ทางด้านเสิ่นหงชุ่ยเองก็เพิ่งแบกจอบออกมาจากไร่นาเมื่อเธอเห็นครอบครัวของหลี่เสวี่ยเหลียนก็ไม่แม้แต่จะทักทายกลับฉุดกระชากเสิ่นหลิงเดินหนีไปอย่างหัวเสีย
หลี่เสวี่ยเหลียนเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจเธอมองตามหลังเจียงอิ๋งอิ๋งที่อุ้มกระต่ายเดินอยู่ด้านหน้าด้วยรอยยิ้มละไมก่อนจะกระทุ้งศอกใส่ลูกชายตนเอง “มัวแต่เดินตามหลังแม่ทำไมล่ะไปชวนเมียแกคุยนู่น!”
เสิ่นเหยาขยับปากจะบอกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคือการรอวันหย่ากันในเร็ววันนี้แต่สุดท้ายก็จำต้องก้าวยาวๆ สองสามก้าวขึ้นไปเดินเคียงข้างกับเจียงอิ๋งอิ๋ง
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงหน้ามามองพร้อมกับระบายยิ้มคำเยินยอไหลลื่นออกจากปากได้อย่างเป็ธรรมชาติ “พี่เหยาพี่ทำงานเก่งจังเลย จอบนั่นฉันยังยกไม่ไหวเลยค่ะ!”
เสิ่นเหยาเหลือบมองลำแขนเรียวบางของเธอ“อยู่ที่บ้านเดิมเธอก็ไม่ทำงานเลยหรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งนึกย้อนกลับไปเ้าของร่างเดิมมีพี่ชายสามคน พี่สาวสองคน และเธอเป็ลูกสาวคนสุดท้อง
ครอบครัวมีสมาชิกมากมายเป็ครอบครัวใหญ่อีกทั้งพ่อยังเป็ผู้ใหญ่บ้าน
เธอเกิดมามีหน้าตาสะสวยปานสลักเสลาด้วยหยกแม่ของเธอจึงฟูมฟักเลี้ยงดูมาราวกับไข่ในหิน นั่นทำให้เจียงอิ๋งอิ๋งมีนิสัยอวดดีเอาแต่ใจ และเคยตัวกับการอยู่อย่างสุขสบายใจหวังเพียงแต่จะปีนป่ายขึ้นไปอยู่ในที่สูงๆ เท่านั้น
“เคยไปส่งข้าวค่ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งตอบตามความจริงก่อนจะยื่นมือน้อยๆ ที่ขาวเนียนนุ่มนิ่มออกมา แล้วกัดริมฝีปากเอ่ยอย่างขัดเขิน“พี่เหยา ฉันเป็คนเรี่ยวแรงน้อยมาั้แ่เกิดพี่อย่ารังเกียจฉันเลยนะ”
เสิ่นเหยากลับไปนิ่งเงียบอีกครั้งเด็กสาวในชนบทที่ผอมแห้งแรงน้อยน่ะมีถมไปแต่ประเภทที่มีแรงน้อยมาแต่เกิดจนทำงานทำการไม่ได้เลยแบบนี้เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรก!
แล้วดันมาเป็ภรรยาเขาเสียด้วยแล้วการหย่าครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นได้จริงๆ หรือ?
สถานการณ์ในบ้านเขาไม่เหมือนคนอื่นต่อให้ภายหลังเขาจะมีความสามารถหาเงินทองมาได้มากมายเพียงใดแต่ในบ้านก็ยัง้าคนดูแลอยู่ดี
แม่ก็เริ่มแก่ชราลงทุกวันพ่อก็สุขภาพไม่แข็งแรง น้องสาวก็ต้องออกเรือนไปไหนจะยังมีหลานชายตัวน้อยอีกสองคน...
