สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 116 ข้าเอาคืนให้

            หลังจากที่อันเจิงออกจากโรงจวี้ฉ่างมาเขามีความรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมาเสียอย่างนั้นเดิมทีเขาคิดว่าชีวิตใหม่ต้องน่าเบื่อมากแน่ ๆ ใครจะไปคิดว่าความจริงมันจะมีสีสันขนาดนี้เมื่อเทียบกับตอนที่เป็นผู้ดูแลกรมตุลาการชีวิตครั้งใหม่นี้เขาคดเคี้ยวและเจ้าเล่ห์กว่าเดิมมาก

     

            เมื่อออกมาจากโรงจวี้ฉ่างได้ไม่นานอันเจิงรู้สึกว่าด้านหลังตัวเองมีแววตาที่เฉียบคมจับจ้องอยู่ความรู้สึกแบบนี้ไม่ค่อยจะดีนัก ครั้งก่อนที่เขาถูกลอบโจมตีบนเทือกเขาชางหมานก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันแต่ตอนนั้นเขากังวลเพียงแค่ความปลอดภัยของเฉินจ่งชวี่เท่านั้น จึงไม่ทันได้ไตร่ตรองเรื่องอื่นๆ

     

            ความรู้สึกแบบนี้คล้ายกับการเดินผ่านฝูงสัตว์ป่าแล้วหนาวเย็นมาจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปมอง...ก็เห็นหมาป่าที่ดุร้ายอยู่ไม่ไกล

     

            ผู้ใหญ่มักจะสอนลูกหลานเสมอหากเดินผ่านฝูงสัตว์ป่าแล้วจู่ ๆ มีอะไรบางอย่างมาแตะไหล่อย่าได้หันกลับไปมองเด็ดขาด หากหันกลับไปหมาป่าจะกัดเข้าที่คอทันทีแต่อย่างไรก็ตาม หมาป่าไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้น หากมันใช้กรงเล็บตะปบที่ไหล่ใครแล้วละก็ปากมันต้องกัดทันทีอยู่แล้ว ผู้คนในดินแดนทุ่งหญ้าจะเข้าใจวิสัยหมาป่าได้ดี ดังนั้นชาวแคว้นเยี่ยนที่ไปท่องเที่ยวดินแดนทุ่งหญ้าของชนเผ่าโยวมู่ พวกเขาต่างก็ได้ความรู้กลับมามากมาย

     

            ฉะนั้นอันเจิงจึงมักจะอยู่ในร้านเหล้าและพูดคุยกับคนที่มาจากดินแดนทุ่งหญ้าเสมอ

     

            เมื่อคนในดินแดนทุ่งหญ้าเปรียบเทียบนิสัยของคนกับหมาป่าก็จะมีเพียงสองอย่างคือ...ความโลภและความดุร้าย ความดุร้ายของหมาป่าไม่ได้มีสำหรับเหยื่อเท่านั้นแต่มันยังใช้ความดุร้ายกับตัวเองอีกด้วย ส่วนความโลภจะเป็นนิสัยที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวในช่วงที่หมาป่าหิวโซและล่าเหยื่อไม่ได้ มันมักจะออกมากินม้าและแกะที่เป็นเครื่องมือหากินของคนในดินแดนทุ่งหญ้าอันเจิงเคยได้ยินคนเลี้ยงม้าเล่าว่า เมื่อหมาป่ากัดเหยื่อของตัวเองแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรหรือใครใช้แรงมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้มันอ้าปากได้ นี่คือความโลภของหมาป่า

     

            ขณะที่คนเลี้ยงม้าเล่าเรื่องนี้นั้นเห็นได้ชัดว่าเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เขาเล่าว่า มีครั้งหนึ่งหมาป่าบุกเข้ามาในโรงม้าของชนเผ่าเพราะคนในชนเผ่าต่างก็เกรงกลัวหมาป่า ฉะนั้นโดยปกติพวกเขาจะไม่ไปล่ามันแต่เมื่อม้าที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินตกอยู่ในอันตราย พวกเขาจะนำมีดประจำเผ่าออกมาต่อสู้

     

            คนเลี้ยงม้าคนนั้นเคยฆ่าหมาป่าตัวเมียด้วยตัวเองตอนนั้นหมาป่ากัดเข้าที่ท้องของม้า ส่วนม้าก็เจ็บปวดและวิ่งไปมาอย่างบ้าคลั่งคนเลี้ยงม้าวิ่งตามไป จากนั้นก็ฟันตัวหมาป่าขาดเป็นสองท่อนแต่ทว่าท่อนบนของหมาป่ายังคงติดตัวม้าที่วิ่งออกไปแบบนั้น ไม่นานม้าก็ล้มลงเพราะเสียเลือดไปมากทันใดนั้นเอง หมาป่าที่เหลือเพียงร่างท่อนบนก็ใช้แรงสุดท้ายกัดเนื้อก้อนนั้นจนขาดและกลืนมันลงไปท่าทางมันดูพอใจเป็นอย่างมาก

     

            นี่ก็คือหมาป่า ทั้งดุร้ายและโลภมาก

     

            อันเจิงรู้สึกว่าด้านหลังของเขาราวกับมีประกายตาโหดเหี้ยมของหมาป่าจ้องอยู่ไม่ต่างไปจากการเปรียบเปรยของชนเผ่าโยวมู่

     

            ห้ามหันหลังรึ?

     

            อันเจิงยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันหลังทันที

     

            เขาหันกลับไปเจอใครบางคนที่ตัวเองรู้จักและไม่นานมานี้ก็เพิ่งสู้กันไปด้วย

     

            ติงเซิ้นซา

     

            ใบหน้าของติงเซิ้นซามีรอยแผลเป็นยาวที่เห็นได้ชัดเจนแผลนั้นดูไม่ต่างจากตัวตะขาบที่คลานอยู่บนหน้า ทำให้คุณชายที่สง่างามและดูดีกลายเป็นคุณชายอัปลักษณ์แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยฐานะของติงเซิ้นซา ต่อให้เขาจะอัปลักษณ์แค่ไหนก็ต้องมีหญิงสาวที่พร้อมจะแต่งงานด้วยอยู่แล้วแต่เขาก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าหญิงสาวที่ถูกเขาทับอยู่ด้านล่างคงไม่อยากจ้องหน้าเขาแน่นอน

     

            ความเคียดแค้นที่ติงเซิ้นซามีต่ออันเจิงส่วนใหญ่ก็มาจากรอยแผลเป็นนี้นั่นเอง

     

            เมื่อเขาเห็นอันเจิงหันกลับมาจึงหัวเราะขึ้น“ทำไม คิดไม่ถึงรึ?”

     

            อันเจิงไม่ได้พูดอะไรแต่กลับมองคนตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง

     

            ติงเซิ้นซายกมือขึ้นลูบแผลเป็นบนใบหน้าเบาๆ “เจ้ากำลังดูแผลนี้อยู่รึ? นี่เป็นของที่เจ้ามอบให้ข้าอย่างไรเล่าเจ้าคิดว่าการฝากรอยแผลบนใบหน้าข้าสนุกมากใช่หรือไม่?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “ไม่สนุกข้าลืมไปแล้วว่าเคยอัดหน้าเจ้าหรือไม่”

     

            “ลืมแล้ว?!”

     

            สีหน้าติงเซิ้นซาเปลี่ยนเป็นซีดขาวทันที“เจ้าทำลายใบหน้าข้า ทำลายทุกอย่างในชีวิตข้า แต่เจ้ากลับลืมมัน?! เจ้ากล้าลืมมัน?!”

