‘ถูกปฏิเสธหรือ?’
มองดูรายชื่อผู้ถูกคัดเลือกทั้งสามใบแล้ว ฉู่เหินก็ยืนอึ้งอยู่กับที่สองมือกำหมัดโดยไม่รู้ตัว หว่างคิ้วปรากฏแววลึกซึ้งหลายส่วน
ศิษย์หนุ่มสาวที่มุงดูรอบด้านยิ่งตระหนกใเป็เท่าตัวต่างคนต่างก็คาดไม่ถึงกันทั้งนั้น
“แปลกมาก ไม่มีชื่อเขาได้อย่างไร?”
“ไร้เหตุผลสิ้นดี! เมื่อวานเขาฆ่าหมีพิโรธเกราะเกล็ดตายได้ในสองทีเชียวนะ”
“ชักไม่เข้าใจแล้ว”
...
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์เื่นี้กันทั้งนั้น เหตุการณ์สุดท้ายในการทดสอบของศิษย์กลุ่มแรกเมื่อวานยังตราตรึงตามหลักแล้วฉู่เหินทำได้ถึงเพียงนั้น ย่อมจะต้องได้รับการคัดเลือกอย่างไร้ปัญหา
แต่ความเป็จริงกลับเหนือความคาดหมายของทุกคนอย่างสิ้นเชิง
นอกจากพวกที่ฉงนฉงายและเสียดายฉู่เหินแล้วก็ยังมีพวกที่มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นอยู่ไม่น้อย
“ความจริงถูกปฏิเสธก็ไม่แปลก เหตุการณ์เมื่อวานนั้น หมีพิโรธเกราะเกล็ดมันสิ้นเรี่ยวแรงแล้วลงมือปลิดชีพได้ง่ายดายมากเหตุที่เขาไม่เคยบอกแผนการของตัวเองต่อศิษย์คนอื่นก็เพราะ้าจะ ‘เหยียบ’ พวกเดียวกันขึ้นไปหลอกใช้พวกเดียวกันเช่นนี้ไม่สมควรได้รับการยกย่อง”
“พูดเป็ตุเป็ตะไปได้ ขอทีเถอะ นั่นมันก็แค่การทดสอบมาพูดเื่หลอกใช้ไม่หลอกใช้อะไรกัน”
“ใช่แล้ว เขายังช่วยคุณหนูเฉินอวี้ไว้อีกต่างหาก!”
“ฮึ เช่นนั้นพวกเ้าก็ลองบอกซิว่าทำไมเขาถึงถูกสำนักมหาหัสดีปฏิเสธ?นอกจากสาเหตุนี้แล้ว ยังจะคิดสาเหตุอื่นใดออกอีกหรือ?”
“เื่นั้นมัน...”
...
เสียงกระซิบกระซาบรอบด้านดั่งน้ำหลากหลั่งไหลเข้าหูของฉู่เหินไม่ขาดสาย
ฉู่เหินเพ่งสายตาเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจพรืดยาว ไม่คิดจะหยุดอยู่ที่นี่นานหันหลังเดินจากไปทันที
ฉู่เหินผู้เดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมามีทั้งจิตใจหนักอึ้งและฉงนฉงาย
ก่อนหน้านี้ก็ถูกสำนักวายุจักรพรรดิปฏิเสธไปมาคราวนี้ยังถูกสำนักมหาหัสดีปฏิเสธอีก
‘สองเื่นี้จะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?’
หากสองเื่นี้เกี่ยวข้องกันจริง เื่ก็ง่ายดายขึ้นมากนัก
‘มีคนกำลังเป็ปฏิปักษ์กับเขาอยู่หรือ?’
ฉู่เหินมีแววตาสงสัยเหลือหลายเขาเพิ่งเข้าเมืองหลวงมาไม่ถึงสามวันเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำผิดต่อผู้ใดทั้งนั้น
หรือจะเป็เื่ที่ตระกูลหลิ่วก่อขึ้นมา? แต่ที่นี่มันนครหลวงตระกูลหลิ่วไม่ได้ใหญ่คับฟ้าในเมืองหลินเหยียนด้วยซ้ำจะสอดมือเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร
“ช่างมัน...”
ฉู่เหินส่ายหน้า ในเมื่อคาดเดาไม่ได้ก็อย่าเพิ่งคิดถึงมันแล้วกันไม่ว่าอย่างไร ตนก็ถูกสำนักมหาหัสดีปฏิเสธไปแล้ว ต่อจากนี้ต้องหาทางออกอื่น
ไม่นานนัก ฉู่เหินก็สงบอารมณ์ในหัวใจลงได้ ดวงตาวาววามด้วยแสงแห่งความทรหด
จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทิศทางหนึ่งโดยไร้ลังเล
...
สำนักมหาหัสดี!
อาคารกว้างใหญ่แผ่ขจายกลิ่นอายใหญ่โตโอ่อ่า
เสาหินสีแดงชาดเรียงรายตามทางเดินอันกว้างขวางทางเดินนั้นทอดยาวไปถึงห้องอันประดับประดาหรูหราห้องหนึ่งแต่กลับมีเสียงถกเถียงล่องลอยมา
“อาจารย์าุโเหวย ท่านหมายความว่าอะไร?”
“ฮึ อาจารย์ลู่ซู่ ฟังน้ำเสียงตัวท่านเองเสียบ้าง” ชายกลางวัยสี่สิบกว่าๆนั่งบนเก้าอี้ตัวกว้าง มองชายฉกรรจ์วัยสามสิบกว่าๆ เบื้องหน้าแววตาไม่พอใจ
รายหลังหาใช่ใครอื่นใด เป็อาจารย์คุมสอบหลักของสำนักเมื่อวานนี้ลู่ซู่นั่นเอง
ลู่ซู่ในยามนี้ขมวดคิ้วมุ่น อารมณ์เหมือนจะเดือดพล่านเขาชี้กระดาษรายชื่อในมือ “อาจารย์าุโเหวยทำไมท่านต้องถอดชื่อศิษย์นามฉู่เหินคนนั้นออกด้วย?”
“เฮอะๆ...” ชายวัยกลางคนผู้ถูกเรียกว่าอาจารย์าุโเหวยหัวเราะนิ่ง“ข้าว่ามันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอันใด แค่ศิษย์คนหนึ่งเท่านั้นเอง”
“แต่เขาผ่านการทดสอบ อย่างน้อยท่านควรจะบอกเหตุผลที่ท่านปฏิเสธเขากับข้า”
“อาจารย์ลู่ อาจารย์าุโผู้นี้ตัดสินใจอันใดต้องชี้แจงแก่เ้าด้วยหรือ?”อาจารย์าุโเหวยจ้องอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็นน้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่แยแส
ลู่ซู่โกรธจนไฟลุก เขายอมรับตัวศิษย์ที่ชื่อฉู่เหินนี้มาก
ยามนี้อีกฝ่ายเอะอะจะถอดชื่อก็ถอดเลย มิหนำซ้ำยังไม่มีเหตุผลชัดเจนอีกด้วยสมควรจะไม่พอใจไม่มากก็น้อย
“อาจารย์าุโเหวย” ลู่ซู่ขมวดคิ้วเป็ปม ว่าต่อด้วยเสียงเคร่งชัดเจนทุกถ้อยคำ“ผู้รับผิดชอบการทดสอบศิษย์ใหม่คือข้า”
“แล้วอย่างไรกันเล่า? หากเ้าไม่พอใจต่อการตัดสินใจของข้าก็ไปรายงานเ้าสำนักเสีย แต่อาจารย์าุโผู้นี้จะเตือนเ้าสักหน่อยอย่าเอาตัวไปเสี่ยงเพียงเพื่อเื่ขี้หมูราขี้หมาแห้งจะดีกว่า”
“เ้า...”
ลู่ซู่สีหน้าเปลี่ยน ถ้อยคำของอีกฝ่ายข่มขู่กันชัดเจนนัก
เป็ไปไม่ได้ที่จะรายงานเ้าสำนัก เพียงเพราะถอดชื่อศิษย์ใหม่คนหนึ่งออกเท่านั้นอย่าว่าแต่เ้าสำนักเลย ต่อให้เป็อาจารย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่งก็ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำไปนี่มันเป็เื่ขี้หมูราขี้หมาแห้งอย่างเห็นได้ชัด
ลู่ซู่ต่อสู้ไม่ยินยอมเช่นนี้เป็เพราะเขาคิดว่าฉู่เหินเป็บุคคลฟ้าประทานที่สามารถหมายมั่นปั้นมือให้ดีได้ล้วนๆถอดถอนไปมันน่าเสียดายจริงๆ แต่สถานะเช่นเขาไม่อาจต่อกรกับอาจารย์าุโเหวยตรงหน้าได้จึงได้แต่ต้องกล้ำกลืนลงไปแม้ใจจะอยากช่วยเหลือเกิน
“ไปได้แล้ว อาจารย์าุโยังมีธุระต้องจัดการ...”อาจารย์าุโเหวยตัดบทไม่แยแส
ลู่ซู่ระงับโทสะในอกที่ไม่อาจระบายออกมากำหมัดแน่นแล้วหันหลังตะบึงตะบอนจากไป
อาจารย์าุโเหวยปรายหางตาเมินเฉย ใบหน้าเจือความขำขันอันเหยียดหยาม
...
ยามเที่ยงวัน ฉู่เหินมาถึงประตูเคหาสน์หลังหนึ่ง
เบื้องบนประตูสำนักอันโอฬารน่าเกรงขามแขวนป้ายไว้ใบหนึ่งบนป้ายสลักอักษรอันเฉียบคมสี่ตัว
‘สำนักจันทร์สกาว’
สำนักจันทร์สกาว หนึ่งในห้ามหาสำนักแห่งนครหลวง
ฉู่เหินเลือกสำนักแห่งนี้เพราะหลงเสวียนซวงอยู่ที่นี่แน่อยู่แล้ว
ธิดาคนเล็กของหลงจ้าน พี่หญิงรองของฉู่เหินแม้จะไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันทางสายเื ผนวกกับหลงเสวียนซวงไม่ได้สนิทสนมกับเขาเหมือนกับหลงชิงหยางแต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็ครอบครัวที่โตด้วยกันมา
หากได้เรียนสำนักเดียวกันกับหลงเสวียนซวงแล้วไซร้ต้องไม่ใช่เื่เลวร้ายแน่
ชั่วขณะนี้ ประตูใหญ่สำนักจันทร์สกาวแทบจะไร้ผู้คน มีแต่องครักษ์สองสามคนกับเ้าหน้าที่ลงทะเบียนตรงทางซ้ายของบันไดคนหนึ่งเท่านั้น
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะตัวยาวอย่างแสนคร้าน หรี่ตาลงหน้าตาเบื่อหน่ายเต็มทน
“ข้าอยากรายงานตัวเข้าร่วมการทดสอบ...” ฉู่เหินเดินไปเบื้องหน้าอีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยถ่อมตน
“หืม?” เ้าหน้าที่ลงทะเบียนหาวหวอดเหล่มองฉู่เหินไม่ยี่หระ “มาช้าจริงนะ? การทดสอบวันนี้เริ่มไปนานแล้ว”
“เช่นนั้นข้าขอรายงานตัวเข้าร่วมวันพรุ่งนี้” ฉู่เหินว่าต่อ
ชายหนุ่มไม่ตอบกลับมา แต่หันไปะโใส่ทางประตูใหญ่สำนักจันทร์สกาว“ฮ่าวจึ...”
‘ฮ่าวจึ?’
ฉู่เหินอึ้งไป นี่มันชื่อคนหรือนี่?
“ฮ่าวจึ” เห็นยังไม่มีความเคลื่อนไหว ชายคนเดิมก็ะโเรียกอีกสองสามรอบ
“มาแล้วๆ จะเร่งไปตายหรือ?” สิ้นเสียงต่อว่าไม่พอใจเด็กหนุ่มตัวเล็ก หัวเล็ก ตาเล็กก็วิ่งออกมาจากประตูใหญ่สำนักจันทร์สกาว
เพียงเห็นรูปร่างหน้าตาของเขาฉู่เหินก็เข้าใจ ว่าชื่อ ‘ฮ่าวจึ’ นี้มีที่มาจริง
โดยเฉพาะดวงตาเล็กๆ ของเขาที่เหมือนหนูราวกับแกะ
“ฮ่าวจึ เ้าตกบ่อขี้หรือถูกขี้อุดหูมากันหา? เรียกตั้งนานถึงเพิ่งขานเนี่ย?”ชายลงทะเบียนอ้าปากด่า
“เ้าสิตกบ่อขี้ ะโให้มันดังอีกหน่อยไม่ได้หรือไงเล่า? รู้อยู่ว่าหูข้ามันเล็ก เ้าจงใจนี่หว่า!”ฮ่าวจึอ้าปากสวนกลับไม่เกรงใจ
พอได้ยินบทสนทนาของคนทั้งคู่ ฉู่เหินก็หน้ามืด
‘สองคนนี้เป็คนของสำนักจันทร์สกาวจริงหรือนี่?’
หรือเขาเดินมาผิดทาง!
“เ้าเป็ใคร บอกชื่อแซ่กับอายุหน่อยซิ”ชายรับหน้าที่ลงทะเบียนหันกลับมามองฉู่เหินอีกครั้ง
“ฉู่เหิน สิบหกปี!”
หลังลงทะเบียนง่ายๆ เสร็จสิ้น ชายคนนั้นก็เบนตัวไปบอก “ฮ่าวจึพาเขาไปสนามสอบทีซิ ดูซิว่ายังจัดที่ได้อยู่ไหม ถ้าไม่ได้ก็ต้องรอคราวหน้าแล้ว”
“ขอบคุณมาก!” ฉู่เหินพยักหน้าซึ้งน้ำใจ
ชายคนนั้นปัดป่ายมือไม่ว่ากระไร
แต่ฮ่าวจึชายตาเล็กกลับกระตือรือร้นเป็อันมาก “แฮะๆ ตามข้ามาสิ! จะว่าไปเ้านี่ก็มาช้าดีจริง ทดสอบวันนี้มันเริ่มไปั้แ่เช้าแล้วไม่รู้ว่าจะยังเข้าร่วมได้อยู่ไหมด้วย!”
“วันนี้ข้าเกิดเื่ไม่คาดฝันนิดหน่อย ทำให้เ้าลำบากแล้ว”ฉู่เหินตอบกลับ
“ไม่เป็ไรๆ หลายวันมานี้ข้าเห็นคนเจอแบบเ้ามานักต่อนักแล้ว เ้าต้องพยายามเข้านะ! หากเข้าสำนักจันทร์สกาวเราได้ อนาคตข้างหน้าสดใสแน่ล่ะเ้าควรจะมีพลังระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ดกระมัง?”
“หืม?” ฉู่เหินชะงักเล็กน้อย
“ไม่ใช่หรือ? แล้วขั้นหกเล่า? ขั้นหกคงถึงแล้วกระมัง?”ฮ่าวจึว่าต่อ “หากยังไม่ถึงขั้นหกก็คงยากหน่อยแล้ว แต่ไม่เป็ไรหรอกโอกาสวันหลังยังมี เหมือนข้านี่ สอบมาตั้งสองปีกว่าจะเข้าสำนักจันทร์สกาวได้อย่ายอมแพ้ก็พอแล้ว...”
ฮ่าวจึเป็พวกพูดเก่งสายเืบริสุทธิ์อายุแก่กว่าฉู่เหินไม่เท่าไรก็ทำวางมาดเป็ผู้าุโกว่าเสียแล้วแต่รูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายกลับไม่ให้เอาเสียเลย มองดูยังชวนขบขันไม่เบา
แน่นอนว่าฉู่เหินไม่ได้ผลักไสคนประเภท ‘พูดเป็ต่อยหอย’ ในเมื่อทุกคำพูดและการกระทำของเขาล้วนแฝงความห่วงใยไว้ทั้งนั้น
...
ฮ่าวจึนำทางฉู่เหินมาถึงลานเต๋ากว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
คนออกันเต็มลานนั้น โดยมากเป็หนุ่มสาวอายุอานามราวสิบห้าสิบหกนับรวมทั้งหน้าหลังได้ราวห้าหกร้อยคน ณเวลานี้สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมองไปที่เวทีใจกลางลาน
เวทีนั้นมีเสียงปะทะกันของพลังหยวนแท้และเสียงะโกู่ก้องของฝูงชนดังมา
ฉู่เหินมองตามไป เห็นบนเวทีกำลังต่อสู้กันอยู่
หนุ่มสาวเยาว์วัยยี่สิบสามสิบคนล้อมบุกคนเพียงคนเดียวผู้ถูกล้อมนั้นคือชายอายุราวสามสิบร่างกำยำสูงใหญ่ แข็งแรงเหมือนหมีมือกำดาบใหญ่เล่มหนึ่ง เผชิญกับการปิดล้อมของศิษย์มากมายอย่างสุขุมไม่ไหวติง...
“นี่หรือเนื้อหาการทดสอบ?” ฉู่เหินซักไซ้ด้วยกังขา
“อื้ม!” ฮ่าวจึพยักหน้า พลางว่า“เนื้อหาการทดสอบสำนักจันทร์สกาวของพวกเราง่ายดายมาก มีแค่อย่างเดียวคือรวมกลุ่มกันสามสิบคนบุกใส่อาจารย์หลิวเหมิ่งให้สุดแรงเกิดแค่ยืนหยัดรับการบุกของอาจารย์หลิวเหมิ่งให้ได้หนึ่งในสี่ของครึ่งชั่วยามก็ผ่านได้แล้ว...”
………………………..