เจียงอิ๋งอิ๋งคนนี้ดูบอบบางจนลมพัดก็แทบปลิวเอวเธอยังไม่หนาเท่าต้นขาของเขาด้วยซ้ำ ทั้งยังรักสวยรักงามเอาแต่ใจเป็ที่สุดและที่สำคัญที่สุดคือ เธอไม่ใช่คนที่จะรู้จักกินรู้จักใช้
คนประเภทนี้เข้ากับครอบครัวของเขาไม่ได้เลยต่อให้เปลี่ยนนิสัยใจคอแล้วจะอย่างไรล่ะ? เธอไม่มีทางแบกรับภาระในบ้านที่ซอมซ่อหลังนี้ไว้ได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ชอบผู้หญิงประเภทที่ออดอ้อนออเซาะเอะอะก็ร้องโวยวายว่าเหนื่อยแบบนี้จริงๆ
หากในอนาคตเสิ่นเหยาจะหาภรรยาสักคน เขาย่อมหาคนที่ขยันและทนลำบากได้
พวกเขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกันเลย...
ทั้งคู่เดินเงียบกริบจนถึงบ้านหลี่เสวี่ยเหลียนได้แต่ร้อนใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ลูกชายเธอนี่ช่างไม่รู้จักคิดเอาเสียเลยแต่งภรรยาที่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้มาแท้ๆ กลับยังทำหน้าตายใส่ได้ลงคอ!
เมื่อก้าวเข้าประตูบ้านท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัวลงแล้ว
เสิ่นชิ่งหงต้มน้ำเตรียมจะลวกเส้นบะหมี่ไว้รอแล้วเมื่อเห็นเจียงอิ๋งอิ๋งอุ้มกระต่ายตัวเขื่องมาในอ้อมกอด เขาก็ถามด้วยความประหลาดใจ“นั่นเอามาจากไหนน่ะ?”
หลี่เสวี่ยเหลียนตอบยิ้มๆ“อิ๋งอิ๋งเก็บได้น่ะสิ! ตาเฒ่าคุณว่าแปลกไหมล่ะ? กระต่ายตัวนี้เหมือนจะจำเ้าของได้เลยนะ อยู่ดีๆมันก็หลับตาะโเข้าหาอ้อมกอดของอิ๋งอิ๋งเองเลย!”
“ฉันเกิดมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วเพิ่งจะเคยเห็นเื่ประหลาดแบบนี้เป็ครั้งแรกนี่แหละ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงคอส่งยิ้ม“แม่คะ มันคงเห็นว่าแม่จิตใจดีและงดงามราวกับเ้าแม่กวนอิมแน่เลยค่ะถึงได้จงใจวิ่งมาให้แม่ได้อิ่มท้องน่ะ!”
หลี่เสวี่ยเหลียนยิ้มจนตาหยีปิดสนิทเธอเอามือป้องปากอุทานพลางหัวเราะร่วนไปพักใหญ่ปากคอลูกสะใภ้คนนี้คงจะทาด้วยน้ำผึ้งมาล่ะมั้ง?
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นวิ่งไปหยิบกรงมาวางข้างๆ“พี่สะใภ้ เอาใส่นี่ไว้เถอะ!”
เพียงแค่่บ่ายที่ผ่านมาเธอก็เรียกคำว่าพี่สะใภ้ได้อย่างคล่องปากขึ้นแล้ว
เจียงอิ๋งอิ๋งส่ายหน้า“กระต่ายเลี้ยงยาก หน้าร้อนแบบนี้ยิ่งเจ็บป่วยง่ายพวกเรากินมันเย็นนี้เลยเถอะ”
“อะไรนะ?”
หลี่เสวี่ยเหลียนตาโตที่พูดเื่กินเนื้อกระต่ายในไร่นานั่นก็เพื่อจะยั่วโมโหเสิ่นหงชุ่ยเท่านั้นเธอไม่ได้ตั้งใจจะกินจริงๆ เสียหน่อย
กระต่ายตัวนี้อย่างน้อยก็น่าจะหนักสักสามสี่ชั่งเอาไปแลกของในเมืองได้ตั้งเยอะแยะ!
แล้วจะกินลงได้อย่างไร?
