สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 221 กางเขนไฟ

        คนที่ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหันยืนอยู่ตรงมุมห้องโถงชั้นหกอย่างเปิดเผยเขาสวมเสื้อคลุมสีดำหลวมๆ ผูกเชือกสีขาวไว้ตรงเอว ร่างกายสมส่วนผมสีดำเหมือนขนอีกายาวประบ่า การแต่งกายของเขาธรรมดาอย่างมาก และที่สำคัญเขาไม่สวมหน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าเหมือนนักฆ่าคนอื่นๆ ดังนั้นซุนเฟยจึงมองเห็นใบหน้าที่แสนธรรมดาของชายคนนี้ได้อย่างชัดเจน

        คนแบบนี้แม้ว่าจะเคยพบมาแล้วเป็นพันๆ ครั้งก็ยากที่จะจดจำเขาได้

        ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เขามาปรากฏกายอยู่ในห้องโถงแห่งนี้ราวกับว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นตั้งนานแล้ว เพียงแต่ซุนเฟยไม่ทันสังเกตเห็นเท่านั้นเอง

        ซุนเฟยกวาดสายตามองไปยังอาวุธในมือของชายคนนั้น

        ดาบประหาร!

        ด้ามจับเป็นรูปทรงกระบอกตรงขอบดาบมีเหล็กแหลมงอกออกมาและมีสนิมขึ้นประปราย ใบดาบสีดำสนิทตัวดาบยาวหนึ่งเมตรหกสิบเซนติเมตร ปลายดาบไม่ได้เป็นทรงแหลมแต่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ตรงปลายแยกเป็นสองแฉก ดาบนี้เหมาะสำหรับการสับส่วนใหญ่แล้วดาบประเภทนี้นิยมนำมาใช้สำหรับการประหารชีวิตมากกว่า

        ดาบถูกพิงไว้ตรงกำแพงไม้ราวกับมีน้ำหนักหลายพันจิน

        ตอนแรกซุนเฟยคิดว่าชายคนนี้เป็นนักรบที่แพรีสเตรียมไว้เพื่อคอยสนับสนุนนางในฐานะนักฆ่า การไม่ปิดบังใบหน้าและใช้อาวุธที่ไม่เหมาะสำหรับการลอบสังหารสองข้อนี้ถือเป็นข้อห้ามที่สำคัญสำหรับนักฆ่า แต่เมื่อซุนเฟยสังเกตสายตาของชายคนนั้นดีๆเขาก็รู้ในทันทีว่าตัวเองคิดผิด

        ดวงตาคู่นั้นแฝงไปด้วยความโหดร้ายและอำมหิตราวกับดวงตาของสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อของตัวเอง

        เลือดเย็น!

        ไร้ความปราณี!

        สายตาของคนคนนั้นจ้องไปยังแพรีสที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของนักฆ่าทั้งสามคน ซุนเฟยเองก็รู้สึกได้ว่าชายคนนี้ก็มองมาที่ตัวเองเหมือนกันแต่อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเขาไม่มีคลื่นพลังใดๆ แผ่ออกมาดังนั้นชายคนนั้นจึงมองข้ามตัวเองไป และไม่ได้ให้ความสนใจอีก

        ในที่สุดชายคนนั้นก็ขยับตัว

        ดาบประหารถูกลากไปตามพื้นและที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ใบดาบที่ขูดไปกับพื้นไม้เกิดประกายไฟแลบออกมาราวกับว่าสิ่งที่คนคนนี้กำลังลากอยู่ไม่ใช่ดาบทั่วไป แต่เป็นภูเขายักษ์

        ซุนเฟยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทุกย่างก้าวที่ชายคนนี้เดิน แรงกดดันบนร่างเขาก็ดูเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

        เมื่อเขาเดินไปได้ห้าก้าวคลื่นพลังในร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นเป็นระดับห้าดาวระยะต้น

        ทันใดนั้นดาบประหารขึ้นสนิมก็สั่นขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะเกิดเสียงร้องแหลมๆ ออกมาฉับพลันรังสีฆ่าฟันก็กระจายไปทั่วห้องโถงชั้นหก

        ดาบประหารเล่มนี้ราวกับมีชีวิตตอนนี้มันกำลังออดอ้อนอ้อนวอนและคาดหวัง...คาดหวังที่จะได้ชโลมเลือดและเนื้อของศัตรูบนตัวของมัน

        แพรีสที่อยู่ในวงล้อมของศัตรูก็รู้สึกถึงได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหานาง

        คลื่นพลังสีฟ้าอมเขียวระเบิดออกมาทำให้นักฆ่าทั้งสามคนที่กำลังรุมโจมตีนางต้องล่าถอยออกมาสามสี่ก้าวมือเรียวบางวาดสัญลักษณ์ลึกลับบางอย่างในอากาศมันเหมือนเป็นบทสวดหรือคาถาโบราณอะไรสักอย่างจากนั้นก็มีนกสีฟ้าอมเขียวสองตัวพุ่งออกมาจากร่างของนาง เสียงแหลมแสบแก้วหูของนกกู่ร้องออกมาดังกึกก้องไปทั่วห้องทำให้ผู้คนที่ได้ยินมึนงงและเกิดภาพลวงตาขึ้นมาราวกับว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าลึกหมื่นปีและมีร่างบอบบางของเทพธิดานางหนึ่งกำลังลอยลงมาตรงหน้าเขา...เทพีแห่งพงไพร

        วินาทีต่อมานกสีฟ้าอมเขียวที่บินวนรอบตัวแพรีสก็พุ่งไปทะลวงร่างของสองนักฆ่าที่สวมชุดเกราะสีดำจนทะลุร่างของนักฆ่าที่สวมหน้ากากสีดำก็ระเบิดออกมาจนเลือดสาดกระจายกระดูกในร่างแตกหักทุกส่วน ในขณะเดียวกัน แพรีสก็ไม่ได้อยู่เฉยๆนางกำดาบในมือแน่นก่อนจะพุ่งทะยานไปหานักฆ่าคนสุดท้ายแล้วฟันไปที่ลำคอของมัน

        แม้จะเห็นสหายตายไปอย่างน่าอนาถต่อหน้าตาแต่สีหน้าของชายที่กำลังลากดาบกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด

        ราวกับว่าคนที่ตายไปไม่ใช่สหายแต่เป็นไอ้หมูโง่สามตัวต่างหาก

        ตูม!

        ทันทีที่เขาก้าวเท้าอีกหนึ่งก้าวสองมือที่กอบกุมดาบไว้ก็ค่อยๆ ยกดาบขึ้นมา

        จากนั้นก็ฟันดาบลงมาอย่างรวดเร็วพลังที่น่าเกรงขามพลันระเบิดออกมาอย่างรุนแรงคลื่นดาบพุ่งทะยานไปหาแพรีสที่ยืนอยู่ห่างออกไปห้าเมตรถึงแม้ว่าคลื่นดาบที่แหลมคมจะมองไม่เห็น แต่กลับสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนราวกับมีดาบที่แหลมคมขนาดยักษ์ฟันผ่าลงมา ทุกที่ที่คลื่นดาบพุ่งผ่าน ไม่ว่าจะพื้นโต๊ะ เก้าอี้....ต่างก็แตกกระจายเป็นสองซีกอย่างเงียบๆ

        ทักษะสังหารที่น่ากลัว!

        แพรีสหน้าเปลี่ยนสีนางรีบระเบิดคลื่นพลังสีฟ้าอมเขียวขึ้นมาอีกครั้งนกสีฟ้าอมเขียวก็โผทะยานออกมาจากร่าง ก่อนที่มันจะเข้าปะทะกับคลื่นดาบที่มองไม่เห็น

        เสียงระเบิดดังสนั่นแสงสีฟ้าสว่างจ้า ก่อนที่นกจะสลายไปแต่คลื่นดาบยังคงอยู่มันพุ่งเข้าไปโจมตีแพรีสต่อ

        พรูด!

        แพรีสกระอักเลือดออกมาเป็นสายในขณะที่ร่างบอบบางกระเด็นไปด้านหลัง

        คลื่นพลังที่ปกป้องนางก็ถูกทำลายลงในพริบตา

        ช่องว่างระหว่างพวกเขาห่างกันเกินไปอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากจนนางไม่อาจรับมือได้

        ชายที่ถือดาบก้าวไปด้านหน้าอีกหนึ่งก้าวก่อนจะยกดาบขึ้นแล้วฟันลงมาอีกครั้ง คลื่นดาบที่น่าสะพรึงกลัวทะยานไปหาร่างแพรีสพร้อมที่จะผ่าร่างบางเป็นสองส่วน

        "ฝ่าบาท ถ้าท่านยังไม่ลงมือ เห็นทีคราวนี้ข้าคงตายจริงๆ!"แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน แต่แพรีสก็ไม่มีท่าทางวิตกกังวลอะไรใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มยั่วยวนเช่นเคย นางปล่อยวางทุกอย่างแล้วหันมามองซุนเฟย

        ตูม!

        หมัดโปร่งแสงที่มีขนาดหนึ่งเมตรเข้าปะทะกับคลื่นดาบที่มองไม่เห็น

        เคร้ง!

        เสียงคล้ายกระจกแตกดังขึ้นมาคลื่นดาบถูกทำลายลงในพริบตา แรงลมที่แหลมคมพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆในตอนนั้นทั้งห้องโถงชั้นหกต่างเจอลมพายุที่น่ากลัวราวกับมีแผ่นดินไหวจนกำแพงที่ล้อมรอบต่างถูกทำลายลงในพริบตาเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างถูกพัดปลิวตกจากชั้นตามมาด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นมาจากด้านล่าง แสงจันทร์เย็นยะเยือกสาดส่องลงมาจากทุกสารทิศไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ซุนเฟยไปยืนขวางคลื่นดาบเพื่อปกป้องแพรีส!

        "ยอดฝีมือหรือ?” รูม่านตาดำของอีกฝ่ายพลันหดลง

        "ถูกต้อง!" ซุนเฟยพยักหน้า

        "เยี่ยมไปเลย ข้าชอบสังหารยอดฝีมืออย่างเช่นเจ้ามากที่สุด"มุมปากของอีกฝ่ายยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเลียริมฝีปากตัวเอง

        ครั้งนี้เขาค่อยๆยกดาบประหารขึ้นมาอย่างช้าๆ

        สีหน้าของเขาดูจริงจังและเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนราวกับสาวกที่เคร่งศาสนา

        เขาไม่สนใจเสียงช่วยเหลือที่ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆสมาธิทั้งหมดของเขาเพ่งไปที่จังหวะการยกดาบที่เรียบง่ายตรงหน้า จากนั้นบรรยากาศที่น่าเกรงขามก็พลันระเบิดออกมาจากร่างของเขาดาบที่ขึ้นสนิมก็พลันเปล่งประกายวิบวับขึ้นมาราวกับคริสตัลบนตัวดาบปรากฏภาพลวงตาดาบยักษ์โปร่งแสงสีเงิน สูงประมาณสามสิบเมตรพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าทะลุเพดานชั้นหก แสงสีเงินนี้ส่องสว่างไปทั่วค่ายทหารประหนึ่งคบเพลิงยักษ์ดึงดูดสายตาของทุกคนในค่ายทหารได้เป็นอย่างดี

        "พิฆาตสวรรค์...ตาย!"

        ภาพลวงตาดาบยักษ์สีเงินที่สูงกว่ายี่สิบเมตรตั้งตรงเป็นแนวนอนก่อนจะพุ่งเข้าไปตัดหัวของซุนเฟยและแพรีสอย่างไร้ความปรานี แม้ตัวดาบจะยังมาไม่ถึงแต่แรงลมอันคมกริบกลับทำให้ร้านเหล้ากระซิบสายลมสั่นไหวจนแยกออกเป็นสองส่วน

        เพียงพริบตาเดียวพลังของชายตรงหน้าก็เพิ่มขึ้นมาเป็นระดับหกดาว

        สีหน้าของซุนเฟยพลันเคร่งขรึมขึ้นเขากำมือทั้งสองข้างอย่างหลวมๆ ทันใดนั้นก็ปรากฏแสงสีแดงขึ้นมาสองสาย ก่อนที่ 'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' จะโผล่ขึ้นมาในมือของเขา

        ชิ้ง!

        เสียงแหลมคมดังขึ้นมาเบาๆ

        ซุนเฟยยก'ดาบศักด์สิทธิ์แห่งบูลแคทโตส' กับ 'ผู้พิทักษ์แห่งบูลแคทโตส' ซ้อนทับกันเป็นรูปไม้กางเขนเหนือศีรษะของเขาเพื่อต้านทานดาบยักษ์ที่กำลังแล่นเข้ามาหา

        การป้องกันนี้เมื่อเทียบกับภาพลวงตาดาบยักษ์สีเงินที่ยาวกว่ายี่สิบเมตรแล้วมันมีขนาดเล็กกว่ามาก

        นี่คงเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้าย

        ใบหน้าของชายคนนั้นแสยะยิ้มออกมาอย่างสมใจ

        ก่อนรอยยิ้มจะแข็งค้างอย่างรวดเร็ว

        เพราะเสี้ยววินาทีต่อมาดาบยาวทั้งสองเล่มก็พลันเกิดเปลวไฟสีแดงลุกโชนขึ้น และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือเมื่อเปลวไฟนี้พบกับลมก็ยิ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่ช้ามันก็กลายเป็นดาบเพลิงยักษ์ที่ยาวประมาณสิบเมตรตอนนี้มันราวกับเป็นไม้กางเขนเพลิงยักษ์ที่กำลังโชติช่วงอยู่ในอากาศแสงสว่างสดใสเป็นประกายท่ามกลางความมืดที่เงียบสงบ

        ตูม!

        ไม้กางเขนเพลิงและคลื่นดาบสีเงินเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง

        ในขณะที่พลังทั้งสองสายปะทะอยู่ในอากาศจนแสงสว่างเจิดจ้าแสบลูกตา

        ร้านเหล้ากระซิบสาบลมมาอาจต้านทานคลื่นระเบิดที่รุนแรงนี้ได้ตัวอาคารเกิดเสียงดังขึ้นมา ก่อนที่จะเริ่มทรุดตัวลง คลื่นระเบิดที่เกิดจากการะปะทะกันของสองขั้วพลังที่ยิ่งใหญ่ค่อยๆแตกสลายไป ฝูงชนที่หนีไม่ทันก็ถูกคลื่นระเบิดพัดร่างจนปลิวไปในอากาศสิ่งก่อสร้างโดยรอบเริ่มแตกเป็นชิ้นๆกลายเป็นผุยผงประหนึ่งถูกกวาดล้างโดยระเบิดนิวเคลียร์!

        “ไป!”

        ซุนเฟยกระชากเอวบางของแพรีสจากนั้นก็กระโดดลอยขึ้นไปในอากาศเพื่อหลบหนีอาคารยักษ์แห่งนี้ที่กำลังจะพังทลายลง

        กลิ่นหอมๆลอยเข้ามาในจมูก ชุดกระโปรงสีขาวกระพือไปตามแรงลม นางปลดปล่อยเสน่ห์ที่เย้ายวนชวนสัมมผัสนี้ออกมา

        แต่ซุนเฟยไม่ได้มีความคิดลามกหื่นกามแต่อย่างใด

        มือขาวกำหมัดแน่นก่อนที่จะระเบิดหมัดออกไปถึงสามสิบกว่าครั้งหมัดโปร่งแสงดุจคริสตัลก็ซ้อนทับขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดหมัดโปร่งแสงนั่นก็มันวาวขึ้นมากลิ่นอายที่ดูทรงพลังและมีชีวิตชีวาก็กระพริบวิบวับขึ้นมา

        “หมัด...หิมะ...เยือก...แข็ง!”

        ตามมาด้วยเสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวของซุนเฟยหมัดโปร่งแสงพลันสั่นไปครู่หนึ่งก่อนจะทะยานเข้าไปหาร่างของชายที่กำลังหลบหนีอยู่ในอากาศอย่างรวดเร็วประหนึ่งดาวตก

        “อ๊าก”

        เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นก่อนที่หมอกโลหิตขนาดใหญ่ที่เจือไปด้วยเศษกระดูกจะกระจายอยู่เต็มอากาศ

        ซุนเฟยและแพรีสค่อยๆลงสู่พื้นดิน

        เหล่าผู้คุ้มกันก็พากันกรูเข้ามาประหนึ่งสายน้ำโอบล้อมปกป้องปีศาจสาวไว้อยู่ตรงกลาง

        ตุ้บ!

        ดาบประหารขึ้นสนิมร่วงลงมาปักพื้นดินตรงหน้าซุนเฟยและแพรีสหลังจากนั้นก็มีเสียงดัง ‘เคร้ง’ ก่อนที่ดาบประหารจะแตกกระจายเป็นชิ้นๆ...

        “นายท่าน ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?”

        “นายท่าน พวกข้ามาช้าเกินไป โปรดลงโทษ!”

        “ปกป้องท่านแพรีส!”

        เหล่าผู้คุ้มกันต่างคุกเข่าล้อมรอบแพรีสไม่มีใครกล้าหายใจออกมาแรงๆคราวนี้ผู้ช่วยคนสนิทขององค์ชายโดมิงเกวซถูกลอบสังหารจนเกือบตายพวกเขาคงโดนลงโทษไม่น้อย หากแพรีสถูกสังหารตายไปจริงๆ องค์ชายรองคงโกรธมากและพวกเขาคงไม่พ้นโดนลดขั้นลง กลายเป็นทาสชั้นต่ำ

        ไกลออกไปมีซากศพจำนวนมากนอนกองระเนระนาด

        นักฆ่าที่สวมชุดเกราะสีดำและหน้ากากสีดำถูกสังหารจนเกือบหมดส่วนคนที่ถูกจับกุมก็ฆ่าตัวตายทันที ทำให้ไม่มีเบาะแสใดๆ เหลือให้สืบสาว

        ------------------