เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 74 สายเลือด

    ในคำคืนที่มืดมิดของเมืองศิลามีเพียงความเงียบสงัดที่ปกครุมไปทุกพื้นที่ ตอนนี้เทียนอี้ได้นั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องพักของตัวเอง โดยตรงหน้าของเทียนอี้ตอนนี้ได้มีแร่ปริศนาวางอยู่ก้อนหนึ่ง เป็นก้อนแร่โลหะสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยเส้นสายสีเงินมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งก้อน ที่มองดูสวยงาม ลึกลับ แปลกตา ในเวลาเดียวกัน
    เทียนอี้จ้องมองแร่โลหะปริศนาก้อนนั้นด้วยท่าทางครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นเทียนอี้จึงเรียกจิตกระบี่ราชันย์ของตนเองออกมา ทันทีที่จิตกระบี่ราชันย์ออกมามันก็เกิดอาการสั่นขึ้นมาทันทีราวกับกำลังตื่นเต้นดีใจแต่ จากนั้นเทียนอี้จึงส่งจิตกระบี่ราชันย์ออกไปหาแร่โลหะก้อนนั้น
    จิตกระบี่ราชันย์ทำเพียงบินวนไปมารอบๆ แร่โลหะปริศนาก้อนนั้นไปมาเท่านั้น ดังกับว่ามันต้องการที่จะสื่ออะไรบางอย่างให้เทียนอี้รู้ หลังจากที่จิตกระบี่ราชันย์บินวนอยู่เช่นนั้นอยู่นานก็ไม่เกิดอะไรขึ้นอีก ทำให้เทียนอี้ต้องเก็บกระบี่ราชันย์กลับไปในที่สุด
    หลังจากนั้นเทียนอี้ก็ได้ทดลองอีกหลายวิธี ทั้งใช้เปลวเพลิงทมิฬของมังกรบรรพกาล เปลวเพลิงหยางของมังกรขาวแห่งแสง ผลปรากฎว่าเปลวเพลิงทมิฬไม่สามารถหลอมละลายโลหะปริศนาก้อนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันกลับทำลายเส้นไยสีเงินภายในเนื้อโลหะไปเป็นจำนวนมาก
    แต่ก็ยังดีที่เปลวเพลิงหยางของมังกรขาวนั้นกลับให้ผลที่น่าพอใจอยู่บ้างเล็กน้อย หลังจากที่เทียนอี้พยายามใช้เปลวเพลิงหยางหลอมโลหะก้อนหนึ่งอยู่ 1 ชั่วยามเต็ม ในที่สุดผิวด้านนอกของก้อนโลหะก็ถูกหลอมละลายลงได้ในที่สุด โดยที่เส้นใยสีเงินเหล่านั้นไม้เสียหายเลยแม้แต่น้อย
    จากการทดลองดังกล่าวทำให้เทียนอี้พึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะผลที่ออกมานั้นนับว่าเกินกว่าที่เทียนอี้ได้คาดการณ์เอาไว้มาก โลหะที่สามารถต้านทานพลังทำลายล้างของเปลวเพลิงทมิฬ ที่สามารถเผาทำลายราชันย์จักรพรรดิได้ในพริบตาได้นานนับชั่วยาม เกรงว่าบนโลกใบนี้คงไม่สามารถหาโลหะที่ทนทานมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
    หากสามารถนำแร่โลหะชนิดนี้มาสร้างเป็นอาวุธยุทธ์ภัณฑ์ได้สำเร็จแล้วล่ะก็ คงไม่สามารถจินตนาการถึงประสิทธิภาพและความทนทานของอาวุธยุทธภัณฑ์ชิ้นนั้นได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าตอนนี้การเรียกใช้เปลวเพลิงหยางนาน 1 ชั่วยามก็เป็นขีดจำกัดสูงสุดของเทียนอี้แล้ว
    หากต้องการที่หลอมขึ้นรูปโลหะชนิดนี้เป็นอาวุธจริงๆ เกรงว่าต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วยาม ดังนั้นเพื่อที่จะหลอมโลหะชนิดนี้เทียนอี้จะต้องหาวิธี หลอมด้วยวิธีอื่น หรือไม่ก็ต้องรอให้เทียนอี้มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นจนสามารถควบคุมเพลิงหยางได้ดั่งใจนึก ถึงจะสามารถหลอมสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ต้องการได้
