เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เจ็ดสิบสอง ฮองไทเฮาพอใจ

     

    บทที่ เจ็ดสิบสอง

     

    เรือนไม้ไผ่หลบเร้นอยู่หลังพุ่มไม้แดงเพลิงที่กำลังผลิบานเต็มที่ร่างสตรีในชุดผ้าฝ้ายบางแนบกายสีน้ำตาลแดงเคลื่อนพลิ้วไหวภายใต้ท่วงท่าที่งดงามมีพลังแฝงนั้นคือลมหายใจที่มั่นคงเบื้องหลังหลิวชิงเซียงคือสวนหลังตำหนักฟู่ตงแม้ไม่ใหญ่โตนักแต่กลับเงียบสงบและร่มรื่นพอเป็นที่ฝึกซ้อมกระบี่ในทุกวัน

    หญิงสาวก้มมองปลายเท้าเล็กน้อยหลังท่วงท่าจบลงขอบคิ้วมีเหงื่อซึม ทว่าดวงตากลับเป็นประกาย แม้หลังจากพิธีต้อนรับคณะทูตเสร็จสิ้นตำหนักกว่างเจวี๋ยไม่ใช้งานสนามฝึกวางให้นางกลับไปซ้อม หากแต่เพราะเวลานี้เมืองหลวงยังกำลังต้อนรับคณะทูตจากเฉาหนานนางจึงขอเลือกอยู่เงียบๆ ไม่ออกนอกตำหนักให้หวาดระแวงจะดีกว่าจึงเลือกสวนหลังห้องนอน

    “หลี่ผินเจ้าคะ พักสักครู่เถิดเจ้าค่ะ” เสียงอิงหลานเอ่ยอย่างอ่อนโยนพลางยื่นผ้าซับเหงื่อที่พับเรียบมาให้พร้อมมืออีกข้างคอยพัดใบพัดไหมประณีตด้านหลังคือฟ่านหรูที่ถือถาดไม้ขัดเงาซึ่งมีชาและขนมงาถั่วลิสงกรอบวางเรียงเป็นชิ้นบางสวย

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าหย่อนกายลงที่ม้านั่งไม้ใต้ศาลาโล่งข้างสวนฝ่ามือเช็ดเหงื่อแล้วหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมาเคี้ยว ดวงตายังทอดมองใบไม้ที่ปลิวไหวอยู่ตรงหน้า“วันนี้มีเรื่องอะไรภายนอกตำหนักหรือไม่?” นางเอ่ยถามอย่างทุกที

    อิงหลานส่งยิ้มก่อนจะลดพัดลง“มีเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าเช้านี้คณะทูตจากเฉาหนานเข้าพบฝ่าบาทอีกแล้วเจ้าค่ะท่าทางจะเป็นเรื่องเจริญไมตรีระหว่างแคว้นด้านองค์ชายใหญ่จากเฉาหนานก็มาด้วยเจ้าค่ะ ที่ผ่านมาก็เข้าเฝ้าไม่ขาดเลย”

    ฟ่านหรูผู้ยังยืนถือถาดอยู่ก็รีบกล่าวเสริม“ยังได้ยินในตำหนักข้างๆ พูดกันว่าเวลานี้ฝ่าบาทให้ต้อนรับเต็มที่เจ้าค่ะทั้งมอบตำหนักให้อยู่อาศัยในวังจากที่อยู่ที่จวนเขตตะวันออกของต้าเหว่ยและจัดขันทีชั้นสูงดูแลไม่ให้ขาดตกบกพร่อง”

    หลิวชิงเซียงไม่ได้กล่าวอะไรเพียงเคลื่อนไหวช้าๆ หยิบชาขึ้นจิบ

    “ส่วนองค์หญิงสาม..กงเจาอวี่นั้น เห็นว่าวันนี้เสด็จไปอยู่กับฮองไทเฮาและสองไท่เฟยแต่เช้าเลยเพคะใครๆ ผ่านขบวนเจอนางเมื่อคราวเข้าเฝ้ารับพระโอวาทเมื่อตอนเช้าต่างกล่าวว่ารูปโฉมนั้นงามหมดจดเสมือนนางฟ้าทั้งนางกำนัลคนหนึ่งเล่าให้หม่อมฉันว่า..”

