โดยที่ภายในห้องนั้นเป็นห้องโล่งขนาดใหญ่ที่มีเก้าอี้ไม่เรียงรายโดยรอบห้องโดยที่เว้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้การตกแต่งของห้องนั้นเรียบง่าย ให้ความรู้สึกราวกับห้องหนังสือที่สงบเงียบแห่งหนึ่ง
ที่ด้านในสุดของห้องนั้นมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่นั่งหันหน้าออกไปทางประตูอย่างพอดิบพอดีโดยที่คนบนเก้าอี้ตัวนั้นก็คือเฉินหลินผู้เป็นเจ้าสำนัก โดยที่ข้างกายของเฉินหลินนั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนเยื้องไปทางด้านหลังหญิงสาวสวมเอาไว้ซึ่งชุดจอมยุทธ์หญิงสีม่วงที่ดูทะมัดทะแมง เป็นหนิงฟางหรูตัวแทนของสำนักเช่นเดียวกับพวกเขา
“พวกเจ้ามาแล้วดี! เช่นนั้นก็จงเข้ามาข้างในเสียเถอะ พวกเราจะได้พูดคุยถึงเรื่องแผนการณ์ในการประลองครั้งนี้”เฉินหลินลุกขึ้นกล่าวพร้อมกับผายมือให้พวกเขาทั้งสองที่เบื้องหน้าประตูให้เดินเข้ามาด้านในลู่หลินและถังเฟยหู่จึงได้เดินเข้าไปด้านในห้องโถงนั้นโดยที่ไม่ลืมที่จะปิดประตูลงเมื่อบานประตูปิดลงนั้นเฉินหลินก็ได้ส่งลมปราณของตนออกไปโดยรอบ ราวกับเกิดอาณาขึ้นปิดกั้นเสียงขึ้นทำให้เสียงภายในห้องแห่งนี้ไม่อาจเล็ดรอดออกไปภายนอกได้เนื่องจากการพูดคุยในครั้งนี้เกี่ยวพันธ์ถึงการแข่งขันอันสำคัญในงานชุมนุม ถังเฟยหู่และลู่หลินต่างไปยืนที่ด้านหลังของอาจารย์ตนในตอนนั้นเองที่เหล่าอาจารย์ได้พูดคุยปรึกษากันถึงวิธีการที่จะใช้ต่อสู้ รวมถึงเล่าประสบการณ์ที่พวกเขาเคยต่อสู้กับสำนักศาสตร์ดนตรีอื่นๆให้ฟังเพื่อนให้ศิษย์ทั้งสามคนได้เตรียมพร้อม
หลังจากการถ่ายทอดประสบการณ์นั้นก็เป็นการพูดถึงการทบทวนบทเพลงที่พวกเขาทั้งสามคนสามารถเล่นได้ โดยหนิงฟางหรูนั้นเป็นผู้ที่ครอบครองบทเพลงเยอะมากที่สุดและรอบด้านที่สุดนับว่าสามารถไม่เสียทีที่ถูกฟูมฟักโดยเจ้าสำนัก โดยรองลงมานั้นกลับเป็นถังเฟยหู่ที่อาจารย์ท่านอื่นในสำนักไม่ค่อยจะรู้จักเท่าไหรนักและสุดท้ายก็คือลู่หลินที่ครอบครองบทเพลงทำนองเร็วซะส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเนื่องจากตำหนักที่สี่นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการบรรเลงกลองศึกก็ได้จึงทำให้ลู่หลินเล่นเป็นแต่บทเพลงเช่นนั้น
พวกเขาทั้งสามต่างซ้อมเล่นบทเพลงตามที่พวกอาจารย์ทั้งหลายชี้แนะรวมถึงอาจารย์ทั้งหลายต่างถ่ายทอดเคล็ดลับการเล่นบทเพลงต่างๆให้แก่พวกเขาโดยไม่ปิดบังด้วยเนื่องจากพวกเขาทราบดีว่าการแข่งขันนี้มีความสำคัญต่อสำนักมากเช่นใด พวกเขาต่างก็คาดหวังให้ศิษย์ทั้งสามสามารถแย่งชิงตำแหน่งที่ดีในการแข่งขันมาให้ได้
