พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 29 บันไดลึกใต้พิภพ

    บันไดหินโบราณทอดดิ่งลงไปในความมืดลึก

    ยิ่งก้าวต่ำลง
    อากาศยิ่งเย็น
    หมอกยิ่งบาง
    แต่แรงกดที่แผ่ซึมอยู่ในทุกอณูของโถงกลับหนักขึ้นทีละส่วน
    ราวกับมิใช่เพียงพวกเขากำลังเดินลงใต้ดิน
    หากกำลังก้าวลึกเข้าสู่ “อีกชั้น” ของโลกที่ไม่ควรเปิดให้ผู้ใดแตะต้องง่าย ๆ

    ฝีเท้าของคนทั้งแปดดังแผ่วสม่ำเสมอ
    สะท้อนกลับมาจากผนังหินทั้งสองข้างเป็นจังหวะต่ำ
    ไม่มีผู้ใดพูดเสียงดังอีก
    เพราะแม้แต่คนอย่างจ้าวคุน เมื่อก้าวเข้ามาในบรรยากาศเช่นนี้ก็ยังต้องกดเสียงตนเองลงโดยไม่รู้ตัว

    สองข้างบันไดมีรูปสลักสัตว์โบราณเรียงรายทุกสิบกว่าขั้น
    บางตนคล้ายมังกร
    บางตนคล้ายวิหค
    บางตนคล้ายพยัคฆ์มีเขา
    บางตนคล้ายเต่าหินแบกภูผา
    ล้วนเก่าแก่ แตกบิ่น และมีรอยขีดข่วนจากกาลเวลา
    แต่แม้ชำรุดเพียงใด กลิ่นอายของความยิ่งใหญ่ในอดีตก็ยังมิได้จางหายไปเลย

    อี้ซินเดินนำหน้าสุด
    นัยน์ตาของเขาจับอยู่กับบันไดเบื้องหน้าและรูปสลักสองข้างทางอย่างสม่ำเสมอ
    หยกดาราในร่างบัดนี้อุ่นจัดขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกก็เต้นหนักแน่นเป็นจังหวะมั่นคง
    มิใช่เต้นร้อนรนหรือหวาดกลัว
    แต่เหมือนกำลังตอบรับ “บ้านเดิม” ของบางอย่างอยู่เงียบ ๆ

    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายเย็นจัด
    แต่ความเย็นนั้นกลับมิได้บาดลึกอย่างก่อนหน้าอีก
    คล้ายมันเริ่มนิ่งขึ้นทีละส่วน
    หรือบางที...อาจเป็นเพราะมันเองก็กำลัง “ฟัง” สถานที่แห่งนี้อยู่เช่นกัน

    หนิงเยว่อิงเดินเคียงเยื้องอยู่ด้านซ้ายของเขา
    แม้บาดแผลที่สีข้างยังไม่หาย
    แต่ฝีเท้าของนางกลับมั่นคงยิ่ง
    ปลายชายเสื้อสีเงินขาวพลิ้วแผ่วไปตามแรงลมเย็นจากส่วนลึก
    เส้นผมดำยาวที่หลุดจากปิ่นลงมาบางส่วนยิ่งขับให้ลำคอและใบหน้าของนางดูงามคมดุจหยกเย็น

    ยามแสงหม่นจากผลึกบนผนังตกกระทบดวงตาคู่นั้น
    นัยน์ตาเย็นลึกของนางกลับคล้ายมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่
    มิใช่ความหวั่น
    หากเป็นความทรงจำหรือความรู้บางอย่างที่นางยังไม่ยอมเปิดเผย

    สือเหยียนซึ่งเดินถัดลงไปหนึ่งช่วงตัว เหลือบมองนางกับอี้ซินสลับกันอยู่ครู่หนึ่ง
    แต่สุดท้ายก็ไม่เอ่ยแซวอันใด
    เพราะบรรยากาศในที่นี้กดความผ่อนคลายทั้งหลายให้หายไปเกือบหมดแล้ว