    อิงหลานหลุดคำไปแล้วชะเง้อไปมาเล็กน้อยคล้ายไม่มั่นใจนักก่อนจะลดเสียงลงอีกหนึ่งระดับ “ฮองไทเฮาชื่นชมองค์หญิงสามมากเพคะบอกว่าไม่เพียงโฉมงามแต่กิริยาก็สง่า ทั้งยังเชี่ยวชาญวาดภาพ เล่นดนตรีสนทนากับไท่เฟยยังสามารถกล่าววาจากลอนบทหนึ่งได้ทันที จนฮองไทเฮาทรงเอ่ยว่าหากได้มาอยู่ข้างพระองค์จะชื่นใจยิ่ง”

    หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากนิดแล้วก็วางถ้วยชาในมือลง“ข้าคิดอยู่แล้วว่าองค์หญิงผู้นั้นย่อมมิใช่คนธรรมดา”

    ฟ่านหรูที่ยืนประสานมืออยู่ด้านข้างขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเล่าเสริม“มีนางกำนัลผู้หนึ่งที่อยู่ปรนนิบัติตอนที่เสด็จอุทยานหลวงได้ยินเสียงเหลียงไท่เฟยเอ่ยรับคำฮองไทเฮาว่า ‘เช่นนั้นก็มิใช่ว่าทำไม่ได้ดอกเพคะฮองไทเฮาขึ้นอยู่กับองค์หญิงสามแล้วจะเลือกเช่นไร’ พอได้ยินเช่นนี้พวกบ่าวพากันซุบซิบว่าน่าจะหมายถึงเรื่องวังหลังเจ้าค่ะว่าจะให้มาอยู่ข้างกายฮองไทเฮาได้อย่างไร..”

    หลิวชิงเซียงยกคิ้วน้อยๆแต่ยังไม่กล่าวออกมา จังหวะนั้นอิงหลานจึงส่ายหน้าเบาๆ “ที่แปลกคือองค์หญิงกงเจาอวี่ไม่เอ่ยอะไรเลยเพคะ เพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้ปฏิเสธหรือรับคำแต่นั่นกลับทำให้ฮองไทเฮาชอบนางมากกว่าเดิมอีก ท่าทางจะประทับใจยิ่ง”

    นางกำนัลทั้งสองสบตากันแวบหนึ่งก่อนฟ่านหรูจะเป็นผู้กล่าวต่อด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “นายหญิงเจ้าคะแต่หม่อมฉันไม่เข้าใจนักเหตุใดผู้คนจึงพากันซุบซิบเรื่องนี้ประหนึ่งว่าเป็นเรื่องใหญ่ทั้งที่ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น”

    หลิวชิงเซียงเพียงยกมือเรียวงามขึ้นหยิบขนมอีกชิ้นขึ้นมากินช้าๆท่าทางคล้ายไม่คิดอะไร ทว่าหลังม่านตาสีดำสนิทนั้นกลับเคลื่อนไหวบางสิ่งนางเคี้ยวขนมกรุบกรอบ ก่อนเอื้อมหยิบผ้าซับริมฝีปากและกล่าวเพียงเสียงเบา “ยิ่งนิ่งยิ่งน่ากลัว ดั่งเงาใต้น้ำมองไม่เห็นแต่ยากจะคาดเดา”

    อิงหลานและฟ่านหรูต่างมองหน้ากันเล็กน้อยทั้งสองมิกล้าถามต่อ แต่หลิวชิงเซียงรู้ดี คำว่าประสงค์ให้องค์หญิงจากต่างแคว้นมาอยู่ข้างกายนั้นมีความหมายแฝงมากเพียงใดแม้เพียงวาจาที่ไม่ได้กล่าวตรงก็สามารถโยงไปถึงสถานะในตำหนักใน หรือแม้กระทั่งฐานะฮองเฮาในวันหน้าหากฮองไทเฮาเป็นผู้ผลักดันแล้วเหล่าไท่เฟยร่วมขานรับเรื่องเช่นนี้แม้เป็นแคว้นต่างแดนหากมีจุดหมายร่วมก็อาจกลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น

    ...