หนิงฟางหรูและถังเฟยหู่นั้นเรียนรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็วจนอาจารย์หลายท่านเอ่ยกล่าวชมกันยกใหญ่ต่างจากลู่หลินที่ทำสีหน้าเจ็บปวดอย่างยิ่งกับการเคี่ยวกรำจากอาจารย์ทั้งหลายการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ทั้งหลายนั้นไม่ค่อยจะเข้าหัวเขาเสียเท่าไหรนัก แม้แต่ซ่างกวงเหวินผู้เป็นอาจารย์ของเขาก็ยังได้แต่ยินแห้งๆใส่เขาและส่งสายตามาว่าให้เขาอดกลั้นต่อไปอย่าได้ทำอะไรงามออกมา
พวกเขาทั้งสามต่างถูกฝึกอย่างหนักเป็นเวลากว่าหลายวัน พวกเขาต่างนั่งสมาธิโคจรลมปราณอยู่กลางห้องโดยการเฝ้ามองของเหล่าคณาจารย์ยุทธ์เหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างก็มีสีหน้าพอใจอยู่กว่าหลายส่วน
โดยเฉพาะเฉินหลินนั้นดูจะมีสีหน้าที่ตื่นเต้นยินดียิ่งกว่าใครเนื่องจากเขามีความมั่นใจในตัวหนิงฟางหรูเป็นอย่างมากอีกทั้งเมื่อเห็นพัฒนาการของศิษย์อีกสองคนแล้วก็ทำให้เขาบังเกิดความมั่นใจขึ้นกว่าหลายส่วนเขาคาดว่าการแข่งขันในปีนี้สำนักเสียงสวรรค์คงจะมิได้อันดับรั้งท้ายเหมือนดั่งที่เคยอีกต่อไปแววตาของเขาสาดประกายเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
และในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงระฆังใบหนึ่งก้องกังวานขึ้นเสียงนั้นสะท้อนไปทั่วทั้งเมืองเสียงนั้นคล้ายกับแฝงเอาไว้ด้วยพลังอันแปลกประหลาดของศาสตร์แห่งดนตรีอันลึกล้ำเกินหยั่งถึงสีหน้าของเหล่าคณาจารย์ต่างก็เปลี่ยนเป็นจริงจังกันมากขึ้นเนื่องจากพวกเขาทราบดีว่าเสียงนี้หมายถึงสิ่งใด
นี่คือสัญญาณสัญญาณที่บ่งบอกว่างานชุมนุมเทพดนตรีที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว! เหล่าอาจารย์ต่างเรียกตัวแทนทั้งสามให้ตื่นจากภวังค์และบอกให้พวกเขาไปเตรียมตัวไว้ให้พร้อมทั้งสามคนลืมตาขึ้นและตอบรับคำบอกกล่าวของเหล่าอาจารย์อย่างพร้อมเพรียงพวกเขาต่างแยกย้ายกันกลับไปยังห้องของตนเองเพื่อเตรียมตัว อาบน้ำและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่หลังจากที่เฝ้าฝึกซ้อมมาหลายวัน
ไม่นานนักทั้งสามคนก็ได้เดิมมารวมตัวกับเหล่าอาจารย์เฉินหลินได้เดินนำคนของสำนักเสียงสวรรค์เดินไปตามทางด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นพวกเขาทั้งหลายต่างเดินไปตามทางเดินที่ทอดยาวภายในตำหนักจนพวกเขาได้ออกไปมายังโถงทางเดินขนาดใหญ่ที่แห่งนั้นพวกเขาเห็นคนจำนวนมากที่กำลังเดินไปยังทิศทางเดียวกัน
เมื่อสังเกตให้ดีก็พบว่าคนเหล่านั้นก็คือผู้คนจากสำนักศาสตร์ดนตรีทั้งหลายที่ได้เดินทางมาร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้นั่นเองถังเฟยหู่ได้มองตรงไปทางข้างหน้าก็เห็นว่าปลายทางของโถงทางเดินขนาดใหญ่ที่ผู้คนกำลังสัญจรนั้นได้มีประตูบานใหญ่ยักษ์ถูกเปิดเอาไว้พร้อมกับแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามา
พวกเขาได้เดินไปตามทางเดินจนข้ามผ่านประตูบานนั้นไปเบื้องหลังของแสงที่สาดส่องมาเมื่อมองไปแล้วก็พบว่ามันเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ที่พื้นถูกปูเอาไว้ด้วยแผ่นหินโบราณชนิดหนึ่งที่ดูแข็งแกร่งโดยรอบนั้นเป็นอาคารเจ็ดชั้นที่ถูกสร้างล้อมพื้นที่แห่งนี้เอาไว้เป็นวงกลมโดยที่อาคารนั้นมองไปแล้วก็พบว่ามันเป็นระเบียงไม้ที่ใช้สำหรับเฝ้ามองลานกว้างตรงกลางแห่งนี้อาคารโดยรอบถูกก่อสร้างขึ้นจากไม้ชนิดเดียวกับตำหนักเสียงวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างมาแต่โบราณและเมื่อมองขึ้นไปด้านบนก็พบกับช่องว่างที่ถูกเว้นเอาไว้ทำให้แสงธรรมชาติสามารถสาดส่องลงมายังตรงกลางของลานหินนี้ได้อย่างเต็มที่สถานที่แห่งนี้ก็คือลานประลองที่ใช้สำหรับจัดงามชุมนุมเทพดนตรีนั่นเอง
สำนักทั้งหลายต่างก็กระจายตัวกันไปตามแต่ละพื้นที่ของระเบียงไม้เพื่อประจำที่ของสำนักตนที่บริเวณระเบียงไม้นั้นมีขนาดนับว่ากว้างขวาง มีเก้าอี้ไม้จำนวนมากให้แก่สำนักทั้งหลายสำนักเสียงสวรรค์ได้นั่งอยู่เพียงระเบียงชั้นล่างสุดติดพื้นดินลำดับที่นั่งของตำหนักต่างๆนั้นถูกจัดโดยอันดับของสำนักถูกจัดในงานชุมนุมครั้งก่อน
ผู้คนจากสำนักทั้งหลายต่างเข้าประจำที่ของตนเองรวมถึงสำนักเสียงสวรรค์ด้วยเช่นกัน ถังเฟยหู่นั้นนั่งอยู่ด้านข้างหยางถิงและหยางเฟยเทียนโดยพวกเขานั้นนั่งอยู่แถวที่สองจากด้านหน้าหยางถิงได้หันไปพูดคุยกับศิษย์น้องที่ด้านข้าง “ศิษย์น้องถังเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ เจ้ากำลังจะได้ลงไปยังสนามประลองแล้วนะ?” น้ำเสียงของหยางถิงนั้นเจือปนไปด้วยความกังวล คิ้วของนางขมวดแทบจะเป็นปม
ถังเฟยหู่ที่เห็นเช่นนั้นจึงได้แต่ส่งยิ้มกลับไปพร้อมกล่าว“แน่นอนว่าต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอยู่แล้วศิษย์พี่ท่านจงอย่ากังวลไปก่อนเลย พวกท่านอาจารย์ได้ฝึกฝนพวกเรามาอย่างหนักข้าคิดว่าพวกเราต้องทำได้ดีในการประลองครั้งนี้เป็นแน่” การที่เขาตอบกลับไปเช่นนั้นย่อมต้องเพื่อทำให้ศิษย์พี่คลายกังวลแต่เหตุผลอีกข้อนั้นก็คือความภาคภูมิใจของผู้ฝึกยุทธ์ผู้หนึ่งเช่นกัน
ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนย่อมต้องแสวงหาความแข็งแกร่งเป็นพื้นฐานอีกทั้งแต่ละคนย่อมต้องมีความภาคภูมิใจในวิถีทางของตนอยู่แล้ว อีกทั้งตัวเขาเองก็มีความมั่นใจกว่าหลายส่วนว่าหากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตเดียวกันเขาก็ย่อมไม่อาจพ่ายแพ้ได้โดยง่าย
หลังจากที่ทุกสำนักได้เดินทางมาถึงยังสนามประลองแล้วผ่านไปไม่นานนักก็ได้มีสายลมหอบหนึ่งพัดผ่านที่กลางลานกว้างตรงหน้าในสายลมหอบนั้นประกอบไปด้วยท่วงทำนองอันไพเราะแฝงอยู่กับสายลมนั้นเมื่อสายลมได้กระจายตัวออกก็ได้พบเข้ากับร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดบัณฑิตแสนสุภาพคนผู้นี้ย่อมต้องเป็นผู้อาวุโสของตำหนักเสียงวิญญาณเป็นแน่เขาได้สะบัดมือหนึ่งครั้งจนชายเสื้อวาดผ่านลมจนบังเกิดเป็นเสียงอันดังขึ้น ในชั่วลมหายใจนั้นเองที่ทุกคนได้หยุดการพูดคุยและให้ความสนใจชายชรา
“ยินดีต้อนรับสำนักทั้งหลายสู่งานชุมนุมเทพดนตรี”เสียงของชายชราแม้เปล่งออกมาเพียงเบาๆแต่กลับก้องกังวาลไปโดยรอบสะท้อนเข้าใส่โสตประสาทของทุกคนได้อย่างน่าแปลกประหลาดนัก แม้แต่การพูดอย่างปกติของชายชรายังราวกับแฝงเอาไว้ด้วยศาสตร์อันลึกซึ้งของศาสตร์ดนตรี
ชายชราได้กล่าวต่อไป“ตามที่ท่านได้รับรู้กัน การแข่งขันของงานชุมนุมนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสี่สายตามเทียบเชิญที่พวกท่านได้รับโดยจะตัดสินผลแพ้ชนะจากการที่สำนักใดก็ตามที่ลงแข่งหากหยุดการบรรเลงเพลงก็ถือว่าพ่ายแพ้ไปเมื่อสำนักใดพ่ายแพ้แล้วก็จะโดนคัดออกจากงานชุมนุม และถูกนำไปจัดอันดับสำนักศาสตร์ดนตรีในใต้หล้าโดยที่สำนักที่พ่ายแพ้จะต้องมาแข่งขันเพื่อคัดเลือกอันดับกันต่อไป”
ผู้อาวุโสท่านนั้นได้กล่าวต่อไปไม่นานนักเขาก็ได้กระโดดขึ้นกลางอากาศจากนั้นก็ได้วาดฝ่ามือออกไปราวกับเป็นการฟันดาบกลางอากาศในตอนนั้นเองที่ได้บังเกิดปราณดาบวายุออกไปจากการวาดมือของเขา ปราณดาบได้ฟันใส่พื้นดินของลานกว้างจนแบ่งพื้นที่ออกเป็นสี่ส่วนชายชราได้ใช้ปราณดาบของเขาในการแบ่งพื้นที่เขตการประลอง
ชายชราได้ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตนจากนั้นก็ได้นำยันต์สี่เหลืองผืนหนึ่งออกมาจากนั้นเขาก็ได้โคจรลมปราณใส่ยันต์นั้นก่อนที่จะสะบัดมือออกไป ยันต์ผืนนั้นได้สลายไปกลางอากาศและกลายเป็นอักขระสีเขียวมรกตกลางอากาศลวดลายอักขระนั้นวิ่งไปมาราวกับเป็นงูก็ไม่ปาน
อักขระสีเขียวได้พุ่งลงสู่พื้นเบื้องล่างและแทรกซึมไปตามรอยปราณดาบบนพื้นทันใดนั้นเองที่ได้มีแสงพวยพุ่งขึ้นมาจากร่องดาบเหล่านั้น ในตอนนั้นเองที่ได้มีสายลมพุ่งขึ้นตามแสงสว่างที่บังเกิดในรอบแรกจนกลายเป็นกำแพงลมสีเขียวขึ้นกำแพงลมได้ขยายออกไปและกั้นรอบบริเวณของลานกว้างตรงกลางเอาไว้อีกทั้งยังมีกำแพงลมที่แบ่งภายในลานกว้างให้ออกเป็นสี่ส่วนอย่างเท่ากัน ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ก็คือสนามประลองทั้งสี่ของสี่สายการประลองของงานชุมนุมเทพดนตรีนั่นเองจากนั้นชายชราก็ได้เรียกชื่อสำนักศาสตร์ดนตรีออกมาแปดรายชื่อโดยที่สำนักทั้งแปดต่างเร่งรีบเตรียมตัวและส่งตัวแทนเข้าสู่ลานกว้างตรงหน้าของพวกเขาในทันที
ทั้งยี่สิบสี่คนแปดสำนักต่างทยอยเข้าสู่สนามประลองอย่างพร้อมเพรียงกันในตอนนั้นเองที่ตรงสำนักเสียงสวรรค์เจ้าสำนักได้หันกลับไปมองยังเหล่าศิษย์ที่ได้นำพามาพวกเขาเหล่านั้นต่างพูดคุยกันด้วยเสียงเจื้อยแจ้วอย่างสนุกสนานราวกับมาเที่ยวเล่นเทศกาลก็ไม่ปานเขาถอนหายใจออกมาพร้อมกับกล่าวไป “เงียบๆหน่อย หัดสำรวมเสียบ้างเอาละ ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะต้องตั้งใจศึกษาให้ดี จงดูการประลองตรงหน้าศึกษาเคล็ดลับต่างๆ เปรียบเทียบกับตนเอง และจงเติบโตขึ้นจากการเรียนรู้ เข้าใจไหม”
ศิษย์ทั้งหลายต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียงโดยเฉพาะถังเฟยหู่ เขานั้นมีวิชาดวงตาที่กำลังศึกษาอยู่แน่นอนว่าเขาใช้โอกาสนี้ทั้งในการเรียนและเป็นการฝึกฝนวิชาดวงตาของตนเองไปด้วยในตัว
ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนจากสี่ม่วงกลับเป็นสีเขียวมรกตของสกุลถังอีกครั้งการมองเห็นของเขาพลันดีขึ้นกว่าเดิมในพริบตาเขานั้นกำลังสนใจสนามประลองทางด้านหน้าที่ใกล้ที่สุดกับมุมที่สำนักของเขานั่งอยู่สนามประลองนั้นคือการต่อสู้ระหว่างสำนักวายุทมิฬและสำนักขลุ่ยเหล็ก
สำนักวายุทมิฬได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประลองเป็นชายหนุ่มสามคนสองคนในนั้นแต่งกายแปลกประหลาด ใช้ผ้าพันแผลห่อตัวเสียจนมิดราวกับปกป้องไม่ให้ใครมองเห็นกายของพวกเขา แม้แต่ใบหน้าก็ยังถูกผ้าห่อพันเอาไว้ส่วนภายนอกแต่งกายด้วยชุดจอมยุทธ์สีดำที่คาดว่าน่าจะเป็นชุดประจำสำนักของพวกเขา
ส่วนอีกหนึ่งคนที่เหลือเป็นชายหนุ่มรูปแบบผมสีดำยาวผูกหางม้าเอาไว้เบื้องหลัง แต่งกายด้วยชุดสีดำเหมือนอีกสองคนผิวของเขาขาวซีดราวกับคนป่วยก็ไม่ปาน สีหน้าของเขาดูไปไร้ชีวิตชีวายิ่งนักดวงตาของเขาเป็นสีดำสนิท มองไปแล้วราวกับบัณฑิตป่วยโรคผู้หนึ่งเสียมากกว่าที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์อีกด้านหนึ่งทางฝั่งสำนักขลุ่ยเหล็กได้มีจอมยุทธ์วัยหนุ่มสามคนเดินออกมาพวกเขาทั้งสามต่างประสานมือคาราวะอีกฝ่ายและแนะนำตัว แต่ทางด้านสำนักวายุทมิฬกลับไร้ซึ่งการตอบรับใดๆกลับมา
นั่นยิ่งทำให้ทางด้านสำนักขลุ่ยเหล็กรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากพวกเขาต่างรู้สึกโกรธเกรี้ยวกับการกระทำของอีกฝ่ายในตอนนั้นเองที่พวกเขาได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของตนออกมา และแปลงพวกมันให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณขลุ่ยเหล็กในมือทันทีพวกเขาต่างประทับปากลงบนขลุ่ยเหล็กและเริ่มบรรเลงเพลงในทันที
เมื่อเห็นดังนั้นแล้วชายผู้มีสีหน้าซีดเซียวได้นำขลุ่ยสีดำของตนออกมาเช่นกันเขาได้เริ่มบรรเลงบทเพลงที่เต็มไปด้วยเสียงสูงและท่วงทำนองอันน่าหวาดกลัวเพลงของเขาราวกับเสียงที่กรีดแทงเข้าไปในส่วนลึกของโสตประสาทแต่ภายนอกสนามประลองกลับไม่ได้ยินเสียงที่ภายในได้บรรเลงกัน
เหตุเนื่องมาจากกำแพงวายุที่ตำหนักเสียงวิญญาณได้กางเอาไว้เป็นอาคมประเภทหนึ่งที่ใช้เพื่อปิดกั้นเสียงจากภายในไม่ให้สามารถเล็ดรอดออกมาสู่ภายนอกได้เนื่องจากการประลองของสำนักดนตรีเป็นการประชันบทเพลงระหว่างสองสำนักหากไม่ทำเช่นนี้ก็จะทำให้เสียงของสนามประลองต่างๆเข้าปะทะกันเองจนไม่อาจแข่งขันกันได้
ภายในเขตอาคมนั้นได้บังเกิดเสียงสองเสียงเข้าปะทะกันกลางอากาศจนเกิดระเบิดขึ้นกลางอากาศแรงลมได้สะท้อนไปโดยรอบ สีหน้าของทางด้านสำนักขลุ่ยเหล็กนับว่าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหรนัก
หนึ่งในตัวแทนสำนักขลุ่ยเหล็กได้กล่าวขึ้น“แย่แล้วศิษย์พี่! พลังของอีกฝ่ายนับว่าแข็งแกร่งยิ่งนักแค่เขาคนเดียวก็สามารถต้านทานพวกเราสามคนได้”ทางด้านผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่เองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดมากยิ่งขึ้นเขาได้กล่าวออกไปเพื่อปลอบขวัญศิษย์น้องของตนเอง “อย่าได้แสดงความอ่อนแอออกมา!การต่อสู้แห่งดนตรีคือการต่อสู้ของจิตใจ ถ้าพวกเจ้าถอดใจตอนนี้ก็เท่ากับแพ้ไปแล้ว!!หุบปากแล้วจงสู้! สู้เพื่อท่านอาจารย์และสู้เพื่อสำนักของพวกเรา!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นศิษย์น้องที่ได้ถามเขาและศิษย์น้องอีกคนที่ยังบรรเลงบทเพลงต่อไปตามเงื่อนไขการประลองต่างก็พยักหน้ากันอย่างพร้อมใจบทเพลงของสำนักขลุ่ยเหล็กได้เปลี่ยนกลายเป็นบทเพลงที่แฝงเอาไว้ด้วยพลังในการเสริมความเร็วให้แก่พันธมิตรศิษย์พี่ของสำนักขลุ่ยเหล็กได้พุ่งออกไปด้วยความรวดเร็วพร้อมกับกระโดดขึ้นกลางอากาศ
ศิษย์พี่ได้จับขลุ่ยเหล็กด้วยสองมือและโคจรลมปราณรวบรวมเอาไว้ภายในอาวุธของตนจากนั้นเขาก็ได้วาดขลุ่ยเหล็กลงมาด้วยความเร็วคลื่นปราณที่วาดออกมาได้กลายเป็นปราณดาบวายุขนาดใหญ่ที่แฝงเอาไว้ด้วยเสียงแหลมเล็กในตอนนั้นเองที่ศิษย์น้องอีกคนได้พุ่งตัวตามมา เขาได้เปลี่ยนขลุ่ยเหล็กในมือกลับเป็นจิตวิญญาณอินทรีตัวใหญ่มันได้กระพือปีกทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วกลายเป็นพายุสองลูกที่พุ่งตัวตามปราณดาบแรกของศิษย์พี่ไปไม่ห่างพวกเขาทั้งสองตะโกนกู่ก้องด้วยความห้าวหาญ
แต่ในตอนนั้นเองที่บทเพลงของศิษย์สำนักวายุทมิฬได้เปลี่ยนไปปราณสีดำได้พวยพุ่งออกจากร่างกายของชายผิวซีดเบื้องหลังของเขาได้บังเกิดมายาปราณรูปหัวกะโหลกขึ้นในพริบตานั้นเองที่หัวกะโหลกอ้าปากพร้อมกับกรีดร้องเสียงเล็กแหลมสะท้อนไปรอบด้าน นี่คือการโจมตีด้วยคลื่นเสียงคล้ายกับวิชาเสียงกระแทกแต่แฝงเอาไว้ด้วยอานุภาพอันมหาศาลที่โจมตีออกไปโดยรอบ
เจ็ดทำนองสุสานมืดวิญญาณคร่ำครวญ!
ราวกับเกิดของระเบิดของห้วงอากาศขึ้น! ลมที่แฝงเอาไว้ด้วยเสียงวิญญาณคร่ำครวญกระแทกออกไปโดยรอบราวกับเกิดคลื่นอากาศกระแทกเข้าใส่ปราณดาบและลมพายุของจิตวิญญาณอินทรีจนถูกตีกลับและถูกคลื่นลมนั้นทำลายจนสิ้น!
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้นแต่คลื่นลมสีดำยังพุ่งกระแทกร่างกายของศิษย์พี่น้องทั้งสองจนลอยไปกระแทกเข้ากับกำแพงวายุของสนามประลองในตอนนั้นเองที่ศิษย์น้องคนสุดท้ายที่บรรเลงเพลงอยู่มีทีท่าว่าจะเข้าไปช่วย
“ห้ามเจ้าเข้ามา! บรรเลงต่อไป!” เสียงของศิษย์พี่ได้ตะโกนห้ามเอาไว้ แต่เมื่อพูดเสร็จเขาถึงกับกระอักเลือดออกมาหนึ่งคำก่อนมองไปที่คู่ต่อสู้ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอันหลากหลายก่อนที่เขาจะได้โคจรลมปราณเพื่อระงับเลือดลมที่ตีกลับเพราะการโจมตีก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายเขาได้ปักขลุ่ยเหล็กลงบนพื้นต่างไม้ค้ำยันเพื่อช่วยพยุงร่างกายของตนเองขึ้นมาจากนั้นเขาก็ได้เร่งเร้าโคจรลมปราณอีกครั้งเพื่อเข้าต่อสู้
ศิษย์น้องที่ด้านข้างของเขาเองก็ได้พยุงร่างกายลุกขึ้นมาแล้วเช่นกันเขาได้หันกลับไปถามยังศิษย์พี่ด้านข้าง “เอาเช่นไรต่อกันดีศิษย์พี่อีกฝ่ายดูท่าทางจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก การโจมตีเมื่อครู่เล่นเอาเลือดลมข้าปั่นป่วนเป็นอย่างมาก”
ศิษย์พี่คิดเล็กน้อยก่อนตอบออกมา“เช่นนั้นพวกเราควรถอยห่างจากอีกฝ่ายให้มากที่สุดการโจมตีของอีกฝ่ายคิดว่าคงเน้นการจู่โจมเป็นวงกว้างการโจมตีเช่นนั้นยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรุนแรง ยิ่งห่างไกลพลังยิ่งอ่อนลงเช่นนั้นพวกเราถอยห่างจากชายคนนั้นให้มากที่สุดและใช้พลังโจมตีที่มุ่งเน้นจุดเดียวจากระยะไกลการโจมตีวงกว้างเช่นนั้นอ่อนต่อการโจมตีหวังผลจุดเดียวเป็นแน่!”
สำนักขลุ่ยเหล็กทั้งสามต่างพูดคุยวางแผนกันอย่างรวดเร็วก่อนที่ศิษย์พี่จะพุ่งตัวออกไปอีกครั้งเพื่อทำการจู่โจมอีกคราในครั้งนี้ทางฝ่ายสำนักวายุทใฬก็จู่โจมออกมาด้วยกระบวนท่าเดิมอีกครั้ง แต่ในพริบตานั้นเองที่ศิษย์พี่ได้วาดขลุ่ยเหล็กลงกระแทกพื้นต่างไม้ค้ำยันและดีดร่างของตนถอยหลังกลับไป!
ที่ด้านหลังศิษย์น้องทั้งสองต่างประทับขลุ่ยช่วยกันบรรเลงบทเพลงอยู่นั้นพลันเปลี่ยนบทเพลงขึ้นพร้อมกันท่วงทำนองกลายเป็นหนักแน่นและทรงพลังศิษย์พี่ได้พุ่งร่างมาถึงและเตะเข้าที่กำแพงวายุของสนามเพื่อส่งร่างของตนลงมาเบื้องล่างเพื่อตามมาสมทบศิษย์น้องทั้งสอง
ในตอนนั้นเองที่พวกเขาทั้งสามร่วมบรรเลงสอดประสาทกันก่อนที่จะออกแรงเป่าเสียงแหลมเสียดแก้วหูออกมาพริบตานั้นเองที่ได้บังเกิดมายาปราณรูปขลุ่ยเหล็กพุ่งตรงไปทางด้านหน้าของพวกเขาอย่างรวดเร็วเสียงดนตรีผสานปราณก่อนกำเนิดปราณวายุม้วนทำลายเป็นเส้นตรงไปทางเบื้องหน้า!
นี่คือกระบวนท่าขลุ่ยเหล็กทะลวงฟ้าอันเลื่องชื่อของสำนักพวกเขา! การโจมตีสอดประสานราวกับหอกของขุนพลที่พุ่งแทงไปด้านหน้า! มายาปราณขลุ่ยเหล็กราวกับเป็นหอกเล่มหนึ่งที่พุ่งไปอย่างรวดเร็วเข้าปะทะกับคลื่นลมวายุทมิฬที่ม้วนเข้าทำลายรอบด้านโดยมีชายใบหน้าซีดเป็นศูนย์กลางพริบตานั้นเองที่กำแพงลมราวกับถูกดันจนโป่งพองเพราะขลุ่ยเหล็กและในที่สุดกำแพงวายุสีดำก็ถูกทลายแล้ว! ขลุ่ยเหล็กยังคงพุ่งต่อไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดเพื่อมุ่งทำลายศัตรู!
เสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นของรอบด้านดังขึ้นเมื่อเห็นสถานการณ์เปลี่ยนไปแต่ก่อนที่ขลุ่ยเหล็กจะปะทะเข้ากับร่างกายของชายใบหน้าซีดชายผ้าพันแผลทั้งสองที่นิ่งสงบมาโดยตลอดก็ได้ขยับเคลื่อนไหวแล้ว!
พวกเขาทั้งสองต่างเคลื่อนไหวสอดประสานเข้ากับท่วงทำนองที่บรรเลงโดยชายหน้าซีดปราณวายุสีดำปกคลุมร่างของพวกเขาเอาไว้ พวกเขากระทืบใส่พื้นอย่างแรงจนจมลงไปเล็กน้อยก่อนที่จะวาดฝ่ามือทั้งสองเข้าปะทะกับมายาปราณขลุ่ยเหล็ก!
ตู้มมม!!
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรง ฝ่ามือทั้งสองข้างของชายผ้าพันแผลได้ทำลายกระบวนท่าของสำนักขลุ่ยย่อยยับเสียแล้ว!ทางด้านตัวแทนสำนักขลุ่ยเหล็กแสดงสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดิมทีพวกเขาคิดจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้อีกฝ่ายจู่โจมเข้ามาก่อนที่จะใช้กระบวนท่าสวนกลับเพื่อทำลายอีกฝ่ายโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวโดยใช้จุดอ่อนของทักษะให้เป็นประโยชน์…แต่ทั้งหมดกลับถูกทำลายลงแล้ว!
ชายใบหน้าซีดมองสำนักขลุ่ยด้วยสายตาดูถูกในขณะที่กำลังบรรเลงบทเพลงในตอนนั้นเองที่บทเพลงของเขาเปลี่ยนไป ท่วงทำนองกลายเป็นเสียงกลางที่ไม่ขึ้นเสียงสูงไปจนสุดแต่กลับถูกกระชากลงเสียงต่ำเมื่อลงไปเสียงต่ำไปแล้วแต่กลับไม่ปล่อยให้เสียงนั้นบรรเลงต่อไปกลับเปลี่ยนเป็นขึ้นสูงเสียงอีกครั้งท่วงทำนองอันชวนอึดอัดของชายใบหน้าซีดเซียวได้บรรเลงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำนักขลุ่ยเหล็กทั้งสามที่ได้ฟังราวกับเกิดความอึดอัดขึ้นในใจเช่นกันเมื่อฟังเพลงนี้แล้วกับพวกเขาบังเกิดภาพในหัวคล้ายกับถูกพันธนาการถูกกักขังไม่ให้พบทางสว่าง ไม่ให้พวกเขาได้ไปไหนท่วงทำนองที่เปลี่ยนเสียงขึ้นลงอย่างผิดธรรมชาตินี้ได้แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของพวกเขาอย่างถนัดถนี่พวกเขาเร่งใช้เคล็ดสำรวมจิตของสำนักพยายามข่มสติที่ฟุ้งซ่านให้กลับมาและบรรเลงบทเพลงขึ้นสู้
แต่เมื่อเขามองไปทางชายใบหน้าซีดราวกับเห็นมายาปราณของหัวกะโหลกที่เบื้องหลังพริบตานั้นเองที่ได้บังเกิดภาพของแขนกระดูกจำนวนมากผุดขึ้นจากพื้นและเกาะเข้ากับร่างกายพวกเขาดึงพวกเขาให้จมลงสู่ห้วงทุกขเวทนาอันเจ็บปวดทรมาน
เจ็ดทำนองสุสานมืดวิญญาณทุกข์ชั่วกัลป์
ในพริบตานั้นเองที่ความเจ็บปวดทรมานของสำนักขลุ่ยเหล็กทั้งสามได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทั้งจิตใจและสติของพวกเขาถูกจู่โจมอย่างต่อเนื่องการแข่งขันในศาสตร์ดนตรีนั้นสำคัญที่จิตใจ ชายใบหน้าซีดนั้นได้เลือกโจมตีทั้งสามด้วยวิชานี้ในตอนที่ความมั่นใจของพวกเขาถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยน้ำมือของตัวแทนสำนักเขาและในตอนนั้นเองที่เขาได้ช่วงชิงจังหวะนั้นในการบรรเลงวิชานี้ออกมา!
ไม่นานนักสำนักขลุ่ยเหล็กทั้งสามต่างก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดดวงตาและหูของพวกเขาต่างมีเลือดไหลทะลักออกมา ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจนถึงขีดสุดก่อนที่จะสลบไป…
…การแข่งขันได้จบลงแล้วผู้ชนะคือสำนักวายุทมิฬ!