จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 54 บทสรุปและสร้างวงแหวนเวท

    ผ่านไปหลายอึดใจ หัวหน้าหน่วยยังไม่รู้สึกเจ็บปวด จึงค่อย ๆ ลืมตา ภาพตรงหน้าคือร่างทาสนักดาบถูกยิงทะลุขมับด้วยลูกธนู ร่วงกระเด็นไปเบื้องหลัง กลุ่มนักรบเกือบสิบคนกำลังเข้าปะทะกับทาสปีศาจสามตนบนกำแพง คลื่นดาบและหอกวาบวับแทบมองไม่เห็นว่าใครเป็นใคร

    เถาไม้ข้างกำแพงจากทาสปีศาจ เมื่อมีนักเวทหนุ่มธาตุไฟและนักธนูสาวเข้าร่วมสู้ สถานการณ์ก็พลิกทันที ทาสปีศาจผู้ใช้เวทไม้ที่แพ้ทางไฟถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน

    ทาสเวทดินที่เคยได้เปรียบกลับถูกนักเวทชราธาตุไม้จัดการตั้งแต่ต้น ส่วนทาสนักธนู เมื่อต้องรับการยิงกดดันต่อเนื่องจากนักธนูสาวก็ไม่อาจยื้อได้และร่วงตามไปในที่สุด

     

    หัวหน้าหน่วยที่เพิ่งรอดตายหอบหายใจ เขาเหลือบเห็นเถาวัลย์มหึมาจากเขตนอกเมืองเลื้อยขึ้นมาถึงกำแพง พลันเสียงแหบชราก็ดังขึ้น

    “ยังเหลืออีกไหม?”

    เขาเผลอชะงักจนเกือบลืมตอบ จนได้ยินเสียงตะคอกหนักอีกครั้งถึงเรียกสติกลับมา

    “มีสี่ตนหายไปทางถนนสายเจ็ด… กำลังค้นหาอยู่”

    ชายชราพยักหน้าแล้วสั่งกำลังพลห้าคน อัศวินหนึ่ง นักดาบสอง นักเวทไฟและนักธนู ให้ออกติดตามทันที

    อีกสองนักเวทรักษาเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ ส่วนตนเองก้มตรวจร่างทาสทั้งหก แต่ไม่พบสิ่งใด สุดท้ายจึงสั่งเผาทำลายทั้งหมด ก่อนทั้งหมดจะจากไปโดยไม่ทิ้งชื่อหรือแนะนำตัว

     

    หัวหน้าหน่วยได้เพียงรายงานผ่านเวทสื่อสาร

    “ทาสปีศาจหกตนโจมตีกำแพง เราเสียเจ้าหน้าที่ห้าคน ยามเจ็ดคน หากไม่ได้กิลด์ลึกลับเข้ามาช่วย คงไม่รอด พวกเขาราวสิบกว่าคน มีชายชราหนึ่ง ไม่บอกชื่อ กำลังติดตามทาสปีศาจที่สายเจ็ด”

    “เราทราบแล้วว่าพวกเขาเป็นใคร เก็บกวาดพื้นที่ ลบความทรงจำผู้เห็นเหตุการณ์ แล้วตรึงกำลังไว้จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่”

    สิ้นคำสั่ง หน่วยพิเศษบนกำแพง เริ่มปฏิบัติตามคำสั่งล่าสุดทันที

     

    เมื่อเขี้ยวอัสดงลงจากกำแพงแล้ว อารินนำนกทั้งหมดออกจากถุงสัตว์เลี้ยง แล้วเรียกซิลฟี่ที่บนอยู่ใกล้ ๆ

    “ซิลฟี่ ต้องรบกวนแล้ว ช่วยค้นหาพวกปีศาจที่เหลือให้ที ปูพรมตรวจถนนหก เจ็ด แปด ด่วน”

    “ได้เลย… แต่อย่าลืมรางวัลของพวกข้าล่ะ”

    นกน้อยตอบพลางบินขึ้นพร้อมฝูงนก

    บอริสหัวเราะพลางวิ่ง

    “ไม่คิดเลยว่านกนี่จะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้… นายน้อยช่างโชคดี”

    อีริคที่วิ่งอยู่ข้าง ๆ บ่นขึ้น

    “ถ้าช่วยแค่ข่าวกรองก็ดีหรอก แต่มันชอบเอาเรื่องชาวบ้านมาเมาท์นี่สิ”

    เลวานหัวเราะแทรก ก่อนหยอกเบา ๆ

    “ที่ข้าเคยได้ยินส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่เจ้า กับ แจ็คและเจคอบ ออกเที่ยวเสียส่วนใหญ่ จะโทษใครก็โทษตัวเองเถอะ ฮ่า ๆ”

    เสียงหัวเราะดังไปท่ามกลางความมืดตึงเครียด บรรยากาศต่างกันราวฟ้ากับเหวระหว่างเขี้ยวอัสดงกับหน่วยพิเศษ

     

    “เลยโค้งหน้าไป มีการปะทะ!”

    ซิลฟี่ร้องเตือนจากเบื้องบน

    “ไป!”

    วิคเตอร์ตวาดสั้น ๆ ก่อนพุ่งออกนำ

    เมื่อผ่านโค้งมา ภาพสู้รบหลังกำแพงบ้านปรากฏ หน่วยพิเศษที่เหลือสิบห้าคนกำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก มีห้าร่างนอนแน่นิ่งบนพื้นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

    ทาสปีศาจที่เหลือคือสองนักดาบและหนึ่งนักธนู ระดับเทียร์สามขั้นกลางทั้งสิ้น ทำให้กำลังของหน่วยพิเศษไม่อาจต้านได้

     

    เสียงปล่อยสายดังขึ้นต่อเนื่องสามครั้งติด ลูกธนูจากอารินพุ่งกดดันนักธนูฝ่ายตรงข้ามทันที การดวลของนักธนูเทียร์สามเปิดฉากขึ้น แม้เธอเป็นเพียงนักธนูเทียร์สามขั้นต้น แต่พลังแกนวีร่าทำให้การยิงทรงพลังมากกว่าทาสปีศาจที่ไม่มีแกนวีร่าแล้วและใช้เพียงพลังปีศาจเพิ่มพลังกายเท่านั้น

    ทางด้านหน้า ร่างสูงใหญ่ของวิคเตอร์พุ่งเข้าใส่หนึ่งในนักดาบ พลังดาบอัศวินขั้นสูงกดดันจนศัตรูถอยร่น บอริสกับเลวานเข้ารุมอีกตนจนเสียจังหวะ

    “แล้วอีกตนหายไปไหน?”

    อีริคตะโกนถามหัวหน้าหน่วย

    “มันหนีกลับเข้าเมืองชั้นในแล้ว พวกเรามาช้า คนในบ้านเสียชีวิตหมดแล้ว”

    หัวหน้าหน่วยที่ได้พักหายใจ ตอบทันที

    อีริคขบฟันแน่นก่อนพูดขึ้น

    “ท่านรีบตามไป ทางนี้ให้เราจัดการ”

    แล้วเงยหน้าสั่งซิลฟี่

    “พวกมันเหลืออีกตน ช่วยติดตามที เดี๋ยวพวกข้าตามไป”

    “เฟรอาน เฟลล์!”

    เวทไฟถูกอีริคร่ายทันที ลูกเพลิงพุ่งเข้าหาทาสนักธนู แม้มันกระโดดหลบได้ แต่ก็ถูกธนูสองดอกจากอารินเสียบทะลุอก

    ก่อนเวทไฟลูกถัดมาจะปิดฉาก ร่างมันลุกไหม้สิ้นเสียงกรีดร้อง

     

    “ไป!”

    วิคเตอร์ออกคำเดียว ทั้งกลุ่มพุ่งตามต่อ หลังจากค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งของ พวกเขาจึงเผาร่างปีศาจแล้วติดตามไปทันที

     

    เขตเมืองชั้นใน

    หน่วยพิเศษแปดนายไล่ตามทาสปีศาจที่หนีไปทางตะวันตก หัวหน้าหน่วยเทียร์สามสองคนคุมกำลังเทียร์สองขั้นสูงอีกสิบคน ครั้งนี้พวกเขาไม่คิดจะประมาทเหมือนก่อนหน้า ไม่นานนักเงาดำของศัตรูก็ปรากฏอยู่ไม่ไกล

    ลูกธนูหลายดอกพุ่งเข้าใส่ทั้งด้านหลังและด้านหน้า บังคับให้ทาสปีศาจเสียจังหวะ ก่อนที่กำลังพลทั้งหมดจะบุกประชิดพร้อมกัน การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนที่เหนือกว่า

    “ค้นร่างมันให้ละเอียด”

    หัวหน้าหน่วยสั่งสั้น ๆ

    ไม่ถึงนาทีก็มีเสียงรายงานกลับมา

    “ไม่พบสิ่งของใดเลยครับหัวหน้า”

    คิ้วหนาขมวดทันที ก่อนตอบเสียงหนัก

    “เผาเสีย”

    นักเวทด้านข้างยกมือร่ายเวทเพลิง เผาร่างมืดนั้นให้มอดไหม้ไปจนสิ้น เศษซากปีศาจหรือทาสปีศาจไม่ควรถูกทิ้งไว้ เพราะพวกมันอาจซ่อนเวทต้องห้ามที่ไม่อาจคาดเดาได้ เมื่อเก็บกวาดเรียบร้อยและแน่ใจว่าไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ หน่วยพิเศษจึงถอนกำลังกลับไปรวมพลที่อาคารเป้าหมาย

     

     

    บนถนนสายเจ็ด

    ทาสปีศาจอีกตนทะยานออกจากตรอกแคบ เงาร่างสีดำวิ่งฉวัดเฉวียนไปข้างหน้า แต่เสียงแหวกอากาศก็ตามมาติด ๆ ลูกธนูสามดอกปักลงตรงจุดที่มันเพิ่งผ่าน ร่างนั้นไม่หันกลับแม้แต่น้อย รีบเร่งฝีเท้าต่อไป

    “ยิงกดดันต่อ อย่าให้มันหนี”

    หัวหน้าหน่วยสั่งขณะเร่งร่างเข้าประชิด

    ไม่นาน การไล่ล่าก็สิ้นสุดลง ทาสปีศาจถูกโค่นลงโดยไร้ความยากลำบาก

    “ตรวจร่าง”

    “ไม่พบสิ่งใด นอกจากอาวุธครับ”

    “ทำลายซาก”

     

    หัวหน้าหน่วยรายงานผ่านเวทสื่อสารทันที เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น

    “ด้านตะวันตก ทาสปีศาจตนสุดท้ายถูกกำจัดแล้วขอรับ ไม่พบสิ่งของต้องสงสัย จัดการหลักฐานเรียบร้อย”

    “รับทราบ ลาดตระเวนพื้นที่ต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่”

    หัวหน้าหน่วยพยักหน้า ก่อนจัดแถวกำลังใหม่สำหรับลาดตระเวน

     

    ไม่นานเขี้ยวอัสดงก็ตามมาถึง บอริสเอ่ยถามทันที

    “มีหลักฐานอะไรไหม? พบตะเกียงวิญญาณหรือเปล่า?”

    หัวหน้าหน่วยส่ายหน้า

    “ไม่พบเลยขอรับ”

    วิคเตอร์ขมวดคิ้ว

    “ทั้งบนกำแพง ทั้งที่นี่ก็ว่างเปล่า… แปลกมาก ฆ่าคนมากมาย แต่ไม่เก็บวิญญาณซากศพ?”

    อารินถามเสริม

    “พอจะสืบร่องรอยมันได้หรือไม่?”

    “ไม่ได้ พวกมันไม่ทิ้งพลังมนุษย์ แต่ใช้พลังปีศาจ ร่องรอยเท้าก็เลือนหาย พบเพียงบางจุดเท่านั้น”

    สีหน้าหมองของหัวหน้าหน่วยเผยชัด แม้ภารกิจนี้จะสำเร็จ แต่เบาะแสกลับไม่เหลือให้ตามต่อ

     

    วิคเตอร์รายงานทั้งหมดแก่จอมเวทรอย

    ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยสั้น ๆ กับหัวหน้าหน่วย

    “คืนนี้เราจะไปที่หน่วยพิทักษ์เมือง หากมีเรื่องใด รีบแจ้งไปที่นั่น”

    สิ้นคำสั่ง เขี้ยวอัสดงทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่

     

    ชั้นใต้ดิน กลุ่มการค้าคาร์เนเทล

    “ฮึ… ปล่อยให้พวกมันได้ใจกันไปก่อน อีกไม่นานหรอก เมื่อท่านผู้นั้นกลับมา จะเป็นจุดจบของพวกเจ้าแน่นอน”

    โดมินิกจ้องลูกแก้ววิญญาณบนแท่นหิน ดวงตาแดงก่ำราวไฟคลั่ง จากห้าสิบลูกที่เคยส่องแสง บัดนี้เหลือเพียงสิบห้าลูกเท่านั้น

    แม้จะสูญเสียมาก แต่ภารกิจของเขาก็ใกล้เสร็จสิ้นเต็มที หากเช้ามืดไปเก็บตะเกียงอีกสองอันที่ทาสปีศาจซ่อนไว้ เขาจะเหลือเพียงหนึ่งชิ้นสุดท้ายก่อนเสร็จสมบูรณ์

    ‘คงต้องถอนตัวไปสักพัก… เมืองนี้คงทำอะไรลำบากแล้ว’

    เขานำถุงสีดำขลับใบใหญ่ออกมา แล้วเก็บทาสปีศาจที่เหลือทั้งสิบห้าลงไป ก่อนนำถุงใบเล็กออกมาเก็บลูกแก้ววิญญาณทั้งหมด แม้บางลูกดับแล้ว แต่ยังใช้สร้างทาสใหม่ได้ ถือเป็นวัตถุล้ำค่าของลัทธิผู้บูชาปีศาจ

    เมื่อออกจากทางลับกลับสู่ห้องทำงาน โดมินิกหยิบแผ่นเวทสื่อสารขึ้นมากล่าวเสียงเย็นเยียบ

    “พรุ่งนี้ หลังมื้อเช้า… ข้าจะเดินทางกลับฮาเวนดอร์”

     

    อาคารสำนักงานหน่วยพิทักษ์เมือง

    “พวกเจ้ารวบรวมคนมาตายหรือไง? ทั้งที่รู้ว่าทาสปีศาจทุกตนเป็นเทียร์สาม แต่กลับส่งหัวหน้าหมู่ที่เป็นเทียร์สามไปเพียงไม่กี่คน!”

    เสียงก้องของจอมเวทรอยสะท้อนกดดันทั่วห้องบัญชาการ

    อัศวินชราที่นั่งตรงข้ามถอนหายใจหนัก สีหน้าหมองคล้ำ

    “พวกเราพยายามแล้ว แต่เบื้องบนไม่อนุมัติ จึงทำได้เพียงเพิ่มจำนวนลูกหมู่ ไม่ได้เพิ่มจำนวนพวกระดับสูงเลย พวกเขาคิดว่าทาสปีศาจมีไม่มาก นอกจากยี่สิบตนที่ออกนอกเมือง คงเหลืออีกไม่กี่... แต่พวกเขาคิดผิด ที่ปรากฏในเมืองคืนนี้ มีถึงสิบห้า”

    เสียงถอนใจดังอีกครั้ง ก่อนเอ่ยต่อ

    “รายงานเบื้องต้น มีประชาชนถูกสังหารเกินหกสิบคน ทั้งในสองอาคาร และบ้านเรือนโดยรอบ”

    รอยสีหน้าหม่นลง ก่อนกล่าวขึ้น

    “ข้ามีเรื่องรบกวนเจ้าหน่อย ช่วยทำให้เหลือคนที่จำเรื่องเจ้าหนูให้เหลือน้อยที่สุด ข้ากังวลว่า พวกมันจะสืบหาข้อมูลเขาเจอ เจ้าน่าจะจำได้เมื่อก่อนพวกมันใช้วิธีค้นวิญญาณเหยื่อจนได้ความลับไปมากมาย”

    “ไม่มีปัญหา ข้าจะจัดการให้พรุ่งนี้เช้าเลย ขณะที่ข้ายังมีอำนาจพอทำให้ได้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้แล้ว”

     

    รอยมองเพื่อนเก่าด้วยสายตาหนักอึ้ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ

    “เช้านี้... เจ้าคงได้รับหนังสือโยกย้ายแล้ว”

    เขายกขวดสุราสีอำพันรินลงแก้วใส แล้วยื่นให้

    “ดื่มเสีย ฉลองให้กับการได้พักผ่อน”

    เอลดริกหมุนแก้วในมือ แววตาเจือรอยยิ้มบาง

    “ไม่ได้พักมานาน… คราวนี้คงได้กลับไปฝึกจริงจังสักที — ดื่ม!”

     

     

    หลังเที่ยงคืน เมืองกลับสู่ความสงบ หน่วยพิทักษ์เมืองออกลาดตระเวนตามปกติ โดยมีหน่วยพิเศษเฝ้าประจำสำนักงานใหญ่

     

    โรงแรมสโตนบริดจ์

    นิโคลัสพักจนเช้ามืด ก่อนลุกขึ้นฝึกตำราสรรพสัตว์กับเหล่านกและสัตว์ตัวน้อยกะกลางคืน รวมถึงซิลฟี่ที่เพิ่งกลับมาตอนดึก

    ในทุกเช้าชายหนุ่มจะรับรายงานจากสัตว์กลางคืน ส่วนตอนเย็นเป็นหน้าที่ของสัตว์กลางวัน ทำให้ตำราก้าวหน้าเร็วกว่าช่วงก่อนสอบอย่างชัดเจน

    เหลือเวลาอีกเพียงเจ็ดวันก่อนสถาบันเปิดเรียน และนี่คือเวลาสุดท้ายที่เขาจะสร้างวงแหวนมานาแรกให้สำเร็จ โชคดีที่ภาระอื่นเขามอบหมายให้คนอื่นจัดการแทนหมดแล้ว

     

    เหตุการณ์แรก ร้านราเม็งที่อีรินกับอารินดูแล เปิดในสามถัดมา วันแรกแทบไร้ลูกค้า แต่วันที่สอง ซีรีน กรีมัลด์ แวะมา พอถูกเลี้ยงราเม็งสองชาม ดวงตากลมโตก็เปล่งประกาย ก่อนรีบกลับไป และไม่กี่ชั่วโมงก็หอบเพื่อนกับญาติสามสิบกว่าคนมาที่ร้าน พร้อมตะโกนลั่น

    “มื้อนี้พี่ใหญ่เลี้ยงเอง!”

    จากวันนั้น ร้านแน่นทุกวัน ถึงขั้นต้องแจกบัตรคิวตั้งแต่เช้า

    โรลเลอร์เบลดก็ถูกส่งมาทันเวลา นิโคลัสสอนสามสาวในบ่ายวันนั้น ซีรีนกับอารินใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เล่นได้เนื่องจากเป็นนักล่าที่ใช้ร่างกายเสมอ ส่วนอีรินต้องถึงสามชั่วโมงกว่าจะทรงตัวคล่อง หากไม่ติดการฝึกเวท ชายหนุ่มคงได้ร่วมสนุกด้วย

     

    เหตุการณ์ที่สอง ในเช้าวันที่สี่ โอลิเวอร์มารายงานความคืบหน้าสามเรื่องใหญ่

    ซื้อหุ้นครบสี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ พร้อมสัญญากรรมสิทธิ์

    รถม้าแบบใหม่จำนวนสิบคันส่งมอบให้ราชวงศ์ทั้งหมด และกำลังเร่งผลิตต่อทันทีโดยไม่ต้องให้นิโคลัสช่วยเหลือแล้ว ส่วนเกวียนสินค้าที่นำระบบช่วงล่างไปใช้ ได้ใช้เฉพาะในกลุ่มเหรียญทองเท่านั้น

    โรลเลอร์เบลดห้าสิบชุดแรกผลิตเสร็จ เตรียมวางขาย โดยผู้ถือหุ้นแทนจะส่งคนมาเรียนจากนิโคลัสก่อนนำไปสาธิตหน้าร้านความหวัง

     

    เหตุการณ์สุดท้าย ข่าวใหญ่ในเช้าวันที่ห้า เอลดริก บรูคไชร์ ผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์เมือง ประกาศลาออกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ จากนั้นเกือบทุกค่ำคืน จะเห็นชายหนวดเครารุงรังเข้ามาดื่มกับจอมเวทรอยอยู่เสมอ บางคืนก็มากันหลายคน

     

    เช้าวันที่เจ็ด

    วันสุดท้ายที่นิโคลัสมีโอกาสสร้างวงแหวนมานา จอมเวทรอยยืนให้คำแนะนำข้างกาย

    “เจ้าขัดเกลาแกนมานาจนสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่?”

    “ขอรับ”

    ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ

    “ขั้นต่อไปสำคัญมาก เจ้าต้องเลือกว่าจะดึงเสี้ยวแกนออกมาเท่าไร เล็กเกินไปก็เก็บมานาน้อย ใหญ่เกินไปก็ยากจะหลุด หากมานาเจ้าหมด เจ้าก็เสียเวลาอีกหลายสัปดาห์ถึงจะเริ่มใหม่ได้”

    จอมเวทจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่มก่อนกล่าวช้า ๆ

    “เชื่อมั่นในตนเอง ความลังเลจะทำให้เจ้าไม่ได้ตามเป้าหมาย”

     

    นิโคลัสเข้าสมาธิ ชักนำมานาเพื่อดึงส่วนหนึ่งของแกนหลักที่มีขนาดผลส้มให้ยืดออกอย่างช้า ๆ

    ‘ลองเต็มกำลังก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยถอย’

    โดยทั่วไป นักเวทฝึกหัดจะดึงได้เพียงหนึ่งถึงสองส่วนจากสามสิบสองส่วน

    อัจฉริยะทำได้สองถึงสามส่วน ประวัติศาสตร์มีเพียงไม่กี่คนที่ถึงสี่ส่วน หรือหนึ่งในแปดของแกนหลัก

     

    เวลาผ่านเกือบสามชั่วโมง มานาหมดไปเกินครึ่ง แต่ขนาดแกนที่ยืดออกยังไม่ถึงสองในสามสิบสองส่วน เหงื่อท่วมร่าง เสื้อชุ่มเหมือนตากฝน

    ความลังเลเริ่มกัดกิน ทำให้เสี้ยวแกนที่นูนออกเริ่มหดกลับ ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในใจ

    ‘เพียงเท่านี้พอหรือจะไปต่อให้สุด?’

     

    เสียงชราดังขึ้น แม้แผ่วเบาแต่ก้องกังวานในจิตใจ

    “เจ้าเคยลังเลยามลงดาบหรือไง?”

    …หัวใจนิโคลัสสะท้านวาบ ความลังเลทั้งหมดสลายหายไปในชั่วพริบตา