    ผ่านไปอีกราวหนึ่งร้อยขั้น
    บันไดหินจึงสิ้นสุดลงในที่สุด

    เบื้องหน้าปรากฏเป็นลานหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
    เพดานโถงสูงมากจนมองแทบไม่เห็นสุด
    มีผลึกหินขาวหม่นฝังอยู่เป็นระยะรอบผนัง
    ปล่อยแสงจางซีดลงมาจนทำให้ทั้งลานดูคล้ายถูกคลุมด้วยราตรีอมเทา

    และสิ่งแรกที่ทำให้ทุกคนหยุดนิ่งพร้อมกัน
    หาใช่ค่ายกลหรืออสูรไม่

    แต่เป็น “กระดูก”

    กระดูกมหึมาทอดยาวอยู่กลางลาน
    ยาวเกินยี่สิบจั้ง
    โค้งเลื้อยดุจแนวสันเขา
    ซี่กระดูกบางส่วนยกสูงขึ้นราวกำแพงขาวหม่น
    บางส่วนแตกหัก
    บางส่วนจมลึกลงไปในพื้นหิน

    มันมิใช่กระดูกมนุษย์
    มิใช่กระดูกอสูรทั่วไป
    และมิใช่โครงสัตว์ใดที่ผู้คนในกลุ่มเคยเห็นมาก่อน

    ส่วนที่ยังสมบูรณ์ที่สุดคือกะโหลก

    หัวกะโหลกนั้นใหญ่ราวตำหนักย่อม
    รูปทรงคล้ายมังกรแต่กว้างหนากว่า
    เขาทั้งสองข้างโค้งยาวไปด้านหลัง
    เบ้าตาลึกดำมืดประหนึ่งหลุมพิภพ
    ฟันเขี้ยวแต่ละซี่ขาวหม่น ยาวกว่าร่างคนเต็มวัย
    แม้เหลือเพียงซาก
    แต่เพียงมองก็รู้สึกเหมือนมีแรงกดดันหนักหน่วงแผ่ออกมาจากมันอยู่ตลอดเวลา

    หลินเซวียนถึงกับสูดลมหายใจแรง
    “นี่มัน...สัตว์อะไร”

    หานหลงซึ่งปกติกล้าหาญไม่เบายังขนลุกวาบไปทั้งแขน
    “ต่อให้ตายแล้ว...แรงกดยังน่ากลัวเพียงนี้”

    เยี่ยซูซินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
    นางเพ่งมองแนวซี่โครงที่ทอดยาวผ่านกลางลาน
    จากนั้นดวงตาก็หดเล็กลง

    “ดูที่กระดูกสันหลังมัน” นางกล่าวเบา ๆ “มีอักขระไหม้เกรียมฝังอยู่”

    ทุกคนหันมองตาม
    อี้ซินเองก็เห็นในครานั้น

    บนกระดูกสันหลังช่วงหนึ่งซึ่งแตกเปิดออก
    มีรอยอักขระโบราณหลายตัวไหม้เป็นสีดำฝังแน่นอยู่จริง
    คล้ายถูกผนึกไว้ตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิต
    และแม้เวลาจะผ่านมานานจนกระดูกส่วนอื่นซีดหม่น
    แต่อักขระเหล่านั้นกลับยังคงดำลึกประหนึ่งเพิ่งถูกไฟเผาไม่นาน

    หนิงเยว่อิงจ้องกะโหลกนั้นนิ่ง
    แววตาของนางไหววูบชัดกว่าคราก่อนหลายส่วน
    จากนั้นริมฝีปากบางจึงเอ่ยออกมาเบามาก

    “ไม่ผิด...”

    อี้ซินเหลือบมองนาง
    “ไม่ผิดอะไร”

    หนิงเยว่อิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง
    ก่อนตอบเพียงเท่าที่จำเป็น

    “ที่นี่ไม่ใช่เพียงเศษซากโถงทดสอบธรรมดา” นางว่า “แต่เคยเป็นที่ลงโทษหรือกักขังสัตว์เทวะตนหนึ่งจริง”

    จ้าวคุนดวงตาวาบ
    “สัตว์เทวะ?”