    ม่านปักสะบัดไหวจากแรงมือที่ผลักเปิดอย่างรวดเร็วนางกำนัลสองคนที่ประจำอยู่หน้าตำหนักอวิ๋นหลานเบิกตาเล็กน้อย ก่อนจะโค้งตัวถอยหลังอย่างรู้หน้าที่ประตูบานใหญ่บานหนึ่งยังค้างอยู่เพราะแรงที่เปิดจนสุด ม่านขลิบทองแขวนระย้าแกว่งเล็กน้อยกลางอากาศก่อนที่เสียงปลายเท้าจะเหยียบพื้นไม้เป็นจังหวะถี่นางกำนัลคนหนึ่งลนลานวิ่งไปด้านในเพื่อรายงานขณะที่จี้ผินผู้ร้อนรนยังคงทรงตัวแน่วในชุดคลุมผ้าโปร่งสีงาช้างเงากายงามสะท้อนบนแผ่นกระจกหยกที่ตั้งขนาบข้างบันไดหิน

    “เจ้ามาเสียที!” เสียงนางเบาแต่หนักแน่นขณะสายตาเฉียบคมมองร่างระหงผู้ที่เดินเข้ามาช้าๆ อย่างสง่างาม

    หนิงผินมาในชุดคลุมสีม่วงอมเทาเส้นผมจัดมวยสูงประดับปิ่นอัญมณีฟ้ารูปลายปักษาสยายปีกสตรีผู้นี้มักจงใจแต่งตัวเรียบหรูแต่แฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์ทุกอณู แม้ในยามถูกเรียกตัวอย่างเร่งร้อนนางยังไม่ยอมเสียกิริยางามเลยแม้แต่น้อย

    “เจ้าส่งคนมาว่าเร่งด่วนพอมาแล้วกลับไม่พูดอะไรอีก” หนิงผินเอ่ยขึ้นขณะก้าวพ้นธรณีประตูด้านในเสียงนุ่มแต่ทว่าเย็นเยียบ

    จี้ผินเหลือบตามองนางกำนัลที่ยังยืนประจำอยู่โดยรอบแล้วจึงโบกมือรวดเร็ว “พวกเจ้าออกไปให้หมด” เหล่านางกำนัลพากันก้มตัวรับคำแล้วทยอยออกไปโดยไม่ต้องให้ย้ำคำอีกครั้งบานประตูปิดลงเบาๆ จากนั้นบรรยากาศในห้องโถงก็กระชับตึงขึ้นมาทันที เหลือเพียงนางกำนัลคนสนิทของจี้ผินก้าวถอยไปยืนนิ่งเงียบด้านหนึ่งไม่ปริปากเอ่ยแม้แต่ครึ่งคำ

    จี้ผินก้าวเข้าหาโต๊ะกลมวางน้ำชาแล้วหยิบถ้วยชาของตนมาถือไว้ดวงหน้างามที่ผ่านการแต่งแต้มระเรื่อดูหม่นมัวเล็กน้อยเพราะความครุ่นคิดฝ่ามือหนึ่งยังกำชายเสื้อคลุมแน่นขณะหันมามองหนิงผิน “เจ้าคงยังไม่รู้ว่าวันนี้ฮองไทเฮาตรัสอันใดบ้างถึงยังเบาใจเช่นนี้”

    หนิงผินเลิกคิ้วก่อนจะค่อยๆหรี่ตาลง “ข่าวใหม่หรือ? ข้าไม่อยู่กับเหล่าไท่เฟยช่วงสายจึงยังมิทราบ”

    จี้ผินหัวเราะในลำคอดวงตาเปล่งประกายเยียบเย็นขึ้นทันตา “แล้วเจ้าจะตกใจเสียให้ได้เมื่อรู้ว่าวังหลังกำลังครึกโครมเพราะคำตรัสเพียงประโยคหนึ่งของฮองไทเฮา”

    หนิงผินขยับตัวน้อยๆ“เจ้าอย่าอ้อมค้อมเสียให้มากบอกมาเถอะ”

    จี้ผินหยิบพัดแพรเล็กขึ้นมากางคลี่ช้าๆคล้ายต้องการถ่วงเวลาทั้งที่ใจพลุ่งพล่านเต็มกลั้น “ฮองไทเฮาตรัสต่อหน้าทุกคนว่าชื่นชมองค์หญิงสามแห่งเฉาหนานอย่างมาก ว่าทั้งโฉมงาม ทั้งกิริยาพร้อมทั้งรอบรู้ความสามารถคู่ควรแก่การอยู่เคียงข้าง..พระนาง”

    “อยู่เคียงข้างพระนาง?” หนิงผินทวนเสียงต่ำก่อนค่อยๆกำมือขวาแน่นขึ้นบนตัก ลำคอเพรียวระหงสั่นวาบโดยมิอาจควบคุมได้ “แล้วเหลียงไท่เฟยก็สนับสนุนหรือ?”

