เมื่อเหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงหมู่บ้านอันผิงพระอาทิตย์ก็เกือบลับขอบฟ้า วันนี้เกิดเรื่องมากมาย กว่าจะเข้าไปในอำเภอก็ล่วงเลยไปครึ่งวัน อีกทั้งยังเสียเวลาตั้งนานกับเรื่องที่ไม่คาดคิดอีก
ครอบครัวลู่กังวลจนแทบทนไม่ไหว หมู่บ้านอันผิงไม่ได้อยู่ห่างจากอำเภอมาก อีกอย่างเหอจิ่วเหนียงก็ขี่ม้าไป ควรกลับมาถึงตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งกลับมาป่านนี้
“พี่สะใภ้สาม ปลอดภัยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ลู่กุ้ยหลานวิ่งเข้าไปถามเป็นคนแรกด้วยสีหน้ากังวล
“ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงนะ”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือบอกให้คลายกังวล และเดินเข้าไปหาทุกคนพร้อมลู่กุ้ยหลาน เห็นสีหน้าบึ้งตึงของนางซุนก็รู้ทันทีว่าหญิงชราต้องโกรธเป็นแน่ นางจึงตรงเข้าไปออดอ้อน
“เจ้ายังอยากกลับมาอีกหรือ!”
สะใภ้สามเดินเข้ามายังไม่ทันได้เปล่งเสียงใดนางซุนก็ตวาดออกไปทันที น้ำเสียงแฝงการตำหนิและความไม่พอใจ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีและเดินเข้าไปหา จากนั้นคล้องแขนแม่สามีอย่างไม่เกรงกลัว “ท่านแม่ วันนี้ข้าหาเงินมาได้ด้วยนะเจ้าคะ!”
ขณะบอกเล่านางก็ควักถุงเงินออกมาวางในมือนางซุน
“เกิดอะไรขึ้น?”
หญิงชรารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ออกไปครู่เดียวเหตุใดถึงได้เงินกลับมามากมายเพียงนี้
ความโกรธของนางซุนหายไปในบัดดล และถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียด
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าหญิงชราผู้นี้แสร้งทำเป็นโกรธแต่อันที่จริงเป็นห่วงนาง จึงยิ้มพลางอธิบาย “วันนี้ข้าช่วยทางการจับตัวคนร้ายได้สองคน ท่านนายอำเภอจึงตกรางวัลให้ข้า เป็นอย่างไรเจ้าคะ ข้าเก่งหรือไม่?”
“เก่งบ้าเก่งบออะไรของเจ้า! เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวออกไปจับคนร้ายเนี่ยนะ! เจ้าช่วยรักชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าหน่อยเถอะ!”
นางซุนปัดมือสะใภ้ดื้อด้านที่เกาะแขนของตนออก จากนั้นเปิดถุงเงินดู พบว่าข้างในมีเงินยี่สิบตำลึง หญิงชราหยิบออกมาสิบตำลึง และโยนที่เหลือพร้อมถุงเงินคืนให้อีกฝ่าย “ที่เหลือเจ้าเก็บเอาไว้แล้วกัน!”
เหอจิ่วเหนียงรับรู้ถึงความใส่ใจที่หญิงชรามีให้ตนจึงไม่บ่ายเบี่ยง “ก็ได้เจ้าค่ะ อีกสองสามวันข้าจะพาพวกเสี่ยวหูจื่อไปซื้อพวกกระดาษ หมึก พู่กัน และแท่นฝนหมึกนะเจ้าคะ… อ้อ เกือบลืมบอกทุกคนไปเลย วันนี้ข้าหาสำนักศึกษาให้เหลยจื่อ เจี๋ยจื่อ และเสี่ยวหูจื่อในอำเภอมาด้วยเจ้าค่ะ ค่าเล่าเรียนข้าจ่ายเรียบร้อยแล้ว อีกเจ็ดวันพาเด็ก ๆ ไปส่งที่สำนักศึกษาได้เลย ข้าได้ยินมาว่าอาจารย์ของที่นั่นสอนดีมากเจ้าค่ะ!”
อธิบายยาวเหยียดเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกคอแห้งจึงยกน้ำขึ้นดื่มหนึ่งอึก ยุ่งมาทั้งวันไม่มีเวลาดื่มน้ำเลย กระหายยิ่งนัก!