    คำสองพยางค์นี้เหมือนกระแทกใจทุกคนพร้อมกัน

    หากกล่าวถึงอสูรหรือสัตว์อสูร คนทั่วไปย่อมยังจินตนาการได้อยู่บ้าง
    แต่ “สัตว์เทวะ” กลับเป็นสิ่งที่อยู่เหนือภาพฝันของผู้ฝึกยุทธ์ชั้นล่างอย่างพวกเขาเกินไป
    เป็นสิ่งมีชีวิตที่แม้เพียงเอ่ยนาม คนส่วนใหญ่ก็ใช้คำว่า “ตำนาน” ปิดท้ายเสมอ

    สือเหยียนหรี่ตา
    “เจ้ามั่นใจ?”

    หนิงเยว่อิงไม่ตอบคำถามนั้นตรง ๆ
    เพียงเดินเข้าใกล้กะโหลกยักษ์อีกสองก้าว
    ยามนางหยุดยืนตรงซี่ฟันเขี้ยวสีขาวหม่น ความงามเย็นของนางกลับยิ่งดูเล็กและบอบบางเมื่อเทียบกับซากสัตว์ยักษ์เบื้องหน้า
    แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังเด่นดั่งจันทร์เย็นกลางทะเลกระดูก

    “กระดูกเช่นนี้” นางกล่าวช้า ๆ “สัตว์อสูรชั้นต่ำไม่มีทางเหลือแรงกดไว้ได้ถึงบัดนี้”
    “และอักขระผนึกบนสันหลัง...มิใช่สิ่งที่แดนทดสอบของศิษย์ทั่วไปจะใช้”

    อี้ซินมองซากสัตว์ยักษ์ตรงหน้า
    ในอกของเขา สิ่งคล้ายไข่เต้นถี่ขึ้นชัดเจน
    หยกดาราเองก็อุ่นเรื่อยกว่าเดิมมาก
    ราวกับพลังบางอย่างในสถานที่นี้กำลังซึมเข้าสู่ตัวเขาทีละส่วน

    จากใต้ลมหายใจ
    เขาคล้ายได้กลิ่นโลหิตโบราณอ่อนจาง
    ทั้งที่กลางลานมีเพียงกระดูกแห้งและหินเก่า

    “ดูตรงปากมัน” สือเหยียนกล่าวขึ้นกะทันหัน

    ทุกคนหันมองพร้อมกัน

    ภายในกะโหลกที่อ้าค้างนั้น
    ลึกเข้าไปหลังแนวเขี้ยว มีแสงสีครามหม่นวูบหนึ่ง

    ไม่ใช่เปลวไฟ
    ไม่ใช่ผลึก
    แต่เหมือน “อะไรบางอย่าง” ส่องสะท้อนจากส่วนลึกของโพรงกระดูก

    โจวเหอหายใจแรงขึ้น
    “สมบัติ!”

    จ้าวคุนเองก็ดวงตาลุกวาวในทันที

    ต่อให้ไม่มีผู้ใดบอก
    ทุกคนก็รู้แล้วว่าของสิ่งนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่

    แต่คราวนี้ไม่มีใครรีบพุ่งออกไปอย่างโง่งม
    เพราะผ่านมาถึงระดับนี้แล้ว
    ผู้ใดก็เข้าใจว่า ของล้ำค่าย่อมไม่มีทางวางรอให้หยิบง่าย ๆ

    อี้ซินกวาดตามองรอบลานอีกครั้ง

    เงียบเกินไป
    ไร้หุ่นหิน
    ไร้มือกระดูก
    ไร้อสูร
    มีเพียงซากสัตว์มหึมาตนนี้กับแสงวาบในโพรงกะโหลก

    ความเงียบเช่นนี้น่ากลัวยิ่งกว่าศึกตรงหน้าเสียอีก

    เขาจึงก้มลงหยิบเศษหินก้อนหนึ่งจากพื้น
    แล้วโยนตรงไปยังกะโหลกสัตว์เทวะ

    ก้อนหินพุ่งผ่านอากาศ
    กระทบเขี้ยวซี่หนึ่งดังแกร๊ก
    กลิ้งหล่นเข้าไปในโพรงมืด
    แล้วหายเงียบไป