เจียงอิ๋งอิ๋งยัดกระต่ายใส่อ้อมกอดเสิ่นเหยา“พี่เหยา พี่ไปฆ่าเถอะนะคะ น้องต่ายเขาน่ารักมากฉันทำใจทำร้ายเขาไม่ลงจริงๆ”
ทำใจฆ่าไม่ลงแต่ทำใจกินลงงั้นสิ?
เสิ่นเหยารับมาอย่างอึ้งๆเขาเหลือบมองหลี่เสวี่ยเหลียนก่อนจะเอ่ยเรียบๆ “แม่ครับในเมื่อเธออยากกินก็กินเถอะ”
หลี่เสวี่ยเหลียนได้สติใช่แล้ว กระต่ายตัวนี้เป็ของเจียงอิ๋งอิ๋ง
ต่อให้เธอจะเสียดายแทบตายก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนว่าจะจัดการกับมันอย่างไร
เสิ่นชิ่งหงเองก็ไม่ได้พูดอะไรเขากระแอมไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะหันหลังเข้าห้องครัว“พ่อไปต้มน้ำเพิ่มหน่อยดีกว่า”
มีเพียงเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่อดไม่ได้จนต้องร้องประท้วงออกมา “พี่สะใภ้คะกินกระต่ายแล้วมันก็เอาไปแลกเงินไม่ได้น่ะสิคะ!”
พ่อสุขภาพไม่ดีจะซื้อยาสักครั้งยังต้องเบียดเบียนเงินค่าอาหารออกมา...
แม้เธอจะอยากกินเนื้อเพียงใดแต่การซื้อยาให้พ่อย่อมต้องมาเป็อันดับหนึ่ง
หลี่เสวี่ยเหลียนปั้นหน้าั์ตวาดใส่เสิ่นเสี่ยวอวิ๋น“หุบปากไปเลย กระต่ายไม่กินแล้วจะเก็บไว้ทำซากอะไร? ไปช่วยพี่แกฆ่ากระต่ายนู่น!”
เจียงอิ๋งอิ๋งย่อมเข้าใจความหมายของเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นแต่เธอไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแค่เปลี่ยนเื่สนทนา “แม่คะแม่เข้าไปพักในบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันไปดูในครัวเอง”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่เต็มใจก่อนจะวิ่งหนีกลับห้องไปด้วยความโกรธ
หลี่เสวี่ยเหลียนลูบผมพลางถอนหายใจในอกเมื่อเช้าก็กินขนมของลูกสะใภ้ เที่ยงก็กินเนื้อแดดเดียวของลูกสะใภ้ไปพอตกเย็นยังจะมากินกระต่ายของเธออีก
จิตสำนึกมันจะยอมรับได้ยังไงกัน?
แม้ตระกูลเสิ่นจะยากจนแต่ก็ไม่ถึงขนาดไม่มีข้าวตกถึงท้องจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปเบียดบังของจากภรรยาลูกชายแบบนี้เล่า?
เหวินฉินและเหวินชงเล่นกับกระต่ายอยู่ครู่หนึ่งเด็กน้อยย่อมมีใจอ่อนโยนกว่าผู้ใหญ่ ทั้งคู่มองเสิ่นเหยาด้วยตาคลอเบ้า“อารอง ไม่กินมันได้ไหมครับ! มันออกจะน่ารัก!”
เสิ่นเหยาใช้น้ำเสียงอ่อนลง“เด็กดี พวกหนูเข้าบ้านไปเล่นเถอะ”
เหวินฉินส่ายหัว“อาครับ พวกผมไม่อยากกินเนื้อกระต่าย”
เหวินชงก็เริ่มร้องไห้ตาม“ไม่กินๆ”
เสิ่นเหยาชำเลืองมองไปทางห้องครัวเขาแกะกระต่ายลงวางแล้วลูบหัวมัน “แต่เราเลี้ยงมันไม่รอดหรอกนะแล้วถ้าต้องถูกขังอยู่ในกรง มันก็ไม่มีความสุขหรอก”
เหวินฉินนั่งยองลง“แต่ผมชอบมันนี่นา”
เสิ่นเหยายิ้มออกมา“เอาอย่างนี้ไหม ไว้อาจะหาหมาตัวเล็กๆ มาให้เลี้ยง ตกลงไหม?”
“หมาหรือครับ?”
ดวงตาของเหวินฉินเป็ประกายขึ้นมาทันที“เหมือนหมาสีเหลืองตัวใหญ่บ้านพี่ต้าจ้วงนั่นใช่ไหมครับ!”
“อืม จะเท่กว่าของเขาอีก”
เด็กน้อยทั้งสองพลันร่าเริงขึ้นมาทันทีลืมเื่กระต่ายทิ้งไว้ข้างหลังเสียสิ้น ก่อนจะวิ่งแจ้นไปหาหลี่เสวี่ยเหลียน“คุณย่าครับ อารองบอกว่าจะให้หมาตัวใหญ่กับพวกเราด้วยล่ะ!”
เสิ่นเหยาก้มหน้ายิ้มเพียงเล็กน้อยมือที่ถือเคียวขยับเพียงครั้งเดียว กระต่ายตัวนั้นก็ถูกจัดการอย่างรวดเร็วและหมดจด
เจียงอิ๋งอิ๋งที่อยู่ในห้องครัวก็ยกยิ้มมุมปากเช่นกันนึกว่าเ้าลูกกระต่ายสองตัวนั่นจะร้องไห้บ้านแตกเสียแล้วใครจะรู้ว่าแค่หมาตัวเดียวก็ลืมกระต่ายไปเลย
เฮ้อ...อายุแค่นี้ก็มีแววกะล่อนแล้วนะเนี่ย...
ในบ้านนอกจากเกลือแล้วก็แทบไม่มีเครื่องปรุงอย่างอื่นเลยแต่เสิ่นเหยากลับไปถอนสมุนไพรมาจากที่ไหนไม่รู้ โยนลงไปในหม้อไม่นานนักกลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นก็ลอยฟุ้งกระจายออกไป...
ป้าเสิ่นที่อยู่บ้านติดกันขยับจมูกฟุดฟิด“นี่ตาแก่ แอบซ่อนเนื้อไว้หรือเปล่าเนี่ย?”
เสิ่นซานผิงฮึดฮัดตอบกลับไป“อยากกินเนื้อจนบ้าไปแล้วหรือไง? ฉันจะไปเอาเนื้อมาจากไหน!”
ป้าเสิ่นยังคงขยับจมูกดมอย่างแรงก่อนจะไล่ตามกลิ่นจนสายตาไปหยุดอยู่ที่บ้านของเสิ่นชิ่งหงซึ่งมีเพียงกำแพงกั้นเธอขมวดคิ้วอย่างสงสัยแล้วก็ส่ายหน้า
“เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้หรอก กลิ่นเนื้อนี่มาจากไหนกันแน่?”
เสิ่นซานผิงเองก็ได้กลิ่นเช่นกันเขาลุกขึ้นยืนแล้วไปยืนพิงกำแพงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยยืนยัน“มาจากบ้านชิ่งหงจริงๆ ด้วย!”
“บ้านนั้นจะมีเนื้อได้ยังไง?”
ป้าเสิ่นยังคงไม่อยากเชื่อแต่กลิ่นเนื้อนั้นกลับยิ่งหอมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอนั่งไม่ติด“เป็บ้านเขาจริงๆ หรือ?”
เสิ่นซานผิงปาดน้ำลายที่มุมปาก“สงสัยเมียเ้าเสิ่นเหยาจะพกติดตัวมามั้ง? ฉันได้ยินลูกชายคนโตบ้านเจียงพูดว่าบ้านเจียงอิ๋งอิ๋งหิ้วของดีๆ ยัดใส่มือลูกสาวคนเล็กมาไม่น้อยเลยทีเดียว!”
ป้าเสิ่นเริ่มเชื่อไปครึ่งหนึ่งเธอถอนหายใจก่อนจะนั่งลง “คนน่ะสวยหยาดเยิ้มทีเดียวล่ะเสียดายที่ไม่ใช่คนรู้จักกินรู้จักใช้ชีวิต!”