นอกจากงานจะสบายแล้ว ผลตอบแทนในแต่ละครั้งก็ยังสูงลิบลิ่วแบบนี้นี่เอง….
นันทรัตน์ผิวปากเพลงพี่เบิร์ดอย่างอารมณ์ดีก่อนเดินเข้าครัวไปช่วยมารดาทำกับข้าวรับทีมหาเสียงที่จะมาวันนี้“ผิวปากในครัว เดี๋ยวก็ได้ผัวแก่หรอก” แค่คำแรกที่มารดาเห็นนันทรัตน์ก็เริ่มบ่นอีกแล้ว
เมื่อนึกถึงค่านายหน้าที่จะได้จากน้องชายและบริษัทค้าส่งรวมแล้วเป็นเงินร่วมๆ สามล้านกว่าบาทนันทรัตน์คิดว่าเสียงมารดาหรือเรื่องน่าหงุดหงิดอะไรก็คงไม่ทำให้อารมณ์เสียได้หรอก
หลังช่วยมารดาทำกับข้าวเลี้ยงคณะหาเสียงที่กำลังจะแวะมาบ้านเธอใกล้เสร็จ นันทรัตน์คิดว่าจะโทรศัพท์หารุ่นน้องอย่างที่ตั้งใจไว้สักหน่อย ยังไงเด็กสาวรอบตัวน้องชายที่นับได้ทั้งสามคนเธอก็ยังเชียร์น้องบีน่าที่สุด
ระหว่างนั้นทีมหาเสียงก็มาถึง พอภรรยาของผู้สมัคร สส. ซึ่งเคยมาที่บ้านของเธอเมื่อคราวก่อนเข้ามาช่วยในครัว ก็ทำให้เสียงบ่นตึงตังของแม่เธอที่มีประจำเวลากำกับลูกมือในครัวหายไป กลายเป็นคำพูดจาเสียงเบาอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกับแขกแทนทำให้นันทรัตน์สบายหูขึ้น เธอชอบตอนอยู่กับมารดาเฉพาะตอนเวลามีแขกนี่ล่ะ
หลังจากนั้นไม่นานนันทรัตน์ก็ได้รู้จักลูกสาวของผู้สมัครผู้แทนฯ ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกับน้องชายที่มากับคณะหาเสียงกับพ่อแม่ในวันนี้ด้วย
“พี่นันใช้ลิปสติกแบรนด์ไหนหรือคะ สีสวยจัง” เสียงชวนคุยจากลูกสาวผู้สมัคร สส. ที่เพิ่งเข้ามาช่วยแม่ของตัวเองและแม่ของนันทรัตน์จัดสำรับเตรียมยกออกไปให้ทีมคณะหาเสียง
“ลิปสติกเหรอของ avon น่ะ ” นันทรัตน์ตอบ ก่อนชวนคุยเกี่ยวกับครีมและเครื่องสำอางที่คู่สนทนาดูจะสนใจเป็นพิเศษอย่างเจ้าบ้านที่ดี
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นันทรัตน์เปลี่ยนเรื่องคุยจากเรื่องเครื่องสำอางมาเป็นการชวนคุยนินทาน้องชาย ซึ่งอีกฝ่ายก็ดูสนอกสนใจไปด้วย
“น้องชายพี่นันเวลาอยู่บ้านชอบทำอะไรหรือคะ”เสียงคู่สนทนาถามนันทรัตน์พอเห็นคู่สนทนาดูจะสนอกสนใจเกี่ยวกับตัวน้องชายก็สะกิดให้เธอนึกถึงเรื่องบางอย่าง
นันทรัตน์ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าน้องส้มคนนี้นอกจากอยู่ชั้นเดียวกันกับน้องชายของเธอแล้วยังเรียนอยู่ห้องเดียวกันอีกด้วย
มิน่า….เมื่อกี้ถึงเห็นยืนกินไอศกรีมอยู่หน้าบ้านด้วยกันอย่างสนิทสนมแบบนั้นเป็นเด็กสาวที่สวยเชียวล่ะ ลูกสาวผู้สมัครผู้แทนฯ คนนี้
ตอนนี้นันทรัตน์จำได้แล้วว่าในวันเกิดของน้องชาย ในตอนนั้นหญิงสาวเพื่อนร่วมห้องของน้องชายคนนี้น่าจะเป็นคนจัดหาเค้กวันเกิดไปให้น้องชาย เธอจึงอดวิตกแทนน้องบีน่าไม่ได้
จากนั้นนันทรัตน์ก็แอบวางเพลิงนินทาน้องชาย โดยการพูดถึงเรื่องที่เจ้าตัวเขียนจดหมายหาสาวเป็นประจำ คู่สนทนาของเธอก็ฟังอย่างตั้งใจ มีเพียงแค่นิ่วหน้าบ้างเล็กน้อยระหว่างฟังเท่านั้น ไม่รู้ว่าแผนการลดคะแนนินยมของเธอจะได้ผลบ้างหรือเปล่า
หลังจากเสร็จงานในครัวก็พากันจัดสำหรับออกไปให้คณะหาเสียงที่นั่งพักและกำลังจับกลุ่มคุยกันโขมงโฉงเฉงอยู่
เพียงไม่นานคณะหาเสียงก็ทยอยกันเข้ามานั่งกันเป็นกลุ่มๆ ตามวงพาข้าว
วันนี้คุณตำรวจเจ้าประจำก็ยังแวะมาเป็นแขกที่บ้านนันทรัตน์อีกเช่นเคย ทั้งที่เมื่อวานตอนเย็นก็เพิ่งมาส่งเธอกับน้องชายนี่เอง เรียกว่าตอนนี้วันเสาร์อาทิตย์มื้อกลางวันเธอต้องทำกับข้าวเผื่อเขาไปด้วยทุกครั้งแล้วถ้าไม่ติดว่าแม่ของของเธอก็ยังคงเพ่งเล็งอยู่ สงสัยคงมาทุกวันที่เธอกลับมาอยู่บ้านเลยล่ะมั้ง
พาข้าววงของพวกเธอเป็นผู้หญิงเกือบหมดยกเว้นน้องชายกับคุณตำรวจสองคน ระหว่างทานกลางวันนันทรัตน์ก็ชวนเพื่อนสาวร่วมห้องของน้องชายคุยไปด้วยอย่างเริ่มสนใจอีกฝ่ายหลังมื้อกลางวันนันทรัตน์ก็จัดเก็บสำรับ ระหว่างนั้นเธอก็ยังพูดคุยเพื่อล้วงถามข้อมูลของหญิงสาวที่เธอคิดว่าอาจจะเป็นคู่แข่งน้องบีน่าในอนาคตเพิ่มเติม
มองเห็นน้องชายเดินเตร่เข้ามาในครัวนันทรัตน์จึงออกปากไล่ให้ไปทำอย่างอื่นที่นอกครัวแทน
“น้ำแข็งหมด ไปซื้อน้ำแข็งดิ๊” ไล่คนกลางไปห่างๆ ก่อนเพื่อจะได้นินทาลดคะแนนนิยมลงสักหน่อย
“ไปด้วย” เสียงคนคนที่นันทรัตน์เตรียมจะล้วงข้อมูลส่งเสียงอาสาไปซื้อน้ำแข็งกับน้องชาย
“ดีเหมือนกัน ได้ช่วยถือถุงน้ำแข็งพอดี”เสียงน้องชายของเธอตอบรับ
‘คู่แข่งคนใหม่ของรุ่นน้องเธอมาแรงจริงๆ ’นันทรัตน์นึกในใจขณะมองอีกฝ่ายขึ้นนั่งบนเบาะรถมอเตอร์ไซต์ของน้องชายพร้อมกับเกาะเอวคนขับแน่น
คล้อยหลังรถมอเตอร์ไซค์ของน้องชายและเพื่อนสาวออกจากบ้านไป คุณตำรวจที่ไปนั่งจิบเบียร์เฮฮากับคณะหาเสียงก็มาช่วยนันทรัตน์เก็บจานที่กำลังล้างเข้าชั้นวาง
‘กินแล้วรู้จักช่วยงานด้วย ให้เพิ่มอีกหนึ่งคะแนน’
“น้องนะนี่ เห็นขรึมๆ แต่ร้ายไม่เบาแฮะ” คุณตำรวจกระซิบกระซาบแอบตั้งข้อสังเกตหลังจากเห็นน้องชายของเธอกับเพื่อนสาวซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ออกไป
นันทรัตน์รู้สึกได้ว่ารุ่นน้องที่เธอเชียร์ดูจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวทีเดียว...
วันต่อมาในตอนสายไปรษณีย์มาส่งจดหมายที่บ้าน นันทรัตน์ผู้เป็นคนรับจดหมายจากพนักงานไปรษณีย์เดินถือจดหมายกับเอกสารที่ส่งมาหาน้องชายไปส่งให้เจ้าตัวที่ห้อง
หลังจากเดินตามเข้าไปในห้องน้องชายที่เพิ่งเปิดประตูให้
นันทรัตน์กวาดสายตาดูโต๊ะหนังสือของน้องชายว่ามีร่องรอยอะไรที่น่าสนใจหรือไม่พร้อมกับถามชวนคุย
“ทำอะไรอยู่”
“เขียนบันทึกอะไรนิดหน่อยอ่ะ”
นันทรัตน์เห็นกระปุกดาวกระดาษตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือน้องชาย แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องเป็นของเด็กผู้หญิงบรรจงพับมาให้แน่ๆ
“หือ กระปุกดาวของใครเอ่ย”ลองเปรยถามน้องชาย
“ของที่ระลึกรุ่นน้องน่ะ เจ๊น่าจะเคยเห็นเจ้าของ ตอนไปดูหนังผีเรื่องooไง”เสียงน้องชายตอบ
ดูจากการที่มีกระปุกดาวกระดาษเป็นของต่างหน้าตั้งไว้บนโต๊ะหนังสือ รุ่นน้องหน้าตาน่ารักที่เธอเคยเจอคนนั้นก็คงจะมีน้ำหนักในใจน้องชายของเธอไม่น้อยเหมือนกัน
ทำไมรอบตัวน้องชายเธอถึงมีแต่ผู้หญิงดีๆทั้งนั้นเลยนะ ไม่เข้าใจจริงๆ
“หนึ่ง สอง สาม สี่” น้องบีนา เจ้าของกระปุกดาว เจ้าของจดหมาย รวมกับเพื่อนสาวร่วมห้องเรียนเมื่อวานก็สี่คนพอดี“อ่านมะ”เสียงน้องชายถามมาขัดจังหวะความคิดนันทรัตน์
“ไม่ล่ะ” วันนี้จดหมายของเพนเฟรนด์น้องชายดูบางๆ คงไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจสอดแทรกเพิ่มเข้ามาในจดหมายอย่างรูปถ่ายหรือรูปวาดระบายสีที่มีอย่างบางคราวให้ได้ดู
จากที่คิดว่ามีเด็กสาวเพียงสามคนเท่านั้นที่วนเวียนอยู่รอบตัวน้องชาย เมื่อวานก็มีเพื่อนสาวคนที่สี่โผล่มาให้เธอได้รู้จักเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
“ภัยร้ายของผู้หญิงจริงๆ ”บ่นน้องชายไปหนึ่งคำขณะเดินออกจากห้อง
รวมแล้วตอนนี้ผู้หญิงที่อยู่รอบตัวน้องชายเธอก็มีตั้งสี่คน แถมแต่ละคนก็ไม่ใช่ธรรมดาทั้งนั้น
หรือว่าเธอควรจะเลิกเชียร์น้องบีน่าดี? แต่ก็จะน่าเสียดายแทนน้องชายเกินไปเกินไปหรือเปล่านะแล้วน้องชายเธอจะมีปัญญาหาแฟนที่นิสัยดี เพียบพร้อมกว่ารุ่นน้องสาวลูกครึ่งที่ตอนนี้เป็นถึงนางเอกโฆษณาได้ที่ไหนกัน ปล่อยไปเสียดายแย่เลยแถมเธอก็ไม่ต้องกังวลว่าอาจจะเจอปัญหาไม่ชอบแฟนน้องชายด้วย ยิ่งพอนึกเผื่อไปถึงอนาคตปัญหาน้องสะใภ้ที่อาจไม่ถูกจริตนิสัยอีกล่ะ
เอาเป็นว่ายังคงเชียร์น้องบีน่าดีที่สุด...
วันจันทร์นันทรัตน์ออกจากบ้านมาตั้งแต่เช้าเข้าเมืองเพื่อไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามที่นัดหมายไว้ ส่วนน้องชายซึ่งกลับหอพักไปตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นก็นัดหมายโดดเรียนมาสมทบกันในช่วงสาย
นันทรัตน์เจรจาเรื่องสัญญาพร้อมรับค่านายหน้าเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนน้องชายมาถึง
ก็แหม...ยังไงชื่อบนโฉนดก็เป็นชื่อเธอนี่นา แต่บริษัทค้าส่งก็ไม่รู้จะรีบจ่ายไปไหนราวกับกลัวเธอจะบิดพลิ้วไม่ทำตามสัญญาอย่างนั้นแหละ
หลังจากน้องชายมาถึงก็เป็นทำสัญญาสัญญาซื้อขายกันเท่านั้นเลยบ่ายมาหน่อยทุกอย่างก็เรียบร้อยมีการจ่ายเงินเข้าธนาคารพร้อมกับโอนที่ดินเสร็จสรรพก่อนที่นันทรัตน์กับน้องชายจะบอกลากับตัวแทนบริษัทค้าส่งที่มาธนาคารด้วยกัน
“ค่านายหน้าไม่ต้องก็ได้นะ ที่ได้ตั้งแต่ตอนซื้อที่ดินมาเกือบล้านยังใช้ไม่หมดเลย” นันทรัตน์บอกน้องชายอย่างใจกว้างอันที่จริงที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ตอนเจรจาซื้อที่ดินเธอก็ได้ค่านายหน้ามารอบหนึ่งแล้ว แถมรอบนี้บริษัทค้าส่งยัง ‘ใจดี’ ให้ค่านายหน้าเธอมาตั้งล้านสองแล้ว จะรับจากนอกชายอีกรอบก็ดูเกินไปหน่อย
พอบอกว่าบอกไปแล้วน้องชายเธอทำหน้าเหนือความคาดหมายก่อนจะยื่นส่งแคชเชียร์เช็คให้เหมือนเดิน
“เอาไปเหอะเจ๊ ผมซื้อแคชเชียร์เช็คมาแล้ว ขี้เกียจเอากลับไปขึ้นเงินอีก”
นันทรัตน์ยื่นมือรับแคชเชียร์เชคจากน้องชายก่อนจะขอตัวกลับเข้าธนาคารเอาเงินเข้าบัญชีอีกรอบ
‘นี่เป็นน้องชายเธอคะยั้นคะยออยากจะให้หรอกนะ’
ทำตัวน่ารักขึ้นทุกวัน มิน่าสาวๆ รอบข้างถึงเยอะนัก แบบนี้ค่อยสมกับที่เธอจะช่วยลุ้นให้ได้แฟนดีๆ หน่อย
วันต่อมานันทรัตน์ผู้ซึ่งปิดเทอมแล้วไม่มีอะไรทำก็ยึดครองเปลใต้ต้นไม้หลังบ้านของน้องชาย นอนเล่นบนเปลมองตัวเลขในสมุดบัญชีอย่างเพลิดเพลินไม่มีเบื่อ
ได้ค่านายหน้าจากบริษัทค้าส่งมาหนึ่งล้านสองแสนบาท ได้จากน้องชายมาอีกสองล้านหนึ่งแสนบาท เพียงวันเดียวนันทรัตน์ได้รับเงินก้อนโตถึง สามล้านสามแสนบาท!!
รวมกับเงินในบัญชีเดิมที่ได้มาจากเงินค่านายหน้าตอนซื้อตึกแถว ค่าเช่าตึกแถว ค่านายหน้าตอนซื้อที่ดินแปลงที่ขายให้บริษัทค้าส่งและเงินเก็บส่วนตัวอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงินราวๆ ล้านบาทเศษ
ทำให้ตัวเลขเงินในสมุดบัญชีของเธอตอนนี้มีจำนวนถึงสี่ล้านสี่แสนแปดหมื่นบาท!!!!
ถ้าเป็นช่วงหลายปีก่อนที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมากกว่าสิบเปอเซ็นต์ นันทรัตน์คงสามารถเกษียณแล้วนั่งกินดอกเบี้ยได้อย่างสบายตั้งแต่เรียนไม่จบเลยทีเดียว
แต่พอนึกไปถึงคำพูดที่น้องชายเคยบอกว่า ไม่มีอีกแล้วที่ดอกเบี้ยเงินฝากจะสูงขึ้นไปได้แบบเก่าอีกแล้ว และอนาคตมันยังจะต่ำลงไปเรื่อยๆ จนเหลือไม่ถึงหนึ่งเปอเซ็นต์ในอนาคตก็ได้แต่แอบเสียดาย
นันทรัตน์นอนเปลดูตัวเลขในสมุดบัญชีพร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างสบายอารมณ์ราวหนึ่งชั่วโมงคุณผู้หมวดที่ไม่รู้ว่ามีวันหยุดพิเศษอะไรก็โผล่มาทักทายในตอนใกล้เที่ยง
วันนี้นันทรัตน์อารมณ์ดีจึงว่าจะชวนคุณผู้หมวดไปเลี้ยงมื้อกลางในร้านอาหารชื่อดังของโรงแรมหรูในตัวจังหวัดสักหน่อย แต่เห็นเจ้าตัวกำลังคุยโทรศัพท์กับน้องชายเธออยู่จึงรอให้อีกฝ่ายคุยโทรศัพท์เสร็จก่อน
ฟังการพูดคุยตอบโต้กันระหว่างคุณพี่อาทกับคุณน้องชาย ดูเหมือนวันประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ที่จะมีข่าวร้ายออกมาคือวันที่เหมาะสำหรับซื้อหุ้นบริษัทค้าส่งที่สุด
หลังคุยกับน้องชายเธอทางโทรศัพท์เสร็จคุณผู้หมวดก็หันมาชวนนันทรัตน์เข้าเมืองด้วยกันนันทรัตน์ตอบตกลงทันที
“พี่อาทไปขอแม่ให้หน่อยนะคะ” ถือโอกาสอ้อนขอให้คุณตำรวจไปรับหน้าขออนุญาตกับแม่เธอแทนด้วย
หลังจากนายตำรวจเข้าไปขออนุญาตแม่ของนันทรัตน์เรียบร้อยแล้วก็พาหญิงสาวนั่งรถเข้าเมือง แต่ก่อนจะตรงไปร้านอาหารชื่อดังของจังหวัดนายตำรวจก็แวะไปจัดการเรื่องโอนเงินอีกก้อนหนึ่งเข้าบัญชีเพิ่มเพื่อซื้อหุ้นอย่างที่วางแผนไว้
นายตำรวจเข้าไปในธนาคารพร้อมกับนันทรัตน์นันทรัตน์ที่ตามเข้ามาด้วย
“โอนเงินบัญชีนี้เข้าบริษัทหลักทรัพย์ooให้ด้วยครับ”
นันทรัตน์หันมองพนักงานธนาคารรอบๆ ตัว งานสบายในที่ทำงานแอร์เย็นฉ่ำแบบนี้นันทรัตน์ก็เคยคิดว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่น้องชายกลับเธอเตือนว่าถ้าไม่อยากขายประกันและกองทุนในอนาคตก็อย่าดีกว่า แม้ธนาคารเหล่านี้จะมีบริษัทประกันอยู่ด้วย แต่ปัจจุบันนันทรัตน์ก็ไม่เห็นว่าพนักงานจะกระตือรือร้นเสนอขายอย่างที่น้องชายเธอว่าสักหน่อย
“โอนบัญชีนี้ด้วยค่ะ” นันทรัตน์หยิบสมุดบัญชีที่เผลอติดมือมาในกระเป๋าออกมา
นายตำรวจทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นนันทรัตน์มีบัญชีหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารเดียวกันและยังจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมกันด้วย
“เอ๊ะ นันก็มีพอร์ตหุ้นด้วยเหรอ”
“เปิดทิ้งไว้งั้นๆล่ะค่ะ” นันทรัตน์ตอบนายตำรวจขณะเขียนจำนวนตัวเลขที่จะโอนเข้าบัญชีหุ้น
“เอ่อ ไม่เยอะไปเหรอครับน้องนัน” ถึงจะพอรู้ว่าหญิงสาวคงได้ค่านายหน้ามาจากการซื้อขายที่ดินไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดว่าหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาหลายปีจะมีเงินมากขนาดนี้
“ไม่เยอะหอกค่ะ ไม่ถึงหนึ่งในสิบของน้องชายนันเลยด้วยซ้ำ”
‘ลงทุนเป็นล้านๆ โดยตาไม่กะพริบกันเลยด้วยซ้ำ บ้านนี้เลี้ยงลูกกันยังไงนะ’ นายตำรวจได้แต่นึกสงสัยในใจ
นันทรัตน์ชวนคุณผู้หมวดไปกินบุฟเฟต์ที่ราคาต่อหัวตกหลายพันบาทซึ่งปกตินันทรัตน์ก็ไม่เคยมาหรอก แต่ช่วงนี้เงินเธอมันเยอะไปมากก็เลยถือโอกาสมาลองดู
กินอาหารกลางวันมื้อหรูเมนูต่างๆ อย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะแวะไปช็อปปิ้งต่อแล้วก็รีบกลับบ้านก่อนค่ำเพราะกลัวมารดาจะบ่นแล้วไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก
หลังจากวันที่โอนเงินเข้าบัญชีหุ้นแล้วนันทรัตน์ก็โทรศัพท์ไปหาพนักงานที่ดูแลบัญชีของเธอ พนักงานเห็นเงินก้อนใหญ่เข้าบัญชีลูกค้าก็บริการอย่างดี แนะนำเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนเพิ่มเติม พร้อมกับแนะนำหุ้นอื่นๆ มาด้วย
“จะซื้อหุ้นค้าส่งooตัวเดียวทั้งหมดเลยจริงๆ หรือคะ”เสียงพนักงานยังย้ำทวนคำสั่งซื้อของนันทรัตน์
“ค่ะ แค่ตัวเดียว”
นันทรัตน์ตัดสินใจซื้อหุ้นบริษัทค้าส่งที่เพิ่งมาซื้อที่ดินของน้องชายทันที เธอซื้อหุ้นบริษัทนี้ตัวเดียวเป็นจำนวนเงินกว่า 4 ล้านบาท เหลือเงินส่วนหนึ่งไว้ติดบัญชีไม่กี่แสนบาทอย่างไม่คิดอะไรมาก
ยังไงตอนนี้เธอก็มีรายได้ประจำจากค่าเช่าตึกแถวที่แทบจะใช้ไม่ทันอยู่แล้ว
ที่ผ่านมาทุกครั้งที่น้องชายคุยเรื่องหุ้นกับคุณตำรวจนันทรัตน์ก็นั่งอยู่ข้างๆ ตลอด ต่อให้ตอนแรกเธอไม่ได้สนใจแต่สุดท้ายฟังไปบ่อยเข้าก็ซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว และยิ่งเห็นกำไรจากการลงทุนในหุ้นของน้องชายที่ผ่านมาก็ยิ่งจูงใจทำให้เธอคล้อยตามกับการลงทุนในหุ้นจะนับไปแล้วเงินที่ซื้อหุ้นตัวนี้ก็อัฐิยายซื้อขนมยายนั่นล่ะ เอาเงินที่ได้จากค่านายหน้าของบริษัทค้าส่งซื้อหุ้นบริษัทค้าส่ง ต่อให้ขาดทุนขึ้นมาจริงๆ นันทรัตน์ก็คงไม่รู้สึกอะไรมากยังไงก็เป็นเงินที่ได้มาจากบริษัทนี้อยู่แล้วแต่ถ้าหุ้นจะกลับมาราคาขึ้นหลังจากข่าวร้ายเรื่องกฎหมายควบคุมห้างค้าปลีกผ่านไปอย่างที่น้องชายเธอคาดการณ์ไว้ ก็ถือว่าเป็นโบนัสพิเศษก็เท่านั้นเอง
ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอจะเลิกแกล้งน้องชายสักสามปีห้าปีเลยเอ้า....
พอปิดเทอมไปได้ไม่กี่อาทิตย์นันทรัตน์ก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว เพราะส่วนใหญ่มีแต่ต้องเฝ้าบ้านเป็นหลักอยู่คนเดียว ส่วนน้องชายเธอก็ยังไม่ปิดเทอม ดีที่เทอมนี้เธอมีวิชาที่ลงเรียนตอนซัมเมอร์ทำให้อีกสามอาทิตย์ก็ไม่ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านอีกแล้วถ้าต้องเฝ้าบ้านตลอดสามสี่เดือนช่วงปิดเทอมเธอเบื่อตายพอดี
ตอนนี้กิจกรรมตอนเย็นนอกจากโทรศัพท์สอบถามเรื่องการขึ้นลงของราคาหุ้นบริษัทค้าส่งที่เธอซื้อไปแล้ว นันทรัตน์ก็ยังโทรศัพท์ไปคุยกับน้องบีน่าเป็นประจำ ด้วยช่วงหลังรุ่นน้องของเธอนั้นที่บ้านอนุญาตให้มีโทรศัพท์มือถือส่วนตัวได้แล้วจึงเป็นการสะดวกที่นันทรัตน์จะโทรศัพท์ไปเม้าท์มอยโดยตรงกับรุ่นน้องสาวลูกครึ่งที่เธอเอ็นดูเหมือนน้องสาวและตอนนี้ก็อยากจับจองมาเป็นน้องสะใภ้
อาจเพราะจริงๆ แล้วเธอนั้นมีเพื่อนสนิทน้อย นันทรัตน์รู้ตัวดีว่าด้วยนิสัยของเธอทำให้มีเพื่อนผู้หญิงร่วมคณะหลายคนหมั่นไส้ เธอจึงแทบไม่มีเพื่อนสนิทที่วิทยาลัยเลยแต่ใครจะสนล่ะ เธอไม่พวกที่กระหายจะต้องมีเพื่อนเยอะๆ สักหน่อย
ในเย็นวันหนึ่งที่โทรศัพท์ไปคุยกับน้องบีน่า
ที่ผ่านมานอกจากคุยเรื่องหนังเรื่องละคร เพลง ดาราแล้วก็มีเล่าเรื่องทั่วๆ ไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามประสาผู้หญิงด้วยกัน รุ่นน้องสาวสวยก็เล่าเรื่องต่างๆ ให้เธอฟังราวกับเห็นนันทรัตน์เป็นพี่สาวคนคนหนึ่ง
ระหว่างพูดเรื่องข่าวซุบซิบความรักดารานันทรัตน์นึกถึงบางอย่างได้เธอจึงเล่าเรื่องความรักและการอกหักสมัยมัธยมสี่ที่อายุเท่ากับรุ่นน้อง
เล่าถึงรุ่นพี่ที่เคยแอบชอบ แล้วต่อมาเพื่อนสนิทแอบแย่งไปโดยไม่รู้ตัว..
หลังจากคุยกันยาวเหยียดแล้วก่อนวางสายนันทรัตน์จึงกล่าวอุทาหรณ์และคติสอนใจเรื่องความรักสมัยวัยรุ่นให้รุ่นน้องเป็นการทิ้งท้าย
“กับคนที่เราชอบ บางครั้งเราต้องเป็นฝ่ายรุกบ้าง มัวแต่รออย่างเดียว จะกลายเป็นไม่ทันพวกผู้หญิงที่เขารอจ้องอยู่” เรื่องนี้นันทรัตน์รู้ซึ้งดี
นันทรัตน์ค่อยๆ กล่อมรุ่นน้องอย่างแนบเนียน
เธอก็ทำได้แต่ทางฝั่งน้องบีน่านี่ล่ะ ไอ้เรื่องจะใช้มุกนี้กับฝั่งน้องชายมันก็เสี่ยงเกินไป เจ้าน้องชายนั่นดูยาก เธออ่านไม่ออก ไม่รู้ว่าในหัวคิดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องหุ้นหรือเปล่า ขืนไปเชียร์สุ่มสี่สุ่มห้าจากที่เรื่องราวยังดีๆอยู่จะกลายเป็นผลเป็นร้ายไปก็ได้ ดังนั้นเธอจึงมายุและให้กำลังใจทางฝั่งรุ่นน้องฝ่ายเดียว
“ชอบใครก็ลุยเลย”นันทรัตน์ปลุกใจรุ่นน้องอย่างเต็มที่
ผ่านไปอีกอาทิตย์วงจรชีวิตของนันทรัตน์ก็ไม่ต่างจากเดิม พ่อกับแม่เธอนั้นมีงานเกี่ยวกับชาวบ้านมากมาย ทำให้นอกจากผู้หมวดจะแวะมาพาเข้าเมืองบางอาทิตย์ละครั้งสองครั้งส่วนใหญ่จึงมีแต่นันทรัตน์อยู่เฝ้าบ้านคนเดียว นานๆ ทีถึงจะพอมีอะไรให้ทำแก้เซ็งบ้าง อย่างการไปเป็นคนขับรถให้มารดาเวลาเข้าเมือง หรือล่าสุดก็ไปสมัครอบรมเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งการเลือกตั้งที่ทำให้เพื่อนสาวร่วมห้องเรียนคนนั้นของน้องชายกลายเป็นลูกสาวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
อาทิตย์ต่อมาหลังเลือกตั้งซ่อม นันทรัตน์ตรงดิ่งเดินขั้นบันไดตรงไปเคาะห้องน้องชาย
ปกติแล้วเธอมักจะเป็นคนรับจดหมายจากไปรษณีย์ที่มาส่งบ้านเกือบทุกครั้ง แต่วันนี้กลับถูกเจ้าน้องชายดันรับตัดหน้าไปรับจดหมายก่อนเสียได้
เพราะครั้งนี้จะมีเอกสารแจ้งการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทที่เธอ‘แอบ’ซื้อส่งมา นันทรัตน์ไม่ค่อยอยากให้น้องชายรู้ว่าเท่าไหร่ว่าเธอแอบซื้อหุ้นตามที่เขาแนะนำคุณตำรวจ
ก็มันทำให้รู้สึกเสียหน้าหน่อยๆ นี่น่า
เคาะประตูห้องน้องชายสามทีก่อนจะเปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากคนในห้อง
เข้าห้องมาได้นันทรัตน์เดินตรงเข้าไปหาน้องชายที่นั่งอยู่บนโต๊ะหนังสือทำทีเป็นสอบถามลอยๆ ถึงจดหมายจากไปรษณีย์อย่างทำทีเหมือนว่าไม่ได้ตั้งใจถามถึงอย่างเจาะจง
“ไปรษณีย์มาเมื่อกี้ใช่ไหม ไหนล่ะจดหมาย”
“วางอยู่นั่นอ่ะเจ๊”น้องชายชี้ไปทางกองเอกสารที่วางอยู่มุมโต๊ะ
“ดูจดหมายหรือยัง” ถ้าน้องชายรู้ว่าเธอแอบซื้อหุ้นตามคงเสียฟอร์มแย่เลย
“ยังเจ๊ มีจดหมายอะไรมาบ้าง” เสียงตอบจากน้องชายทำให้นันทรัตน์โล่งอก
เพื่อไม่ให้ดูเหมือนรีบเร่งออกจากห้องจนดูมีพิรุธเกินไป นันทรัตน์จึงหยิบกองจดหมายที่วางอยู่ขึ้นมาพร้อมกับคัดแยกว่าใครเป็นผู้รับบ้างอย่างที่มีหน้าที่ทำเป็นประจำ
มีจดหมายและเอกสารของพ่อหลายฉบับกองรวมๆ กันอยู่และจดหมายเพื่อนทางจดหมายของน้องชายและเอกสารเกี่ยวกับหุ้นที่ส่งมาถึงเธอ
“อ่ะ จดหมายจากสาวภูไทไฉไลจริงเชียว”เสไปคุยเรื่องเพนเฟรนด์ของน้องชายพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับที่พูดถึงส่งให้น้องชาย
จะกลับออกไปเลยก็ดูลุกลี้ลุกลนไปหน่อย นันทรัตน์ทำทีเป็นโอ้เอ้มองไปรอบๆ ห้องน้องชายอย่างสังเกตสังกาหาสิ่งน่าสนใจ
“อ่านอะไร” นันทรัตน์ถามน้องชาย ตั้งแต่เข้ามาเธอเห็นน้องชายเธอยังไม่เงยหน้าจากหนังสือเล่มที่อ่านเลย
“หนังสือการเงิน”
“เอารูปออกมาทำอะไรอ่ะ”นันทรัตน์ชี้นิ้วไปที่รูปถ่ายกองหนึ่งที่อยู่มุมโต๊ะอีกด้านติดหัวเตียง
“เอาออกมาติดเฟรนด์ชิปให้เพื่อนอ่ะ”
กวาดสายตาผ่านอย่างรวดเร็ว นันทรัตน์เห็นรูปถ่ายในกองที่กระจัดกระจายมีรูปที่น่าสนใจและไม่เข้าพวกอยู่สองสามใบเป็นรูปในอิริยาบถสบายๆ ในห้องส่วนตัวของรุ่นน้องสาวลูกครึ่งคนที่นันทรัตน์อยากจะรีบจับจองไว้เป็นน้องสะใภ้ตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นเอง
‘เป็นรูปถ่ายส่วนตัวที่น้องบีน่าเล่นกับแมวอยู่บนเตียงซะด้วย’ เก็บไว้ใกล้มือตรงหัวเตียงเพื่อให้เอาออกมาดูได้ง่ายแบบนี้ รุ่นน้องสาวสวยของเธอก็น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยล่ะน่า
แต่พอกวาดสายตารอบโต๊ะที่เหลือนันทรัตน์ก็เห็นสิ่งของอย่างอื่นแทนตัวของเด็กสาวหลายอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นกระปุกดาวกระดาษพับที่วางอยู่บนโต๊ะ หรือกล่องใส่จดหมายของเพนเฟรนด์น้องชายที่เก็บไว้กองโต และเมื่อนึกไปถึงลูกสาวของผู้แทนคนล่าสุดอีกนันทรัตน์ก็ได้แต่ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“แล้วตกลงว่าเลือกใคร”
“เลือกอะไรอะเจ๊” น้องชายเธอเงยหน้ามาตอบอย่างคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
“เออ ช่างมันเถอะ” นันทรัตน์ทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วโบกมืออย่างปลงๆ ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องน้องชาย
“คิดว่าตัวเองเป็นอิเหนาหรือไงนะ”
หวังว่าคงจะไม่มีมาเพิ่มจนครบสิบคนอย่างอิเหนาหรอกนะ...
ตกบ่ายคุณผู้หมวดก็แวะมาหา นันทรัตน์ได้พูดคุยด้วยนิดเดียวส่วนใหญ่ก็จะเป็นน้องชายเธอผูกขาดคุยจ้ออยู่คนเดียวราวกับเปิดชั้นเรียนการลงทุน
นันทรัตน์ก็พลอยตั้งใจฟังน้องชายที่พูดเรื่องหุ้นมากขึ้นมากขึ้น ยังไงตอนนี้เธอก็ลงทุนในหุ้นด้วยเงินจำนวนมากไปแล้วนันทรัตน์กับนายตำรวจสลับกันถามเรื่องการลงทุนที่ยังไม่เข้าใจในหลายๆ เรื่อง
“ระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนการทบต้นการลงทุนหุ้นมันไม่ใช่เงินฝากหรือทองคำจะเทียบได้เลย”เสียงน้องชายนันทรัตน์ที่นอนบนเปลยังเลคเชอร์มาให้เธอกับคุณตำรวจที่นั่งอยู่บนเสื่อๆ ใกล้ๆ ฟัง
“ให้พวกพี่ลองนึกถึงกราฟเอกซ์โพเนนเชียลนะ ยิ่งปีหลังๆ พอร์ตจะยิ่งโตแบบก้าวกระโดด” น้องชายนันทรัตน์ยกตัวอย่างที่ทำให้คนฟังพอนึกภาพออก
นันทรัตน์กับนายตำรวจที่นั่งฟังอยู่ต่างก็ทึ่งกับการทบต้นของผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนจริงๆ
การทบต้นของปู่บัฟเฟตต์ Cr.moningstarเช้าสุดสัปดาห์หนึ่งในช่วงใกล้เปิดเรียนซัมเมอร์ นันทรัตน์ขับรถพามารดาเอาเครื่องประดับบางชิ้นที่ไม่ได้ใช้นานแล้วไปขัดทำความสะอาดอีกครั้ง เพราะจะต้องไปงานเลี้ยงของบ้านท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ในกลางสัปดาห์นี้
แม่ของเธอมีพวกเครื่องประดับทองหยองพวกนี้เก็บไว้ไม่น้อย ถ้าเรียกอย่างที่น้องชายเธอให้นิยามไว้ก็คงจะเรียกว่าเป็นการออมหรือการลงทุนสะสมความมั่งคั่งรูปแบบหนึ่งแต่ก่อนนันทรัตน์แทบจะไม่เห็นท่านนำออกมาใช้เลย แต่ตั้งแต่ที่พ่อของเธอรับตำแหน่งเป็นกำนันนั่นแหละ เหล่าเครื่องประดับมรดกตกทอดของปู่ย่าและที่มารดาเก็บสะสมก็ได้มีโอกาสออกจากกรุเป็นครั้งแรก จุดหมายปลายทางย่อมเป็นร้านเครื่องประดับของคุณน้าเพ็ญแม่ของน้องบีน่า
น่าเสียดายที่น้องชายเธอไม่กลับบ้านอาทิตย์นี้
เมื่อมาถึงจุดหมายแม่ของเธอก็ลำเลียงสร้อยข้อมือกับกำไลที่นำมาทำความสะอาดส่งให้ช่างแล้วก็ไปนั่งคุยกับเจ้าของร้านเช่นเคย ส่วนนันทรัตน์ก็ไปนั่งเคาน์เตอร์มุมเครื่องเงิน
นันทรัตน์ไม่ได้สนใจเครื่องประดับในกรุของมารดานัก เธอไม่ค่อยชอบใส่เครื่องประดับชิ้นโต ดูเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่แบบนั้น นันทรัตน์ชอบแบบเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ไว้ใส่เล่นได้ในทุกโอกาสมากกว่าดูอย่างน้องบีน่าที่ทางบ้านเป็นร้านอัญมณีและเครื่องประดับใหญ่โตสิ เครื่องประดับที่เธอเห็นรุ่นน้องใส่ก็มีเพียงเครื่องเงินเก๋ๆ ลายน่ารักๆ ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
ไม่รู้ว่าวันหยุดวันนี้รุ่นน้องเธอจะอยู่บ้านหรือมีเรียนพิเศษอะไรหรือเปล่า
เสียงกรุ๊งกริ๊งจากโมบายบนประตูเรียกสายตาเจ้าของร้าน พนักงาน และลูกค้าที่อยู่ในร้านมองมาทางเด็กหนุ่มที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา
นันทรัตน์ก็ต้องแปลกใจเมื่อมองเห็นคนที่เดินเข้ามาในร้าน
“อ้าวลูก! มาหาแม่เหรอ” แม่ของเธอทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นลูกชายคนโปรดเดินเข้ามาในร้าน
“หรือนัดกันกับลูก” มารดาหันมาถามเธอเมื่อเห็นว่าลูกชายคนโปรดทำท่าทางคาดไม่ถึงที่เจอมารดา
นันทรัตน์มองสีหน้าเลิ่กลั่กมีพิรุธของน้องชายอย่างเริ่มเอะใจ
“เอ่อ….”
ยังไม่ทันได้ฟังคำอธิบายจากน้องชายก็มีเสียงใสๆ เฉลยดังออกมาจากด้านในของร้านเสียก่อน
“พี่นะมาแล้วเหรอคะ” เสียงน้องบีน่า
พอรุ่นน้องสาวเดินออกมาจากด้านในตัวบ้านก็ตรงดิ่งไปหาน้องชายของเธอที่ยืนอยู่หน้าประตูทันที
“พี่นะมาเร็วจัง” เสียงทักทายจากเด็กสาว
“ตื่นเช้าน่ะ” คำตอบจากเด็กหนุ่ม
นันทรัตน์กับมารดารวมทั้งคนที่อยู่ในโถงของร้านอัญมณีและเครื่องประดับต่างมองคนทั้งคู่ที่ยืนสนทนากันอย่างสนใจ
‘ทำราวกับมีกันอยู่สองคนแน่ะ’ นันทรัตน์มองเด็กหนุ่มเด็กสาวสองคนที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนในร้านอย่างถูกอกถูกใจ
หลังจากนั้นรุ่นน้องของเธอก็ถูกแม่ของตัวเองเรียกไปสอบถามเล็กน้อย ต่อจากนั้นนันทรัตน์ก็ดึงมือรุ่นน้องมาพูดคุยกันสองคนต่อ
“แล้วนี่จะไปไหนกันล่ะลูก” เสียงสอบถามจากแม่ของรุ่นน้องดังมาอีกรอบ
“จะพาเหมียวลายไปฉีดวัคซีนค่ะ เดี๋ยวบีน่าขอตัวไปเอากรงมาใส่เจ้าเหมียวลายก่อนนะคะ”รุ่นน้องกล่าวกับแม่ก่อนเดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง
ส่วนแม่ของนันทรัตน์ที่นั่งอยู่กับแม่ของรุ่นน้องก็หันไปส่งสายตาถามน้องชายเธอบ้าง
“ผมจะให้น้องบีน่าพาไปร้านขายอาหารสัตว์อ่ะแม่”น้องชายเธอตอบ ก่อนจะขยายความอ้างเหตุผลที่พอกล้อมแกล้มอยู่บ้างเล็กน้อย
“พอดีกิจกรรมที่โรงเรียนมันต้องไปซื้ออาหารสัตว์ครับ”
นันทรัตน์มองตามหลังรุ่นน้องสาวลูกครึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดน่ารักเป็นพิเศษในวันนี้เดินเข้าไปในบ้าน จากคำบอกเล่าดูเหมือนว่าจะเป็นชุดที่ห้องเสื้อยกให้รุ่นน้องหลังจากไปถ่ายแบบนิตยสารเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง
นึกไปถึงเมื่อคราวก่อนที่เธอกระตุ้นให้ ลุย เรื่องความรัก นันทรัตน์ก็ไม่นึกว่ารุ่นน้องที่เคยขี้อายของเธอจะ “ลุย” ได้รวดเร็วฉับไวแบบนี้ วันนี้ถึงกับมีนัดไปเดตกับน้องชายเธอได้
ซึ่งถ้าดูจากนิสัยของน้องในชายตอนนี้ ตัวเขาไม่น่าจะเป็นคนริเริ่มในการชวนกันไปซื้ออาหารสัตว์แน่นอน การชวนกันไปซื้ออาหารแมวน่าจะเป็นการรุกแบบสุดๆ ของน้องบีน่าแล้วล่ะมั้ง นึกไปถึงตอนตัวเองอายุเท่ารุ่นน้อง ตอนนั้นเธอยังไม่กล้านัดไปเที่ยวกับผู้ชายที่ชอบเลย
ไปเดตโดยการชวนกันพาแมวไปฉีดวัคซีน น้องบีน่าเนี่ยก็น่าเอ็นดูจริงๆ
หลังจากน้องบีน่าถือกรงแมวเดินออกมาจากด้านในของร้าน น้องชายนันทรัตน์ก็ช่วยรุ่นน้องจับแมวลายตัวอ้วนเข้ากรง ก่อนจะลาผู้ใหญ่แล้วพากันออกจากร้านไป
พักหลังตั้งแต่ไปทำบุญโรงทานที่วัดมาด้วยกัน แม่ของนันทรัตน์ก็ยิ่งสนิทกับแม่ของรุ่นน้องอย่างมาก อาจเพราะชอบเรื่องทำบุญเหมือนกันจึงคุยกันถูกคอ ดังนั้นพอเห็นลูกชายตัวเองมาพาลูกสาวของบ้านนี้ออกไปข้างนอก แม่ของเธอถึงรีบออกปากรับประกันความเป็นเด็กดีของลูกชายเต็มที่ว่าจะไม่พาลูกสาวของอีกฝ่ายไปเถลไถลหรือออกนอกลู่นอกทางที่ไหนแน่นอน
นันทรัตน์ฟังไปก็ได้แต่แอบนินทามารดาในใจ ลูกชายนี่ดีไปหมด แม่ของเธอไม่รู้ซะแล้วว่าลูกชายคนโปรดมีเด็กผู้หญิงอยู่รอบตัวเยอะขนาดไหน
หลังจากรับเครื่องประดับที่นำมาล้างทำความสะอาด ขัดเงาเสร็จเรียบร้อยแล้วแม่ของนันทรัตน์ก็ยังโอ้เอ้อยู่นานกว่าจะชวนเธอกลับบ้าน
พอเข้ามานั่งในรถยนต์ยังไม่ทันที่นันทรัตน์จะสตาร์ทเครื่อง เธอก็ได้ยินมารดาบ่นพึมพำที่ต้องรออยู่ร้านเครื่องประดับและสองสามชั่วโมงก็ไม่เห็นลูกชายกลับมาสักที
‘พาลูกสาวเขาไปไหนเป็นครึ่งค่อนวัน’ เสียงมารดาผู้หัวโบราณของนันทรัตน์พึมพำ
นันทรัตน์อมยิ้มขณะขับรถพามารดาตรงไปห้างค้าปลีกเพื่อซื้อของใช้ก่อนกลับบ้าน
'เรื่องราวเป็นไปได้ด้วยดี สงสัยถ้าเป็นที่ตำบลบ้านเธอ เห็นลูกชายหายไปกับลูกสาวบ้านไหนนานครึ่งค่อนวันแบบนี้ แม่ของเธอคงจะต้องเตรียมของไปหมั้นฝ่ายหญิงไว้เพื่อประกันชื่อเสียงในกรณีมีข่าวลือเสียหายหรือพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่พอใจแล้ว'
ถึงวันงานเลี้ยงขอบคุณที่บ้านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่
นันทรัตน์ถูกมารดาลากมาที่ร้านเสริมสวยด้วยกันที่ร้านในตัวอำเภอตั้งแต่เย็น พร้อมกับถูกจับแต่งตัวใส่ชุดเดรสกระโปรงบานยาวเฟื้อยอย่างน่ารำคาญที่ทำให้เดินไม่สะดวก
พอไปถึงงานเลี้ยงกลางคืนที่บ้านท่านผู้แทนหลังจากตามพ่อกับแม่ไปสวัสดีเจ้าของงานแล้วนันทรัตน์ก็ย้ายตัวเองหลบไปอยู่มุมของกินเล่นในศาลาที่จัดงานทันที
‘อย่างน้อยก็คุ้มค่าที่แต่งหน้าแต่งตัวนับชั่วโมงเพื่อมางาน’นันทรัตน์คิดในใจขณะยืนอยู่หน้าซุ้มของหวานเลือกกำลังจิ้มเลือกจิ้มขนมทองหยิบ ทองหยอดกิน
“อ้าวเจ๊ มาด้วยเหรอ”เสียงทักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอานันทรัตน์ที่กำลังจะหยิบขนมทองเอกเข้าปากสะดุ้ง
“มาสวยเชียวนะเจ๊วันนี้”เสียงชมของน้องชายนันทรัตน์ที่โผล่มางานด้วยได้ยังไงไม่รู้
“วันนี้พ่อคงดื่มเยอะ แม่ก็เลยเรียกมาช่วยขับรถขากลับ” เหตุผลหลักของเธอที่มางานวันนี้ก็เพื่อมาเป็นโชเฟอร์สำรองในขากลับนี่ล่ะ
น้องชายของนันทรัตน์ยืนกินของว่างแข่งกับเธออยู่พักเดียวก็ปลีกตัวเดินตรงไปทางเจ้าภาพที่อยู่ในศาลาด้านหน้าเวที
นันทรัตน์มองน้องชายที่ยืนพูดคุยกับ สส. คนใหม่อย่างแปลกใจ พักเดียวก็เห็นนักการเมืองใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาร่วมสนทนาด้วย เธอไม่รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไรแต่ก็เห็น สส. คนใหม่ตบไหล่น้องชายของเธออย่างสนิทสนม
จากนั้นน้องชายของเธอก็เดินออกจากศาลาไป ก่อนจะเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับลูกสาวคนสวยของท่านผู้แทนคนใหม่ แล้วก็เดินไปสวัสดีพ่อกับแม่ที่มุมศาลาด้านหนึ่ง
ก่อนจะวกกลับมาแย่งนันทรัตน์กินขนมจ่ามงกุฎที่พนักงานเพิ่งยกมาเสิร์ฟ
ทำไมน้องชายเธอถึงดูทำตัวตามสบายและไม่อึดอัดกับงานเลี้ยงแบบนี้เลยนะ
“เดี๋ยวก็อ้วนหรอกเจ๊”แถมยังปากดีอีกต่างหาก
พอเห็นน้องชายยืนหลับตาฟังเพลงของสุนทราภรณ์ที่บรรเลงอยู่ในงานราวกับคนแก่แล้วนันทรัตน์ก็นึกขำ
จากนั้นไม่รู้ว่าจู่ๆ ในงานเลี้ยงกลายเป็นลานลีลาศไปตั้งแต่เมื่อไหร่เมื่อเห็นแขกในงานแต่ละคู่เริ่มทยอยกันลิลาศที่พื้นที่แขกเว้นไว้หน้าเวทีดนตรี
ขณะกำลังแย่งกันจิ้มทองหยอดชินสุดท้ายในถาดกับน้องชายก็มีผู้ชายในงานจากไหนไม่รู้มาโค้งขอเธอเต้นรำ
นันทรัตน์จำต้องตอบรับอย่างเสียไม่ได้ถ้าไม่ติดว่าเป็นงานทางการที่ครอบครัวเธอก็ต้องให้เกียรติเจ้าภาพ นันทรัตน์คงส่ายหัวพร้อมกับเดินหนีไปแล้วสมัยมัธยมปลายนันทรัตน์ก็ได้เรียนลีลาศมาเหมือนกัน แต่เพราะเป็นโรงเรียนหญิงล้วนและก็ตัวสูง ส่วนใหญ่แล้วเธอจะได้เต้นเป็นฝ่ายชายมากกว่า
พอต้องมาเต้นเป็นฝ่ายหญิงจึงไม่ถนัด จบเพลงเดียวนันทรัตน์ก็บอกลาคู่เต้นที่ยังจะขอเต้นต่อเพลงที่สองทันที
หลบมาอยู่มุมของหวานเหมือนเดิมแล้วนันทรัตน์ก็หันไปมองน้องชายที่กำลังเต้นลีลาศอยู่ในลานหน้าเวที ช่วงที่เธอเต้นอยู่มัวแต่ก้มดูเท้าและนับจังหวะจึงไม่ทันเห็นว่าน้องชายก็ออกไปเต้นลีลาศด้วยเหมือนกัน
ในหมู่คนที่กำลังเต้นลีลาศในลานหน้าเวทีจำนวนสิบกว่าคู่น้องชายของนันทรัตน์กับเพื่อนร่วมห้องเรียนลูกสาวคนเดียวของท่าน สส. โดดเด่นอย่างมาก
ไม่ใช่เพราะว่าทั้งคู่เป็นหนุ่มสาวที่หน้าตาตาท่าทางดูดีเท่านั้น แต่ว่าเป็นเพราะทั้งคู่เต้นกันได้อย่างถูกต้องสวยงามเป็นธรรมชาติไม่มีสะดุดเลยฝ่ายชายโอบฝ่ายหญิงและกุมมือกันเคลื่อนที่เป็นจังหวะที่ลื่นไหล สอดคล้อง ราวกับเต้นลีลาศมาด้วยกันเป็นร้อยๆครั้งก็ไม่ปาน เข้าขากันได้ดีจนทำให้คู่อื่นๆ ที่อยู่รอบๆ พากันขยับเปิดพื้นที่ให้คู่ของน้องชายเธอมากขึ้น
มองเห็นหน้าน้องชายที่เหม่อลอยนิดๆแบบนั้น คงกำลังอินไปกับเพลงโดยไม่รู้ว่าคู่ตัวเองนั้นเด่นสะดุดตาคนมองและแขกที่อยู่ในศาลาขนาดไหน
มีกลุ่มคุณนายสามสี่คนยืนกระซิบสอบถามคุยกันอยู่ใกล้ๆ มาให้นันทรัตน์ได้ยิน
“เด็กผู้ชายท่าทางดีที่เต้นคู่กับลูกสาวท่าน สส.กำพล คนนั้นใครน่ะ”
“ได้ยินแว่วๆ ว่าหลานนี่ล่ะ”
“หลานทางไหนกัน ไม่เคยได้ยิน”
“ว่าที่ลูกเขยหรือเปล่า ไม่เห็นเต้นคู่กับคนอื่นเลย”
นันทรัตน์ถึงกับสำลักน้ำชามะนาวที่กำลังดื่มแก้เลี่ยนของหวาน ก่อนเหลือบมองค้อนมองกลุ่มคุณนายที่กำลังหาเรื่องซุบซิบเจ้าภาพกันอยู่
นันทรัตน์เห็นน้องชายกับคู่ลีลาศยังคงเต้นด้วยกันอีกสามสี่เพลงจนเวลาลีลาศเลิก เธอเตรียมว่าเมื่อน้องชายเลิกเต้นลีลาศจะจับมาซักฟอกเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมห้องเรียนเสียหน่อย แต่พอเลิกเวทีน้องชายเธอก็หายตัวออกไปจากงานแล้ว
ส่วนนันทรัตน์กับมารดาก็ต้องอยู่รอจนงานเลิกเพราะพ่อของเธอนั่งดื่มกับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัดอยู่นานกว่าจะเลิกพอเลิกงานแม่ของนันทรัตน์ก็ประคองสามีที่เมาเต็มที่เข้าไปนอนหลับในเบาะแค็ปด้านหลัง ส่วนนันทรัตน์ก็ประจำที่นั่งคนขับตามหน้าที่
พอขึ้นรถมาได้แม่ของนันทรัตน์ที่เห็นลูกชายเต้นลีลาศอยู่กับลูกสาวสส.คนใหม่ทั้งคืน ก็บ่นลูกชายคนโปรดออกมาอย่างที่นันทรัตน์ไม่ค่อยจะได้เห็น
นันทรัตน์ก็เออออเห็นด้วยไปกับมารดา เมื่อวันอาทิตย์ยังพาเด็กสาวคนหนึ่งไปซื้อของด้วยกันอยู่เลย ไม่กี่วันต่อมาก็มาเต้นลีลาศอย่างสนิทสนมอยู่กับเด็กสาวอีกคนหนึ่งแล้วไม่แปลกที่มารดาของเธอจะไม่ชอบใจ
แม่ของนันทรัตน์นั้นมักเล่าให้เธอฟังอย่างชื่นชมถึงตระกูลทางพ่อของเธอบ่อยๆว่าเป็นพวกรักเดียวใจเดียว แม่เธอเล่าว่าไม่เคยเห็นญาติพี่น้องตระกูลทางฝ่ายพ่อของเธอคนไหนเป็นพวกเจ้าชู้หรือมีปัญหาเรื่องผู้หญิงให้อื้อฉาวเลย พร้อมกับแนะนำเธอว่าถ้าจะดูผู้ชายให้ดูถึงเทือกเถอเหล่ากอด้วย
นันทรัตน์คร้านที่จะแย้งมารดา ไอ้นิสัยเจ้าชู้หรือรักเดียวใจเดียวมันไม่ใช่เบาหวานหรือธาลัสซีเมียที่จะส่งผ่านได้ทางกรรมพันธุ์สักหน่อย
“ไปเอานิสัยเจ้าชู้แบบนี้มาจากไหน” ยังคงบ่นที่ลูกชายคนโปรดดูจะกลายเป็นคนเจ้าชู้ในสายตา
“สงสัยอยู่กับพ่อภีมากติดเชื้อเจ้าชู้มาด้วย” สุดท้ายหวยไปตกที่เพื่อนสนิทของพ่อเธอในที่สุด
พ่อกับแม่ของนันทรัตน์มักพาเธอกับน้องชายเรียกเพื่อนสนิทของพ่อว่าพ่อภีมาตั้งแต่เด็ก แม่ของเธอเวลาพูดถึงเพื่อนสนิทของสามีจึงเรียกว่าพ่อภีไปด้วย
วันนี้ที่พ่อของเธอดื่มจนเมาหลับก็เพราะเพื่อนสนิทชวนดื่มไม่ขาดนี่ล่ะ จึงพลอยโดนหางเลขบ่นของมารดาเธอไปด้วยพอไม่คิดอะไรมากอย่างที่น้องชายเคยบอก เสียงบ่นของมารดาเธอก็ไม่มีอะไรให้ต้องรำคาญเท่าไหร่หรอก พอเข้าใจนิสัยบ่นไปเรื่อยของมารดาก็ทำให้นันทรัตน์ที่เคยหงุดหงิดรำคาญเสียงบ่นลดลงไปมากนันทรัตน์ขับรถพาผู้ปกครองกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
สุดสัปดาห์หลังวันงานเลี้ยงบ้าน สส.กำพล นันทรัตน์ที่เตรียมรอฟังน้องชายถูกมารดาอบรมก็ต้องผิดหวัง ดูเหมือนมารดาเธอจะลืมเรื่องนี้ไปทันทีที่ลูกชายมาถีงบ้านในตอนเย็นและกล่าวชมกับข้าวฝีมือมารดาที่ช่วงหลังนานๆ จะทำเองสักทีก็ยังลำเอียงกับลูกชายคนโปรดอยู่ดี
เช้าวันเสาร์หลังทำกับข้าวและของหวานอาหารไปช่วยงานบุญตามที่มารดาสั่งจนเสร็จนันทรัตน์ก็เดินออกจากครัว เตร่ไปหาลูกชายคนโปรดของมารดาอย่างหมั่นไส้เต็มแก่
“เอาน่าเจ๊อย่าไปคิด แม่เขาก็บ่นๆ ไปงั้นล่ะ แกไม่ได้คิดอะไรหรอก” น้องนายของนันทรัตน์เห็นหน้าบึ้งตึงของพี่สาวก็เข้าใจไปว่าอีกฝ่ายหงุดหงิดที่ถูกมารดาบ่นในครัว
นันทรัตน์หงุดหงิดลูกชายคนโปรดของมารดาต่างหากล่ะ
นันทรัตน์แย่งรีโมททีวีจากน้องชายมาเปิดดูช่องต่างๆ พร้อมกับพูดคุยขัดคอน้องชายไปเรื่อยเปื่อย สักพักคุณตำรวจแขกขาประจำของบ้านก็โผล่มานันทรัตน์จึงหันไปก่อกวนแขกผู้มาใหม่ที่ไม่เคยตอบโต้แทนน้องชายที่พักหลังคารมคมคาย
ได้ก่อกวนน้องชายกันคุณผู้หมวดจนสบายใจแล้วนันทรัตน์ก็เข้าครัวไปตักพักทองแกงบวดที่เพิ่งทำเมื่อเช้ามาให้แขกของบ้านทานเล่น
“ฟักทองแกงบวดค่ะพี่อาท ลองชิมดู”
“ของผมล่ะเจ๊”
“ในครัว ไปตักเอาเองสิ ขาก็มี”
คล้อยหลังน้องชายเดินเข้าครัวนันทรัตน์ก็นินทาเรื่องผู้หญิงมากมายของน้องชายให้คุณตำรวจฟังอย่างหาพวกมาร่วมกันร่วมกันประณามน้องชายจอมเจ้าชู้
“แต่น้องนะก็ยังไม่มีแฟนนะ จะว่าเจ้าชู้ได้หรือเปล่า”
“ผู้ชาย! ” นันทรัตน์เสียงสะบัด มองค้อนคนที่กินฟักทองแกงบวดของเธอไปถ้วยหนึ่งแล้วยังเข้าข้างผู้ชายด้วยกันอีกน้องชายเดินถือถ้วยของหวานกลับมานันทรัตน์จึงมองคาดโทษคุณตำรวจไว้ก่อน แต่ก็ยังชี้ชวนให้อีกฝ่ายกินฟักทองแกงบวดชามที่สองที่เธอตักมาให้หมด
“เจ๊คลุกข้าวให้มันยังเจ๊” เสียงน้องชายถามเรื่องการให้อาหารแมวที่เธอรับหน้าที่เป็นคนให้
“ให้แล้ว”
หลังจากของหวานจนหมดถ้วย น้องชายของนันทรัตน์ก็วิ่งตึงตังขึ้นชั้นบนของบ้านไปก่อนจะกลับลงมาพร้อมกับถุงสีหวานใบหนึ่ง
มองน้องชายกำลังง่วนอยู่กับการจับตัวแมวนันทรัตน์ก็สอบถามด้วยความสงสัย
“นั่นทำอะไรน่ะ”“ได้เสื้อแมวมา ลองใส่ให้มันดู”
เห็นน้องชายพยายามจับเจ้าแมวจอมดีดดิ้นประจำบ้านใส่เสื้ออยู่นานจนเสร็จ
“ไหน มานี่สิ” นันทรัตน์ดีดนิ้วเรียกแมวที่น้องชายใส่เสื้อให้เสร็จแล้วเข้ามาหา เจ้าแมวก็เดินเข้ามาหาอย่างว่าง่ายแน่ล่ะสิ ก็เธอเป็นคนให้ข้าวให้น้ำมาตั้งแต่เป็นแมวเด็กนี่นา ถ้าไม่เชื่อฟังก็ได้อดข้าวล่ะ
นันทรัตน์อุ้มแมวขึ้นมานั่งบนตักพลางสำรวจดูชุดแมวที่น้องชายใส่ให้อย่างยากลำบากไปด้วย
เห็นตัวอักษรปักอยู่มุมหนึ่งของชุดแมวจึงเอ่ยปากถาม
“อะไรน่ะ อักษร B_N ”ชื่อร้านขายชุดแมวหรือเปล่า เผื่อเธอจะได้ไปซื้อฝากเพื่อนในคณะที่เลี้ยงแมว
“บี-เอ็น ก็บีน่าไงเจ๊ น้องบีน่าเป็นคนถักมาให้"
“จำเป็นที่จะต้องปัก ตัว B กับ N พิมพ์ใหญ่สองตัวด้วย?”
ทำไมเจ้าน้องชายเธอมันทึ่มแบบนี้นะ ไม่สังเกตหรือไงว่าตัวบีกับเอ็นเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ นั่นก็อาจจะหมายถึงชื่อคนสองคนก็ได้ไม่ว่าจะชื่อเล่นอย่าง บีน่า กับ นะหรือจะชื่อจริงอย่าง เบญญาภา กับ ณรัชต์ ก็ยังคงเป็นอักษร บี เอ็น อยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ
รู้ตัวสักทีสิเจ้าน้องชายจอมบื้อ
“ว่าแต่ จะเอายังไง วันนึงก็เห็นออกไปเที่ยวกับคนนึงนานสองนาน อีกวันนึงก็เต้นรำกับอีกคนนึงตลอดงาน จะทำตัวเป็นอิเหนาที่มีทั้งนางบุษบาทั้งนางจินตะหราหรือไง เดี๋ยวก็โดนพ่อกับแม่เฉ่งหรอก แม่ยิ่งบ่นๆ อยู่ว่ากลัวจะเข้าหน้าบ้านน้องบีน่ากับบ้าน สส.กัมพลไม่ได้” นันทรัตน์เริ่มนำมารดามาเป็นเครื่องมือ
“อย่าซีเรียสจริงจังดิเจ๊ นี่แค่เด็ก ม.ปลายนะ”
“มีรักในวัยเรียน เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน…. มีน้อยคนเท่านั้นล่ะเจ๊ที่จะได้คู่กันจริงๆ ”
เห็นน้องชายตอบราวกับคนแก่ที่ปลงตกนันทรัตน์ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง ก้มจะมองตัวอักษรที่ปักบนเสื้อแมวอีกรอบด้วยเริ่มจะสงสารรุ่นน้องที่เธอพยายามจะเป็นแม่สื่อช่วยแล้วแต่ก็ยังไม่เกิดผลอะไรเลยนันทรัตน์มองค้อนน้องชายที่กำลังดูข่าวในโทรทัศน์อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ขัดใจเจ๊จริงๆ เฮ้อออ!!
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Name : นันทรัตน์:เงินค่าขนมจากทางบ้าน เดือนละ 10,000 บาท:ทุนการศึกษาส่วนค่าใช้จ่ายรายเดือน 6,000 บาท: เงินค่าเช่าตึกแถว 6 ห้องรวมเดือนละ 48,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 213,300 บาท: หุ้นบริษัทค้าส่ง 330,000 ราคาหุ้นละ 12 บาท มูลค่า 3,960,000 บาท
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------