ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 119 ค่ายกลหลอมปราณระดับสูง

            “ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่มีค่าหัวสูงสุดคือใคร?”

            “รุ่นพี่เมี่ยรื่อค่ะหัวหน้า” มู่ตันตอบด้วยแววตาเพ้อฝัน“หลังจบจากเทียนเต้าแค่ปีเดียว รายชื่อรุ่นพี่เมี่ยรื่อก็ติดลิสต์รายชื่อนี้ และเลื่อนขั้นไปอยู่อันดับที่แปดสิบภายในเวลาแค่สิบปีเขาเป็นผู้ฝึกตนที่มีค่าหัวสูงสุดอันดับหนึ่งรองลงมาจากของจินตันเจินเหรินและหลายสิบปีที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครแทนที่เขาได้”

            เป็นเขาอีกแล้ว...

            สวีหยางอี้ได้ยินชื่อของคนๆ นี้จนชินแล้ว ได้ยินตั้งแต่การแข่งขันจัดอันดับหลังจากนั้นก็ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่พูดถึงสุดยอดอัจฉริยะทุกครั้งที่พูดถึงชื่อเสียงเกียรติยศ จะต้องมีชื่อคนๆนี้พ่วงท้ายมาด้วยอยู่เป็นเนืองราวกับเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กัน

            เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่? เป็นคนแต่งตัวสบายๆ หรือใส่ชุดลายพรางหรือเหมือนผู้คนทั่วไปที่เห็นตามท้องถนน หรือแต่งตัวโก้เก๋นั่งอยู่ในรถคันหรู?

            สวีหยางอี้รู้สึกยอมรับและรู้สึกสนใจในตัวคนๆ นี้ขึ้นมาแล้ว

            แต่ตัวเขาก็คิดว่าตัวเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้เมี่ยรื่อเหมือนกันอย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ทำให้ศิลาของเมี่ยรื่อเกิดรอยร้าวได้

            “คงได้เจอกันสักวัน” สวีหยางอี้พูดกับตัวเองพึมพำ “ถ้าฉันไม่ตายซะก่อน”

            ไม่นานเขาก็กลับมาถึงสำนักงานอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยเมาปาเอ้อกับหลี่จงหยวนเดินเข้ามารับพร้อมกัน สายตาทั้งสองปะทะราวกับสายฟ้าสองสายฟาดฟันกัน

            คิดจะมาแย่งตำแหน่งสัตว์เลี้ยงของเมาเปาเอ้อคนนี้งั้นเหรอ?

            แถมยังเป็นปีศาจอีก!

            ไอ้เจ้าสวีหยางอี้ นับวันก็ยิ่งไม่เห็นหัวกัน!

            “นาย...” “หยาง...” เสียงเอ่ยปากเรียกสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน และหยุดชะงักลงพร้อมกันทั้งสองสะบัดหน้าไปขึงตาใส่กัน ก่อนจะสะบัดหน้าแค่นเสียงหึอย่างพร้อมเพรียงกัน

            “เปลี่ยนร่างยังไม่ได้ทำเป็นวางท่า”หลี่จงหยวนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน 

            “เหอะๆ ... แล้วจะทำไม? ทำอย่างกับร่างปีศาจคางคกของนายดีนักแหละอย่างน้อยฉันก็เคยนอนร่วมเตียงกับหยางอวี้มาแล้ว สำเหนียกไว้ซะอะไรคือความแตกต่าง!”

            “แก...” ร่างปีศาจของหลี่จงหยวนเป็นปมสำหรับตัวเขามาตลอดเขาได้แต่กัดฟันอย่างเจ็บใจ ก่อนรีบชิงพูดขึ้น “นายท่านครับ ผมติดตั้งค่ายกลหลอมปราณระดับสูงเสร็จเรียบร้อยแล้วครับพวกเราได้เชิญตระกูลผู้เชี่ยวชาญด้านยันต์อาคมที่โด่งดังที่สุดในมณฑลหมิงสุ่ยมาติดตั้งให้ครับเรียนเชิญนายท่านตรวจสอบ”

            หนอย! ใช้ไม้นี้ประจบงั้นเหรอ!

            เมาปาเอ้อตะลึงกับท่าทางที่เปลี่ยนไปพูดจาประจบเอาใจอย่างฉับไวของหลี่จงหยวนคำพูดที่อีกฝ่ายใช้เรียกสวีหยางอี้ว่า ‘นายท่าน’ เป็นคำที่เมาปาเอ้อใช้เรียกไม่ได้

            ยกที่หนึ่งของศึกแย่งตำแหน่งสัตว์เลี้ยงเริ่มขึ้นแล้วทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดศึกอย่างพอหอมปากหอมคอ

            “ฉันได้คัดกรองภารกิจที่เหมาะสมไว้ให้นายแล้ว” เมาปาเอ้อรีบพูดขึ้นทันที“ถ้านายต้องการรับภารกิจ เดี๋ยวฉันจะติดต่อกับผู้มอบหมายภารกิจให้”

            ไอ้ขี้ประจบ!

            จอมปลอม!

            ภายในใจของคางคกกับสุนัขสบถขึ้นมาพร้อมกัน สายตาของทั้งคู่พลันมองไปยังสวีหยางอี้

            สวีหยางอี้ไม่ใส่ใจความคิดภายในใจของทั้งสองคนนี้แม้แต่นิดเดียวเขานิ่งเงียบครุ่นคิด

            ตอนนี้เรื่องที่ต้องทำมีมากมาย แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการฝึกตนบำเพ็ญเพียรและความจริงของมหาสมุทรผืนบัวแถมยังติดสอยห้อยตามมาด้วยเศษเสี้ยวที่หายไปของแผนที่อีก

            ไหนจะเป็นเรื่องอาวุธจุติราชันย์เขาอยากรู้ถึงความลับที่ซ่อนอยู่ภายในอาวุธราชันย์ชิ้นนี้

            “ช่วงนี้ยังไม่รับภารกิจ” หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่เขาก็หันไปพูดกับเมาปาเอ้อ “ฉันจะเข้าฌานสักระยะหนึ่งอย่างไม่มีกำหนดเวลาอาจจะประมาณสองปีหรือมากกว่านั้น เอาไว้ออกจากฌานแล้วค่อยคิดเรื่องรับภารกิจ”

            ว่าที่สัตว์เลี้ยงทั้งสองทั้งไม่ทันปะทะสายตากันอีกระลอกสวีหยางอี้ก็หันไปพูดกับหลี่จงหยวน “พาฉันไปดูหน่อย”

            ภายในห้องฝึกตน ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากห้องเดิมด้วยหินวิญญาณระดับต่ำห้าพันก้อนไม่เพียงสามารถเก็บเสียง ลดแรงสะเทือน ที่สำคัญยังแซมชั้นผนังด้วยวัสดุพิเศษที่เรียกว่าหินซับเสียงทำให้ไม่เกิดแรงกระเพื่อมของอณูปราณที่อยู่นอกห้องตัดขาดความเคลื่อนไหวจากภายนอกได้อย่างสิ้นเชิง

            เมื่อหลี่จงหยวนพาสวีหยางอี้เดินมาถึงหน้าห้อง ผลักประตูเปิดเข้าไปภาพที่พุ่งเข้าสายตาเขาก็คือห้องขนาดเกือบสี่ร้อยตารางเมตรที่ไม่มีสระว่ายน้ำหรือบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวมีเพียงเบาะอาสนะขนาดใหญ่หนึ่งเมตรปูอยู่ท่ามกลางห้องสีดำสนิท

            นิ้วมือเรียวยาวของสวีหยางอี้ลูบไปที่ก้อนหินดำสนิทแต่ละก้อนบนผนังพลางพยักหน้าอย่างพอใจคุณภาพห้องฝึกตนครั้งนี้ดีกว่าห้องฝึกตนใต้ดินในชนบทตอนนั้นหลายร้อยเท่า

            ห้องใต้ดินหรือจะสู้ห้องผู้ฝึกตนที่สร้างด้วยหินวิญญาณห้าพันก้อนเสริมด้วยหินซับเสียง...

            สายตาของสวีหยางอี้ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาไล่มองไปยังบริเวณกลางห้อง

            และนี่ก็คือแก่นสำคัญที่แท้จริงของห้องนี้!

            ค่ายกลหลอมปราณที่ถูกสร้างขึ้นจากหินวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ภายในแหวนมิติเก็บของประกอบด้วยหินวิญญาณระดับต่ำสามพันก้อนระดับกลางหนึ่งร้อยก้อนและระดับสูงอีกสามก้อน

            แม้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง แต่ก็พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งนัก

            นอกจากสีดำสนิทที่ปกคลุมไปทั่วห้อง ยังมีอีกหนึ่งสีแซมขึ้นมา

            สีเลื่อมฟ้า

            ราวกับเป็นอักขระที่สร้างขึ้นจากผลึกสีฟ้าเลื่อมพราวสอดแทรกอยู่ทั่วห้อง!ต่างจากค่ายกลหลอมปราณขนาดเล็กที่อยู่ในห้องพักหินในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าอย่างสิ้นเชิง!เพดานห้อง พื้นห้อง พนังห้องทั้งสามร้อยหกสิบองศาทั่วห้องดำสนิทจากหินซับเสียงเหลือบสีฟ้าเลื่อมพราวจากอักขระที่สลักบนหิน

            มวลสะกดของความพิศวงแผ่ซ่านออกมาจากยันต์อักขระปกคลุมทั่วห้องดูไม่หลอนประสาทแม้แต่น้อย กลับให้รู้สึกถึงมนตร์ขลัง

            ห้องฝึกตนครั้งนี้ใช้งบประมาณสร้างสองร้อยหินวิญญาณระดับกลางสำหรับการตกแต่งดัดแปลง และอีกห้าร้อยหินวิญญาณสำหรับค่ายกล!

            เป็นราคาที่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีบางคนจ่ายไม่ไหว!

            ห้องฝึกตนสำหรับขั้นจู้จีบางคนใช้หินวิญญาณระดับกลางไม่ถึงห้าสิบก้อนด้วยซ้ำ

            ท่ามกลางห้องตอนนี้ มีคนห้าคนกำลังกุลีกุจอกับการทำงานอยู่ในมือผู้ชายคนหนึ่งในนั้นกำลังถืออุปกรณ์บางอย่างที่ดูคล้ายกล้องจุลทรรศน์วัดค่าพลังงานบางอย่างอยู่โดยมีกระบี่จำนวนมากลอยไปลอยมาคอยขนส่งสิ่งของที่จำเป็นถัดออกไปนิดหน่อยมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถือหน้าจอมอนิเตอร์อยู่ดูเหมือนกำลังตรวจสอบค่าความเสถียรและแม่นยำของค่ายกลนี้อยู่

            อักขระที่รายล้อมอยู่รอบห้องพุ่งมารวมกันอยู่ใจกลางห้องเป็นวงแหวนค่ายกลสุกสว่าง ราวกับสายธารหวนคืนสมุทร!

            สวีหยางอี้ได้แต่ยืนพยักหน้าให้กับช่างเทคนิคที่กำลังเร่งรีบทำงานอยู่ห่างๆอย่างเข้าใจ แต่ภายในใจแทบอยากพุ่งไปยืนอยู่ท่ามกลางวงแหวนสุกสว่างนั้นเสียตอนนี้เลย

            แม้ยังติดตั้งไม่เสร็จ เขาก็สัมผัสได้ถึงหอบมวลพลังงานอันท่วมท้นดั่งคลื่นสมุทรที่โถมซัดมาจากทั่วสารทิศแต่ยังไม่สามารถดูดซับเข้าร่างกายตัวเองได้

            เมื่อเทียบปฏิกิริยาของมวลอณูปราณที่นี่แล้วการเหนี่ยวนำกระแสอณูปราณของค่ายกลหลอมปราณในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าเป็นได้แค่ห้วยฝอยเท่านั้น!

            “อีกนานไหม?” เขาถามขึ้นเสียงเรียบ

            “อีกเจ็ดชั่วโมงค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งก้มหน้าอ่านค่าตัวเลขพร้อมตอบกลับ“ดิฉันขอเตือนคุณผู้จ้างไว้อย่าง โดยปกติแล้ว ค่ายกลหลอมปราณระดับสูงนี้จะใช้กับผู้ฝึกตนขั้นจู้จี้เพราะพวกเขามีสถานะทางการเงินที่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้”

            “ทุกครั้งที่เริ่มใช้งานจะกินพลังงานอณูปราณจากหินวิญญาณไปหนึ่งร้อยนิวตันหรือเท่ากับเผาพลาญมวลพลังงานของหินวิญญาณไปห้ากิโลกรัมอีกอย่างค่ายกลหลอมปราณระดับสูงไม่รองรับพลังงานจากหินวิญญาณระดับต่ำ”

            “นอกจากนี้ หากต้องการใช้งานค่ายกลหลอมปรานเป็นเวลาต่อเนื่องโดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งเดือนจะกินพลังงานอณูปราณรวมทั้งสิ้นหนึ่งแสนนิวตันหรือเท่ากับพลังงานจากหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งพันก้อน”

            สวีหยางอี้แอบรู้สึกเจ็บแปลบเข้าเนื้อขึ้นกลางใจ แต่หาได้นึกเสียใจไม่

            สิ่งของอย่างค่ายกลหลอมปราณ ให้ความรู้สึกเหมือนเสพยาหากได้ลองหนึ่งครั้งก็ยากที่จะลืมรสชาติของมันได้ลง

            เขารอช่วงเวลาเปิดใช้งานค่ายกลนี้แทบไม่ไหวแล้ว

            การดูดซับอณูปราณที่เหมือนตาพายุหมุนตอนนั้นจะต้องทำให้เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นที่สุดอย่างแน่นอน...และมันจะกลายมาเป็นแหล่งพลังงานอณูปราณสำหรับการฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์!

            “หวังว่าคุณจะรับภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมาไหว” ในที่สุดผู้หญิงก็เงยขึ้นมาจากอุปกรณ์ในมือมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาลุ่มลึกหลากอารมณ์

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้มไม่เอ่ยตอบ

            สำหรับเขาแล้ว ต่อให้เปิดใช้งานห้าสิบปีก็ไม่ใช่ปัญหา

            มีแก่นผลึกพลังปีศาจพันปีของปี้ปัวเจินเหรินอยู่ในมือ ต้องกังวลเรื่องพลังงานจากอณูปราณด้วยเหรอ? 

            เขาถอยออกมาเพื่อให้พนักงานทำงานต่อและตั้งหน้าตั้งหน้ารอตอนที่ติดตั้งค่ายกลหลอมปราณสำเร็จ

            ด้านนอกห้อง หลี่จงหยวนยืนรอเจ้านายตัวเองอย่างสุขุม

            “นำสิ่งของที่พวกเราจำเป็นต้องใช้เข้าไปเตรียมไว้ในห้องฝึกตนได้เลย”

            “ครับ!” หลี่จงหยวนขานรับอย่างเสียงดังฟังชัดดูเหมือนเจ้านายตัวเองเตรียมตัวฝึกวิชาหลอมโอสถแล้วสินะ

            ตอนนี้นายท่านทั้งร่ำรวย ทั้งมีฐานะหากบรรลุกลายเป็นปรมาจารย์โอสถขึ้นมาจริงๆ ...