    ไม่มีค่ายกลเปิด
    ไม่มีสัตว์ตื่น
    ไม่มีแรงสะท้อน

    จ้าวคุนยิ้มเย็นทันที
    “เจ้าเริ่มกลัวเกินเหตุแล้ว”

    อี้ซินไม่ตอบ
    เพียงหยิบเศษหินอีกก้อนแล้วโยนไปยัง “พื้นด้านซ้าย” ของซากกะโหลกแทน

    แกรก

    เสียงคราวนี้เบามาก
    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนเย็นวาบทั้งตัว

    พื้นหินด้านซ้ายพลันยุบลงครึ่งคืบ
    จากนั้นซี่โครงสามซี่ทางฝั่งเดียวกันก็ขยับช้า ๆ
    ราวมีบางอย่างใต้พื้นกำลังตอบสนอง

    เสียงกระดูกเสียดสีกันดัง
    แกรก...แกรก...

    ซี่โครงทั้งแนวค่อย ๆ ยกขึ้นแล้วลดลงอีกครั้ง

    หลินเซวียนหน้าซีด
    “มันยังมีค่ายกลควบคุมอยู่จริง”

    อี้ซินพยักหน้าเล็กน้อย
    แล้วหันไปมองหนิงเยว่อิง

    “เจ้ามองออกหรือไม่”

    หนิงเยว่อิงมิได้ตอบในทันที
    นางเพียงก้าวออกจากกลุ่มช้า ๆ จนไปหยุดที่ข้างซี่โครงส่วนหน้า
    จากนั้นก็ก้มมองพื้นหินใต้กระดูกยักษ์อยู่ครู่หนึ่ง

    อี้ซินสังเกตนางเงียบ ๆ

    ยามอยู่ใกล้ซากสัตว์เทวะเช่นนี้
    ความงามของหนิงเยว่อิงกลับยิ่งเย็นยิ่งลึกขึ้นอีกอย่างประหลาด
    ใบหน้าขาวซีดของนางใต้แสงผลึกหม่นดูราวกับหิมะบนยอดเขาเก่าพันปี
    เส้นผมดำยาวบางส่วนปลิวผ่านบ่า
    ขับให้ลำคอขาวระหงนั้นยิ่งเด่น
    แม้มีผ้าพันแผลอยู่ใต้แขนเสื้อสีเงินขาว
    ทว่ากิริยาของนางยังสง่าจนผู้คนละสายตาได้ยาก

    แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของอี้ซินยิ่งกว่าความงาม
    กลับเป็น “ความนิ่ง” ของนาง

    นิ่งเกินสตรีทั่วไป
    นิ่งเกินศิษย์ทั่วไป
    นิ่งราวกับคุ้นชินกับกลิ่นอายของสถานที่เช่นนี้มานาน

    หนิงเยว่อิงยกมือขึ้นแตะซี่โครงสัตว์เทวะเบา ๆ
    จากนั้นกล่าวช้า ๆ

    “พื้นใต้กระดูกนี้กลวง”

    สือเหยียนขมวดคิ้ว
    “มีโพรงอีกชั้น?”

    “อาจเป็นทางลง” นางตอบ “หรืออาจเป็นหลุมผนึก”

    จ้าวคุนมองแสงลึกลับในโพรงกะโหลกอีกครั้ง
    แล้วตัดสินใจในที่สุด

    “ข้าจะเข้าไปดู”

    พูดจบ มันก็พุ่งออกไปทันที

    โจวเหอร้องลั่น “ศิษย์พี่!”

