสามารถหาจิตวิญญาณภูเขาแรกกำเนิดให้ได้ แต่พวกมันก็คงหาได้ไม่กี่หมื่นดวงเท่านั้น 1 แสนดวงอาจจะมากเกินไปเพราะจิตวิญญาณภูเขาจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมันถูกบ่มเพาะเป็นเวลานานเท่านั้น

            ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครมีจิตวิญญาณภูเขาแรกกำเนิดมากนัก แม้ว่าศาสตร์ในการบ่มเพาะจิตวิญญาณจะเป็นวิชาที่โด่งดังในอาณาจักรยุทธภพก็ตาม

            เมื่อตัวแทนจากตระกูลเทพยุทธ์เห็นกัสขมวดคิ้ว พวกมันก็เริ่มคิดหนัก ก่อนที่มันจะตัดสินใจยื่นข้อเสนอใหม่ให้กับเขาแทน

            “สหายน้อย! หากเจ้าต้องการข้าสามารถหาคัมภีร์หลอมจิตวิญญาณภูเขาให้กับเจ้าแทนได้ เจ้าต้องการหรือไม่”

            กัสขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่คิดถึงข้อเสนอใหม่ ก่อนจะพยักหน้ารับง่ายๆ แล้วเพิ่มเติมข้อเสนออีกเล็กน้อย

            “ตกลง! ข้าต้องการวิชาหลอมจิตวิญญาณภูเขาและจิตวิญญาณภูเขา 10 ปี 1 พันดวง ท่านให้ได้หรือไม่”

            “ไม่มีปัญหา!! เช่นนั้นเจ้าสามารถปล่อยคนของข้าได้หรือไม่”

            กัสยกยิ้มเล็กน้อยแล้วมองดูครึ่งเทพชราที่มีสีหน้าโกรธแค้น จากนั้นก็โบกมือครั้งหนึ่ง วังวนกระบี่ก็ถอนตัวกลับมา ส่วนเทพอสูรวัยกลางคนนั้น เขายังไม่คิดที่จะปล่อยออกไป

            “สหายน้อย!”

            “ไม่ต้องรีบ..ข้าพูดแล้วว่าข้าต้องการครึ่งหนึ่ง! ตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่ง..รออีกหน่อยก็แล้วกัน หรือไม่ก็..ท่านก็เกลี้ยกล่อมคนของท่านเอง หากข้าได้พลังชีวิตครึ่งหนึ่งแล้วข้าจะยอมปล่อย”

            สีหน้าของคนจากตระกูลเทพยุทธ์บิดเบี้ยวไปด้วยความหงุดหงิด แต่มันก็ยังอดทนและไม่พูดอะไรและไม่ยอมเกลี้ยกล่อมสหายของมันตามที่กัสเสนออีกด้วย

            กัสเองก็ไม่สนใจเขาเพียงรอจนกระทั่งพลังชีวิตครึ่งหนึ่งถูกดูดกลืนมาตามที่เขาต้องการ เขาถึงได้ปล่อยมือ ส่งผลให้แกนพลังสามารถหลบหนีออกไปได้ ก่อนจะสร้างร่างพลังชีวิตขึ้นมาในชั่วอึดใจ

            สีหน้าของเทพอสูรวัยกลางคนดูแย่มาก มันเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ อับอายและความรู้สึกโล่งใจที่ได้รับการปล่อยตัว

            หลังจากนั้นสถานการณ์ที่วุ่นวายก็จบลงในที่สุด เหล่าผู้ชมจึงแยกย้ายกันจากไป จนเหลือเพียงกัสที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าและครึ่งเทพกับเทพอสูรจากตระกูลอันดูวเดธที่หยุดรอเพื่อปกป้องเขา

            “ข้าต้องขอบคุณผู้อาวุโสทุกท่านมากที่ช่วยเหลือ”

            “ไม่เป็นไรเด็กน้อย แต่ข้าอยากเตือนเจ้าอย่าได้เล่นซนแบบนี้ให้บ่อยนัก หากไม่แล้วเจ้าจะเจอกับปัญหา”