     

            อันเจิงยักไหล่“การทำร้ายคนอื่นไม่ได้เป็นเรื่องสนุกสักหน่อย ต่อให้จะชนะก็ตามทีเถอะ หากไม่จำเป็นข้าจะไม่เริ่มทำร้ายใครก่อนความแข็งแกร่งของข้าไม่ได้วัดจากการทำร้ายใคร และข้าก็ไม่ใช่คนที่ล้มคนอื่นได้แล้วจะถือว่าตัวเองชนะ”

     

            ติงเซิ้นซาเบ้ปาก “เจ้ามาพูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้หมายความว่าอย่างไร?อยากบอกข้าว่าเจ้าไม่ได้เห็นข้าอยู่ในสายตารึ?”

     

            อันเจิงพูดขึ้น “ถึงแม้ไม่รู้ว่าเจ้าอยากจะสื่ออะไรแต่คำนี้เจ้าพูดถูก”

     

            สายตาที่ดุร้ายของติงเซิ้นซาอ่อนลงทันทีตอนนี้อันเจิงแน่ใจว่าคนที่เขาเห็นไม่ใช่ติงเซิ้นซาคนเดิมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเหมือนหมาป่าติงเซิ้นซาคิดว่าอันเจิงทำลายทุกอย่างในชีวิตเขา แต่ความจริงแล้วก็แค่คำว่า...ศักดิ์ศรีเท่านั้นคำว่าศักดิ์ศรีในสายตาของติงเซิ้นซาก็เหมือนหมาป่าตัวเมียในเรื่องที่คนเลี้ยงม้าเล่าสำหรับติงเซิ้นซา ตอนนี้อันเจิงไม่ต่างไปจากอาหารในสายตาของหมาป่าเลยไม่ว่าใครก็ห้ามแย่งมันไปเด็ดขาด

     

            ติงเซิ้นซามองไปยังอันเจิงแล้วพูดขึ้นทีละคำ“ข้าก็จะฝากรอยแผลไว้ที่หน้าเจ้าเหมือนกัน...ให้ลึกยิ่งกว่าและยาวยิ่งกว่านี้อีก”

     

            อันเจิงหัวเราะ “ตอนนี้เลยรึ?”

     

            ติงเซิ้นซาส่ายหน้า “ไม่ข้าจะหยามหน้าเจ้าต่อหน้าทุกคน อีกไม่นานในสำนักวรยุทธ์ชางจะมีการประลองเพื่อหาตัวแทนไปร่วมงานเทศกาลใบไม้ร่วงเพื่อความยุติธรรม นักเรียนใหม่ก็สามารถเข้าร่วมประลองได้ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เป็นเต่ามุดหัวอยู่ในกระดองนะ ข้าจะทำให้เจ้าพ่ายแพ้ข้าต่อหน้าทุกคนในสำนักวรยุทธ์ชาง”

     

            อันเจิงยิ้มพลางพูด “เจ้าพูดถึงขนาดนี้ข้าแทบจะไม่อยากเข้าร่วมทดสอบแล้วนะนี่”

     

            ติงเซิ้นซาหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“เจ้ากำลังกลัวรึ?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “เหยียบขี้สุนัขได้โชค แต่ข้าไม่อยากเหยียบซ้ำครั้งที่สองเพราะขี้เกียจซื้อรองเท้าใหม่น่ะสิ”

     

            ติงเซิ้นซากำหมัดแน่นแน่นจนเส้นเลือดนูนขึ้นมาเลยทีเดียว

     

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึก “อันเจิงอย่าได้ใจไปหน่อยเลย อย่าคิดว่าเฉินไจ่เหยียนชอบเจ้าแล้วเจ้าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้สำนักวรยุทธ์ชางไม่ใช่สำนักของเจ้า และหน่วยทหารก็ไม่ใช่ของเจ้าเหมือนกัน”

     

            อันเจิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ“แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของข้า แต่ก็ยังโชคดีที่ข้าไม่ใช่เจ้า”

     

            ติงเซิ้นซาหันหลังเดินกลับ“อย่าให้ข้าต้องดูถูกเจ้า ข้าจะรอเจ้าที่สนามประลองในสำนักวรยุทธ์ชาง”

     

            อันเจิงมองแผ่นหลังของติงเซิ้นซาที่เดินจากไปทันใดนั้นก็รู้สึกว่าชีวิตสนุกขึ้นมา

     

            เมื่ออันเจิงเดินมาถึงหน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็เห็นมีคนจำนวนมากยืนโหวกเหวกโวยวายหน้าประตูสำนัก ชายร่างกำยำหลายคนยืนขวางไม่ให้พวกเขาบุกเข้าไปในสำนักได้เมื่อเห็นอันเจิงเดินมา คนกลุ่มนั้นก็ราวกับเป็นหนูที่เห็นของกิน พวกเขากรูเข้ามาหาอันเจิงทันที

     

            “เจ้าสำนักอันท่านต้องตัดสินให้เราอย่างเป็นธรรมนะ!”

     

            หญิงนางหนึ่งเดินมายืนอยู่ตรงหน้าอันเจิงจากนั้นก็ดึงเสื้ออันเจิงเอาไว้ “คนของสำนักพวกเจ้ารังแกคนอื่น เจ้าจะไม่สนใจอีกหรือไม่?”

     

            อันเจิงหันไปถามชายร่างกำยำที่ยืนหน้าประตู“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

     

            ตู้โซ่วโซ่วเบียดผู้คนที่มุงกันอยู่แล้วเดินมากระซิบข้างหูอันเจิง“หญิงคนนี้เป็นมิจฉาชีพ พวกเรานั่งรถม้าออกมาซื้อผัก จู่ ๆ นางก็ลงไปนอนกับพื้นและบอกว่ารถม้าเราชนนางข้าถามจิงสานลิ้งแล้ว เขาสาบานว่าไม่ได้ชนใคร จากนั้นคนพวกนี้ก็มุงเข้ามาและเรียกร้องค่าเสียหายแต่เจ้าเคยบอกว่า หากไม่มีเหตุผลเราจะไม่ยอมเสียเงินออกไปแม้แต่ตำลึงเดียว”

     

            ตู้โซ่วโซ่วมองไปยังเจ้าหน้าที่ของศาลที่ยืนอยู่ไม่ไกล“คนของหน่วยฟางกู้ก็มาแล้ว พวกเขาต้องการให้เราจ่ายเงินค่าเสียหายเพื่อจบเรื่อง บอกว่าคนแก่แบบนี้อยู่อีกไม่นานก็ต้องตายแล้วอย่าไปใส่ใจให้มากเลยหากพวกเขาก่อเรื่องขึ้นหน่วยฟางกู้ก็ไม่ยอมไกล่เกลี่ยให้ ได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้ก็มีรถม้าถูกคนพวกนี้ต้มตุ๋นเดิมทีคนขับรถม้าก็ไม่ยอมจ่ายเงิน เพราะราวกับเขาก็พอมีเส้นสายอยู่เหมือนกัน”

     

            “แต่ดูก็รู้ว่าคนพวกนี้มีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีพวกเขารู้วิธีการทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คนกลุ่มนี้แบ่งงานกันทำเมื่อมีคนแกล้งถูกรถชน คนอื่น ๆ ก็จะมาล้อมเอาไว้ไม่ให้รถม้าออกไปได้ ส่วนคนที่เหลือก็วิ่งออกมาร้องตะโกนให้คนรอบด้านสนใจและมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่แม้แต่คนของทางการก็ยังไม่กล้าตัดสินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า”

     

            อันเจิงพยักหน้าเล็กน้อย“เรียกจิงสานลิ้งมา”

     

