ยิ่งก้าวต่ำลง
อากาศยิ่งเย็น
หมอกยิ่งบาง
แต่แรงกดที่แผ่ซึมอยู่ในทุกอณูของโถงกลับหนักขึ้นทีละส่วน
ราวกับมิใช่เพียงพวกเขากำลังเดินลงใต้ดิน
หากกำลังก้าวลึกเข้าสู่ “อีกชั้น” ของโลกที่ไม่ควรเปิดให้ผู้ใดแตะต้องง่าย ๆ
ฝีเท้าของคนทั้งแปดดังแผ่วสม่ำเสมอ
สะท้อนกลับมาจากผนังหินทั้งสองข้างเป็นจังหวะต่ำ
ไม่มีผู้ใดพูดเสียงดังอีก
เพราะแม้แต่คนอย่างจ้าวคุน เมื่อก้าวเข้ามาในบรรยากาศเช่นนี้ก็ยังต้องกดเสียงตนเองลงโดยไม่รู้ตัว
สองข้างบันไดมีรูปสลักสัตว์โบราณเรียงรายทุกสิบกว่าขั้น
บางตนคล้ายมังกร
บางตนคล้ายวิหค
บางตนคล้ายพยัคฆ์มีเขา
บางตนคล้ายเต่าหินแบกภูผา
ล้วนเก่าแก่ แตกบิ่น และมีรอยขีดข่วนจากกาลเวลา
แต่แม้ชำรุดเพียงใด กลิ่นอายของความยิ่งใหญ่ในอดีตก็ยังมิได้จางหายไปเลย
อี้ซินเดินนำหน้าสุด
นัยน์ตาของเขาจับอยู่กับบันไดเบื้องหน้าและรูปสลักสองข้างทางอย่างสม่ำเสมอ
หยกดาราในร่างบัดนี้อุ่นจัดขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกก็เต้นหนักแน่นเป็นจังหวะมั่นคง
มิใช่เต้นร้อนรนหรือหวาดกลัว
แต่เหมือนกำลังตอบรับ “บ้านเดิม” ของบางอย่างอยู่เงียบ ๆ
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายเย็นจัด
แต่ความเย็นนั้นกลับมิได้บาดลึกอย่างก่อนหน้าอีก
คล้ายมันเริ่มนิ่งขึ้นทีละส่วน
หรือบางที...อาจเป็นเพราะมันเองก็กำลัง “ฟัง” สถานที่แห่งนี้อยู่เช่นกัน
หนิงเยว่อิงเดินเคียงเยื้องอยู่ด้านซ้ายของเขา
แม้บาดแผลที่สีข้างยังไม่หาย
แต่ฝีเท้าของนางกลับมั่นคงยิ่ง
ปลายชายเสื้อสีเงินขาวพลิ้วแผ่วไปตามแรงลมเย็นจากส่วนลึก
เส้นผมดำยาวที่หลุดจากปิ่นลงมาบางส่วนยิ่งขับให้ลำคอและใบหน้าของนางดูงามคมดุจหยกเย็น
ยามแสงหม่นจากผลึกบนผนังตกกระทบดวงตาคู่นั้น
นัยน์ตาเย็นลึกของนางกลับคล้ายมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่
มิใช่ความหวั่น
หากเป็นความทรงจำหรือความรู้บางอย่างที่นางยังไม่ยอมเปิดเผย
สือเหยียนซึ่งเดินถัดลงไปหนึ่งช่วงตัว เหลือบมองนางกับอี้ซินสลับกันอยู่ครู่หนึ่ง
แต่สุดท้ายก็ไม่เอ่ยแซวอันใด
เพราะบรรยากาศในที่นี้กดความผ่อนคลายทั้งหลายให้หายไปเกือบหมดแล้ว
ผ่านไปอีกราวหนึ่งร้อยขั้น
บันไดหินจึงสิ้นสุดลงในที่สุด
เบื้องหน้าปรากฏเป็นลานหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
เพดานโถงสูงมากจนมองแทบไม่เห็นสุด
มีผลึกหินขาวหม่นฝังอยู่เป็นระยะรอบผนัง
ปล่อยแสงจางซีดลงมาจนทำให้ทั้งลานดูคล้ายถูกคลุมด้วยราตรีอมเทา
และสิ่งแรกที่ทำให้ทุกคนหยุดนิ่งพร้อมกัน
หาใช่ค่ายกลหรืออสูรไม่
แต่เป็น “กระดูก”
กระดูกมหึมาทอดยาวอยู่กลางลาน
ยาวเกินยี่สิบจั้ง
โค้งเลื้อยดุจแนวสันเขา
ซี่กระดูกบางส่วนยกสูงขึ้นราวกำแพงขาวหม่น
บางส่วนแตกหัก
บางส่วนจมลึกลงไปในพื้นหิน
มันมิใช่กระดูกมนุษย์
มิใช่กระดูกอสูรทั่วไป
และมิใช่โครงสัตว์ใดที่ผู้คนในกลุ่มเคยเห็นมาก่อน
ส่วนที่ยังสมบูรณ์ที่สุดคือกะโหลก
หัวกะโหลกนั้นใหญ่ราวตำหนักย่อม
รูปทรงคล้ายมังกรแต่กว้างหนากว่า
เขาทั้งสองข้างโค้งยาวไปด้านหลัง
เบ้าตาลึกดำมืดประหนึ่งหลุมพิภพ
ฟันเขี้ยวแต่ละซี่ขาวหม่น ยาวกว่าร่างคนเต็มวัย
แม้เหลือเพียงซาก
แต่เพียงมองก็รู้สึกเหมือนมีแรงกดดันหนักหน่วงแผ่ออกมาจากมันอยู่ตลอดเวลา
หลินเซวียนถึงกับสูดลมหายใจแรง
“นี่มัน...สัตว์อะไร”
หานหลงซึ่งปกติกล้าหาญไม่เบายังขนลุกวาบไปทั้งแขน
“ต่อให้ตายแล้ว...แรงกดยังน่ากลัวเพียงนี้”
เยี่ยซูซินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
นางเพ่งมองแนวซี่โครงที่ทอดยาวผ่านกลางลาน
จากนั้นดวงตาก็หดเล็กลง
“ดูที่กระดูกสันหลังมัน” นางกล่าวเบา ๆ “มีอักขระไหม้เกรียมฝังอยู่”
ทุกคนหันมองตาม
อี้ซินเองก็เห็นในครานั้น
บนกระดูกสันหลังช่วงหนึ่งซึ่งแตกเปิดออก
มีรอยอักขระโบราณหลายตัวไหม้เป็นสีดำฝังแน่นอยู่จริง
คล้ายถูกผนึกไว้ตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิต
และแม้เวลาจะผ่านมานานจนกระดูกส่วนอื่นซีดหม่น
แต่อักขระเหล่านั้นกลับยังคงดำลึกประหนึ่งเพิ่งถูกไฟเผาไม่นาน
หนิงเยว่อิงจ้องกะโหลกนั้นนิ่ง
แววตาของนางไหววูบชัดกว่าคราก่อนหลายส่วน
จากนั้นริมฝีปากบางจึงเอ่ยออกมาเบามาก
“ไม่ผิด...”
อี้ซินเหลือบมองนาง
“ไม่ผิดอะไร”
หนิงเยว่อิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง
ก่อนตอบเพียงเท่าที่จำเป็น
“ที่นี่ไม่ใช่เพียงเศษซากโถงทดสอบธรรมดา” นางว่า “แต่เคยเป็นที่ลงโทษหรือกักขังสัตว์เทวะตนหนึ่งจริง”
จ้าวคุนดวงตาวาบ
“สัตว์เทวะ?”
คำสองพยางค์นี้เหมือนกระแทกใจทุกคนพร้อมกัน
หากกล่าวถึงอสูรหรือสัตว์อสูร คนทั่วไปย่อมยังจินตนาการได้อยู่บ้าง
แต่ “สัตว์เทวะ” กลับเป็นสิ่งที่อยู่เหนือภาพฝันของผู้ฝึกยุทธ์ชั้นล่างอย่างพวกเขาเกินไป
เป็นสิ่งมีชีวิตที่แม้เพียงเอ่ยนาม คนส่วนใหญ่ก็ใช้คำว่า “ตำนาน” ปิดท้ายเสมอ
สือเหยียนหรี่ตา
“เจ้ามั่นใจ?”
หนิงเยว่อิงไม่ตอบคำถามนั้นตรง ๆ
เพียงเดินเข้าใกล้กะโหลกยักษ์อีกสองก้าว
ยามนางหยุดยืนตรงซี่ฟันเขี้ยวสีขาวหม่น ความงามเย็นของนางกลับยิ่งดูเล็กและบอบบางเมื่อเทียบกับซากสัตว์ยักษ์เบื้องหน้า
แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังเด่นดั่งจันทร์เย็นกลางทะเลกระดูก
“กระดูกเช่นนี้” นางกล่าวช้า ๆ “สัตว์อสูรชั้นต่ำไม่มีทางเหลือแรงกดไว้ได้ถึงบัดนี้”
“และอักขระผนึกบนสันหลัง...มิใช่สิ่งที่แดนทดสอบของศิษย์ทั่วไปจะใช้”
อี้ซินมองซากสัตว์ยักษ์ตรงหน้า
ในอกของเขา สิ่งคล้ายไข่เต้นถี่ขึ้นชัดเจน
หยกดาราเองก็อุ่นเรื่อยกว่าเดิมมาก
ราวกับพลังบางอย่างในสถานที่นี้กำลังซึมเข้าสู่ตัวเขาทีละส่วน
จากใต้ลมหายใจ
เขาคล้ายได้กลิ่นโลหิตโบราณอ่อนจาง
ทั้งที่กลางลานมีเพียงกระดูกแห้งและหินเก่า
“ดูตรงปากมัน” สือเหยียนกล่าวขึ้นกะทันหัน
ทุกคนหันมองพร้อมกัน
ภายในกะโหลกที่อ้าค้างนั้น
ลึกเข้าไปหลังแนวเขี้ยว มีแสงสีครามหม่นวูบหนึ่ง
ไม่ใช่เปลวไฟ
ไม่ใช่ผลึก
แต่เหมือน “อะไรบางอย่าง” ส่องสะท้อนจากส่วนลึกของโพรงกระดูก
โจวเหอหายใจแรงขึ้น
“สมบัติ!”
จ้าวคุนเองก็ดวงตาลุกวาวในทันที
ต่อให้ไม่มีผู้ใดบอก
ทุกคนก็รู้แล้วว่าของสิ่งนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่
แต่คราวนี้ไม่มีใครรีบพุ่งออกไปอย่างโง่งม
เพราะผ่านมาถึงระดับนี้แล้ว
ผู้ใดก็เข้าใจว่า ของล้ำค่าย่อมไม่มีทางวางรอให้หยิบง่าย ๆ
อี้ซินกวาดตามองรอบลานอีกครั้ง
เงียบเกินไป
ไร้หุ่นหิน
ไร้มือกระดูก
ไร้อสูร
มีเพียงซากสัตว์มหึมาตนนี้กับแสงวาบในโพรงกะโหลก
ความเงียบเช่นนี้น่ากลัวยิ่งกว่าศึกตรงหน้าเสียอีก
เขาจึงก้มลงหยิบเศษหินก้อนหนึ่งจากพื้น
แล้วโยนตรงไปยังกะโหลกสัตว์เทวะ
ก้อนหินพุ่งผ่านอากาศ
กระทบเขี้ยวซี่หนึ่งดังแกร๊ก
กลิ้งหล่นเข้าไปในโพรงมืด
แล้วหายเงียบไป
ไม่มีค่ายกลเปิด
ไม่มีสัตว์ตื่น
ไม่มีแรงสะท้อน
จ้าวคุนยิ้มเย็นทันที
“เจ้าเริ่มกลัวเกินเหตุแล้ว”
อี้ซินไม่ตอบ
เพียงหยิบเศษหินอีกก้อนแล้วโยนไปยัง “พื้นด้านซ้าย” ของซากกะโหลกแทน
แกรก
เสียงคราวนี้เบามาก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนเย็นวาบทั้งตัว
พื้นหินด้านซ้ายพลันยุบลงครึ่งคืบ
จากนั้นซี่โครงสามซี่ทางฝั่งเดียวกันก็ขยับช้า ๆ
ราวมีบางอย่างใต้พื้นกำลังตอบสนอง
เสียงกระดูกเสียดสีกันดัง
แกรก...แกรก...
ซี่โครงทั้งแนวค่อย ๆ ยกขึ้นแล้วลดลงอีกครั้ง
หลินเซวียนหน้าซีด
“มันยังมีค่ายกลควบคุมอยู่จริง”
อี้ซินพยักหน้าเล็กน้อย
แล้วหันไปมองหนิงเยว่อิง
“เจ้ามองออกหรือไม่”
หนิงเยว่อิงมิได้ตอบในทันที
นางเพียงก้าวออกจากกลุ่มช้า ๆ จนไปหยุดที่ข้างซี่โครงส่วนหน้า
จากนั้นก็ก้มมองพื้นหินใต้กระดูกยักษ์อยู่ครู่หนึ่ง
อี้ซินสังเกตนางเงียบ ๆ
ยามอยู่ใกล้ซากสัตว์เทวะเช่นนี้
ความงามของหนิงเยว่อิงกลับยิ่งเย็นยิ่งลึกขึ้นอีกอย่างประหลาด
ใบหน้าขาวซีดของนางใต้แสงผลึกหม่นดูราวกับหิมะบนยอดเขาเก่าพันปี
เส้นผมดำยาวบางส่วนปลิวผ่านบ่า
ขับให้ลำคอขาวระหงนั้นยิ่งเด่น
แม้มีผ้าพันแผลอยู่ใต้แขนเสื้อสีเงินขาว
ทว่ากิริยาของนางยังสง่าจนผู้คนละสายตาได้ยาก
แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของอี้ซินยิ่งกว่าความงาม
กลับเป็น “ความนิ่ง” ของนาง
นิ่งเกินสตรีทั่วไป
นิ่งเกินศิษย์ทั่วไป
นิ่งราวกับคุ้นชินกับกลิ่นอายของสถานที่เช่นนี้มานาน
หนิงเยว่อิงยกมือขึ้นแตะซี่โครงสัตว์เทวะเบา ๆ
จากนั้นกล่าวช้า ๆ
“พื้นใต้กระดูกนี้กลวง”
สือเหยียนขมวดคิ้ว
“มีโพรงอีกชั้น?”
“อาจเป็นทางลง” นางตอบ “หรืออาจเป็นหลุมผนึก”
จ้าวคุนมองแสงลึกลับในโพรงกะโหลกอีกครั้ง
แล้วตัดสินใจในที่สุด
“ข้าจะเข้าไปดู”
พูดจบ มันก็พุ่งออกไปทันที
โจวเหอร้องลั่น “ศิษย์พี่!”
แต่ก็ไม่ทันแล้ว
จ้าวคุนก้าวขึ้นบนซี่โครงซากสัตว์เทวะอย่างรวดเร็ว
ใช้ฝีเท้าเบากว่ายามก่อนชัดเจน
สองก้าวถึงอก
สามก้าวถึงโคนคอ
จากนั้นก็ถีบตัวหมายจะพุ่งเข้าปากกะโหลกโดยตรง
ดวงตาของอี้ซินเย็นวาบในทันที
เร็วเกินไป
และเงียบเกินไป
ขณะจ้าวคุนแตะขอบฟันเขี้ยวซี่แรก
อักขระไหม้เกรียมบนกระดูกสันหลังทั้งแนวยาวก็พลันสว่างแดงขึ้นพร้อมกัน
ครืนนนน—
เสียงต่ำลึกดังออกมาจากส่วนลึกใต้พื้นหิน
กดอกคนทั้งลานจนหายใจสะดุด
จ้าวคุนหน้าเปลี่ยนสีทันที
มันรู้แล้วว่าพลาด
แต่ยังไม่ทันถอย รอยอักขระสีแดงเข้มก็พุ่งลามขึ้นตามกระดูกทั้งร่างดุจโลหิตกำลังไหล
ซี่โครงมหึมาทุกซี่พลันยกตัวขึ้นพร้อมกัน!
จ้าวคุนที่อยู่บนร่างกระดูกเสียหลักในทันที
ร่างของมันสะบัดไถลไปตามสันกระดูกอย่างน่าอันตราย
หากตกลงผิดมุม แม้ไม่ตายก็ย่อมถูกซี่กระดูกคมเสียบทะลุแน่
อี้ซินไม่แม้แต่จะด่า
ร่างทั้งร่างวูบออกไปในทันที
ครานี้เขาใช้ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าเร็วกว่าเดิมอีกชั้น
มิใช่เพราะอยู่ ๆ ก็เร็วขึ้นแบบไร้เหตุ
แต่เพราะหยกดาราในร่างตอบสนองกับค่ายกลบนกระดูกอย่างชัดเจน
รอยเส้นฝีเท้าในจิตจึงยิ่งชัด
ทุกก้าวแทรกผ่านระหว่างการยกขึ้นของซี่โครงได้พอดิบพอดีราวรู้ทางมาก่อน
หนึ่งก้าวขึ้นซี่โครงล่าง
อีกก้าวเฉียงขึ้นสันหลัง
ก้าวที่สามก็ถึงใกล้จ้าวคุนแล้ว
จ้าวคุนกำลังเกาะกระดูกซี่หนึ่งไว้แน่น
เท้าด้านล่างไร้หลักรองรับ
สีหน้าซีดเขียวอย่างไม่เคยมีมาก่อน
มันเห็นอี้ซินมาถึงก็แววตาสั่นวูบ
ทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งยากจะเชื่อ
อี้ซินคว้าข้อมือมันเต็มแรง
กระชากขึ้นมาพร้อมสบถสั้น ๆ
“โง่”
จ้าวคุนยังไม่ทันสวน
พื้นกระดูกเบื้องล่างก็แยกออกดังสนั่น
โครม!
ซี่โครงช่วงอกด้านซ้ายทั้งแนวพังลงเผยโพรงลึกสีดำด้านใน
ไอเก่าแก่และลมเย็นจัดทะลักออกมาราวประตูพิภพเปิด
สือเหยียนร้องเตือนลั่นจากด้านล่าง
“ระวัง!”
อี้ซินไม่ลังเลแม้เสี้ยว
เขาเหวี่ยงจ้าวคุนลงไปยังพื้นลานด้านนอกก่อน
ร่างมันกลิ้งกระแทกพื้นหินหลายตลบ แต่ยังดีกว่าตกลงในโพรงกระดูกแน่
จากนั้นตัวเขาเองจึงถีบซี่โครงที่ยังยกค้างอยู่พุ่งถอยกลับ
ขณะร่างกำลังลอยกลางอากาศ
บางสิ่งในโพรงมืดด้านในกลับพลันลืมตา
ดวงตาคู่หนึ่ง
สีทองหม่น
ลึกยาวราวสัตว์โบราณ
เปิดขึ้นชั่วพริบตาในความมืด
อี้ซินเห็นมันชัด
แม้เพียงครู่เดียว
แต่โลหิตทั้งกายกลับเหมือนแข็งค้างวูบหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่ใช่แรงกดจากค่ายกล
หากเป็นสายตาของ “บางสิ่งที่ยังไม่ตายดี”
เขาตกลงพื้นด้านนอกในจังหวะต่อมา
ถอยสามก้าวจึงหยุด
ลมหายใจขาดช่วงไปหนึ่งเสี้ยว
หนิงเยว่อิงเข้ามาหยุดข้างเขาทันที
นางไม่ได้ถามว่าเห็นอะไร
แต่ดวงตางามเย็นคู่นั้นกลับจ้องโพรงที่เปิดออกภายในซากสัตว์เทวะไม่กะพริบ
สือเหยียนคว้าจ้าวคุนขึ้นมาผลักออกไปด้านหลัง
“ยังมีลมหายใจอยู่”
โจวเหอรีบพุ่งเข้ามาเกือบล้ม
“ศิษย์พี่! ศิษย์พี่!”
จ้าวคุนกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง
แขนขวามีรอยช้ำยาว
แต่หาได้สาหัสถึงตาย
อย่างไรก็ดี สีหน้าของมันเวลานี้ไม่เหลือความโอหังแม้แต่น้อยแล้ว
เพราะเมื่อครู่
มันเองก็เห็นดวงตาสีทองคู่นั้นเช่นกัน
ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
โพรงกระดูกที่เปิดออกยังพ่นไอเย็นและแรงกดโบราณขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
แสงวาบในส่วนลึกของกะโหลกชัดกว่าเดิม
และที่ก้นโพรงมืดนั้น บัดนี้ทุกคนเริ่มมองเห็นบางสิ่งแล้ว
มันคือ “แท่นหินกลม” อีกแท่นหนึ่ง
และบนแท่นนั้นมีสิ่งหนึ่งปักอยู่
เป็นวัตถุยาว
ดำ
หนา
ไร้ประกาย
มองไกล ๆ คล้ายแท่งเหล็กชิ้นใหญ่หรือเศษอาวุธโบราณบางอย่าง
แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกจากมันกลับกดอากาศทั้งลานให้หนักอึ้งขึ้นอย่างชัดเจน
หยกดาราในร่างของอี้ซินอุ่นจัดในทันที
สิ่งคล้ายไข่เต้นหนักหน่วงจนเขารู้สึกถึงแรงกระแทกใต้ซี่โครง
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นถึงขีดสุด
สามสิ่งในกายตอบรับพร้อมกันรุนแรงที่สุดนับแต่เข้าสู่แดนนี้มา
หนิงเยว่อิงมองวัตถุนั้นนิ่ง
แววตาเย็นสงบของนางพลันไหวสะเทือนเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน
แม้จะเพียงชั่วครู่
แต่อี้ซินก็มองเห็น
นางรู้จักมัน
หรืออย่างน้อย...นางก็รู้ว่ามันอันตรายเพียงใด
จ้าวคุนที่เพิ่งลุกขึ้นได้กึ่งนั่งกึ่งนอนหอบอยู่กับพื้น
แต่เมื่อมองเห็นวัตถุนั้น ดวงตาของมันก็ยังลุกวาวด้วยโลภะอย่างไม่ลด
สือเหยียนขมวดคิ้วแน่น
“ของนั่น...ไม่ควรเป็นเพียงเศษเหล็ก”
อี้ซินไม่ตอบ
เพราะแม้เขาจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แต่ในส่วนลึกของจิตกลับรับรู้อย่างรุนแรงแล้วว่า
สิ่งนั้นมิใช่ของที่ควรปล่อยให้ผู้ใดแตะต้องก่อนเขา
และคราวนี้...มันไม่ใช่ความโลภธรรมดา
หากเป็นความรู้สึกคล้ายบางสิ่งในชะตาตนกำลังเรียกหาอย่างแท้จริง