    “แน่นอน” จี้ผินตอบพลางหัวเราะเสียงเบา “ในเมื่อนางเห็นแก่ผลประโยชน์เป็นหลักเฉินผินที่เคยหนุนหลังก็ถูกปลดจนตกลำดับไปตั้งแต่ต้นเพราะล่วงเกินหลี่ผินนางจะไม่ผูกเส้นใหม่ได้อย่างไร”

    “แล้ว..ก่อนนี้..ช่างเถอะ” หนิงผินถอนหายใจเฮือกแผ่วเพราะก่อนนี้คล้ายว่าเหลียงไท่เฟยจะอยู่ข้างพวกนางนัยน์ตาดำสนิทสะท้อนแสงอำพันจากโคมไฟสีอ่อนเหนือหัว “พวกเราจะทำเช่นไรเวลานี้หลี่ผินก็ยังไม่อาจกำจัดนางยิ่งได้หน้าขึ้นอีกหลังวันพิธีต้อนรับนั่นที่นางชนะการประลอง ยิ่งยากจะกำราบ”

    จี้ผินก้มหน้าลงเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดอยู่ภายใต้ความสงบกลับรู้สึกถึงแรงปะทะทางอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอกนางไม่หยุด “เรื่องนี้..จนป่านนี้ฝ่าบาทยังมิได้พระราชทานรางวัลใดให้นางเลย เจ้าสังเกตหรือไม่? ไม่แน่อาจจะไม่ใช่สิ่งของ..”

    หนิงผินเบิกตา“มิใช่สิ่งของแล้วจะเป็นอะไร..หรือว่า..” เสียงนางหายไปปลายคำขณะที่ดวงตาเปล่งวาบขึ้นด้วยความตกใจ

    จี้ผินยกมือขึ้นแตะขอบพัดเล็กอย่างใจเย็นคลี่ยิ้มที่หาได้แฝงความอ่อนโยนไม่ “ช่างเถอะสำหรับหลี่ผินเรื่องนั้นยังไม่แน่..แต่สำหรับองค์หญิงสามหากนางได้เข้าวังจริงมีหรือจะไม่ยืนในฐานะพระชายาตั้งแต่ต้นยิ่งคนอย่างฮองไทเฮาคงมิหยุดแค่การชื่นชมแน่”

    “เป็นพระชายา..” หนิงผินพึมพำเสียงขื่นเงารอยยิ้มบางเบาแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเร้นลึกในดวงตา “นั่นเท่ากับว่าเหยียบหัวสนมทั้งวังหลังพวกเราเวลานี้ยังอยู่ลำดับผินเป็นสนมเท่านั้นถ้านางมาเป็นชายาวันหน้านางจะได้เข้าร่วมฉากหน้าโดยไม่มีใครแก่งแย่งได้”

    “ก็เช่นนั้น” จี้ผินพยักหน้ายืนยัน “ลองคิดดูสิ วังหลังที่มีสนมนับร้อยกี่คนฝ่าฟันมาเท่าไร เพื่อให้ได้ตำแหน่ง แต่ก็ไม่มีใครได้ขึ้นเป็นชายา..หากองค์หญิงกงเจาอวี่ก้าวเข้ามาในฐานะพระชายาใครเล่าจะกล้าแตะต้องนางได้”

    หนิงผินส่ายหน้าเค้นเสียงเบา“แต่ฝ่าบาทก็ไม่เคยแสดงท่าทีใดเลยไม่มีคำชม ไม่เคยให้มีโอกาสสนทนากันสองต่อสองด้วยซ้ำข้ามิเคยได้ยินว่าแม้แต่คำเดียวที่แสดงว่าทรงประทับใจองค์หญิงสาม”

    ผู้ฟังเบนสายตาไปทางผ้าม่านบางสีควันหมึกเบื้องหลัง“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในวังนี้สิ่งที่ตกลงกันจริงๆ มิได้เกิดในห้องโถงที่เรายืนอยู่เสมอหรอก” นางเว้นวรรค ก่อนจะโน้มตัวเล็กน้อย “และการที่คณะทูตเดินทางมาโดยมีราชวงศ์มาด้วยทั้งองค์ชายใหญ่องค์หญิงสามแห่งเฉาหนานเจ้ายังคิดอีกหรือว่าไม่มีอะไรแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง?”

