ภายในดันเจี้ยนลับ
“เฮ้อ!”
“ยี่สิบวินาที พอดีเป๊ะ!”
หวังเฉินยืนอยู่ท่ามกลางกองซากศพสายตาของเขามองพื้นดินที่เปื้อนเลือดรอบกายอย่างไร้อารมณ์
เมื่อระดับพลังเพิ่มขึ้นเป็นเลเวล35บวกกับค่าคุณสมบัติที่ได้รับจากปิงชิงเสริมเข้ามาตอนนี้เขาสามารถรับมือกับอสูรเลเวล 40 ได้อย่างง่ายดาย
ยี่สิบวินาทีสังหารอสูรเผ่าพันธุ์ออร์คยี่สิบตนการสังหารที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาอย่างสมบูรณ์แบบหลังจากที่กลับมาจากเทือกเขาสรรพสัตว์
ยามนี้เมื่ออสูรเผ่าพันธุ์ออร์คทั้งยี่สิบตนสิ้นลม ก้นถ้ำก็ปรากฏวงเวทมนตร์สีเลือดขึ้นนั่นคือทางเข้าสู่ด่านต่อไป
หวังเฉินสะบัดเลือดบนดาบยาวสำหรับผู้เริ่มต้นออกแล้วก้าวเดินมุ่งหน้าสู่วงเวทมนตร์
ยี่สิบวินาทีในการพิชิตด่านแรกถือเป็นความเร็วที่โดดเด่นเหนือผู้เข้าสอบทุกคนแต่หวังเฉินกลับไม่ได้แสดงความพึงพอใจเลยแม้แต่น้อย
หากสภาพแวดล้อมในด่านแรกไม่คับแคบเกินไปจนไม่เอื้ออำนวยให้ปิงชิงในโหมดต่อสู้แสดงพลังเขาก็คงจัดการได้เร็วกว่านี้อีก
“หวังว่าด่านต่อไปจะไม่คับแคบอย่างนี้”
ขณะที่เขาครุ่นคิดอยู่ในใจร่างของหวังเฉินและปิงชิงน้อยก็หายไปในแสงสีเลือด
...
“ช่างโง่เขลานัก!”
“หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือด แทนที่จะฟื้นฟูพลังกลับรีบร้อนเข้าสู่ด่านต่อไป นี่เขากำลังหาที่ตายชัดๆ!”
เมื่อมองเห็นร่างที่หายเข้าไปในวงเวทมนตร์บนหน้าจอซือถูเฮ่าหนานก็ขมวดคิ้วแน่น
ในความเห็นของเขาแม้การต่อสู้เมื่อครู่จะใช้เวลาเพียงสั้นๆ แต่หวังเฉินคงต้องใช้พลังกายไปมาก
การเผชิญหน้ากับอสูรที่แข็งแกร่งกว่าในด่านสองด้วยสภาพเช่นนี้ช่างเป็นการกระทำที่ไร้สติสิ้นดี!
“หมอนั่นก็คงไปได้แค่นั้นแหละ!”
ซือถูเฮ่าหนานแค่นเสียงเย็นแล้วหันไปมองผู้เข้าสอบคนอื่นๆ บนจอกว้าง
ในเวลานี้ผู้เข้าสอบที่เลือกดันเจี้ยนระดับนรกเกือบทั้งหมดได้จัดการกับอสูรด่านแรกเสร็จสิ้นแล้วทุกคนต่างยืนอยู่หน้าวงเวทมนตร์สีเลือด ดื่มยาฟื้นฟูพลัง
แม้แต่ซือถูอวี้ที่ซือถูเฮ่าหนานหมายตาไว้ที่สุดก็ยังคงใช้เวลาปรับลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงเวทมนตร์
ไม่มีใครเลยที่กล้าก้าวเข้าสู่ด่านต่อไปโดยไม่หยุดพักเหมือนหวังเฉิน
เมื่อผู้คนรอบข้างได้ยินคำพูดของซือถูเฮ่าหนานทุกคนก็พยักหน้าแล้วเลิกสนใจ
ซือถูเฮ่าหนานในฐานะผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองตงหลิงคำพูดของเขาย่อมเป็นเสมือนการตัดสินชะตาของหวังเฉินแล้ว
มีเพียงหลีเซี่ยเท่านั้นที่ยังคงจับจ้องด้วยสายตาอันแน่วแน่
...
ครืน!
โลกหมุนคว้างไปชั่วขณะก่อนที่หวังเฉินจะก้าวเข้าสู่ด่านที่สองของดันเจี้ยนลับ
ที่นี่เป็นถ้ำลาวาที่กว้างขวางผิดปกติมีขนาดเท่าสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ และความสูงก็ไม่แคบเหมือนด่านแรกด้านบนเพดานอยู่ห่างจากพื้นถึงยี่สิบถึงสามสิบเมตร
รอบด้านผนังถ้ำลาวามีคบเพลิงปักเรียงราย เปลวไฟลุกโชนสูงเสียดฟ้าส่องสว่างทั่วทั้งถ้ำราวกับเวลากลางวัน
ทันทีที่เข้ามาหวังเฉินก็ได้เห็นคู่ต่อสู้ของด่านที่สอง นั่นคือพวกออร์คราวๆ ยี่สิบตน
ทว่าเมื่อเทียบกับด่านแรกอสูรเผ่าพันธุ์ออร์คยี่สิบตนครั้งนี้มีรูปร่างกำยำกว่ามากใบหน้าเขียวคล้ำมีเขี้ยวแหลมสูงถึงห้าเมตร ยืนตระหง่านราวกับภูเขาเล็กๆ
[สัตว์อสูร: ออร์คนักรบคลั่ง]
[เลเวล: 43]
[รูปแบบการต่อสู้: ประชิด]
[ทักษะ: คลุ้มคลั่ง, ระเบิดพลัง, พุ่งชน, คำรามศึก]
[ประเภท: สามัญ]
...
[สัตว์อสูร: ออร์คจอมเวทระดับสูง]
[เลเวล: 43]
[รูปแบบการต่อสู้: โจมตีระยะไกล, สนับสนุน]
[ทักษะ: เวทมนตร์รักษาระดับสูง, ลำแสงลาวา, เวทมนตร์โลหิตเดือด]
[ประเภท: กลายพันธุ์]
...
อสูรเผ่าพันธุ์ออร์คเหล่านี้ไม่เพียงมีระดับความแข็งแกร่งสูงขึ้นแต่จำนวนออร์คจอมเวทระดับสูงที่สามารถโจมตีระยะไกลได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นห้าตนด้วย
ในขณะที่หวังเฉินใช้ทักษะสำรวจเพื่อตรวจสอบความแข็งแกร่งของอสูรเหล่านั้นอสูรในถ้ำก็ค้นพบผู้บุกรุกโดยไม่ได้รับเชิญเช่นกัน
“โฮก โฮก โฮก!”
ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องสายตาแดงก่ำจำนวนหนึ่งจับจ้องมาที่หวังเฉินทันที
ออร์คจอมเวทระดับสูงทั้งห้าตนโบกไม้เท้าเวทมนตร์ในมือพร้อมกัน
ลำแสงลาวา!!
พลังเวทมนตร์ปะทุขึ้นลำแสงร้อนแรงห้าสายพุ่งเข้าใส่หวังเฉินในทันที
“โฮก โฮก โฮก!”
ในเวลาเดียวกันออร์คนักรบคลั่งสิบห้าตนก็คำรามพร้อมกัน เงื้อขวานศึกแล้วพุ่งเข้ามา
ขณะพุ่งชนกล้ามเนื้อของออร์คนักรบคลั่งเหล่านี้ก็ปูดโปน ร่างกายสูงใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแสดงว่าพวกมันได้ใช้ทักษะคลุ้มคลั่งแล้ว
“อยากตายจนตัวสั่น ถึงกับรีบร้อนมาขนาดนี้เชียว?”
เมื่อเห็นฉากนี้หวังเฉินก็แสยะยิ้มเย็นชา แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ปิงชิงน้อย ได้เวลาของแกแล้ว!”
สิ้นเสียง
ปิงชิงน้อยบนไหล่ของหวังเฉินก็กระพือปีกบินออกไปร่างกายขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วกลางอากาศ
วินาทีถัดมา
“โฮก!”
ในถ้ำพลันกึกก้องไปด้วยเสียงคำรามของมังกรคลื่นเสียงดั่งพายุคลั่งสะท้านสะเทือนไปทั่ว
สิ่งมีชีวิตน่าเกรงขามที่ยาวถึงห้าเมตรปกคลุมด้วยเกล็ดสีครามทั่วทั้งตัวปรากฏขึ้นขวางทางออร์คนักรบคลั่งที่กำลังพุ่งเข้ามา
ลำแสงลาวาทั้งห้าสายที่พุ่งเข้าใส่ชนเข้ากับเกล็ดสีครามนั้น แต่กลับไม่ทิ้งแม้แต่รอยขาวๆ เอาไว้แล้วก็สลายกลายเป็นเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์หายไป
ออร์คนักรบคลั่งที่กำลังพุ่งชนเห็นฉากนี้แล้วก็หยุดชะงักลงพร้อมกัน
กลิ่นอายจากจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทำให้พวกมันในตอนนี้เผยแววตาหวาดกลัวออกมา
...
“นั่น... นั่นมันอะไรกัน?”
บนอัฒจันทร์เหนือประตูแสงสีทองแดงหลีเซี่ยที่จ้องมองหน้าจออยู่ตลอดเวลาถึงกับเบิกตากว้างแล้วอุทานออกมาด้วยความตกใจอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“คุณครูหลีเซี่ย ผมจะขอเตือนอีกครั้ง โปรดระมัดระวังกิริยาของคุณด้วย!”
ข้างๆผู้อำนวยการหลี่ที่ได้ยินเสียงอุทานก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความไม่พอใจ
คุณครูหลีเซี่ยพอสักทีจะได้ไหม?
ส่งเสียงดังต่อหน้าท่านผู้พิทักษ์และท่านเจ้าเมืองและผู้นำอีกมากมายช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย
“ไม่... ไม่ค่ะ ผู้อำนวยการ ดูหวังเฉินสิคะ...”
หลีเซี่ยพูดติดอ่างแล้วชี้ไปที่จอกว้างขนาดยักษ์
“มีอะไรให้ดูนักหนา? ไอ้เด็กนั่นถอดใจแล้วใช้ม้วนคัมภีร์กลับเมืองหรือไง?”
ได้ยินดังนั้นผู้อำนวยการหลี่ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แล้วเหลือบมองไปที่จอกว้าง
“ไอ้หยา!”
“นั่น... นั่นอะไรกัน?”
วินาทีถัดมาเขาก็เด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ผู้คนรอบข้างเห็นฉากนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองด้วยความสงสัย
จากนั้นทุกคนก็ตะลึงงัน!
ภาพที่เห็นคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เคยเกาะอยู่บนไหล่ของหวังเฉินตั้งแต่เข้าสู่ดันเจี้ยนลับจู่ๆ ก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปในพริบตา
จากขนาดไม่ถึงฝ่ามือกลายเป็นสิ่งมีชีวิตมหึมาที่มีขนาดเกินห้าเมตร
มันมีรูปร่างเพรียวบางปกคลุมด้วยเกล็ดสีครามละเอียดอ่อน เขาสองข้างชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า
แม้จะเป็นเพียงภาพบนหน้าจอแต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากสิ่งมีชีวิตตนนั้น
รูปร่างที่เพรียวบางปีกขนาดใหญ่ที่กางออก กรงเล็บยักษ์ที่น่าเกรงขาม...ทั้งหมดล้วนบ่งบอกถึงตัวตนของมันแก่ทุกคน
นี่คือสิ่งมีชีวิตในตำนานเทพมังกร!