มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม

    บทที่ 9 ความมั่งคั่ง

            เช้าวันรุ่งขึ้นเจียงฉิงฟางก็กลายเป็นที่เอ่ยถึงของชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวอีกครั้งแต่ครั้งนี้นางไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในทางที่เลวร้ายดังเช่นเมื่อก่อนแต่นางกลับถูกเอ่ยถึงด้วยความเวทนาและสงสารแทน

            “ข้าละอายจริงๆที่ใช้สกุลเดียวกันกับพวกเขา ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องเลี้ยงดูลูกสามคนตามลำพังแต่กลับถูกคนตั้งหลายคนรุมรังแกท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ช่างใจจืดใจดำยืนดูเหตุการณ์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเฉยชาเสียแรงที่ทุกคนในหมู่บ้านให้ความนับหน้าถือตา”

            “นั่นน่ะสิ!ข้ายังได้ยินมาอีกนะว่าเพราะเขารังเกียจที่สะใภ้บ้านจ้าวมีหน้าตางดงามมากเกินไปจึงเลือกญาติผู้พี่ของนางให้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ในบ้านของตนเองแทนคิดไม่ถึงว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นคนที่มีจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้”

            “คนบ้านเจียงก็ไม่ต่างกันพอเห็นว่าสะใภ้บ้านจ้าวไร้สามีคอยดูแลและขาดที่พึ่งพิงก็รีบตัดขาดกับนางโดยไม่สนใจสายสัมพันธ์ทางสายเลือดพวกเขาคงจะเกรงกันว่าวันหน้านางจะพาลูกๆไปขอความช่วยเหลือและกลายเป็นภาระที่สลัดไม่หลุดของพวกเขา ช่างใจดำเสียจริง”คำพูดของคนในหมู่บ้านทำให้ทั้งบ้านสกุลเฉินและบ้านสกุลเจียงรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งพวกเขาออกมาแก้ไขข่าวลือก็ยิ่งทำให้ข่าวลือในทางที่เลวร้ายยิ่งโหมกระหน่ำทำให้พวกเขาไม่คิดจะออกมาแก้ไขข่าวลือที่ชาวบ้านเหล่านั้นพากันเอ่ยถึงอีกทำได้แค่เพียงต้องยอมกล้ำกลืนแบกรับคำติฉินนินทาเอาไว้ทั้งที่ใจไม่อยากจะยอมรับ

            “พวกเจ้าบอกกับแม่มาว่าคนที่ปล่อยข่าวลือคือพวกเจ้าใช่ไหม”คำถามของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กๆ ส่ายหน้าแต่เมื่อเห็นว่าในมือของนางมีไม้เรียวขนาดเหมาะมือพวกเขาก็รีบยอมรับด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อยในทันที

            “เป็นพวกข้าเองพวกข้ารู้สึกไม่พอใจที่คนเหล่านั้นพากันมารุมรังแกท่านแม่”คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้เจียงฉิงฟางเพ่งมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตำหนิในทันที

            “แม่เคยบอกกับพวกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามเอาเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงินแล้วนี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ คิดจะต่อต้านคำพูดของแม่อยู่หรือ”

            “แต่พวกข้าไม่ได้นำเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงินนะเจ้าคะพวกข้านำเรื่องที่เกิดขึ้นนอกบ้านไปเล่าให้ผู้อื่นฟังต่างหากอีกทั้งครั้งนี้พวกข้าไม่ได้เก็บเงินจากท่านป้าเฉินดังนั้นจะพูดว่าพวกข้าเอาเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงินไม่ได้”จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความออดอ้อนทำให้เจียงฉิงฟางได้แต่ทอดถอนใจออกมา

            “ท่านแม่!ต่อให้พวกข้าไม่ได้นำเรื่องราวไปเล่าให้ผู้อื่นฟังท่านป้าเฉินก็จะต้องนำไปพูดให้ผู้อื่นฟังอยู่ดีท่านแม่อย่าได้ลืมสิขอรับว่าบ้านของท่านป้าเฉินอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของพวกเรานี่เอง”คำพูดของจ้าวฉางยวนทำให้เจียงฉิงฟางหาถ้อยคำมาโต้แย้งไม่ออกแล้วสุดท้ายนางจึงได้เอ่ยกับบุตรชายและบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

            “เช่นนั้นแม่จะเพิ่มข้อห้ามให้พวกเจ้าอีกสักหนึ่งข้อต่อไปห้ามพวกเจ้าติฉินนินทาผู้อื่นอีกทั้งยังห้ามปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นเช่นนี้อีก”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้จ้าวฉางเยี่ยนก็เอ่ยลอยๆ ขึ้นมาว่า

            “เท่าที่ข้ารู้ยามนี้คนเกือบทั้งหมู่บ้านรู้เรื่องที่เมืองเทียนเฟิงมีเหมืองทองแล้ว”คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้เจียงฉิงฟางนิ่งอึ้งไปแล้วสุดท้ายนางจึงได้เอ่ยแก้ตัวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะหนักแน่นดังเช่นเมื่อครู่นี้แล้ว