    หนิงผินนิ่งงันสีหน้าซับซ้อนประหนึ่งกลืนคำพูดไม่ลง จี้ผินขยับตัวอย่างมั่นคง “องค์ชายใหญ่มีโอกาสสูงมากจะได้เป็นรัชทายาทเฉาหนานผู้คู่ควรมีแต่องค์หญิงเล่อเยว่ แต่แต่งออกไปแล้ว ไม่มีใครเหมาะสมอีกเหลือแต่องค์หญิงสามกงเจาอวี่ซึ่งเป็นที่โปรดปราน งดงามเป็นหนึ่ง ถ้าไม่ใช่นาง..จะเป็นใครอีก?”

    ในความเงียบที่แผ่ปกคลุมอยู่หนิงผินค่อยๆ หันกลับมามองหน้าอีกฝ่าย แววตาฉายความลังเล “เช่นนั้น..เราจะทำสิ่งใดได้หรือ? จะให้เราเข้าร่วมกับหลี่ผินหรืออย่างไรหวังจะใช้ความโปรดปรานของนางหยุดเรื่องนี้กับฝ่าบาท?”

    “ใครว่าเราจะเข้าร่วม” จี้ผินหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนแค่นหัวเราะเย็น“เราต้องให้ทั้งสองฝ่าย..ขัดแย้งกันเองต่างหาก” หนิงผินเบิกตาน้อยๆสีหน้าฉายความตกใจเล็กน้อย “ให้พวกนางสู้กันใครชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ สำคัญคือพวกนางจะต้องบอบช้ำ” จี้ผินว่าพลางสะบัดพัดเบาๆดวงหน้าสะท้อนแสงสีอำพันจากโคมไฟพลิ้วขึ้นเป็นเงา

    หนิงผินเงียบไปครู่หนึ่งค่อยๆ สบตากับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าคิดหนัก “แต่ตอนนี้หลี่ผินเอาแต่เก็บตัวอยู่ในตำหนักจะให้ยื่นหน้าออกมา เจ้าจะทำอย่างไร?”

    จี้ผินคลี่ยิ้มช้าๆฝ่ามือประสานเข้าหากันใต้แขนเสื้อยาว “ไม่ออกวันนี้วันหน้าก็ต้องออก จะอยู่แต่ในตำหนักฟู่ตงตลอดได้อย่างไร เจ้าอย่าลืมงานล่าสัตว์..”

    ...

    พื้นหินหยกแวววาวสะท้อนเงาร่างสูงในชุดฉลองพระองค์ไหมทองร่างของบุรุษผู้แบกแผ่นดินทั้งผืนไว้บนบ่ากำลังก้าวมาถึงตำหนักฉือหนิงตามคำเรียกของสตรีผู้มีฐานะสูงส่งในวังหลัง

    โม่เหวินหานหยุดยืนอยู่ที่โถงด้านนอกหน้าประตูไม้ชาดแกะลายเมฆาและเถาวัลย์ปิดสนิทมีเพียงแสงจากโคมกระเบื้องเคลือบสีฟ้ารูปนกกระเรียนที่แขวนอยู่รอบเสาหลักสะท้อนเป็นเงาจางบนพื้น ไม่ไกลกันคือพุ่มดอกไม้ซึ่งเพิ่งเริ่มเบ่งบานปลายกลีบสีชมพูแก่ระเรื่อถูกจัดเรียงไว้เป็นแนวตลอดสองฝั่งทางเดิน

    แต่ก่อนจะได้เอ่ยเรียกขันทีประจำตำหนักเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน เสียงดีดสายกู่ฉินกังวานสะท้อนผ่านอากาศเป็นระลอกประหนึ่งสายน้ำไหลหลากบทบรรเลงแรกเริ่มยังเบาและขาดห้วง แล้วจึงค่อยๆ กลมกล่อมแฝงอารมณ์ละเอียดลึกดั่งคลื่นใต้ผืนน้ำ ใบหน้าเย็นชาของบุรุษค่อยๆ เงยขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมเข้มใต้คิ้วเรียวเป็นเส้นเฉียงแผ่วลงนิดหนึ่งขณะตั้งใจฟังเสียงที่ลอยมา

    เสียงกู่ฉินนี้บรรเลงมิใช่ธรรมดาลีลาร้อยเรียงดุจบอกเล่าเรื่องราวของบุปผาที่ร่วงโรยอย่างสงบ ยิ่งฟังยิ่งรู้ว่าไม่ใช่ฝีมือของบ่าวไพร่หรือนางกำนัลคนใดในวังที่กล้าหยิบเครื่องดนตรีชั้นสูงนี้ขึ้นมาแตะต้อง

    ขณะเขาก้าวเท้าอย่างไร้เสียงออกนอกระเบียงด้านข้างสายตาเจาะจงไปยังแนวรั้วไม้ไผ่เบื้องหลังตำหนัก ภาพตรงหน้าที่เห็นอยู่ไกลๆทำให้เขาชะงัก

    ใต้ศาลาไม้ริมสระบัวขนาดย่อมที่ล้อมรอบด้วยดอกกุ้ยหลานสีขาวสว่างใต้แสงโคมคือร่างสตรีผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าโต๊ะกู่ฉิน เส้นผมถักเป็นมวยเรียบห่มอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายปักษาในเมฆาเพียงบางเบา เมื่อแสงสะท้อนผืนผ้ากลับเรืองรองอย่างกลมกลืนกับเงาจันทร์ในผืนน้ำ

    นิ้วเรียวแตะที่สายกู่ฉินช้าๆดวงหน้าแหงนขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังรับฟังเสียงของตนเองบรรยากาศที่รายรอบสงบอย่างผิดธรรมดา ไม่มีนางกำนัล ไม่มีผู้ใดอยู่ร่วมบุรุษผู้อยู่ใต้ร่มไม้มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าคมเข้มจะเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งแววตาที่เคยมองเงียบๆ คล้ายเปลี่ยนกลายเป็นช่องว่างไร้อารมณ์เมื่อรู้ว่าผู้บรรเลงเป็นใคร

    โม่เหวินหานก้าวถอยหลังเสื้อคลุมลายมังกรสะบัดคลุมรอยเท้าของตน ก่อนจะหันหลังกลับก้าวสู่ตำหนักฉือหนิง

    เมื่อเขากลับเข้าประตูเสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินยาว

    “ฝ่าบาท” น้ำเสียงที่คุ้นเคยและเปี่ยมด้วยแรงอำนาจแฝงใต้ความชราดังขึ้น

    โม่เหวินหานหยุดกายแล้วหันหน้ากลับไปมองผู้ที่ก้าวเข้าสู่ตำหนัก ฮองไทเฮายังคงทรงตัวหลังตรงศีรษะประดับมวยผมด้วยมงกุฎปิ่นหยกเรียบไม่มากพิธี ยามเดินผ่านโคมไฟภาพสะท้อนเงาเคร่งขรึมของนางยังน่าครั่นคร้าม

    โม่เหวินหานเอ่ยเสียงราบ“เสด็จย่าเรียกกระหม่อมมาด้วยเหตุใดหรือ”

    ฮองไทเฮาไม่ตอบทันทีหากเพียงพยักหน้าไปยังเบาะรองนั่ง “มานั่งก่อนอย่าเพิ่งรีบร้อน ค่อยๆ หารือกันเถิด”

    เขาจึงนั่งลงตรงข้ามนิ่งเงียบ พร้อมเสียงฝีเท้าของขันทีหายลับไป เหลือเพียงโคมไฟที่ไหวเบาๆ และ..เสียงกู่ฉินที่ลอยล่องเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้สายตาฮองไทเฮาเบนมองไปยังทิศทางที่เสียงลอยมา แล้วหันกลับมามองใบหน้าบุรุษเอ่ยเบาๆ“จำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้ามักชอบเสียงกู่ฉินมิใช่หรือ?”

