เมื่อรถค่อย ๆแล่นเข้ามาจอดใต้แสงไฟสีเหลืองนวลของโรงแรม ต้นไม้ดับเครื่องยนต์แล้วหันมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรราวกับต่างคนต่างอยากยืด่เวลานั้นให้นานออกไปอีกเพียงนิด ก่อนที่ต้นไม้จะยิ้มบางๆ กานต์แก้วพยักหน้าเบา ๆ ระหว่างทางเดินจากลานจอดรถไปยังอาคารพักลมกลางคืนพัดเอื่อยกลิ่นดอกไม้ลอยมากับอากาศ เสียงน้ำจากน้ำพุเล็ก ๆ ดังคลออยู่ไม่ไกล
ต้นไม้เดินช้ากว่าปกติและเมื่อปลายนิ้วของทั้งสองัักันโดยบังเอิญเขาก็ค่อย ๆ กุมมือเธอไว้อย่างสุภาพราวกับกำลังถามคำถามเงียบ ๆ มากกว่าจะยึดครอง
กานต์แก้วไม่ได้ดึงมือกลับเธอเพียงยิ้มเล็กๆ และปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นเดินเคียงข้างไปด้วยกัน “เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่ห้อง” กานต์แก้วยิ้มเบาๆ ก่อนเปิดประตูลงจากรถ ต้นไม้เดินอ้อมมากุมมือเธออีกครั้งและเดินเคียงกันไปเงียบๆท่ามกลางแสงไฟยามค่ำของโรงแรมหรู
เมื่อเข้ามาในห้องพัก ความเงียบกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาดต้นไม่นั่งลงบนโซฟาเปิดเครื่องดื่มกระป๋องเบา ๆก่อนเงยหน้ามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง แสงจันทร์ทอดผ่านผ้าม่านบาง ๆลงมากระทบใบหน้าของเธอ จนเขาเผลอคิดในใจว่าพระจันทร์คืนนี้คงสวยน้อยกว่าใครบางคนตรงหน้า
"มายืนตรงนี้สิ" เขาพูดเบาๆ
กานต์แก้วเดินเข้ามาช้า ๆ ความเขินทำให้แก้มของเธอขึ้นสีจาง ๆ
ต้นไม้มองอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปลิวลงมาปรกแก้มอย่างแ่เบาไม่มีคำพูดหวานแต่ดวงตาคู่นั้นกลับพูดแทนทุกอย่าง
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ เพราะความประหม่าส่วนต้นไม้ก็หัวเราะตามอย่างคนเอ็นดู"ยิ้มแบบนี้ดีแล้ว" เขาพูดเพียงเท่านั้นกานต์แก้วก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มของตัวเองหัวใจที่เคยเต้นเป็จังหวะปกติบัดนี้กลับเต้นแรงเสียจนเธอได้ยินเสียงของมันชัดเจน
ต้นไม้นั่งลงบนโซฟารับแขกเขาเปิดเครื่องดื่มกระป๋องสุดท้ายก่อนมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน
“มานั่งดื่มเป็เพื่อนพี่สิ”
กานต์แก้วเดินเข้าไปใกล้ช้าๆ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า บทสนทนาค่อย ๆ เปลี่ยนจากเื่ทั่วไปเป็ความฝันในวัยเด็กความเหนื่อยล้าในชีวิตและเื่เล็ก ๆ ที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ต่างคนต่างรับฟังโดยไม่รีบตัดสินบางครั้งก็หัวเราะบางครั้งก็เงียบ แต่เป็ความเงียบที่สบายใจจนไม่จำเป็ต้องเติมคำใดลงไปอีก
เมื่อกานต์แก้วลุกจะเดินไปอีกมุมหนึ่งของห้องต้นไม้เรียกชื่อเธอเบา ๆ เธอหันกลับมา ชายหนุ่มเพียงส่งยิ้มอ่อนโยน ก่อนโน้มหน้าลงแตะหน้าผากของเธอแ่เบาราวกับกำลังถนอมสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ต้นไม้ยิ้มมุมปาก “นั่งตรงนี้ก็ได้” เขาตบเบาๆ ที่หน้าตักตัวเอง หญิงสาวหน้าแดงทันทีแต่สุดท้ายก็ยอมนั่งลงบนตักของเขาอย่างเขินอายอ้อมแขนแข็งแรงโอบเธอไว้หลวมๆ ต้นไม้หอมแก้มเธอเบาๆอย่างทะนุถนอมจนหญิงสาวรีบลุกหนีด้วยความเขิน เสียงหัวเราะต่ำ ๆของเขาดังตามหลังมา กานต์แก้วเดินเร็วๆ ไปทางห้องน้ำแต่ยังไม่ทันถึงประตู ต้นไม้ก็เดินตามมาทันเขาดึงข้อมือเธอไว้เบาๆ
ก่อนโน้มตัวลงจูบเธอช้าๆอย่างอ่อนโยนมันไม่ใช่จูบร้อนแรงแบบคนหิวกระหาย แต่นุ่มนวลอบอุ่น และเต็มไปด้วยความรู้สึกมือใหญ่ประคองแก้มเธอไว้ ราวกับกลัวหญิงสาวจะหายไป กานต์แก้วตัวสั่นน้อยๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ทันแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เบือนหน้าหนีอีกแล้ว ต้นไม้รับรู้ได้ถึงการตอบรับนั้น เขาจึงดึงเธอเข้ามากอดช้าๆกอดแน่นขึ้นอีกนิดเหมือนคนที่อดทนกับความรู้สึกนี้มานานเหลือเกิน ทุกอย่างระหว่างพวกเขาค่อยๆ ละลายลงช้าๆ ในคืนเงียบงัน ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำว่าตลอดไป ไม่มีแม้แต่การเอ่ยว่ารักแต่ใน่เวลาสั้นๆ นั้น ทั้งสองกลับรับรู้ได้พร้อมกันว่าหัวใจของตัวเองได้เลือกไปแล้ว มีเพียงคนเหงาสองคนที่กำลังใช้ความรักปลอบโยนหัวใจกันและกันและในค่ำคืนแสนอ่อนหวานนั้นเอง กานต์แก้วก็ได้เข้าใจว่าบางความสัมพันธ์อาจเริ่มต้นจากโลกออนไลน์แต่เมื่อหัวใจเผลอรักไปแล้วจริงๆ มันก็เจ็บจริง หวานจริง และลึกซึ้งไม่ต่างจากความรักใดบนโลกเลย
ดึกมากแล้วกานต์แก้วหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มผืนสีขาวต้นไม้เดินมาแ่เบาค่อย ๆ ดึงชายผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้เรียบร้อยเก็บปอยผมที่ตกลงมาบังใบหน้า แล้วหยุดมองเธออยู่เนิ่นนาน แสงจันทร์ยังส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบานเดิมเขานั่งลงบนโซฟาโดยไม่คิดจะปลุกเธอ เพียงทอดสายตาไปยังหญิงสาวที่กำลังหลับอย่างไร้กังวลมองหญิงสาวที่กำลังหลับสนิท เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้วางแผนอะไรสักนิดเขาแค่นั่งมองและในความเงียบนั้น เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ขอบคุณโลกออนไลน์ในวันนั้น..."
"...ที่ทำให้พี่ได้พบเด็กผู้หญิงคนนี้"
ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วเงยหน้ามองพระจันทร์นอกหน้าต่างขณะที่ในอีกมุมหนึ่งของห้องหญิงสาวที่หลับอยู่ ก็ยังคงมีรอยยิ้มจาง ๆประดับอยู่บนใบหน้าราวกับกำลังฝันถึงท้องฟ้ากำลังฝันถึงการเฝ้ามองพระจันทร์ดวงเดียวกัน