ลู่กุ้ยหลานไม่มั่นใจว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่ จึงถามด้วยความไม่แน่ใจ “พะ พะ พี่สะใภ้สาม ท่านบอกว่าหูจื่อก็ได้เรียนด้วยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว อายุของเสี่ยวหู่จื่อถึงวัยเข้าเรียนขั้นต้นพอดี ก็ส่งไปเรียนด้วยกันเลย”
เหอจิ่วเหนียงคิดว่าลู่กุ้ยหลานไม่เห็นด้วยที่จะส่งบุตรชายเข้าสำนักศึกษา จึงเอ่ยโน้มน้าว “น้องหญิง การศึกษาของเด็ก ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ได้เรียนหนังสือ วันหน้าแม้ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถตรงนี้เข้าสอบขุนนางแต่พวกเขาก็ยังจะมีอนาคตที่ดีกว่าคนทั่วไป อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกคนรังแกง่าย ๆ เจ้าจะ…”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”
ลู่กุ้ยหลานเห็นว่าพี่สะใภ้เข้าใจผิดไปแล้วจึงรีบอธิบาย “ข้าเพียงคิดว่าพี่สะใภ้ดีต่อข้าเหลือเกิน เสี่ยวหู่จื่อยังเล็กก็ส่งให้ไปเรียนแล้ว ทั้ง ๆ ที่โก่วเอ๋อร์กลับยังไม่ได้ไป”
ยิ่งสำนึกในความดีของพี่สะใภ้สาม ลู่กุ้ยหลานก็ยิ่งน้ำตาไหลอาบหน้า นางซาบซึ้งอย่างยิ่ง นางหยูและนางฉินก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเหอจิ่วเหนียงจะจัดการเรื่องนี้รวดเร็วเช่นนี้ เดิมทีคิดว่ารอให้สร้างบ้านเสร็จก่อนแล้วค่อยวางแผนเรื่องทุกอย่าง
“เสี่ยวโก่วเอ๋อร์อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เด็กอายุต่ำสุดที่สำนักศึกษารับเข้าเรียนคือสี่ปี จึงเป็นเหตุผลที่ข้าไม่ได้สมัครเรียนให้เสี่ยวโก่วเอ๋อร์กับเสี่ยวเลี่ยงจื่อ”
ขณะบอกเหตุผลเหอจิ่วเหนียงก็หันไปมองนางเสิ่นด้วย ไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด
นางเสิ่นไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เลย อย่างไรเสียหากมองเรื่องลำดับความสัมพันธ์ ครอบครัวตนและครอบครัวลู่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน อีกฝ่ายเป็นครอบครัวของทางพี่สะใภ้ใหญ่ ดังนั้นนางจึงไม่มีสิ่งใดที่ไม่พอใจ
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้สามจะชี้แจงเรื่องนี้ให้นางฟัง พลันนั้นหญิงสาวแซ่เสิ่นก็รู้สึกอบอุ่นใจมาก
“พี่สะใภ้สามมีน้ำใจกับครอบครัวเรายิ่งนัก แต่แค่พวกเราเดินทางมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัยก็พอใจมากแล้วเจ้าค่ะ อีกอย่าง เรื่องเข้าสำนักศึกษาต้องใช้เงินไม่น้อย ท่านเก็บเอาไว้ในเด็ก ๆ ในบ้านดีกว่าเจ้าค่ะ”
นางเสิ่นตอบยิ้ม ๆ จากใจจริง
“พูดอะไรแบบนั้น อยู่ด้วยกันก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว รอปีหน้าเสี่ยวโก่วเอ๋อร์กับเสี่ยวเลี่ยงจื่ออายุถึงเกณฑ์ค่อยส่งไปเรียนพร้อมกัน”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางเอ่ยจากใจจริงเช่นกัน ที่นางช่วยเหลือครอบครัวจาง ส่วนหนึ่งเพราะความเต็มใจ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางคำนึงถึงการค้าที่ตนมีแผนการจะทำขึ้น นางอยากได้สองพี่น้องจางมาช่วย…ใช่แล้ว ที่เหอจิ่วเหนียงส่งบุตรของครอบครัวจางเข้าสำนักศึกษา แท้จริงแล้วก็เพื่อให้อีกฝ่ายแบกรับน้ำใจนี้ไว้ ต่อไปยามช่วยเหลือนางพวกเขาจะได้ทำด้วยความจริงใจ
“เอ่อ… เช่นนั้นขอบคุณพี่สะใภ้สามมากเจ้าค่ะ!”
นางเสิ่นซาบซึ้งใจมาก ในใจแน่วแน่ว่าวันข้างหน้าไม่ว่าพี่สะใภ้สามให้ทำสิ่งใด นางจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ นางจะต้องตอบแทนบุญคุณพี่สะใภ้สามอย่างดีที่สุด!