            “... แม่ผิดเองที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเจ้าไม่ได้แต่พวกเจ้าเชื่อแม่เถิดว่าการปล่อยข่าวที่ไม่ดีเพื่อทำร้ายผู้อื่นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งสาเหตุที่แม่ปล่อยข่าวเรื่องเหมืองทองเป็นเพราะแม่มั่นใจว่าที่เมืองเทียนเฟิงมีเหมืองทองจริงๆหากทุกคนไปที่นั่นก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น”เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็นิ่งงันไปแล้วก็เป็นจ้าวฉางเยี่ยนที่เอ่ยถามเจียงฉิงฟางออกมาตามตรง

            “แล้วท่านแม่ไม่คิดจะไปหาเงินที่เมืองเทียนเฟิงแล้วหรือ”คำถามของบุตรชายทำให้เจียงฉิงฟางนิ่งงันไปครู่หนึ่งเพื่อที่จะหาคำตอบเด็กน้อยทั้งสามมีความคิดอ่านไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าผู้ใหญ่ที่โตแล้วเช่นนี้ทำให้นางต้องคิดหาคำตอบที่เหมาะสมนานพอสมควร

            “เดิมทีแม่ก็คิดถึงแต่ความมั่งคั่งจึงได้ทอดทิ้งพวกเจ้าไปแต่ตอนที่กำลังจะตายแม่ก็เอาแต่คิดว่าหากไม่มีแม่แล้วพวกเจ้าจะอยู่กันตามลำพังได้ไหม”เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาเพื่อปิดบังความเห็นแก่ตัวที่สุดแสนจะโหดร้ายของเจียงฉิงฟางที่ในนิยายเคยบรรยายเอาไว้

            “ยามนี้แม่คิดได้แล้วขอแค่เพียงพวกเราได้อยู่อย่างพร้อมหน้าเรื่องความมั่งคั่งเหล่านั้นแม่จะต้องพยายามทำให้กลายเป็นความมั่งคั่งของครอบครัวของพวกเราให้ได้”เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาพลางคิดคำนวณอยู่ในใจ

            นางจำได้ว่านางเอกที่อยู่ในนิยายเรื่องนี้ทำเครื่องหอมและสบู่ขายจนร่ำรวยนางจึงคิดว่าตัวนางเองก็น่าจะทำได้ก่อนที่นางจะทะลุมิติเข้ามานางเคยลงเรียนวิธีการทำสบู่แบบโบราณอีกทั้งยังเคยเรียนการปรุงเครื่องหอมจากภูมิปัญญาชาวบ้านดังนั้นการทำสบู่และเครื่องหอมจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนางสาเหตุที่นางเอกในนิยายสามารถค้าขายจนร่ำรวยได้เป็นเพราะนางเอกทำสบู่หอมวางขายในราคาถูกเป็นเจ้าแรกๆในเมื่อยามนี้นางเอกของนิยายเรื่องนี้ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งดังนั้นคนที่วางขายสบู่หอมในราคาถูกคนแรกก็ควรจะเป็นนาง

            ‘ต้องขอโทษด้วยนะฉินซิงเหยา ฉันไม่อยากจะเป็นแค่ตัวประกอบธรรมดาทั่วไปอีกต่อไปแล้วดังนั้นฉันคงต้องรีบลงมือแย่งชิงความร่ำรวยจากเธอไปก่อนเสียแล้ว’ เจียงฉิงฟางคิดอยู่ในใจพลางเริ่มวางแผนการอยู่ในใจว่านางจะทำสบู่หอมด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดไหนเป็นกลิ่นแรกดี

            ดอกไม้ที่เจียงฉิงฟางนำมาสกัดกลิ่นหอมออกเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องหอมและนำมาทำเป็นสบู่หอมก็คือดอกกุ้ยกลิ่นหอมอันโดดเด่นเมื่อนำมาปรุงแต่งเพิ่มอย่างพิถีพิถันก็ทำให้ความหอมยิ่งติดทนนานและมีความหอมละมุนมากยิ่งขึ้น

            “ท่านแม่สตรีในหมู่บ้านของพวกเราแค่เสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่ก็ยังปะชุนแล้วปะชุนอีกท่านแม่คิดว่าพวกนางจะยอมจ่ายเงินมาซื้อเครื่องหอมและสบู่หอมของท่านหรือ”จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยถามออกมาพลางมองดูธูปหอมที่มารดาของเขาทำยังมีสิ่งที่ท่านแม่ของเขาเรียกว่าน้ำหอมและสบู่อีกแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะหอมและดูน่าใช้แต่เขาก็ยังคงคิดว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่น่าจะขายได้

            “แรกๆพวกนางอาจจะไม่ยอมซื้อ แต่ก็ใช่ว่าต่อไปจะไม่ซื้อพวกเจ้าอย่าลืมไปช่วยกันเก็บดอกอิงฮวามาให้แม่กลิ่นต่อไปที่แม่จะทำก็คือดอกอิงฮวา”เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข ทุกวันนี้หลังจากที่นางเว้นว่างจากการปลูกผักเลี้ยงไก่และทำอาหารให้ตนเองและเด็กๆ กินนางก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ลองผิดลองถูกทำทั้งธูปหอม น้ำหอมสกัดเข้มข้นแล้วก็ลองทำสบู่หอม ในที่สุดนางก็สามารถทำทั้งสามอย่างได้สำเร็จยามนี้ก็เหลือแค่เพียงนำออกไปเปิดตลาดเพียงเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องมารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม ที่คุณอ่าน