    "เฮ้อ...ตอนนี้คงทําได้เพียงเท่านี้ คงต้องรอให้ข้าสามารถควบคุมเปลวเพลิงหยางได้ดั่งใจนึกก่อน ค่อยว่ากันอีกที" สุดท้ายเทียนอี้ถอนหายใจออกมาทีหนึ่งก่อนที่จะทำการเก็บโลหะก้อนนั่นลงไป และเตรียมที่จะพักผ่อนสำหรับการเดินทางต่อไปในวันพรุ่งนี้
    ขณะที่เทียนอี้กำลังจะล้มตัวลงนอนนั้นเอง ~[ฟูม ฟูม ฟูม]~ เทียนอี้ก็รู้สึกได้ทันทีว่าภายในมิติอนันต์ของตัวเองกำลังเกิดสิ่งผิดปกติ อะไรบางอย่างขึ้น ความรู้สึกนี้ราวกับว่าภายในมิติอนันต์กำลังมีพายุหมุนขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้น เทียนอี้ตัดสินใจนำกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งแล้วเขียนข้อความทิ้งไว้ ก่อนที่จะหายตัวเข้าไปในมิติอนันต์ทันที
    ~[พรึบ!]~ หลังจากที่เทียนอี้หายเข้าไปภายในมิติอนันต์ได้ไม่ถึง 3 ลมหายใจ ซุยหงก็พุ่งเข้ามาปรากฏตัวอยู่ในห้องพักของเทียนอี้อย่างรวดเร็ว เพราะว่าอยู่ๆ ตัวตนของเทียนอี้ก็หายออกไปจากสัมผัสของมันในทันที
    ด้วยความเป็นห่วงซุยหงจึงรีบพุ่งทะยานเข้ามาภายในห้องของเทียนอี้ทันที หลังจากที่สำรวจบริเวณรอบรอบแล้วก็ไม่พบร่างของเทียนอี้ พบเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางไว้บนโต๊ะซุยหงจึงหยิบมันขึ้นมาดูทันที แน่นอนว่ากระดาษแผ่นนี้เทียนอี้ตั้งใจที่จะทิ้งไว้ให้ซุยหงนั้นเองภายในเทียนอี้ได้ทิ้งข้อความเอาไว้ว่า
    ภายในมิติอนันต์เกิดความผิดปกติขึ้นบางอย่าง ไม่ต้องเป็นกังวลข้าเพียงเข้าไปสำรวจความผิดปกติของนิติอนันต์เท่านั้น
    หลังจากได้อ่านข้อความที่เทียนอี้ทิ้งไว้ให้ ซุยหงก็พึมพำออกมาคนเดียวว่า "เกิดอะไรขึ้นภายในมิติอนันต์กันแน่ทำไมน้องชายเทียนอี้ถึงมีท่าทางรีบร้อนขนาดนี้" เมื่อเห็นว่าคิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาสุดท้ายซุงหงก็ได้กลับไปที่ห้องพักของตัวเองก่อนเพื่อที่จะพาเหม่ยลี่เข้ามารอเทียนอี้ที่ห้องพัก เพราะถึงแม้เทียนอี้จะทิ้งข้อความไว้เช่นนั้นแต่ซุยหงก็ยังเป็นห่วงเทียนอี้อยู่ดี
    ภายในมิติอนันต์ตอนนี้ตรงหน้าของเทียนอี้ปรากฎเป็นลมหมุนขนาดใหญ่ขึ้นมาจริงๆ อีกทั้งลมหมุนนี้ยังครอบทับอยู่บนรังไหม่ยักสองใบของพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองอีกด้วย ลมหมุนที่แสนดุดันนี้พัดพาจนมิติอนันต์สั่นไหว บางครั้งกระแสลมจากตาพายุก็สามารถฉีกกระชากมิติอนันต์จนขีดเป็นริวๆได้
    แต่ไม่นานรอยฉีกขาดนั้นก็เล็กลงจนกลับเป็นปกติไม่ต้องจินตนาการเลยว่า หากอยู่ใกล้กับบริเวณตาพายุต่อให้เป็นครึ่งเซียนก็ต้องตกตายโดยการถูกฉีกเป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน โชคยังดีที่ตอนนี้เทียนอี้อยู่ห่างจากตาพายุอยู่ค่อนข้างไกลแต่อย่างนั้นสายลมที่อยู่บริเวณนี้ก็ยังรุนแรงจนสามารถทำให้กายาเทพมังกรอันแข็งแกร่งของเทียนอี้รู้สึกระคายเคืองได้
    ชัดเจนว่าพายุหมุนนี้ต้องเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรังไหมทั้งสองอย่างแน่นอน ลมหมุนได้ดูดเอาพลังปราณบริสุทธิ์ภายในมิติอนันต์เข้าไปในรังไหมทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง หลายชั่วยามผ่านไปใน พลังงานบริสุทธิ์ปริมาณมหาศาลที่อยู่ภายในมิติอนันต์ ได้ถูกดูดเข้าไปในรังไหมจนเทียนอี้รู้สึกได้ว่าพลังปราณบริสุทธิ์ที่อยู่รอบๆเริ่มที่จะบางเบาลงบ้างแล้ว
    แต่ในขณะนั้นเองอยู่ๆลมพายุที่เคยพัดอย่างบ้าคลั่ง รุนแรงก็ได้หยุดนิ่งกระทันหัน หลังจากนั้นรังไหมทั้งสองก็ระเบิดแสงสีรุ้งสว่างจ้าจนบดบังการมองเห็นของเทียนอี้ทั้งหมดออกมา ~[ซวบ]~ ภายในจุดกึ่งกลางของแสงสว่างนั้นรังไหมทั้งสองเองก็ได้ถูกดูดเข้าไปเช่นกันก่อนที่จะเกิดเสียงดัง ~[วิ้งค์ วิ้งค์]~ ตามออกมา แล้วแสงสว่างจ้าก็ค่อยๆจางลงไปในที่สุด
    ~[กรี๊ซ.....]~
    เสียงร้องของวิหคสวรรค์ดังกังวาลไปทั่วทั้งภายในมิติอนันต์ เสียงใสก้องกังวาลเต็มไปด้วยพลังอันบริสุทธิ์ทำให้ผู้ได้ฟังรู้สึกราวกับจิตใจถูกชำระล้าง เป็นเสียงที่ทำให้จิตมารทั้งปวงสั่นสะท้าน ราวกับเสียงวิหคจากสวรรค์ที่เปร่งออกมาเพื่อชำระล้างสิ่งชั่วร้ายภายในจิตใจทั่วทั้งปฐพี เพียงไม่นานในที่สุดดวงตาอันพร่ามัวของเทียนอี้ค่อยๆกลับมามองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง ภายในครรลองจักษุของเทียนอี้ตอนนี้กลับไม่ใช่ภาพของพญทเหยี่ยวเวหาม่วงทองอีกต่อไป
    ตอนนี้ตรงหน้าของเทียนอี้ปรากฏเป็นร่างของของวิหคสวรรค์ขนาดยักษ์สองตน ที่มีหัวและรำคอเป็นสีน้ำเงินอันงดงาม จะงอยปากและกรงเล็บสีเงินยวงน่าเกรงขาม ปีกและรำตัวเป็นสีส้มแดงที่มองดูน่าหลงไหล ช่างเป็นการวิวัฒนาการที่พลิกโฉมไปจากรูปร่างเดิมอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้จากพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองกลับกลายเป็นวิหคสวรรค์ที่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม
    เทียนอี้ยืนมองสองวิหคสวรรค์ที่งดงามอยู่อย่างนั้นไปพักใหญ่ จนกระทั้งวิหคสวรรค์ทั้งสองลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเทียนอี้กำลังยืนมองอยู่เบื่องหน้าวิหคสวรรค์ทั้งสองก็ก้มหัวลงให้กับเทียนอี้ทันทีเพื่อเป็นการทำความเคารพ เทียนอี้ทะยานร่างมายืนอยู่ตรงหน้าของทั้งคู่พร้อมทั้งยิ้มกว้างเพื่อเป็นการทักทาย
    "ยินดีด้วยในที่สุดพวกเจ้าก็สามารถกลับสู่สายเลือดดั้งเดิมได้สำเร็จ" เทียนอี้พูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแสดงความยินดี เพียงเห็นรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของทั้งคู่เทียนอี้ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าแท้จริงแล้วบรรพบุรุษของพวกมันแท้จริงแล้วคือวิหคสวรรค์ ถึงจะเป็นที่โลกหลักวิหคสวรรค์ก็ถึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังและลึกลับเป็นอย่างมากชนิดหนึ่ง!
    “พวกเราเองคาดไม่ถึงเช่นกันว่าท่านจะเป็นถึงผู้ที่มีสายเลือดแห่งทวยเทพที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ ถึงกับทำให้พวกเราสามารถย้อนกลับสู่สายเลือดดังเดิมได้หลังจากทำพันธสัญญา” ลี่ซานกล่าวออกมาพร้อมทั้งก้มหัวให้เทียนอี้อีกครั้ง
    คำพูดของลี่ซานทำให้คิ้วของเทียนอี้ขมวดเข้าหากันทันที ก่อนที่จะถามออกไปด้วยความสงสัยว่า “สายเลือดแห่งทวยเทพเจ้าหมายความว่ายังไง”
    ลี่ซานและลี่หยินก็แสดงสีหน้าที่ไม่มั่นใจออกมาก่อนที่ลี่ซานจะพูดออดมาว่า “ข้าเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรเหมือนกัน สิ่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในความทรงจำที่ถ่ายทอดผ่านทางสายเลือดของพวกเรา” “ใช่แล้วมีเพียงการทำพันธสัญญากับผู้ที่มีสายเลือดแห่งทวยเทพที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถทำให้สัตว์อสูรเช่นพวกเราสามารถวิวัฒนาการย้อนกลับสู่สายเลือดดั้งเดิมของเราได้” ลี่หยินพูดเสริมขึ้นมา
    หลังจากที่ทั้งสองยืนยันออกมาเช่นนี้เทียนอี้ก็ยิ่งตกอยู่ในความสับสนก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้ากำลังจะบอกข้าว่าข้ามีสายเลือดของทวยเทพอะไรนั้นเช่นนั้นใช่ไหม?” “พวกเราคิดว่าสมควรเป็นเช่นนั้น” ลี่ซานและลี่หยินตอบเทียนอี้ออกมาพร้อมกัน
    เทียนอี้ตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองทันทีหลังจากได้ยินสิ่งที่ลี่ซานและลี่หยินพูด ตอนนี้ในใจของเทียนอี้คิดได้เพียงว่า [หรือว่าความจริงแล้วเราจะมีต้นกำเนิดมาจากโลกหลัก แล้วเรามาอยู่ที่โลกใบนี้ได้ยังไงกัน]
    ~[กรู้วว]~ เสียงร้องเล็กๆดังออกมาจากใต้ปีกของลี่หยินช่วยดึงเทียนอี้ออกจากห้วงความคิดของตัวเอง เทียนอี้หันไปมองที่มาของเสียงนั้นทันทีก่อนที่จะพบวิหคสวรรค์ตัวเล็กอ้วนกลมน่ารักที่มีขนาดไม่ต่างไปจากเด็กมนุษย์วัย 5 ขวบมุดออกมาจากใต้ปีกอันใหญ่โตของลี่หยิน
    “หรือว่าเด็กคนนี้คือ..” เทียนอี้ถามออกมาด้วยความสงสัย แต่ใบหน้ากลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม
    “ไม่ผิด...เด็กคนนี้คือลูกของพวกเราที่ท่านได้ช่วยเอาไว้ทันและยังเป็นสายเลือดย้อนกลับตั้งแต่กำเนิดด้วย” ลี่ซานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข
    “พวกเรามีเรื่องจะปรึกษากับท่าน เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้มีพระคุณ พวกเราอยากให้ท่านช่วยตั้งชื่อให้เด็กคนนี้ได้หรือไม่?” ลี่หยินถามเทียนอี้ด้วยน้ำเสียงเคารพน้อบน้อม
    “ได้..ได้แน่นอน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เทียนอี้หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างมีความสุข “บิดาชื่อลี่ซาน มารดาชื่อลี่หยิน การถือกำเนิดก็นับเป็นพรจากสวรรค์ อีกทั้งยังมีสายเลือดวิหคสวรรค์อันทรงพลังเช่นนั้นข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าว่า ลี่เทียนกั่ว ก็แล้วกันพวกเจ้าคิดว่าเป็นยังไง”
    “ยอดเยี่ยมเป็นชื่อที่ดีขอบคุณนายน้อยอีกครั้ง” ลี่ซานพูดออกมาด้วยความยินดี ~[กรู๊วๆๆ]~ และดูเหมือนว่าวิหคสวรรค์ตัวน้อยก็จะชื่นชอบชื่อนี้ที่เทียนอี้เป็นผู้ตั้งให้เช่นกันมันร้องออกมาเสียงดังพร้อมทั้งวิ่งวนไปรอบๆตัวของเทียนอี้อย่างร่าเริง ในตอนนี้เทียนอี้ได้ลืมเรื่องของสายเลือดสายเลือดของตัวเองไปในที่สุด


    error loaded

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน