Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 434 หายนะแรก กองทัพปีศาจ

หายนะแรก กองทัพปีศาจ

 

            เมื่อกัสเสร็จสิ้นการอธิบายความสามารถและทักษะทั้งหมดที่เขามีอยู่ การแลกเปลี่ยนความรู้ก็จบลง

            ทว่ามันเป็นเพียงขั้นตอนแรกของการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น หลังจากจบการแลกเปลี่ยนความรู้ ทุกคนก็ได้หยุดพักราว 1 วัน ตามเวลาของการเร่ง

            จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนที่สองที่มีความสำคัญไม่แพ้กันอย่างการวางแผนเพื่อกำหนดหน้าที่ของแต่ละคน การจัดตั้งกลุ่มและว่างตำแหน่งในการป้องกันเมือง

            หน้าที่นี่มีความสำคัญค่อนข้างมาก แต่เทพอสูรและครึ่งเทพที่มากประสบการณ์ก็สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากแต่ละคนมีประสบการณ์ต่อสู้ที่ยาวนาน มีญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลัง ดังนั้นจึงสามารถทำความเข้าใจและตัดสินใจในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี

            คนเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะมีปัญหาอยู่บ้างก็คือกัสเพราะเขามีประสบการณ์ต่อสู้น้อยเกินไป

            ซึ่งก็แน่นอนว่ากัสย่อมไม่สามารถบอกได้ว่าเขามีประสบการณ์เกี่ยวกับสงครามที่มากกว่าใครเพราะเขารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากจะพูด

            นอกจากนั้นหน้าที่หลักในสงครามที่เขาเคยพบเจอมานั้น โดยมากก็เป็นเพียงการฆ่า การกวาดล้าง หรือการปกป้องคุ้มครองฟลาวเวอร์เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีประสบการณ์ในการป้องกันเมืองค่อนข้างน้อย

            กัสที่รู้เรื่องนี้ดีเขาจึงไม่ปฏิเสธการตัดสินใจของทุกคนที่จะให้เขาอยู่ในเมือง โดยทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนจากระยะไกลแทน

            ด้วยทักษะที่เขามีอยู่หน้าที่นี้นับว่าเหมาะสมอย่างมาก ด้วยระยะการโจมตีที่กว้างและความชำนาญในการโจมตีระยะไกลของเขา ทักษะที่เหมาะแก่การสนับสนุน การสื่อสาร ไปจนถึงการช่วยเหลือ

            หน้าที่ผสานงานในส่วนกลางจึงนับเป็นหน้าที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกัสในปัจจุบัน ซึ่งเขาเองก็ยอมรับและเต็มใจที่จะทำงานนี้

            ด้วยเหตุนี้ปัญหาในส่วนนี้จึงหมดไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยการจัดกลุ่มของเหล่าเทพอสูรและครึ่งเทพ การจัดตั้งทีมและวางแผนการบุกและถอยให้มีระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจู่โจมและการถอนกำลัง

            ความสำคัญในส่วนนี้มีไม่น้อยกว่าการป้องกันเมืองเลย เพราะทุกคนทราบดีว่าด้วยจำนวนของกองทัพปีศาจที่มากขนาดนี้ การป้องกันบนกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ใช่วิธีที่ดี

            หนทางที่ดีที่สุดคือแบ่งคนส่วนหนึ่งที่มีความสามารถบุกเข้าไปในกองทัพปีศาจเพื่อกวาดล้างปีศาจจำนวนมาก เป็นการลดจำนวนปีศาจที่จะเข้าถึงกำแพงเมืองเพื่อลดแรงกดดันที่ฝ่ายป้องกันต้องเผชิญ

            นอกจากนั้นมันยังเป็นการกระจายกำลังคนออกไปอีกด้วยเพราะด้วยพื้นที่จำกัดบนกำแพงเมือง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยัดกำลังคนจำนวนมากลงไปพร้อมกันทั้งหมด

            แผนการนี้จึงเป็นแผนการที่เหมาะสมที่สุดและตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ได้ลงความเห็นว่าจะใช้แผนการในรูปแบบนี้เป็นที่เรียบร้อย

            ช่วงเวลาหลังจากนั้นจึงหมดไปกับการทำความคุ้นเคยกับแผนการและการทำความเข้าใจกับหน้าที่ของตัวเอง

            กัสที่มีหน้าที่สำคัญนั้นถูกดึงตัวไปโดยผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ที่มีหน้าที่ในส่วนเดียวกัน

            ตลอดเวลาที่เหลืออยู่กัสได้รับการสั่งสอนถึงหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบ เทคนิคต่างๆ หัวใจสำคัญที่เขาต้องยึดถือในการทำหน้าที่ ข้อควรระวังไปจนถึงสิ่งที่ควรทำในช่วงเวลาที่สำคัญ

            แม้ว่ากัสจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาต้องจำในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขาก็สามารถจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนรู้ไปได้เป็นอย่างดีเพราะญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาก่อเกิดแล้ว

            ด้วยความสามารถของเทพเทวะการทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ต่อให้อยู่ในโลกวิญญาณเทพที่ถูกเร่งความเร็ว 10 เท่าก็ตาม

            ในช่วงสุดท้ายของการเตรียมการ 3 ชั่วโมงสุดท้ายระบบเร่งความเร็วก็ถูกปิด จากนั้นระบบป้องกันสูงสุดก็ถูกเปิดขึ้นแทน พร้อมกับการเปิดระบบสนับสนุนขั้นสูงสุดเพื่อให้ครึ่งเทพและเทพอสูรทุกคนได้ทำการหลับลึกด้วยเตียงนอนโลกวิญญาณ

            นี่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมพร้อม นั่นคือการพักผ่อนก่อนจะออกไปรับมือกับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น

            เมื่อเทียบกับช่วงเวลา 45 ชั่วโมงที่ผ่านการเร่งความเร็ว 10 เท่า 3 ชั่วโมงสุดท้ายนั้นเป็นช่วงเวลาเพียงพริบตาเท่านั้น อึดใจเดียวในความรู้สึกมันก็ผ่านพ้นไป

            กัสที่ตื่นขึ้นมานั้นรู้สึกเหมือนกับเขาเพิ่งจะหลับตาลงเพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความสมบูรณ์พร้อมของจิตใจและร่างกาย

            ทันทีที่กัสออกมาจากเตียงนอนโลกวิญญาณ เขาก็ได้เห็นครึ่งเทพและเทพอสูรที่เดินออกไปจากห้องโถงใต้ดินอย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบลุกขึ้นและตามไปด้วย

            ไม่นานนักกัสก็พบกับพ่อของเขาที่หยุดรอเขาอยู่ที่ประตูห้องโถง

            “ท่านพ่อ..”

            “กัส..เจ้าโตแล้วและเจ้าก็แข็งแกร่งมาก ดังนั้นข้าจะไม่บอกเจ้าว่าอย่าฝืน แต่จงจดจำเอาไว้..ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จงทำให้มั่นใจว่าเจ้าจะปลอดภัย เข้าใจหรือไม่!”

            “ข้า..ข้าทราบแล้วครับ”

            เลโอลอว์ยิ้มออกมาบางๆ แล้วตบไหล่ลูกชายด้วยความภาคภูมิใจก่อนจะเดินออกไป ตามมาด้วยกัสที่มีสีหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อยเนื่องจากเขาเข้าใจความหมายของพ่อดี

            ทว่าเขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่เพราะเขาคิดว่าเขามีพลังมากพอที่จะปกป้องคนสำคัญของเขาและในความรู้สึกของเขาคนสำคัญของเขามีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดและเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย

            ขณะที่ครุ่นคิดแบบนี้ดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะสงบลงและติดตามคนอื่นๆ ไปจนกระทั่งออกไปจากวิหารเทพจริงแท้พร้อมกับขบวนนักบวชสาวจำนวนมากที่ติดตามไปอย่างใกล้ชิด

            ทันทีที่มาถึงลานกว้าง แต่ละกลุ่มก็แยกย้ายกันออกไป กัสติดตามผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ที่มีสถานะเป็นเหมือนผู้นำของกองกำลังจากตระกูลอันดูวเดธไปยังค่ายนักรบที่เป็นศูนย์บัญชาการหลักในสงครามครั้งนี้

            กัสติดตามไปอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งถึงค่ายนักรบที่เขาคุ้นเคย ทว่าครั้งนี้บรรยากาศภายในค่ายนั้นแตกต่างจากที่เขาเคยเห็นโดยสิ้นเชิง

            มันไม่เพียงแต่มีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดันเท่านั้น มันยังมีกลิ่นอายฆ่าฟันและความหวาดกลัวแฝงอยู่ด้วย

            มีแม้กระทั่งกลิ่นอายความตายที่อ่อนจางที่เกิดจากซากศพของคนจำนวนหนึ่งที่ถูกส่งออกไปสอดแนมกองทัพปีศาจและกลับมาในสภาพของซากศพ

            เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเหล่านี้ดวงตาของกัสก็เรืองแสงสีแดงขึ้นมาวูบหนึ่ง ความทรงจำในช่วงเวลาของสงครามที่ยาวนานย้อนกลับมาในทันทีจนทำให้เขารู้สึกหัวใจเย็นเยือกไปทั้งดวง

            พริบตานั้นบรรยากาศรอบตัวกัสก็ถึงกับเปลี่ยนไป มันสงบนิ่งลงจนเกือบจะเย็นเยือก มันเป็นบรรยากาศแบบเดียวกับนักรบที่ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นบรรยากาศที่ไม่ว่าใครหากได้สัมผัสก็ต้องสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว

            แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ตกตะลึงไปไม่น้อย เพียงแต่มันไม่อาจทำความเข้าใจกับต้นเหตุที่ทำให้กัสเปลี่ยนไปได้

            สำหรับคนอื่นนั้น หากไม่ใช่คนที่อ่อนแอจนไม่อาจสัมผัสได้ก็จะถูกรูปลักษณ์ที่ดูไม่ต่างจากเด็กน้อยของกัสหลอกตาจนอดไม่ได้ที่จะมองมาด้วยความสับสน

            ส่วนคนที่มองออกก็ล้วนแต่มีสีหน้าซีดลงและมองดูกัสด้วยความสับสนและหวาดกลัว

            ตลอดเส้นทางกัสถูกสายตาแปลกๆ มองไปตลอด แต่ที่ไม่มีปัญหาอะไรก็เพราะเขาติดตามผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ที่เป็นตัวแทนของตระกูลอันดูวเดธเข้ามานั่นเอง

            ไม่กี่อึดใจกัสก็ตามผู้อาวุโสไปจนถึงเต็นท์บัญชาการหลักซึ่งมีผู้บัญชาการของค่ายนักรบและตัวแทนของตระกูลอื่นอีก 12 ตระกูลอยู่ข้างใน

            ทันทีที่ผู้อาวุโสเข้ามาในเต็นท์พร้อมกับกัส บรรยากาศภายในเต็นท์ก็เปลี่ยนไป ตัวแทนของตระกูลที่มาถึงก่อนพร้อมใจกันมองมายังผู้อาวุโสไวท์คลาวด์พร้อมกันด้วยสายตาที่แตกต่างกัน

            ในสายตาที่มองมานั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียวที่แฝงไว้ด้วยความดูถูกเพราะรูปลักษณ์ที่ดูแก่ชราซึ่งบ่งบอกถึงพรสวรรค์ที่อ่อนด้อยของผู้อาวุโส

            แต่ทันทีที่พวกมันมองเห็นกัส ดวงตาทุกคู่ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนกเพราะพวกมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเทพเทวะจากเขาได้อย่างชัดเจน

            ปฏิกิริยาตอบสนองนี้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ยกสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ

            “ขออภัยที่ข้ามาสาย หวังว่าทุกท่านจะให้อภัย”

            น้ำเสียงที่อ่อนโยนของผู้อาวุโสนั้นทำให้สติของตัวแทนทุกคนกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรและคำทักทาย

            หลายคนนั้นแสดงออกอย่างจริงใจ โดยเฉพาะหญิงสาวที่งดงามซึ่งเป็นตัวแทนจากอาณาจักรเทพมังกรและชายวัยกลางคนที่เป็นตัวแทนจากอาณาจักรเทพสมุทร

            ทั้งสองอาณาจักรนี้มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลอันดูวเดธมานานและเป็นเหมือนเพื่อนบ้านกันทำให้พวกเขาเป็นมิตรกันมากทีเดียว

            ในขณะเดียวกันตัวแทนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่มาจากอาณาจักรเทพจักรกลและตระกูลชาโดว์เกรฟจากอาณาจักรราตรีนิรันดร์ก็พยายามแสดงความเป็นมิตรด้วย

            ซึ่งต่างจากตัวแทนของตระกูลไอรอนบลัดที่มีสีหน้าเย็นชา ส่วนตระกูลอื่นๆ นั้นมีท่าทีที่เป็นมิตรแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมเท่าใดนัก

            กัสไม่คุ้นกับบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็พยายามสงบใจและมองไปรอบๆ เพื่อสังเกตตัวแทนจากตระกูลทั้ง 12 ก่อนจะมองไปยังผู้ติดตามของคนเหล่านั้นซึ่งมีมากน้อยแตกต่างกัน

            ในขณะเดียวกันเหล่าตัวแทนก็มองดูกัสด้วยสายตาที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน

            บรรยากาศภายในเต็นท์ค่อนข้างที่จะกดดันและไม่ค่อยเป็นมิตรนัก ทว่าตัวแทนของ 12 ตระกูลก็ยังรักษาท่าทีเอาไว้โดยไม่แสดงความไม่พอใจหรือความเกลียดชังใดๆ

            ต่างกับผู้ติดตามที่แสดงออกมากกว่า บางคนถึงกับแสดงความเป็นศัตรูออกมาอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะบุรุษวัยกลางคนที่มีเส้นผมสีทองแดงซึ่งเป็นผู้ติดตามของตระกูลไอรอนบลัด

            สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเกลียดชังตระกูลอันดูวเดธมากและเมื่อมันมองเห็นกัสที่เป็นเพียงเด็กน้อย สีหน้าของมันก็กลายเป็นดูถูก

            “ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น..ทำไมถึงมีเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่นี่ได้!!”

            คำพูดนี้เหมือนจะพูดขึ้นมาลอยๆ แต่ทันทีที่มันหลุดออกมาบรรยากาศภายในเต็นท์ก็กลายเป็นหนักอึ้งทันทีและทำให้สีหน้าของตัวแทนทั้ง 12 ตระกูลเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            โดยมากจะนิ่งเฉย บางส่วนมีความประหลาดใจและก็มีอยู่บ้างที่มีสีหน้าดูถูกขณะมองดูผู้พูด

            ผู้อาวุโสไวท์คลาวด์นั้นเพียงยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยนโดยไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้อะไร ขณะที่สายตาของตัวแทนจากตระกูลไอรอนบลัดกลับเย็นเยือกขึ้นมาทันที

            ส่วนกัสที่รู้ตัวว่าโดนว่านั้น เขาถึงกับเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่หันไปมองก่อนจะพูดลอยๆ ตอบกลับไปครั้งหนึ่ง

            “ไร้เดียงสา”

            คำพูดนี้ไม่เจาะจงและยากจะเข้าใจความหมายได้แต่ทันทีที่เขาพูดออกมาสีหน้าของตัวแทนจากตระกูลไอรอนบลัดก็หน้าแดงขึ้นมาทันที มันมีทั้งความอับอายและความโกรธเพราะคำพูดนี้ไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าตระกูลไอรอนบลัดเลย

            สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนดูเปลี่ยนไป มันหงุดหงิดและไม่พอใจ แต่ก่อนที่มันจะได้ตอบโต้เสียงตะโกนของตัวแทนตระกูลไอรอนบลัดก็ดังขึ้น

            “หุบปาก!! เจ้ายังโง่ไม่พอหรือยังไงห๊ะ!! สายตาเจ้าอยู่ที่ไหน!!”

            หลังจากเค้นเสียงออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาของตัวแทนตระกูลไอรอนบลัดก็เย็นเยือกและมองมายังกัสด้วยความไม่พอใจ ทว่ามันก็ไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นเพราะมันรู้ดีว่าคนของมันเป็นฝ่ายผิด

            กัสเองก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นเพราะเขาเองก็ทราบดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ย่ำแย่ขนาดไหน

            เช่นเดียวกับตัวแทนจากตระกูลอื่นๆ ที่ทำทีเป็นเมินราวกับไม่ได้ยินอะไรมาก่อน ผู้ติดตามคนอื่นๆ เองก็มีท่าทีที่แตกต่างกัน

            ทว่าส่วนมากนั้นจะมีรอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏอยู่บนใบหน้าและมีไม่น้อยที่ลอบมองมายังกัสด้วยสายตาสงสัยและประหลาดใจ

            ด้วยสติปัญญาของบุรุษวัยกลางคนมันย่อมรู้ตัวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีบางอย่างไม่ถูกต้องจนต้องหันไปมองกัสใหม่อีกครั้ง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเทพเทวะของเขา

            กลิ่นอายนี้ค่อนข้างจะเบาบางเพราะกัสเพิ่งจะก้าวข้ามขอบเขตมาได้และรากฐานเพิ่งจะถูกปรับให้สมดุล ทำให้กลิ่นอายของเขาอ่อนจางกว่าปกติ

            ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงมองไม่เห็น หากไม่ใช่คนที่มีสัมผัสวิญญาณที่โดดเด่นและมีความแข็งแกร่งที่มากพอ มันก็ยากที่จะสัมผัสได้

            ทว่าตัวแทนทุกคนล้วนแต่เป็นอัจฉริยะของตระกูลทั้งสิ้น พวกมันจึงถูกพาตัวมาด้วยจึงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะมองออก

            การแสดงออกของบุรุษวัยกลางคนจึงไม่ต่างอะไรจากการแสดงความโง่เขลาซึ่งทันทีที่มันตระหนักถึงเรื่องนี้ใบหน้าของมันก็แดงก่ำขึ้นด้วยอับอายและจ้องมองกัสด้วยความโกรธแค้น

            กัสที่เห็นแบบนั้นก็แค่เมินเฉยโดยบอกกับตัวเองว่าอย่าไปสนใจคนโง่

            เมื่อเป็นแบบนั้นบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเลวร้ายจึงสงบลงและเริ่มต้นการประชุมพูดคุยกันอย่างจริงจังขึ้นในที่สุด

            ผู้บัญชาการค่ายนักรบเองก็ผ่อนลมหายใจลง พลางมองดูกัสด้วยความสงสัยเพราะมันรู้สึกว่าคุ้นตาเขาอย่างบอกไม่ถูกแต่เพราะเวลามีไม่มากมันจึงไม่อาจเสียเวลากับเรื่องนี้ได้

            “เช่นนั้นพวกเรามาเริ่มกันเถอะ! ตามข้อตกลงที่วางไว้ ตระกูลอันดูวเดธจะทำหน้าที่ปกป้องแนวกำแพงทิศตะวันออก ท่านมีอะไรจะพูดหรือไม่ท่านไวท์คลาวด์”

            “ไม่มี ตระกูลอันดูวเดธยังคงยืนยันตามข้อเสนอเดิมและข้าก็หวังด้วยว่าทุกตระกูลจะให้ความร่วมมือเพื่อให้พวกเราผ่านพ้นหายนะนี้ไปได้”

            สีหน้าของตัวแทนทั้งหมดเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดก่อนจะพยักหน้ารับ แม้กระทั่งตัวแทนจากตระกูลไอรอนบลัดก็ยังยอมรับเพราะมันรู้ดีว่าสถานการณ์ในปัจจุบันร้ายแรงขนาดไหน

            เมื่อไม่มีปัญหาการร่วมมือจึงดำเนินต่อไปตามข้อตกลงที่วางเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว หลังจากนั้นกองกำลังของทั้ง 12 ตระกูลที่ถูกส่งมาก็เริ่มเคลื่อนไหว

            ผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องกำแพงก็ก้าวขึ้นไปบนกำแพง ผู้ที่มีหน้าที่สนับสนุนก็ไปประจำยังสถานที่ของตนเอง ไม่นานนักความวุ่นวายภายในเมืองแห่งดันเจี้ยนก็สงบลง

            ความสงบนี้เป็นความสงบก่อนที่จะเกิดพายุ มันเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ทุกชีวิตในเมืองสัมผัสได้

            กัสที่รับหน้าที่สนับสนุนจากส่วนกลางนั้นย่อมอยู่ประจำเต็นท์ผู้บัญชาการเพื่อให้สามารถสื่อสารและทำงานได้อย่างรวดเร็ว

            ทว่าการคงอยู่ของกัสนั้นทำให้ตัวแทนจากตระกูลอื่นเกิดความสงสัยขึ้นและอดไม่ได้ที่จะหันมามองเพราะไม่มีใครคิดว่าตระกูลอันดูวเดธจะส่งเขามาโดยไม่มีเหตุผล

            เมื่อถูกสายตาของทุกคนจ้องมอง กัสก็ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เขาจึงหันไปมองผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ที่ยังคงยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน

            “ไม่ต้องเป็นห่วง..เด็กคนนี้คือผู้ช่วยคนสำคัญของพวกเรา ข้ารับรองว่าพวกท่านจะต้องพึงพอใจแน่..”

            “ผู้ช่วยงั้นหรือ..หึ! ก็หวังว่ามันจะทำได้อย่างที่ท่านพูดนะท่านไวท์คลาวด์”

            ปฏิกิริยาตอบสนองของตัวแทนตระกูลไอรอนบลัดนั้นดูเหมือนจะไม่พอใจนัก แต่มันก็ไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกหรือไม่เชื่อถือเพราะมันรู้ดีว่าผู้อาวุโสไวท์คลาวด์จะไม่พูดอะไรลอยๆ เพราะมันจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลต้องมัวหมอง

            ในขณะที่ปฏิกิริยาตอบสนองของตัวแทนจากตระกูลอื่นนั้น เห็นได้ชัดว่าสนใจมากกว่าไม่เชื่อใจ ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกันเพราะตระกูลอันดูวเดธมีศักดิ์ศรีสูงเกินกว่าที่ลูกหลานจะทำชื่อเสียงของตระกูลมาล้อเล่นได้

            ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครท้วงติงเรื่องที่กัสยังอยู่ที่นี่อีก เช่นเดียวกับผู้ติดตามของตระกูลอื่นที่หลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่งซึ่งน่าจะมีความสามารถในการสนับสนุนและสื่อสารเช่นเดียวกัน

            หลังจากนั้นไม่นานช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงในที่สุด แรงกดดันที่น่ากลัวเคลื่อนตัวเข้ามายังเมืองแห่งดันเจี้ยน พร้อมกับการสั่นไหวของพื้นแผ่นดินจากการเคลื่อนขบวนของกองทัพปีศาจที่มีจำนวนมหาศาล

            ทันทีที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสีหน้าของตัวแทนทั้งหมดก็เปลี่ยนไป พริบตาต่อจากนั้นข่ายอาคมของเมืองก็ถูกกระตุ้นให้ทำงาน

            วินาทีต่อมาภาพจำลองของเมืองก็ปรากฏขึ้นใจกลางเต็นท์บัญชาการในขนาดย่อส่วน โดยมีรายละเอียดทั้งหมดเหมือนจริงทุกอย่าง

            ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของกองกำลัง ผู้คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งสีหน้าของผู้คนที่ยืนอยู่บนกำแพงก็มองเห็นได้

            เช่นเดียวกับความน่ากลัวของกองทัพปีศาจที่บุกเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

            ทันทีที่เห็นภาพนี้สีหน้าของตัวแทนทุกคนก็เปลี่ยนไป จากนั้นไม่ถึงอึดใจกองกำลังในภาพก็เคลื่อนไหว เวทมนตร์มากมายถูกส่งออกไปจากแนวกำแพงบินตรงไปยังกองทัพปีศาจและกวาดปีศาจออกไปนับไม่ถ้วน

            ทว่าจำนวนที่จัดการได้นั้น ไม่อาจเทียบได้กับจำนวนของปีศาจที่บุกเข้ามาได้ทำให้การปะทะครั้งแรกเกิดขึ้นในทันที

            ผลลัพธ์จากการปะทะกันครั้งแรกสุดนั้นเลวร้ายเกินกว่าที่ทุกคนคิดและทันทีที่มันปรากฏขึ้นกัสที่ยืนนิ่งมาโดยตลอดก็ขมวดคิ้วก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่ง

            “ผู้อาวุโส ขอข้าลงมือได้ไหมครับ”

            สีหน้าของผู้อาวุโสไวท์คลาวด์เปลี่ยนไปในทันที รอยยิ้มที่อ่อนโยนกลายเป็นเคร่งเครียด แต่มันก็ยังฝืนรักษารอยยิ้มเอาไว้ยามมองดูกัส

            “เจ้าอยากลงมืองั้นหรือ”

            “ครับ! สถานการณ์ในตอนนี้ข้าคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง หากไม่แล้วความเสียหายอาจจะรุนแรงเกินไป”

            คำพูดของกัสนั้นทำให้ตัวแทนทั้งหมดสั่นไหวขึ้นมาครั้งหนึ่งเพราะพวกมันเองก็มองออกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ดีจริงๆ

            แต่พวกมันก็ไม่ได้คิดว่ากัสจะสามารถทำอะไรได้ ทว่าพวกมันก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะให้เขาลงมือเช่นกัน

            เมื่อไม่มีใครคัดค้านผู้อาวุโสไวท์คลาวด์ก็พยักหน้ายิ้มๆ ให้กัสเป็นการอนุญาตให้เขาลงมือได้

            ทันทีที่ได้รับคำอนุญาตกัสก็แสดงความเคารพทุกคนออกมาอย่างสุภาพจากนั้นดวงตาก็กลายเป็นสีดำ ก่อนที่กระบี่วิญญาณ 1 หมื่นเล่มจะปรากฏขึ้นในสภาพที่อาบไว้ด้วยวิถีแห่งการกลืนกินทั้งเล่ม

            พริบตาต่อมากระบี่ทั้ง 1 หมื่นเล่มก็บินออกไปยังทิศตะวันออก ไปยังแนวหน้าสุดแล้วแตกตัวออกเป็นฝนกระบี่ 1 ล้าน 8 หมื่นชิ้นตกลงบนกองทัพปีศาจ

            อึดใจสั้นๆ ปีศาจนับแสนก็ตกตายไปซึ่งทำให้สีหน้าของตัวแทนทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ก่อนที่ตัวแทนตระกูลไอรอนบลัดจะเค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง

            “นี่นะหรือสิ่งที่เจ้าพูดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง..”

            กัสไม่ได้ตอบรับใดๆ เขาเพียงหลับตาเพื่อสัมผัสกับผลสะท้อนจากการใช้พลังและเมื่อเขาพบว่าการใช้วิถีแห่งการกลืนกินอย่างสมบูรณ์นั้น ไม่ทำให้เขาถูกพลังปีศาจแทรกซึม

            วินาทีนั้นรอยยิ้มที่น่ากลัวของกัสก็ปรากฏขึ้นก่อนที่หัวใจของตัวแทนทั้งหมดจะสั่นสะท้านขึ้นมา

            พริบตาเดียวกระบี่วิญญาณ 1 ล้านเล่มก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าของเมืองแห่งดันเจี้ยน ก่อนที่มันจะแผ่ขยายออกไปเป็นรูปครึ่งวงกลมและขยายตัวกว้างขึ้นในพริบตา

            จากกระบี่ 1 ล้านเล่มก็แยกออกเป็นชิ้นส่วนกระบี่ 108 ล้านชิ้นตกลงบนกองทัพปีศาจราวกับสายฝนและกวาดล้างปีศาจหายไปหลายสิบล้านตัวในชั่วอึดใจ