    โม่เหวินหานไม่ตอบในทันทีเขามองไปยังหน้าต่าง ก่อนหันกลับมาสบตาฮองไทเฮา เสียงเขาราบเรียบเยียบเย็นเกินคาด “เวลาเปลี่ยนไปแล้ว เสด็จย่าก็ย่อมรู้กระหม่อมไม่ใช่คนเดิม”

    ฮองไทเฮาใบหน้าซีดไปชั่วครู่หลังคำตอบนั้นก่อนจะแสร้งขยับยิ้มน้อยๆ ดวงตาที่แม้มีรอยย่น แต่ยังเฉียบคม “แล้วเสียงบรรเลงของนาง..ยอดเยี่ยมหรือไม่?”

    “ไร้ที่ติ” เขาตอบชัดถ้อยชัดคำจากนั้นหยุดไปครู่ก่อนเอ่ยต่อโดยไม่หลบตา “แต่ถ้าถามว่าชอบหรือไม่กระหม่อม..ไม่ชอบ”

    น้ำเสียงเย็นเฉียบราวน้ำแข็งในฤดูหนาวของโม่เหวินหานทำให้ฮองไทเฮาชะงักไป แววตาที่เคยแสร้งมั่นคงแฝงคลื่นบางอย่างวูบวาบอยู่ลึกๆริมโอษฐ์ขบเล็กน้อย แต่ยังฝืนยิ้มต่อไป “นั่นสินะ..เจ้าโตแล้วไม่ว่าเรื่องใดก็เลือกเองได้ทั้งนั้น” นางถอนหายใจยาวราวกับคลายบางสิ่งออกจากอก“แต่ขอเถอะสักครั้ง..ฟังคนแก่ที่เลี้ยงดูเจ้ามาบ้างได้หรือไม่?”

    เงียบงันไปเนิ่นนาน

    โม่เหวินหานเหยียดหลังตรงริมฝีปากขยับเพียงเล็กน้อย “หากเป็นเรื่องความสุขสบายของเสด็จย่ากระหม่อมฟังได้ทุกเรื่อง แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัวของกระหม่อม..เกรงว่าจะไม่ได้”

    คำตอบของเขาชัดเจนเกินกว่าจะตีความเป็นอื่นสตรีที่มาบรรเลงกู่ฉินในเวลานี้ถ้าฮองไทเฮาไม่สนับสนุนมีหรือจะเข้ามาได้เขาจึงต้องชัดเจนกลับเช่นกัน

    ฮองไทเฮาขบกรามแน่นจนแอบเห็นริ้วเล็กที่ข้างขมับดวงตาเคลือบแววไม่พอใจอย่างเงียบเชียบ “เสี่ยวหะ...”

    แต่เสียงนั้นขาดห้วงไปก่อนกล่าวจบเพราะโม่เหวินหานผุดลุกขึ้นยืนตรงด้วยท่าทางไม่หวั่นเกรงเขาประสานมือแล้วโค้งเล็กน้อย “เสด็จย่าระวังสุขภาพด้วยหลังจบงานพิธีต้อนรับคณะทูต กระหม่อมจะจัดเตรียมขบวนเสด็จให้เสด็จย่ากลับวัดซานป๋อ” เสียงนั้นหนักแน่นราวตัดขาดการถกเถียงทั้งมวล แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากตำหนักทันที

    เมื่อประตูเปิดออกเสียงกู่ฉินยังลอยตามมาเป็นสายความเรียบเย็นในน้ำเสียงของเครื่องดนตรีช่างตรงข้ามกับท่าทางของผู้เป็นเจ้าของฝีเท้าเสียเหลือเกินโม่เหวินหานปรายตากลับไปมองยังต้นเสียงด้วยหางตาเพียงชั่วครู่ก่อนจะก้าวต่อไปไม่หันกลับมาอีก

    “ไปตำหนักฟู่ตง”

    คำสั่งนั้นเปล่งออกมาแผ่วเบาแต่เฉียบขาดเกี้ยวประจำพระองค์จึงถูกเปลี่ยนเส้นทางทั้งควรกลับตำหนักเฉียนชิงทันที

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน