หนึ่งสัปดาห์มาแล้วที่เจียงเหยาอาศัยอยู่ในร่างของฟางหลีระยะเวลาประมาณนี้มันถือว่ามากพอแล้ว ที่จะทำให้เจียงเหยาคุ้นชินกับร่างกายนี้และคุ้นชินกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนใหม่
ขณะเดียวกันหล่อนก็เฝ้าตอกย้ำกับตัวเองว่ายังไงซะหล่อนก็คงกลับไปยังโลกใบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ถ้าหากหล่อนกลับไปแล้วเด็กสองคนนี้จะอยู่ยังไง พวกเขายังเล็กอยู่เลย
เพราะฉะนั้นต่อให้เจียงเหยามีทางเลือกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ หรือจะกลับไปยังโลกใบเดิม หล่อนขอตอบตรง ๆ เลยว่าหล่อนไม่อยากกลับไปเป็พนักงานออฟฟิศอีกแล้ว
เหตุผลข้อที่หนึ่งก็เพราะเห็นแก่เด็กน้อยสองพี่น้องที่ผ่านมาชีวิตของพวกเขาก็อัตคัดขัดสนมากเกินพอแล้ว พ่อก็ตายจากไปแล้วถ้าต้องมาเสียแม่ไปอีกคนชะตากรรมของทั้งคู่คงหนีไม่พ้นได้ไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าแน่นอน
หรือไม่ก็คงถูกคนบ้านใหญ่กดขี่จนไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากดูอย่างเถียวหลันสิ ปีนี้หล่อนอายุหกขวบแล้วแต่ไม่ได้รับการศึกษาคนเป็ย่าอ้างว่าเป็ผู้หญิงไม่จำเป็ต้องเรียนหนังสือก็ได้ แค่ทำงานบ้านให้เก่ง ๆก็พอแล้ว เื่หาเงินปล่อยให้เป็หน้าที่ของสามีก็พอ
ส่วนเหตุผลข้อที่สองก็เป็เพราะเจียงเหยาเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตเดิม ๆ เต็มทน ทั้งเบื่อหน่ายการวิ่งอยู่ในสังคมดัดจริตเบื่อที่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำแต่คุณภาพชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นมาเลย
ดังนั้นหากมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกใบใหม่ที่ไม่ต้องทำงานแข่งขันกับใครอย่างเอาเป็เอาตาย เจียงเหยาก็ควรคว้ามันเอาไว้ไม่ใช่เหรอ?
เพราะคิดทบทวนได้อย่างนี้แล้วการใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบใหม่จึงไม่ใช่เื่กวนใจเจียงเหยาแต่สิ่งที่กวนใจหล่อนไม่เว้นแต่ละวันน่าจะเป็การปรากฏตัวของเ้าหน้าที่ทวงหนี้คนนั้นซะมากกว่า
เขามาดักเจอหน้าหล่อนอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันทั้งที่หล่อนบอกปัดไปหลายครั้งแล้ว ว่าหล่อนยังไม่มีเงินมาคืน่นี้หล่อนต้องหาทางตั้งตัว และหาทางทำมาหากิน ถ้าไม่อยากเสียเวลาทิ้งก็ให้ไปทวงเงินกับลูกหนี้คนอื่นไปพลาง ๆ ไว้หล่อนสะสมเงินครบแล้วจะเอาไปคืนให้
น่าหมั่นไส้ชะมัด!เขาไม่เชื่อที่หล่อนพูด ทั้งยังบอกว่าหล่อนใช้ลูกไม้ตื้น ๆ มาปั่นหัวเขาอีก
เห้อ...ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ชอบทำตัวขวางโลกนักก็ไม่รู้
ซื่อเฉิง คือคนรับติดตามหนี้ของสังกัดโรงไม้ ใคร ๆก็รู้ว่าเถ้าแก่โรงไม้มีอิทธิพลที่สุดในตำบลดังนั้นเจียงเหยาจึงต้องเร่งมือหาเงินมาคืนให้เขา
ระหว่างนี้หล่อนจึงใช้เวลาว่างเกือบทั้งหมดทุ่มเทไปให้การขุดแปลงผักในบริเวณบ้านหล่อนวางแผนไว้ว่า พอผักที่ปลูกไว้เริ่มออกใบออกผลหล่อนจะนำไปขายที่ตลาดพอได้เงินมา หล่อนจะแบ่งเก็บแบ่งใช้ ไม่นานคงมีเงินไปคืนเ้าหนี้
"อ้าวหลันหลัน กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ เป็ยังไงบ้าง ไปวิ่งเล่นท้ายหมู่บ้านสนุกไหม?"
“สนุกมากค่ะแต่ดูนี่สิคะ คุณน้าที่อยู่ท้ายหมู่บ้านแบ่งมันเผามาให้เยอะเลยค่ะ”
เถียวหลันวิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกับห่อมันเผาในมือพอมาถึงหล่อนก็รีบะโเรียกแม่ตัวเองจนเสียงดังลั่นชวนให้ถานฉินที่กำลังนอนกลางวันอยู่ในตัวบ้านต้องรีบวิ่งออกมาดูจนหน้าตั้ง
เจียงเหยาหันไปส่งยิ้มหวานให้ลูกชายตัวน้อยที่วิ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิต เพราะได้ยินว่าพี่สาวมีของกินติดไม้ติดมือมาด้วยพอเห็นท่าทางอีนุงตุงนังของลูกสาวเจียงเหยาจึงละมือออกจากจอบแล้วเข้าไปช่วยถือห่อมันเผาจากมือน้อย ๆ ของเด็กหญิงทันที
“หลันหลันของแม่ลูกได้ขอบคุณน้าเขาหรือเปล่าเนี่ยอุตส่าห์แบ่งมาให้ซะเยอะเลย”
“ขอบคุณแล้วค่ะบ้านของคุณน้าซินหนานปลูกมันเทศเยอะมาก แล้วก็มีข้าวโพดด้วยเจ๋อหลางบอกว่าพ่อแม่ของเจ๋อหลางปลูกเอาไว้ขายค่ะ”
เถียวหลันตอบพร้อมรอยยิ้มทั้งสีหน้าและแววตาของเด็กหญิงมันดูสดใสขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก นี่บ่งบอกว่าสุขภาพจิตของเถียวหลันกำลังถูกฟื้นฟูและเป็ไปในทิศทางที่ดี
พอพูดอวดอ้างจบแล้วเถียวหลันกับน้องชายก็เดินตามหลังคนเป็แม่เข้ามานั่งในบ้านแววตาเป็ประกายของสองพี่น้องบ่งบอกว่าอยากกินมันเผามาก
"โถ่เอ๊ยสองพี่น้องจะกละ"
เจียงเหยายิ้มเอ็นดูพลางลูบปลายนิ้วมือลงบนจมูกของสองพี่น้องคนละหนจากนั้นก็เดินไปล้างมือให้สะอาด แล้วเดินกลับมาปอกมันเผาให้ลูก ๆ กิน
"ระวังร้อนนะจ๊ะน้องพี่ค่อย ๆ กิน" เถียวหลันเป็พี่สาวที่อบอุ่นและช่างใส่ใจมาก หล่อนเห็นไอระอุจางๆ ผุดออกมาจากชิ้นมันเผาจึงเอ่ยเตือนน้องชายด้วยความห่วงใย
"เข้าใจแย้วคร๊าบบบ"
“อ้อ...หลันหลันจ๊ะ แล้วเจ๋อหลางพาลูกไปเล่นอะไรมาบ้างล่ะ”
เพราะอยากให้เถียวหลันรู้จักเข้าสังคมและมีเพื่อนเล่นในวัยไล่เลี่ยกันเจียงเหยาจึงอนุญาตให้ลูกสาวออกไปวิ่งเล่นกับเด็กในหมู่บ้านต่างจากถานฉินที่ยังเล็กเกินไป จำเป็ต้องอยู่ในสายตาของแม่ ไว้โตกว่านี้สักหน่อยค่อยปล่อยให้ไปวิ่งเล่น
“วันนี้เจ๋อหลางพาไปวิ่งเล่นไกลเลยค่ะอ้อ...จริงสิคะแม่ ที่ท้ายหมู่บ้านมีลำน้ำด้วย วันนี้หนูเกือบพลัดตกลงไปน่ะ”
หลังจากที่เจียงเหยาได้ข้อมูลมาจากเถียวหลันว่าท้ายหมู่บ้านมีทางน้ำผ่านอยู่เช้าวันรุ่งขึ้นหล่อนก็ออกจากบ้านมาสำรวจพื้นที่โดยรอบทันที
ลำน้ำที่เถียวหลันว่าเป็เพียงแค่ทางน้ำผ่านที่ไม่ได้กว้างมากนักแต่ดูเหมือนว่าจะมีน้ำไหลเวียนตลอดเวลาเพราะพืชพรรณโดยรอบออกดอกงามสะพรั่งแม้จะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติก็ตามนอกจากนี้เจียงเหยายังสังเกตเห็นจุดน้ำไหวซึ่งบ่งบอกว่าตรงนั้นมีปลาว่ายอยู่
พอเดินสำรวจที่ทางจนหนำใจแล้วเจียงเหยาก็เกิดความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว
หล่อนอยากจับปลา!
แต่น่าเสียดายที่เจียงเหยาไม่มีอุปกรณ์จับปลาถ้าให้เจียดเงินเก็บที่มีอยู่แค่หยิบมือไปซื้อตาข่ายดักปลาก็คงไม่เหมาะ เพราะงั้นเื่จับปลาเลยได้แต่ทดไว้ก่อน
ระหว่างนี้เจียงเหยาก็เดินสำรวจหมู่บ้านไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า...อยากลองสำรวจดูว่าที่ชุมชนแห่งนี้จะมีอะไรให้หล่อนทำมาหากินได้บ้างหรือไม่ก็มีโรงงานที่ไหนรับคนงานหรือเปล่า ถ้ามีหล่อนจะไปสมัคร
น่าเสียดาย! ที่ไม่มีโรงงานไหนเปิดรับคนงานเลย
ก่อนจะเดินวนกลับเข้าไปในถนนสายหลักของหมู่บ้านเจียงเหยาไม่ลืมเดินแวะเข้าไปทักทายผู้ใหญ่บ้านซึ่งกำลังนั่งกินขนมโก๋อยู่หน้าบ้านหล่อนจึงถือโอกาสนี้ถามออกไปว่า ปลาในลำน้ำเป็ของใคร ถ้าไม่มีกฎข้อห้ามและไม่มีเ้าของ ในอนาคตอันใกล้หล่อนจะขอจับปลาไปทำกิน
"ไอ้หย๊าทำไมจะจับไม่ได้ ตรงนั้นเป็ลำน้ำสาธารณะ เอาเป็ว่าอยากจับไปทำอะไรก็จับ แค่เหลือไว้ให้มันแพร่พันธุ์บ้างก็พอ"
"ขอบคุณนะคะลุงเผิงถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ลูกสาวลูกชายอยู่บ้านลำพัง ฉันเป็ห่วงพวกแกน่ะ"
ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านเผิงดูคุยง่ายและใจดีเจียงเหยาจึงถือโอกาสนี้ฟ้องผู้ใหญ่บ้านมันซะเลยว่ากิจวัตรประจำวันของหล่อนมักถูกชายแปลกหน้าเข้ามายุ่มย่ามอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน
หลังหยุดยืนคุยกันอยู่พักหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านเผิงเกิดเห็นใจในความยากลำบากของแม่หม้ายลูกสองจึงเดินเข้าไปหยิบตาข่ายดักปลาและทุ่นดักปลาในห้องเก็บของมายื่นให้หล่อน
"ฉันให้ยืมไปใช้ก่อนก็แล้วกัน"
"ขอบคุณมากนะคะไว้ถ้าได้ปลาเยอะฉันจะแบ่งมาให้"
"ไม่เป็ไรหรอกบ้านนี้ไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น เอาเป็ว่าถ้าหาปลาได้เยอะก็แบ่งไปขายเถอะนะ"
พูดเสร็จผู้ใหญ่บ้านเผิงก็โบกมือไล่ให้เจียงเหยารีบไปประเดี๋ยวเด็ก ๆ จะรอนาน ป่านนี้คงหิวกันทั้งพี่ทั้งน้อง หนำซ้ำป้าลั่วเซียวที่เป็ภรรยาของลุงเผิงยังแบ่งอาหารร้อนๆ ให้ด้วย
เห็นอย่างนี้เจียงเหยาก็รู้สึกซึ้งใจจนไม่รู้จะทำตัวยังไงหล่อนจึงได้แต่ก้มคำนับแล้วก็เอ่ยคำขอบคุณนับครั้งไม่ถ้วน