    แต่ก็ไม่ทันแล้ว

    จ้าวคุนก้าวขึ้นบนซี่โครงซากสัตว์เทวะอย่างรวดเร็ว
    ใช้ฝีเท้าเบากว่ายามก่อนชัดเจน
    สองก้าวถึงอก
    สามก้าวถึงโคนคอ
    จากนั้นก็ถีบตัวหมายจะพุ่งเข้าปากกะโหลกโดยตรง

    ดวงตาของอี้ซินเย็นวาบในทันที

    เร็วเกินไป
    และเงียบเกินไป

    ขณะจ้าวคุนแตะขอบฟันเขี้ยวซี่แรก
    อักขระไหม้เกรียมบนกระดูกสันหลังทั้งแนวยาวก็พลันสว่างแดงขึ้นพร้อมกัน

    ครืนนนน—

    เสียงต่ำลึกดังออกมาจากส่วนลึกใต้พื้นหิน
    กดอกคนทั้งลานจนหายใจสะดุด

    จ้าวคุนหน้าเปลี่ยนสีทันที
    มันรู้แล้วว่าพลาด
    แต่ยังไม่ทันถอย รอยอักขระสีแดงเข้มก็พุ่งลามขึ้นตามกระดูกทั้งร่างดุจโลหิตกำลังไหล

    ซี่โครงมหึมาทุกซี่พลันยกตัวขึ้นพร้อมกัน!

    จ้าวคุนที่อยู่บนร่างกระดูกเสียหลักในทันที
    ร่างของมันสะบัดไถลไปตามสันกระดูกอย่างน่าอันตราย
    หากตกลงผิดมุม แม้ไม่ตายก็ย่อมถูกซี่กระดูกคมเสียบทะลุแน่

    อี้ซินไม่แม้แต่จะด่า
    ร่างทั้งร่างวูบออกไปในทันที

    ครานี้เขาใช้ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าเร็วกว่าเดิมอีกชั้น
    มิใช่เพราะอยู่ ๆ ก็เร็วขึ้นแบบไร้เหตุ
    แต่เพราะหยกดาราในร่างตอบสนองกับค่ายกลบนกระดูกอย่างชัดเจน
    รอยเส้นฝีเท้าในจิตจึงยิ่งชัด
    ทุกก้าวแทรกผ่านระหว่างการยกขึ้นของซี่โครงได้พอดิบพอดีราวรู้ทางมาก่อน

    หนึ่งก้าวขึ้นซี่โครงล่าง
    อีกก้าวเฉียงขึ้นสันหลัง
    ก้าวที่สามก็ถึงใกล้จ้าวคุนแล้ว

    จ้าวคุนกำลังเกาะกระดูกซี่หนึ่งไว้แน่น
    เท้าด้านล่างไร้หลักรองรับ
    สีหน้าซีดเขียวอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    มันเห็นอี้ซินมาถึงก็แววตาสั่นวูบ
    ทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งยากจะเชื่อ

    อี้ซินคว้าข้อมือมันเต็มแรง
    กระชากขึ้นมาพร้อมสบถสั้น ๆ

    “โง่”

    จ้าวคุนยังไม่ทันสวน
    พื้นกระดูกเบื้องล่างก็แยกออกดังสนั่น

    โครม!

    ซี่โครงช่วงอกด้านซ้ายทั้งแนวพังลงเผยโพรงลึกสีดำด้านใน
    ไอเก่าแก่และลมเย็นจัดทะลักออกมาราวประตูพิภพเปิด

    สือเหยียนร้องเตือนลั่นจากด้านล่าง
    “ระวัง!”

    อี้ซินไม่ลังเลแม้เสี้ยว
    เขาเหวี่ยงจ้าวคุนลงไปยังพื้นลานด้านนอกก่อน
    ร่างมันกลิ้งกระแทกพื้นหินหลายตลบ แต่ยังดีกว่าตกลงในโพรงกระดูกแน่

    จากนั้นตัวเขาเองจึงถีบซี่โครงที่ยังยกค้างอยู่พุ่งถอยกลับ

    ขณะร่างกำลังลอยกลางอากาศ
    บางสิ่งในโพรงมืดด้านในกลับพลันลืมตา

    ดวงตาคู่หนึ่ง
    สีทองหม่น
    ลึกยาวราวสัตว์โบราณ
    เปิดขึ้นชั่วพริบตาในความมืด

    อี้ซินเห็นมันชัด
    แม้เพียงครู่เดียว
    แต่โลหิตทั้งกายกลับเหมือนแข็งค้างวูบหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้

    ไม่ใช่แรงกดจากค่ายกล
    หากเป็นสายตาของ “บางสิ่งที่ยังไม่ตายดี”

    เขาตกลงพื้นด้านนอกในจังหวะต่อมา
    ถอยสามก้าวจึงหยุด
    ลมหายใจขาดช่วงไปหนึ่งเสี้ยว

    หนิงเยว่อิงเข้ามาหยุดข้างเขาทันที
    นางไม่ได้ถามว่าเห็นอะไร
    แต่ดวงตางามเย็นคู่นั้นกลับจ้องโพรงที่เปิดออกภายในซากสัตว์เทวะไม่กะพริบ

    สือเหยียนคว้าจ้าวคุนขึ้นมาผลักออกไปด้านหลัง
    “ยังมีลมหายใจอยู่”

    โจวเหอรีบพุ่งเข้ามาเกือบล้ม
    “ศิษย์พี่! ศิษย์พี่!”

    จ้าวคุนกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง
    แขนขวามีรอยช้ำยาว
    แต่หาได้สาหัสถึงตาย
    อย่างไรก็ดี สีหน้าของมันเวลานี้ไม่เหลือความโอหังแม้แต่น้อยแล้ว

    เพราะเมื่อครู่
    มันเองก็เห็นดวงตาสีทองคู่นั้นเช่นกัน

    ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

    โพรงกระดูกที่เปิดออกยังพ่นไอเย็นและแรงกดโบราณขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
    แสงวาบในส่วนลึกของกะโหลกชัดกว่าเดิม
    และที่ก้นโพรงมืดนั้น บัดนี้ทุกคนเริ่มมองเห็นบางสิ่งแล้ว

    มันคือ “แท่นหินกลม” อีกแท่นหนึ่ง
    และบนแท่นนั้นมีสิ่งหนึ่งปักอยู่

    เป็นวัตถุยาว
    ดำ
    หนา
    ไร้ประกาย

    มองไกล ๆ คล้ายแท่งเหล็กชิ้นใหญ่หรือเศษอาวุธโบราณบางอย่าง
    แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกจากมันกลับกดอากาศทั้งลานให้หนักอึ้งขึ้นอย่างชัดเจน

    หยกดาราในร่างของอี้ซินอุ่นจัดในทันที
    สิ่งคล้ายไข่เต้นหนักหน่วงจนเขารู้สึกถึงแรงกระแทกใต้ซี่โครง
    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นถึงขีดสุด

    สามสิ่งในกายตอบรับพร้อมกันรุนแรงที่สุดนับแต่เข้าสู่แดนนี้มา

    หนิงเยว่อิงมองวัตถุนั้นนิ่ง
    แววตาเย็นสงบของนางพลันไหวสะเทือนเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน
    แม้จะเพียงชั่วครู่
    แต่อี้ซินก็มองเห็น

    นางรู้จักมัน
    หรืออย่างน้อย...นางก็รู้ว่ามันอันตรายเพียงใด

    จ้าวคุนที่เพิ่งลุกขึ้นได้กึ่งนั่งกึ่งนอนหอบอยู่กับพื้น
    แต่เมื่อมองเห็นวัตถุนั้น ดวงตาของมันก็ยังลุกวาวด้วยโลภะอย่างไม่ลด

    สือเหยียนขมวดคิ้วแน่น
    “ของนั่น...ไม่ควรเป็นเพียงเศษเหล็ก”

    อี้ซินไม่ตอบ

    เพราะแม้เขาจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
    แต่ในส่วนลึกของจิตกลับรับรู้อย่างรุนแรงแล้วว่า
    สิ่งนั้นมิใช่ของที่ควรปล่อยให้ผู้ใดแตะต้องก่อนเขา

    และคราวนี้...มันไม่ใช่ความโลภธรรมดา

    หากเป็นความรู้สึกคล้ายบางสิ่งในชะตาตนกำลังเรียกหาอย่างแท้จริง

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน