เดิมทีสวี่ตงคิดจะอธิบาย ทว่ากลับเปลี่ยนใจเงียบไปอีกครั้ง
ถึงอย่างไร ผู้เฒ่าหลงก็ปฏิบัติกับเขาต่างออกไปจริงๆเขาจึงแสร้งเงียบเป็นการ ‘ยอมรับกลายๆ’ ว่าเป็นศิษย์ของผู้เฒ่าหลงเพื่อกันไม่ให้เถี่ยเฉิงจินและคนอื่นๆ คาดเดาไปต่างๆ นานา อีกอย่าง ต่อให้คำพูดนี้ไปถึงหูผู้เฒ่าหลงก็คงไม่ตำหนิเขาถึงอย่างไร ตัวเขาเองก็ไม่ได้พูดว่าเป็นศิษย์ของหลงชิวเซิงเสียหน่อย
เถี่ยเฉิงจินหน้าเปื้อนยิ้มทันทีเขาดึงสวี่ตงมาข้างตัวก่อนจะกระซิบถาม “เสี่ยวสวี่ที่นี่ไม่มีอะไรน่าดูแล้ว ไม่สู้ไปกินข้าวกับเหล่าเถี่ยเถอะ ฉันเลี้ยงเอง เธอเลือกร้านตกลงไหม”
สวี่ตงตกตะลึง เขากับเถี่ยเฉิงจินเพิ่งรู้จักกันแถมยังไม่เคยคุยกันแม้แต่คำเดียว ในสนามพนันแม้เถี่ยเฉิงจินจะใช้วิธีเล่นแบบ ‘ขี้เหนียว’ แต่ว่ากันตามจริงเขาก็นับเป็น ‘คนรวย’ เช่นกัน พอเขาเสนอราคานอกจากฉินฟางแล้วมีใครกล้าสู้กับเขาอีกบ้างเล่า
เถี่ยเฉิงจินเล่นแง่กับเหอปู้ฝาน สวี่ตงก็เห็นอยู่กับตาเหอปู้ฝานนับเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองถงเฉิง แต่ก็ยังห่างชั้นกับเถี่ยเฉิงจินอยู่หนึ่งระดับถึงจะถูกเล่นแง่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
บุคคลระดับแนวหน้าเช่นนี้ลดตัวลงมาสนิทสนมกับเขาทำไมกันแถมยังบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเขาด้วย เถี่ยเฉิงจินคิดอะไรอยู่กันแน่
สวี่ตงครุ่นคิด ไม่ว่าดูจากด้านไหนในสายตาของเขา เถี่ยเฉิงจินก็คือจิ้งจอกเฒ่าไม่มีทางเห็นตัวเขาน่าสงสารจึงอยากช่วยเหลือเหมือนหนิวเซี่ยงตงหรอก
เถี่ยเฉิงจินเห็นว่าสวี่ตงครุ่นคิดอย่างลังเลก็หัวเราะลั่น “เสี่ยวสวี่ ฉันแก่แล้ว เธอเป็นเด็กหนุ่ม คนแก่อย่างฉันแค่จะเลี้ยงข้าวเธอสักมื้อหรือกลัวว่าฉันจะเอาเธอไปขาย”
“เปล่าๆๆ …ไม่ใช่อย่างนั้นครับ!” สวี่ตงหน้าแดงก่อนจะรีบอธิบาย“ผู้เฒ่าเถี่ย ผมว่าถ้าจะเลี้ยงก็ควรเป็นผมที่เลี้ยงผู้เฒ่าเถี่ยแต่ว่า…”
บอกตามตรงสวี่ตงไม่อยากไปกินข้าวหรือพูดคุยกับเถี่ยเฉิงจินเอาเสียเลยถึงชายชราคนนี้จะมีเงินแต่ความคิดลึกลับซับซ้อน มีคำกล่าวว่าแมลงวันย่อมไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยแตก[1]จู่ๆคนเจ้าเล่ห์อย่างตาเฒ่าเถี่ยอยากเข้ามาสนิทสนมกับคนจนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขามันต้องมีเหตุผลแน่นอน!
หรือว่าจะถูกใจเงินสิบล้านที่เขาเพิ่งได้มา
“แต่อะไร ไม่ต้องแต่แล้ว!” เถี่ยเฉิงจิน‘ขัด’ คำปฏิเสธของสวี่ตงก่อนจะหัวเราะ “ฉันเนี่ยน้า แค่อยากทำความรู้จักกับคนที่ถูกชะตาเพื่อนน่ะไม่แบ่งอายุหรอกนะ เสี่ยวสวี่อายุยังน้อยแต่ทักษะการดูของยอดเยี่ยมแถมได้ยินว่าเป็นศิษย์ของผู้เฒ่าหลงด้วย ฉันก็เลยอยากพูดคุยด้วยสักหน่อยคนอย่างตาเฒ่าเถี่ย ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นหรอกแค่ความรู้กับการประเมินสิ่งของยังรู้แค่งูๆ ปลาๆ ได้พูดคุยได้รวมตัวกับผู้เชี่ยวชาญอย่างเสี่ยวสวี่บ่อยๆ มีแต่จะเติมเต็มซึ่งกันและกัน!”
ได้ยินคำพูดของเถี่ยเฉิงจินเข้าสวี่ตงก็ตรัสรู้ทันที ที่แท้เถี่ยเฉิงจินก็กำลังคิดจะ‘ใช้’ ทักษะของเขา!
สวี่ตงนิ่งไม่ไหวติงอยู่ครู่หนึ่ง อยากหาเหตุผลมาปฏิเสธเถี่ยเฉิงจินแต่ก็ไม่สะดวกใจจะปฏิเสธต่อหน้าทุกคน เพราะจะเป็นการหักหน้าเถี่ยเฉิงจิน!
ขณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่นั้นเอง จู่ๆโหมวซือฉิงก็เข้ามาขวางทางสวี่ตงแล้วพูดราวกับจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม “สวี่ตง ที่สำนักงานยังมีเรื่องที่จัดการไม่เสร็จ ต้องการตัวนายไปช่วย คิดว่าจะหนีไปได้ยังไงฉันไม่คิดว่านายจะหาเงินได้ แต่ตอนนี้หาเงินได้แล้วก็คิดจะเรียนรู้สิ่งไม่ดีอีกดูก็รู้ว่าคิดจะไปทำชั่ว!”
สวี่ตงไม่สนใจ ‘คำเหน็บแนม’ของเธอ แต่รีบพยักหน้าให้ “ใช่ๆๆผมลืมเรื่องของคุณไปเลย งั้นไปกันเถอะ!”
เถี่ยเฉิงจินหน้าดำคร่ำเครียด ก่อนจะพูดกับโหมวซือฉิง “แม่หนูตระกูลโหมว อะไรคือ ‘ดูก็รู้ว่าคิดจะไปทำชั่ว’ฉันเถี่ยเฉิงจิน ชื่อเสียงแย่ขนาดนั้นเลยเหรอยัยเด็กนี่เห็นฉันเป็นคนยังไง”
โหมวซือฉิงไม่สนใจสีหน้าโกรธเคืองจนหนวดกระดิกของเถี่ยเฉิงจินเธอเม้มปากแล้วพูดว่า “ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นยังไงไม่ได้จับตาดูยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่!”
เถี่ยเฉิงจินโกรธจนพูดไม่ออกของจริง สวี่ตงแอบหัวเราะแต่กลับรีบพูดว่า “ผู้เฒ่าเถี่ย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับวันหลังถ้ามีโอกาสค่อยไปกินข้าวพูดคุยกันนะครับวันนี้เป็นเรื่องที่ผู้กำกับหูนัดไว้นานแล้ว ผมดันลืม…”
ได้ยินสวี่ตงพูดเช่นนี้ เถี่ยเฉิงจินจึงมีสีหน้าอ่อนลงแต่ยังบูดบึ้งเล็กน้อย “แม่หนูโหมวพูดจาเลอะเทอะจริงๆ ช่างเถอะในเมื่อเสี่ยวสวี่บอกว่ามีธุระ ฉันก็ไม่ดึงดัน วันหลังค่อยหาโอกาสรวมตัวกันใหม่!”
สวี่ตงก็รับคำเต็มปาก ขอแค่บอกปัดวันนี้ได้วันหน้าก็คงไม่สนใจเขาแล้ว
โหมวซือฉิงไม่สนใจสีหน้าเถี่ยเฉิงจินสักนิด เธอรีบดึงสวี่ตงจากไปทิ้งเถี่ยเฉิงจินให้มองตามหลังไปอย่างหงุดหงิด
ออกมาจากลิฟต์ของอาคารสวี่ตงได้กลิ่นดอกไม้ใบหญ้าบริเวณนอกอาคารก็รู้สึกสดชื่นถึงห้องโถงจะขนาดใหญ่โตโอ่โถง แต่ผู้คนก็มีมากไปด้วย แถมยังเป็นห้องปิดท่อระบายอากาศจะมาเทียบกับอากาศในธรรมชาติได้อย่างไรโหมวซือฉิงหยิบกุญแจออกมากดปลดล็อกแล้วเปิดประตู ก่อนจะสะบัดคางพยักเพยิดใส่สวี่ตง“ขึ้นรถ!”
แสงอาทิตย์ยามบ่ายอาบไล้ใบหน้าโหมวซือฉิงจากมุมนี้ดูสวยงามเกินพรรณนาสวี่ตงถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ!
ภาพนี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก นึกถึงตอนแอบมองโหมวซืออี๋จากที่ไกลๆก็คล้ายกับภาพนี้ สวยจนทำเขาใจสั่น และสวยจนเขาไม่อาจลืมเลือน!
ความจริงหน้าตาของสองพี่น้องโหมวซือฉิงและโหมวซืออี๋คล้ายกันมาก มิเช่นนั้นตอนเจอโหมวซือฉิงครั้งแรกสวี่ตงคงไม่เข้าใจผิดว่าเธอคือโหมวซืออี๋นอกจากอายุที่ต่างกันแล้ว รูปร่างหน้าตาภายนอกทุกอย่างสวยงามไร้ที่ติพอๆ กันดังนั้น ทุกความเคลื่อนไหวของโหมวซือฉิงมักทำให้สวี่ตงรู้สึกถึงเงาของ ‘โหมวซืออี๋’!
“ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไง รีบขึ้นรถ!” โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงจ้องตัวเองอย่าง ‘เหม่อลอย’ก็เผลอยิ้มพลางเร่งเขา ไม่ว่าอย่างไร การที่มีผู้ชายถูก ‘ความสวย’ ของเธอจู่โจมจนเหม่อค้างก็เป็นเรื่องน่าภูมิใจอีกอย่างเธอไม่ได้มองสวี่ตงเป็น ‘ชายหนุ่มเต็มตัว’ เจ้าเด็กนี่ก็แค่เด็กม.ปลายรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวของเธอหลังจากผ่านเรื่องราวมากมายทัศนคติที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไปจากความเฉยเมยกลายเป็น ‘ความรู้สึกดี’
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการค่อยๆซึมซับโดยที่โหมวซือฉิงก็ไม่รู้ตัว เธอมองสวี่ตงต่างจากเดิมแล้ว!
แต่โหมวซือฉิงไม่รู้เลยว่าที่สวี่ตง ‘เหม่อ’ เมื่อครู่ไม่ใช่เพราะเธอ แต่เป็นเพราะ ‘โหมวซืออี๋’!
สวี่ตงถูกโหมวซือฉิงเอ็ดเข้าก็รีบขึ้นรถจากอีกฝั่งหลังจากขึ้นมาบนรถก็คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นอย่างแรกจากนั้นก็เอื้อมมือจับราวเหนือหัวตามปกติ
โหมวซือฉิงหลุดหัวเราะพรืด “อย่าทำตัวตลกนัก โอเคไหมนั่งสบายๆ เถอะ ฉันจะขับช้าๆ ไม่ทำให้นายนั่งรถบินแน่นอน!”
สวี่ตงหน้าแดงแปร๊ด ก่อนจะพูดอุบอิบ “ผมแค่เมารถนิดหน่อย…”
โหมวซือฉิงเม้มปากมองเหยียดอีกรอบ แต่ไม่พูดอะไร เธอขับรถอย่างมั่นคงความเร็วไม่เกินสี่สิบถึงห้าสิบไมล์ต่อชั่วโมงสวี่ตงจึงเริ่มรู้สึกว่าท่าทางของเขาก็ดูจะ ‘เกินจริง’ไปหน่อยจึงหดมือกลับ
โหมวซือฉิงขับรถไปสักพักก็หักเลี้ยวออกจากถนนในตัวเมืองตรงไปตามถนนซีเจียง
“จะไปไหนเหรอครับ”เมื่อเห็นว่าโหมวซือฉิงไม่ได้มุ่งหน้าไปสำนักงานเขตหรือถนนกู่หวานก็อดถามไม่ได้
“ตามฉันไปที่หนึ่งก่อน”โหมวซือฉิงตั้งใจขับรถและพูดไปด้วย “ทีมสืบสวนคดีอาญาและปราบปรามยาเสพติดจะมีปฏิบัติการครั้งใหญ่ในคืนนี้และเพราะคนไม่พอ คนจากทีมอาชญากรรมของเราจึงไปสมทบด้วยฉันลงชื่อขอผู้กำกับหูไปแล้วและเพิ่มนายเข้าไปด้วย ผู้กำกับหูแต่งตั้งนายเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษา’ นายจะได้ใบรับรองและมีเงินเดือนให้เงินเดือนสูงกว่าตำรวจทั่วไปและงานที่ปรึกษานี้ไม่จำเป็นต้องเข้างานเก้าโมงเลิกห้าโมง แค่เวลาจำเป็นถึงจะขอให้นายเข้าร่วมปฏิบัติงานด้วยไม่กระทบกับงานที่โรงรับจำนำของนายแน่นอน”
พูดถึงตรงนี้โหมวซือฉิงก็ ‘เตือน’ อีกครั้ง “อันที่จริงตอนนี้นายก็ไม่ต้องพึ่งงานนั้นหาเงินเลี้ยงตัวเองแล้วนี่ฉันแนะนำให้นายกลับไปเรียน ฉันได้ยินโหมวซืออี๋บอกว่าเกรดนายดีมากไม่เรียนต่อก็น่าเสียดายแย่”
พูดถึงเรื่อง ‘เรียน’ สวี่ตงก็เงียบไป ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีอะไรน่าเสียดายหรือไม่น่าเสียดายหรอกครับผมเลือกเส้นทางของตัวเองแล้วก็จะไม่มีวันถอยกลับ จุดประสงค์ของการเรียนหนังสือไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าหางานดีๆในอนาคต และผมรู้สึกว่าความรู้ที่ผมต้องการในตอนนี้หาไม่ได้จากการเรียนในห้องเพราะฉะนั้น การเรียนไม่ได้มีความหมายสำหรับผม!”
โหมวซือฉิงตกตะลึง เดิมทีเธออยาก ‘สั่งสอน’ สักหลายๆ ประโยค แต่ลองคิดอีกทีก็รู้สึกว่าคำพูดของสวี่ตงน่าสนใจมากและคิดดูแล้วมันก็เป็นเรื่องจริง พ่อแม่ทุกคนหวังให้ลูกประสบความสำเร็จนักเรียนทุกคนก็หวังว่าจะเรียนเก่งและหางานดีๆ ทำได้ มีชีวิตโดดเด่นเหนือผู้ใดทว่าในความเป็นจริงคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้สิ่งสำคัญที่สุดคือความสามารถของแต่ละคน การเรียนเก่งเป็นแค่การเพิ่มพื้นฐานให้ตัวเองไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด!
คิดดูแล้วเหมือนว่าคำพูดของสวี่ตงมีกลิ่นอายของคำสอน ‘นิกายเซน’ คำพูดที่ว่า ‘เด็กที่บ้านยากจนจะโตเร็ว’ทั้งคำพูดและการกระทำโตกว่าเด็กวัยเดียวกันที่ไม่เคยผ่านความยากลำบากมาก่อน
สองฝั่งถนนซีเจียงสวยงามมาก สองข้างทางหลวงอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยสีเขียวขจีทางหลวงเป็นถนนลาดยางเดินรถทางเดียวขนาดสี่เลน โหมวซือฉิงค่อยๆ เพิ่มความเร็วแต่ไม่ซิกแซกฉวัดเฉวียนเหมือนบนถนนในตัวเมืองที่นึกจะเร็วก็เร็วนึกจะช้าก็ช้าการขับรถก็เหมือนกับการพยายามหาโอกาสทุกช่องทางเพื่อซิกแซก ซึ่งทำให้สวี่ตงโซไปเซมาแทบทนไม่ไหวแต่ถนนซีเจียงทั้งกว้างและเป็นเส้นตรง เสียงรถดัง ‘บรื้น’ ทว่าภายในรถไม่รู้สึกอะไร
สวี่ตงหยุดถามแล้ว และเขาก็ไม่กังวลว่าโหมวซือฉิงจะมี ‘แผนชั่ว’ อะไรกับเขาอีกอันที่จริงโหมวซือฉิงแค่ต้องการให้เขาช่วย ‘ไขคดี’ เท่านั้น คงไม่มีปัญหาอะไร
หลังจากได้คุยกันไม่กี่วันสวี่ตงพอก็เข้าใจว่าโหมวซือฉินเป็นคนอย่างไรความจริงเธอเป็นคน ‘มีคุณธรรม’ และ ‘ใจดี’ มาก เทียบกับทายาทเศรษฐีส่วนใหญ่ในปัจจุบันแล้วเธอต่างจากคนพวกนั้นจริงๆ เพียงแต่นิสัยเธอค่อนข้างเป็น ‘หญิงแกร่ง’ตอนเจอกันครั้งแรกสวี่ตงยังไม่คุ้นชินจึงรู้สึกว่าเธอทั้งเย่อหยิ่งทั้งเย็นชาแต่พอได้รู้จักกันถึงรู้ว่าในความเย็นชาที่เธอแสดงออกมีหัวใจที่ ‘อบอุ่น’ มาก อีกอย่างนิสัย ‘หญิงแกร่ง’แบบนี้สวี่ตงก็ว่าดีอย่างน้อยก็ดีกว่าคุณหนูร่ำรวยที่ทั้งหยิ่งทั้งขี้อวดเป็นพันเท่า
รถขับไปอีกสักพัก สวี่ตงก็เห็นว่าทางที่กำลังไปคือภูเขาปี่เจี้ยจึงถามอย่างแปลกใจ “โหมว...คุณเจ้าหน้าที่ คุณไม่ได้มีงานรัดตัวเหรอทำไมถึงยังมีเวลาเที่ยวเล่นอีกล่ะครับ”
[1] แมลงวันย่อมไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยแตกมีความหมายว่า ถ้าไม่มีช่องโหว่หรือจุดอ่อนผู้อื่นก็หาช่องทางเอาเปรียบหรือรังแกไม่ได้