สีหน้าของนางซุนไม่ค่อยดีนัก
สะใภ้สามคิดจะหาเรื่องล้างผลาญเงินอย่างนั้นหรือ นี่นางรู้หรือไม่ว่าการส่งเด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือต้องใช้เงินเท่าไร!
แม้ตอนนี้ครอบครัวพอมีเงิน แต่กว่าจะสร้างบ้านเสร็จล่ะ ไหนจะต้องจ่ายค่าแรงอีก เงินต้องร่อยหรอลงมากอย่างไม่อาจเลี่ยง แล้วเรื่องการเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวอีก จะไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ!
ทว่าสะใภ้สามทำลงไปแล้ว หญิงชราก็ไม่อาจห้ามได้ จึงเอ่ย “ในเมื่อจะส่งเด็ก ๆ เข้าเรียน ค่าเล่าเรียนก็ต้องใช้เงินกองกลาง เท่าไรล่ะ ข้าจะเอาให้เจ้า”
เมื่อครู่ได้เงินมาจากเหอจิ่วเหนียงสิบตำลึงพอดี คงน่าจะพอ
เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ “ท่านแม่ เงินกองกลางเก็บเอาไว้สร้างบ้านและซื้อที่นาเถอะเจ้าค่ะ ข้ายังพอมีเงินนิดหน่อย ครั้งนี้ถือเสียว่าข้าให้ของขวัญหลาน ๆ ก็แล้วกัน ปีหน้าค่อยเอาเงินกองกลางออก ครอบครัวเดียวกันไม่จำเป็นต้องเกรงใจ”
ครอบครัวพี่ใหญ่ ครอบครัวพี่รอง และลู่กู้ยหลานต่างร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง เหอจิ่วเหนียงยิ้มอบอุ่น ทั้งยังกล่าวคำพูดดี ๆ มากมายปลอบพวกพี่น้อง
นางซุนเขม็งมองเหอจิ่วเหนียงโดยไม่พูดอะไร ยิ่งมองท่าทางของสะใภ้อวดเก่งแล้วก็ยิ่งรู้สึกขัดเคือง
ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา นางก็เสียดายเงินอยู่เหมือนกัน!
.
เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าแล้วก็ได้เวลากินข้าว กว่าเหอจิ่วเหนียงกลับมาก็ค่ำแล้ว จะฆ่าไก่ทำปลาตอนนี้คงไม่ทัน เก็บเอาไว้พรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จท้องฟ้าก็มืดลง กระท่อมมุงจากถูกสร้างเสร็จแล้วตั้งแต่ตอนเย็น คืนนี้พวกเขาจึงไม่ต้องนอนตากน้ำค้างเหมือนที่ผ่านมา
เหอจิ่วเหนียงนำผ้าน้ำมันมัดใหญ่ออกมาจากตะกร้า “พี่ใหญ่ พี่รอง รบกวนพวกท่านนำผ้าน้ำมันนี่คลุมบนหลังคา แล้วใช้เชือกมัดหน่อยเจ้าค่ะ ส่วนที่เหลือปล่อยให้มันห้อยลงมา จะได้ปิดรอบ ๆ คืนนี้ไม่ต้องนอนตากลมกันแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงด้วยว่าเด็ก ๆ จะหนาว”
“น้องสะใภ้สามช่างรอบคอบจริง ๆ!”
ลู่จิ้งซวนอดชมน้องสะใภ้ไม่ได้ ส่วนนางซุนค่อนแคะในใจ ‘ถูกตำหนิเช่นนั้นจะไม่รอบคอบได้อย่างไร?’
เหล่าบุรุษครอบครัวลู่ฝืนอาการบาดเจ็บจากแผลปลอมช่วยกันคลุมผ้าน้ำมัน กว่าจะเสร็จก็ดึกมากแล้ว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งครอบครัวก็พร้อมเข้านอน
บัดนี้สมาชิกในครอบครัวลู่มีกันหลายคน จึงสร้างกระท่อมมุงจากทั้งหมดสามหลังโดยแยกชายหญิง เด็กผู้ชายอายุสี่ปีขึ้นไปนอนกับบิดา เด็กผู้หญิงนอนกับมารดา ส่วนโก่วเอ๋อร์และเลี่ยงจื่ออายุสามขวบจึงนอนกับผู้เป็นแม่
ครอบครัวใหญ่เช่นนี้ กระท่อมสามหลังนับว่าค่อนข้างสะดวกสบาย
นางซุนมีเรื่องจะพูดคุยกับลูกสะใภ้ทั้งสาม จึงจงใจไปนอนใกล้ ๆ พวกนาง
.
.
.