            พูดจบเหล่าผู้อาวุโสก็ส่งรอยยิ้มอ่อนใจออกมาก่อนจะบินกลับไปทีละคนๆ จนเหลือเพียงพ่อของเขากับไททันแบร์ที่รอคอยอยู่

            เมื่อกัสเห็นสีหน้าของพ่อ เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแบบเขินๆ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความอหังการขอเขาหายไปจนหมดสิ้น

            “เจ้าทำได้ดีกัส..แต่บางครั้งการถ่อมตัวบ้างก็จำเป็น”

            เลโอลอว์พูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันมองดูบุตรชายของมันด้วยความภาคภูมิใจ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็อดคิดถึงตัวมันเองขึ้นมาไม่ได้

            สมัยที่มันยังเด็กมันเองก็เป็นเช่นเดียวกับกัส มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม อหังการเป็นที่สุด ทั้งยังภาคภูมิใจในสายเลือดของตนเองจนไม่เกรงกลัวใคร

            แต่ท้ายที่สุดมันก็ทำพลาดและได้รับบาดเจ็บสาหัส ในตอนนั้นทุกคนที่มันคิดว่าเป็นสหายได้ทอดทิ้งมันไปท่ามกลางความเป็นตาย มันไม่ได้รับการช่วยเหลือจากใคร ยกเว้นเพียงภรรยาที่รักยิ่งของมันที่เสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยมันเอาไว้

            นับจากวันนั้นความอหังการที่หน้ามืดตามัวของมันก็หมดไป ความภาคภูมิใจของมันถูกทำลาย จนเหลือเพียงซากสังขารที่ยังมีชีวิตที่ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่เคยเป็นเพียงข้ารับใช้ของมันอย่างสงบ

            ขณะที่เลโอลอว์คิดถึงประสบการณ์ในอดีต มันก็อดไม่ได้ที่จะมองเห็นเงาร่างของมันในตัวของกัส ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ และกล่าวตักเตือนไปครั้งหนึ่งก่อนจะจากไป

            กัสนั้นสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงของพ่อเช่นกัน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด แต่เขาก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็วและคิดถึงเนื้อหาของแผนการที่วางเอาไว้

            ‘ในที่สุดก็จบ..นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าบ้านั่นจะทำได้ขนาดนี้..ให้ตายเถอะ!!’

            กัสสบถอยู่ในใจถึงครึ่งเทพหนุ่มที่น่ารังเกียจซึ่งทำให้เขาเกือบแตกหักกับตระกูลเทพยุทธ์จนทำให้ศัตรูของเขาเพิ่มขึ้นอีกกลุ่ม ซึ่งจะทำให้แผนการครองเมืองแห่งดันเจี้ยนของเขายากลำบากมากขึ้นไปอีก

            แต่ก็นับว่ามีโชคดีส่วนหนึ่งเช่นกันเพราะเขาสามารถใช้เรื่องนี้เรียกค่าไถ่ตัวเป็นวิชาหลอมจิตวิญญาณภูเขาและจิตวิญญาณภูเขาอายุ 10 ปีอีกพันดวง

            แม้ว่าวิชาหลอมจิตวิญญาณภูเขาจะไม่ใช่วิชาที่หายากอะไรเพราะไม่ใช่กระแสหลัก แต่การได้มาง่ายๆ ยังไงก็ดีว่าเสียเวลาไปค้นหาด้วยตัวเองหรือขอให้ตระกูลค้นหาให้อยู่ดีเพราะเขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร

            ส่วนจิตวิญญาณภูเขาอายุ 10 ปี 1 พันดวงนั้นก็นับว่าเพียงพอต่อการทดลองอยู่บ้าง

            ‘หวังว่าสิ่งที่เจ้าคิดจะถูกนะ..หากไม่แล้วการต่อสู้ในครั้งนี้คงเสียเปล่าแน่’

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน