ถังมู่เจียวนั่งเกวียนวัวของจ้าวเต๋อเพื่อเอาผักสดเข้าไปขายในเมือง นางมองดูถังหลีและจ้าวเจี่ยงซีที่พูดจากันอย่างสนิทสนม ทั้งยังเห็นว่าหญิงสาวทั้งสองมีใบหน้าขาวใสและดูสวยกว่าแต่ก่อนมาก นางรู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที จึงอดไม่ได้ที่จะพูดประชด
“คนเรานี่ก็ดีนะ รู้จักประจบเอาใจ ทีเมื่อก่อนเห็นว่าเขายากจนก็ไม่คิดที่จะสนใจ พอตอนนี้เห็นว่าเขามีโรงงานใหญ่โตก็หันมาสนิทสนมด้วย มีสหายที่ดีแต่นึกถึงผลประโยชน์แบบนี้ สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า” ถังมู่เจียวพูดจบก็ไม่ได้หลบตา นางยังมองไปที่ถังหลีและจ้าวเจี่ยงซีอยู่อย่างนั้น
จ้าวเจี่ยงซีแม้ภายนอกจะดูเป็นหญิงสาวเรียบร้อยและไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่นั่นก็เพราะนางไม่คุ้นเคย ถ้าลองให้นางได้อยู่กับคนคุ้นเคย นางจะคุยเก่งและร่าเริง ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยทีเดียว
“มันก็ยังดีกว่าใครบางคนที่วันๆ ไม่ทำประโยชน์อะไร เอาแต่เปลืองเวลาไปนั่งจับผิดและคอยอิจฉาคนอื่น” จ้าวเจี่ยงซีตอบ
“จ้าวเจี่ยงซี! เจ้าพูดถึงใคร” ถังมู่เจียวตะโกนถาม
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าหมายถึงใคร?”
“เมื่อกี้ข้าไม่ได้พูดถึงเจ้าแล้วเจ้าจะร้อนตัวทำไม หรือว่าเจ้าเป็นอย่างที่ข้าพูด พอเห็นว่าถังหลีร่ำรวยขึ้น เจ้าก็เลยไปตีสนิทกับนาง”
“ข้าก็แค่พูดขึ้นมาลอยๆ เหมือนกัน แล้วเจ้าจะร้อนตัวไปทำไม” จ้าวเจี่ยงซีพูดจบก็หันส่งยิ้มให้ถังมู่เจียว
“แต่ข้ารู้ว่าเจ้าหมายถึงข้า!”
“ก็แล้วแต่เจ้าจะคิด” จ้าวเจียงซีไม่สนใจถังมู่เจียวอีก นางหันไปพูดกับถังหลี “เจ้าจะให้ข้าไปเป่ยจินถังเป็นเพื่อนหรือไม่”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไปคนเดียวจะสะดวกกว่า” ถังหลียิ้ม “พี่เจี่ยงซี ท่านไม่ต้องประหยัดเงินมากนักนะเจ้าคะ ท่านซื้อผ้าเนื้อดีมาให้มากแล้วก็ตัดชุดให้ท่านลุงจ้าว ท่านป้าจ้าว พี่เจี่ยงรุ่ย แล้วก็ตัวท่านเองให้มากสักหน่อย ถึงตอนที่ย้ายไปอยู่เมืองหลวง เสื้อผ้าเก่าๆ พวกนี้เราจะไม่เอาไปแล้ว”
จ้าวเจี่ยงซีกระซิบ “ท่านน้าฝากเงินมาให้เยอะเลย ไปเมืองหลวงคราวนี้ ท่านแม่กำชับว่าอย่าทำให้ท่านน้าขายหน้าเป็นอันขาด”
ถึงแม้จ้าวเจี่ยงซีจะพูดกระซิบ แต่ถังมู่เจียวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยังได้ยินก็พูดขึ้น “พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะได้ไปเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ ครอบครัวข้าต่างหากที่จะได้ย้ายไปอยู่เมืองหลวง พี่ใหญ่ของข้าเก่งกว่าพี่เจี่ยงรุ่ยกับกู้เยี่ยนเฉิงตั้งมาก วันหนึ่งเขาอ่านตำราจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่เหมือนพี่เจี่ยงรุ่ยที่ตอนนี้ยังมาขับเกวียนเพื่อรับส่งคนแลกกับค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ส่วนกู้เยี่ยนเฉิงก็คงจะยุ่งอยู่ในโรงงานกระมัง เป็นเช่นนี้แล้วยังมาหวังว่าจะได้ย้ายไปอยู่เมืองหลวง ฝันกลางวันชัดๆ”
“ใครๆ ก็รู้ว่าเยี่ยนเฉิงสอบได้เป็นอันดับหนึ่งในการซิ่วไฉปีนี้ การสอบระดับจังหวัดที่กำลังจะมาถึง เขาก็คงจะคว้าอันดับหนึ่งมาได้อีกครั้ง อย่างนี้แล้วเจ้ายังคิดว่าเราฝันกลางวันอีกหรือ” จ้าวเจี่ยงซียิ้มเยาะ “ข้าไม่เถียงหรอกว่าถังหย่งเจ๋อเป็นคนเก่ง แต่คนเก่งในแคว้นนี้มีเขาคนเดียวหรืออย่างไร”
“นั่นสิมู่เจียว เจ้าจะยกย่องพี่ชายของเจ้ามันก็ไม่ผิด แต่เจ้าไม่ควรดูถูกคนอื่น อย่างเจี่ยงรุ่ยมาขับเกวียนช่วยท่านลุงจ้าวแล้วอย่างไร ก็แค่เสียเวลาไปไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น ข้าได้ยินมาว่าเจี่ยงรุ่ยใช้เวลาช่วงกลางคืนทบทวนตำรา ผิดกับพี่ชายของเจ้าที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอ่านตำราอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน แต่ผลเป็นอย่างไร ปีที่แล้วหย่งเจ๋อสอบได้เป็นซิ่วไฉ เจี่ยงรุ่ยก็สอบได้เหมือนกัน”
เมื่อได้ยินชาวบ้านพูดถึงพี่ชายในทางที่ไม่ดี ถังมู่เจียวอยากจะเถียงกลับ แต่นางคนเดียวจะสู้คนจำนวนมากได้อย่างไร “พวกเจ้าคงกลัวว่าจะเสียงานในโรงงานก็เลยพูดเข้าข้างพวกนางใช่หรือไม่ ข้าจำพวกเจ้าไว้แล้ว รอให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ครอบครัวของพวกเจ้าจะเป็นครอบครัวแรกที่จะถูกไล่ออกจากโรงงาน”
ถังมู่เจี่ยวลงจากเกวียนได้ก็สะพายตะกร้าผักไปที่ตลาดทันที ปล่อยให้ถังหลีกับจ้าวเจี่ยงซีมองตามอย่างไม่เข้าใจ
“ที่นางพูดมาเมื่อกี้หมายความว่าอย่างไร?” จ้าวเจี่ยงซีถาม
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ นางพูดถึงการเปลี่ยนแปลง แล้วยังพูดเรื่องจะไล่คนออกจากโรงงาน มันหมายความว่าอย่างไรกัน” ถังหลีก็ไม่เข้าใจคำพูดของถังมู่เจียวเช่นกัน
“ข้าว่าเจ้าเอาเรื่องนี้กลับไปปรึกษาพี่ชายทั้งหลายของเจ้าดู ถังมู่เจียวเป็นคนขี้อิจฉา บางทีนางอาจวางแผนทำอะไรอยู่ก็ได้”
“เจ้าค่ะ เอาไว้ข้าจะเอาเรื่องนี้กลับไปปรึกษาพี่ชายดู” ถังหลีหันไปพูดกับจ้าวเจี่ยงรุ่ย “พี่เจี่ยงรุ่ย ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ มีคนบอกว่าท่านฝันกลางวันที่จะได้ไปเมืองหลวง ดูแล้วในสายตาของถังมู่เจียว ท่านเป็นเพียงบัณฑิตที่ไร้ความสามารถคนหนึ่งเท่านั้น”
จ้าวเจี่ยงรุ่ยยิ้มอย่างเข้าใจในคำพูดของถังหลี “ข้าไม่เคยคิดเกินเลยกับนาง เป็นเพียงคำพูดของชาวบ้านที่อยากจับคู่ให้เราเท่านั้น”
“พี่ชายของข้าไม่ใช่คนตาบอดที่จะมองผู้หญิงนิสัยไม่ดีแบบนั้นมาเป็นคู่ชีวิต” จ้าวเจี่ยงซีถอนหายใจ “สงสารก็แต่พี่หย่งเจ๋อ ความจริงแล้วเขาเป็นคนดีคนหนึ่ง เพียงแต่ท่านลุงใหญ่ถังกับถังมู่เจียวกลับไม่ใช่คนดีแบบนั้น”
“พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดถึงคนอื่นอยู่เลย รีบไปทำธุระให้เสร็จเถอะ ข้ากับท่านพ่อจะรออยู่ที่จุดนัดพบ” จ้าวเจี่ยงรุ่ยบอก เขาไม่อยากให้น้องสาวกับถังหลีพูดถึงครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านอีก หากมีใครมาได้ยินแล้วเอาไปพูดต่อ ประเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
“หลีเอ๋อ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที” เป่ยหย่าซินเดินเข้ามาจับมือถังหลีอย่างดีใจ “มีคนมาสั่งซื้อยาอมแก้เจ็บคอ ขี้ผึ้งสมุนไพร แล้วก็ยาหอมเป็นจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเจ้าจะทำของมาส่งทันหรือไม่”
“สั่งซื้อเป็นจำนวนมากหรือเจ้าคะ พวกเขาจะเอาไปขายต่อหรือ?” ถังหลีถาม
“เป็นร้านขายยาของสหายของท่านพ่อที่ต่างอำเภอ”
“เรื่องผลิตไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ ติดที่บรรจุภัณฑ์ เพราะขวดที่ข้าเตรียมไว้เหลืออยู่ไม่มากแล้ว”
“ไม่เป็นไร เราบอกเขาว่าเราส่งของให้เขาช้าหน่อยก็ได้”
“พี่หย่าซิน คราวนี้ข้ามีสินค้าใหม่มานำเสนอด้วยเจ้าค่ะ” ถังหลีล้วงเอาขวดแก้วขนาดจิ๋วออกมาแล้วเปิดฝา “ท่านลองดมกลิ่นดูเจ้าค่ะ”
เป่ยหย่าซินรับขวดแก้วใบเล็กนั้นไปแล้วเปิดจุกออกดม “หอมมาก! เหมือนข้าจะได้กลิ่นพิมเสนด้วย มันคืออะไรหรือ?”
“พิมเสนน้ำเจ้าค่ะ”
“สรรพคุณทางยาเป็นอย่างไร”
“พิมเสนน้ำจะช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก ทำให้หายใจโล่งขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“ปกติแล้วข้ากับท่านพ่อจะเอาพิมเสนมาผสมในยาเพื่อช่วยรักษาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร แต่ไม่เคยทำยาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมาก่อน” เป่ยหย่าซินถามถังหลีอย่างสงสัย “เจ้าบอกว่าเจ้าไม่เคยเรียนแพทย์มาก่อน แต่ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก”
“ท่านลืมแล้วหรือเจ้าคะ ตระกูลของท่านตาของข้ามีตำรับยาพวกนี้อยู่ ข้าเคยพูดให้ท่านฟังแล้วไม่ใช่หรือ” ถังหลียิ้ม “หรือว่าท่านไม่ไว้ใจยาของข้าเจ้าคะ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่” เป่ยหย่าซินรีบปฏิเสธ “ข้าแค่รู้สึกว่าวิชาแพทย์ของตระกูลเจ้าน่าสนใจ ข้า...ข้าจึงอยากเรียนรู้ด้วย”
ถังหลีแสร้งทำหน้าหนักใจ “ข้าต้องขอโทษด้วยนะเจ้าคะพี่เป่ยซิน แต่สูตรยานี้เป็นสูตรยาของบรรพบุรุษ มีเพียงลูกหลานของเราเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ศึกษายาในตำราเล่มนี้ได้”
เป่ยหย่าซินจับมือถังหลีไว้อย่างรู้สึกผิด “เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร ตำรับยาลับล้วนเป็นสมบัติของแต่ละตระกูล เป็นข้าที่พูดไม่คิดเองต่างหาก”
“ขอบคุณพี่เป่ยซินนะเจ้าคะที่เข้าใจ” ถังหลีมองไปรอบๆ “ว่าแต่วันนี้ท่านหมอเป่ยไม่อยู่หรือเจ้าคะ ทำไมมีท่านคนเดียวที่มาเฝ้าหน้าร้าน”
เป่ยหย่าซินหันไปมองซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ “ท่านพ่อถูกเรียกตัวไปที่จวนนายอำเภอโจว ดูเหมือนคุณหนูโจวจะป่วยหนัก แต่ท่านพ่อไม่ยอมบอกข้าว่าคุณหนูโจวป่วยเป็นโรคอะไร”
ณ จวนนายอำเภอโจว
“ท่านหมอเป่ย ตกลงแล้วบุตรสาวของข้าป่วยเป็นโรคอะไรหรือ? ทำไมเลือดนางถึงได้ไหลออกมาไม่หยุดแบบนี้” โจวฮูหยินถามท่านหมอเป่ยว่านอย่างวิตก
เป่ยว่านจับชีพจรให้โจวม่านหรูแล้วขมวดคิ้ว เขาจะพูดออกไปอย่างไรดี ไม่ใช่ว่าคุณหนูโจวเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนหรือ
“ท่านหมอเป่ย ตกลงว่าบุตรสาวของข้าป่วยเป็นอะไร อาการของนางหนักมากเลยหรือ” นายอำเภอโจวถามเสียงเข้ม
“คือ...” เป่ยว่านยังพูดไม่ออก
“มีอะไรท่านก็รีบบอกมา หากท่านไม่มีฝีมือที่จะรักษาอาการของลูกสาวข้าได้ ข้าจะได้ไปเชิญหมอท่านอื่น”
“ไม่ใช่ว่าข้ารักษาไม่ได้ แต่ข้าไม่รู้จะบอกพวกท่านอย่างไร”
“มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ” นายอำเภอโจวพูดเสียงดัง
“คุณหนูโจวม่านหรูตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว แต่ที่นางมีเลือดออกก็เพราะว่านางตกเลือด ข้าคิดว่านางแท้งบุตรไปแล้วขอรับ” เป่ยว่านตอบ และเวลานี้เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใครเลย
“เจ้าบอกว่าลูกสาวของข้าตั้งครรภ์อย่างนั้นหรือ?” นายอำเภอโจวถามเสียงสั่น สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ เพียงแต่ผ่านมาตั้งหลายเดือน เขากลับดูไม่ออกว่าลูกสาวท้อง หากเขารู้เร็วกว่านี้ เขาคงกำจัดเด็กคนนี้ออกไปตั้งนานแล้ว คงไม่รอมาจนป่านนี้
“ท่านหมอเป่ย หากรักษาอาการของหรูเอ๋อแล้ว ในอนาคต นางยังจะท้องได้หรือไม่” โจวฮูหยินถามอย่างใจเย็น ในเมื่อแท้งไปแล้วก็ดี หากปล่อยให้เด็กคนนี้เกิดมา เด็กคนนี้ก็จะเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้พวกเขานึกถึงเรื่องที่เกิดกับลูกสาว เพียงแต่นางกังวลถึงเรื่องการตั้งครรภ์ในอนาคตมากกว่า
“คุณหนูโจวอายุยังน้อย ขอแค่บำรุงร่างกายให้ดี ในอนาคตนางยังสามารถตั้งครรภ์ได้” เป่ยว่านตอบ “ข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงให้ ดื่มยาติดต่อกันหนึ่งเดือนร่างกายของนางก็จะหายเป็นปกติแล้ว”
โจวม่านหรูฟื้นขึ้นมาหลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม
“ท่านแม่ ท่านร้องไห้ทำไมหรือเจ้าคะ หรือว่าอาการป่วยของข้าไม่อาจรักษาหายแล้ว” โจวม่านหรูถามเสียงเบา
“อาการป่วยของเจ้าไม่ได้เป็นอะไรมาก ดื่มยาติดต่อกันเดือนหนึ่งก็หายดีแล้ว ช่วงนี้เจ้าพักผ่อนและบำรุงร่างกายให้ดีก็พอ”
“ท่านแม่ ท่านปิดบังอะไรข้าอยู่หรือไม่เจ้าคะ” โจวม่านหรูเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความจริงนางโมโหจนอยากตะโกนให้ดังกว่านี้ แต่ติดที่ตอนนี้นางไม่มีเรี่ยวแรง เพียงแต่เมื่อนางนึกถึงสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ “ท่านแม่ อาการของข้าคืออาการตกเลือดใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่...ไม่ใช่”
“ท่านยังจะปฏิเสธอีก”
โจวฮูหยินร้องไห้อย่างห้ามไม่อยู่ “หรูเอ๋อ เจ้าไม่ต้องกังวล ในอนาคตเจ้ายังสามารถตั้งครรภ์ได้ การป่วยครั้งนี้ไม่มีผลกับเจ้า”
โจวม่านหรูหัวเราะ “ไม่มีผลกับข้าหรือเจ้าคะ แล้วชื่อเสียงของข้าเล่า หากมีคนรู้ว่าข้าท้อง ข้ายังมีหน้าจะออกไปพบใครได้อีก”
“เจ้าไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ หมอเป่ยคนนั้นไม่มีโอกาสได้พูดเรื่องของเจ้าแน่นอน”
“ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะ”
“ท่านพ่อของเจ้าส่งคนออกไปแล้ว คงไม่มีอะไรผิดพลาด”
โจวม่านหรูพูดอย่างโกรธแค้น “ความอัปยศที่ข้าได้รับเกิดจากถังหลีกับกู้เยี่ยนเฉิง ข้าไม่มีวันปล่อยพวกเขาไปแน่”