            แทบไม่อยากคิดเลยว่าวันเวลาหลังจากนั้นจะงดงามเสวยสุขแค่ไหน

            “แล้วก็” สวีหยางอี้พูดขึ้นเสียงเรียบ “เรื่องไขปริศนาไปถึงไหนแล้ว”

            “ฉันยังไม่อยากรู้เรื่องอื่น แค่อยากรู้ช่วงเวลาว่าเป็นของยุคราชวงศ์ไหน”

            “ผมได้มอบหมายให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญหัวกะทิของเผ่ามนุษย์แล้วครับ” หลี่จงหยวนตอบกลับ“อย่างเร็วที่สุดก็น่าจะประมานครึ่งปี”

            สวีหยางอี้พยักหน้าและเดินกลับห้องทำงานตัวเองเขานั่งรอการติดตั้งค่ายกลหลอมปราณอยู่อย่างเงียบๆ เจ็ดชั่วโมงเต็ม

            ตกเย็น ในที่สุดเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผู้หญิงที่อธิบายรายละเอียดคร่าวๆก่อนหน้านี้เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่อิดโรย “คุณคะ ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะสามารถเปิดใช้งานได้ทุกเวลา ขอเชิญไปตรวจสอบด้วยค่ะ”

            “อืม” สวีหยางอี้ขานรับ ละอยู่ๆ ก็คลี่ยิ้มขึ้น“ถ้าฉันอยากเชิญเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ล่ะ?”

            “ตอนนี้คุณยังจ้างงานฉันไม่ได้ค่ะ” ผู้หญิงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น“คุณสวีคะ บางทีคุณอาจจะไม่รู้ ค่าจ้างของการทำงานทักษะเฉพาะด้านแม้ฉันจะเป็นแค่นักประดิษฐ์ยันต์อาคมและอักขระอาคมขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางธรรมดา แต่รายได้ต่อปีของฉันก็ตกประมาณปีละสามพันหินวิญญาณอีกอย่างตามธรรมเนียมการทาบทามเข้าทำงานของนักประดิฐ์ยันต์อาคม นักหลอมยา หรือนักหลอมอาวุธจำเป็นต้องมีจดหมายแนะนำของปรมาจารย์อาวุโสในด้านนั้นๆและต้องมีเครือข่ายคนรู้จักที่กว้างขว้างกว่านี้ค่ะ อย่าหาว่าฉันพูดตรงเกินไปนะคะในสายตาฉัน ตอนนี้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์น่าจะยังไม่เหมาะที่จะจ้างงานฉันค่ะ”

            รายได้หินวิญญาณสามพันก้อนต่อปีงั้นเหรอ?

            สวีหยางอี้ตะลึงเล็กน้อย เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนทว่าอีกสักพัก มุมปากเขาก็กระดกขึ้น

            อาชีพนี้ ทั้งๆ ที่มีคู่แข่ง ยังมีรายได้สูงขนาดนี้เลย

            แล้วถ้าเป็น... นักหลอมยาขนานแท้ขึ้นมา จะได้รายได้ต่อปีเท่าไหร่?

            “ทิ้งนามบัตรไว้ได้ไหม?” สวีหยางอี้อมยิ้ม

            “แน่นอนค่ะ” ผู้หญิงยิ้มกลับ จากนั้นก็วางนามบัตรไว้บนโต๊ะ“ฉันชื่ออันหนิงค่ะ เป็นลูกสาวตระกูลหลักของตระกูลอันจากเมืองเป่ยอันเป็นปรมาจารย์ยันต์อาคมที่อายุน้อยที่สุดในรอบสองร้อยปีถ้าคุณต้องการจ้างงานฉันจริงๆ ได้โปรดพิจารณาค่าจ้างให้ถี่ถ้วน เพราะฉันค่าตัวแพง”

            “หินวิญญาณสามพันก้อนไม่ใช่ปัญหา” สวีหยางอี้คีบนามบัตรระบายยิ้มพูดอย่างมั่นใจ

            อันหนิงคลี่ยิ้มตอบกลับ “หินวิญญาณระดับกลางค่ะ”

            รอยยิ้มของสวีหยางอี้เกร็งชะงักทันที

            จากนั้นทั้งสองก็เดินมาที่ห้องฝึกตนด้วยกัน

            ครั้นประตูเปิดออก แสงสีฟ้าก็ส่องสว่างเรืองรองขึ้นทันที เป็นแสงที่ให้ความสึกนุ่มนวลเบาบาง และมีชีวิตชีวา ต่างจากแสงที่ดูแข็งทื่อก่อนหน้านี้ยิ่งนัก

            อนุภาคแสงละเอียดยิบล่องลอยกลางอากาศดั่งผีเสื้อเต้นระบำทอแสงเรืองรองนวลตา ทั้งหมดส่องสว่างจากอักขระที่ล้อมรอบอยู่ทั่วห้อง เปลี่ยนผนังดำมืดกลายเป็นท้องทะเลต้องแสงจันทร์ยามราตรี

            “ช่างเป็นศิลปะที่งดงาม” สวีหยางอี้เอ่ยปากชมอย่างประทับใจ

            “แน่นอนค่ะ” อันหนิงพูดตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ “ศาสตร์วิชาเวทสายเสริมไม่ว่าจะเป็นประดิษฐ์อาวุธ หลอมยา หรือยันต์อาคมล้วนเป็นศิลปะแขนงหนึ่งทั้งนั้น”

            “น่าเสียดาย... ที่วิชาการหลอมโอสถโบราณหายสาบสูญไปแล้วฉันเคยอ่านจากตำราประจำตระกูล สมัpก่อนมีพวกนักสะสมโอสถด้วย...ว่ากันว่าเม็ดโอสถบางตัวมีความงดงามยิ่งนัก บ้างก็เหมือนหมู่ดาวแพรวพราวบนท้องฟ้าบ้างก็เหมือนเหล่าบุหงานานาพันธุ์ขึ้นเกลื่อนพื้นงดงามจนนักสะสมเกิดหันมาสะสมโอสถที่ล้ำค่าเหล่านี้และเกิดเป็นอาชีพนักสะสมโอสถโบราณขึ้นมา...”

            อันหนิงถอนหายใจอย่างเสียดาย “แต่น่าเสียดาย... สมัยนี้คงไม่มีทางได้เห็น”

            “ขนาดนักประดิษฐ์อาวุธกับนักประดิษฐ์ยันต์อาคมยังมีน้อยเลย... ถ้าคุณสนใจลองไปเข้าร่วมนิทรรศการการแสดงศาสตร์วิชาเวทสายเสริมที่จัดขึ้นทุกๆ ห้าปีก็ได้นะชื่องานนิทรรศการจินหลง ถึงแม้ชื่อเสียงตระกูลอันอาจไม่โด่งดังเท่าไรแต่ก็ได้รับบัตรเชิญเข้าร่วมงานทุกครั้ง ครั้งละสองสามใบ ฉันสามารถให้คุณได้...แต่ครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นก็อีกตั้งสามสี่ปีข้างหน้า”

            สวีหยางอี้มองรอบห้องพลางระบายยิ้ม“ให้เพราะฉันเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเธอสินะ”

            “ใช่ค่ะ” อันหนิงคลี่ยิ้ม “พ่อฉันบอกกับฉันมาตลอดว่าลูกค้าที่จ่ายเงินเป็นหินวิญญาณระดับกลางห้าร้อยก้อนสดๆ ต่อหน้าเป็นพวกเศรษฐีกระเป๋าหนักค่ะ”