            ตู้โซ่วโซ่วหันกลับไปโบกมือจิงสานลิ้งก้มหน้าก้มตาและเดินออกมาจากด้านหลังของกลุ่มคนเหล่านั้น พวกคนที่แกล้งสร้างเรื่องทั้งดึงทึ้งเสื้อผ้าทั้งฟาดหมัดมาที่ร่างของจิงสานลิ้งแต่ทว่าเขากลับไม่ได้ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย

     

           อันเจิงยื่นมือออกไปจัดระเบียบเสื้อผ้าให้จิงสานลิ้งจากนั้นก็หัวเราะแล้วพูดขึ้น “บอกข้าแค่คำเดียว เจ้าขับรถม้าชนคนหรือไม่”

     

            จิงสานลิ้งเงยหน้าขึ้น จากนั้นน้ำตาก็เอ่อคลอเบ้าของชายหนุ่มร่างกำยำ“ไม่! ข้าเป็นคนฝึกพลังวัตร การเคลื่อนไหวของมือก็ไม่ได้ช้ามาก ตอนที่รถม้าหยุดลงยังอยู่ห่างจากตัวนางอย่างน้อยสองเมตร”

     

            อันเจิงตบบ่าของเขา “แค่นี้ก็พอข้าเชื่อเจ้า”

     

            อันเจิงพูดเสียงดัง “เมื่อครู่จิงสานลิ้งถูกพวกเขาตีพวกเจ้าช่วยเอาคืนหรือยัง?”

     

            ชายร่างกำยำที่ออกมาควบคุมสถานการณ์ส่ายหน้า“ไม่ เจ้าสำนักอันเคยบอกไว้ ห้ามเรารังแกประชาชน”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ใช่แล้วข้าเคยบอกว่าห้ามรังแกประชาชน แต่ข้าก็เคยบอกเช่นกันว่า ใครก็ห้ามรังแกคนของเราตั้งแต่เรื่องเกิดจนถึงตอนนี้ พวกเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ตลอดใช่หรือไม่?ก่อนหน้านี้จิงสานลิ้งถูกตีพวกเจ้าก็ดูอยู่?”

     

            ชายร่างกำยำหนึ่งในนั้นตอบ “เจ้าสำนักอันคนพวกนี้ใครที่ลงมือทำร้ายร่างกายจิงสานลิ้ง พวกข้าดูไว้หมดแล้ว”

     

            อันเจิงพยักหน้าก่อนจะพูดขึ้น “ดี! ลากตัวมันออกมาอย่าปล่อยไปแม้แต่คนเดียว”

     

            เมื่อชายร่างกำยำได้รับอนุญาตแล้ว พวกเขาก็ไปนำตัวคนที่ทำร้ายจิงสานลิ้งมาทั้งหมดพวกคนที่ทำชั่วกินปูนร้อนท้องทันที หญิงสาวนอนลงบนพื้นแล้วกลิ้งไปกลิ้งมา “โอ้สวรรค์ฟ้าดินไม่เป็นธรรม คนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์รังแกประชาชน รถม้าพวกเขาชนคนแล้วไม่ยอมชดใช้แล้วยังจะมาทำร้ายพวกข้าอีก”

     

            หญิงสาวอีกหลายคนก็นอนแล้วกลิ้งบนพื้นด้วยเช่นกัน“พวกชั่วช้า กล้าทำตัวป่าเถื่อนในเมืองหลวงนี้ บ้านเมืองยังมีกฎหมายอยู่อีกหรือไม่”

     

            พวกเขาก่อเรื่องมากมายเช่นนี้ แต่เจ้าหน้าที่ของศาลที่ยืนอยู่กลับไม่มีทีท่าจะทำอะไรตั้งแต่แรก คนของหน่วยฟางกู้ก็ไม่ได้รู้สึกดีกับอันเจิงอยู่แล้วเพราะอันเจิงเพิ่งเข้าเมืองฟางกู้วันแรกก็กำจัดเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในศาลไป

     

            แต่ไม่ว่าหญิงสาวจะโวยวายอย่างไรในเมื่อชายร่างกำยำได้รับอนุญาตจากอันเจิงแล้ว พวกเขาก็เป็นเหมือนหมาป่าและเสือที่ลงมือจัดการคนพวกนั้นอย่างดุร้าย

     

            ชายร่างกำยำของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์กดตัวคนพวกนั้นให้คุกเข่าอยู่บนถนนคนพวกนั้นต่างด่าทอออกมาเสียงดัง ส่วนหญิงสาวก็วิ่งออกมาทุบตีชายร่างกำยำ มีบางคนเริ่มฉีกเสื้อผ้าตัวเองแล้วด้วย

     

            อันเจิงขมวดคิ้ว “ไม่ว่าชายหรือหญิงหากลงมือก็จับไว้ทั้งหมด”

     

            ชายร่างกำยำอีกหนึ่งกลุ่มพุ่งออกไปจากนั้นก็จับตัวหญิงที่ออกมาโวยวายกดลงกับพื้น

     

            อันเจิงลากแขนของจิงสานลิ้งเดินมายืนอยู่ด้านหน้ามองไปที่หน้าตาบูดเบี้ยวและชั่วร้ายของคนกลุ่มนั้น “จิงสานลิ้งอายุมากกว่าข้าสิบปีข้านับถือเขาเป็นพี่ใหญ่ ตอนนั้นที่เขาตกระกำลำบาก ต่อให้จะขัดสนเงินแต่ก็ไม่เคยทำร้ายประชาชนทว่าเขาถือมีดเล่มหนึ่งไล่ฟันโจรชั่วที่รังแกประชาชนไปสิบสามคน คนที่ดีแบบนี้พวกเจ้ากลับลงมือตีเขา ด่าทอเขา ทำให้เขาอับอายแต่เขาก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับพวกเจ้า หากเขาอยากทำละก็ พวกเจ้าทุกคนได้ลงนรกกันถ้วนหน้าไปแล้ว”

     

            อันเจิงชี้ตัวเอง “ข้าเคยบอกว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ห้ามรังแกประชาชนนั่นเป็นเพราะพวกเราต่างมาจากรากฐานเดียวกันทั้งนั้น พ่อแม่เราต่างก็ยากจนแต่หากเราถูกคนอื่นรังแก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตามเราต้องทวงความยุติธรรมกลับคืนมาให้ได้”

     

            เขามองกลุ่มคนที่ถูกกดอยู่“เมื่อครู่ที่จิงสานลิ้งถูกทำร้ายร่างกายและพวกเจ้าไม่ได้ช่วยนั่นเป็นเพราะคำสั่งของข้า ข้าจะลงโทษกักตัวเองอยู่ในห้องเป็นเวลาสามวันเพื่อสำนึกความผิดส่วนพวกเจ้า ข้าจะหักเงินเดือนทุกคนเป็นเวลาสิบวัน แต่ตอนนี้ ทุกคนที่ทำร้ายจิงสานลิ้งจับมันหักขาทั้งสองข้างให้หมดทุกคน ส่วนผู้หญิงพวกนี้หากใครกล้าลงมือกับพวกเจ้าอีกก็อย่าได้ละเว้น”

     

            อันเจิงเดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้จากนั้นก็หยิบเหล้าออกมาหนึ่งไห เขาดื่มมันก่อนจะยื่นให้จิงสานลิ้ง“ลำบากเจ้าแล้วนะ”

     

            จิงสานลิ้งขยี้ตาที่แดงก่ำ “ข้าไม่กลัวความลำบากกลัวแต่จะทำให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเราเสียชื่อเสียง”

     

            อันเจิงตบบ่าของเขา “ไม่เป็นไร ข้าเอาคืนให้เจ้าเอง”

     

            กลุ่มชายร่างกำยำเริ่มจัดการพวกผู้ชายที่ก่อเรื่องวุ่นวายขณะนั้นได้ยินแต่เสียงร้องไห้และเสียงกระดูกที่แตกหัก

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน