ขุนพลธรณินได้ยินรับสั่งยืนยันได้แต่จนใจ ปรายตาหันไปทางเ้าทิพ
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ยกมือชี้ไปที่ธนูคันแรกในหัตถ์ขวาของเ้าอัศวเมฆ กล่าวว่า
“ธนูคันนี้แม้เบาเหมาะมือ แต่ตอนที่ท่านพายันหัวหน้ากองม้าและท่านสะเทิงรองหัวหน้าด่านไทรได้น้าวทดสอบข้าพเ้าสังเกตเห็นว่าขณะปล่อยสายธนูไปแล้วปลายคันธนูทั้งสองด้านสะบัดแกว่งวนเล็กน้อย..น้อยมากจนยากจะสังเกต.. แต่มีผลให้ลูกธนูกวัดแกว่งออกจากเป้าหมายได้สักสามนิ้ว”
ทุกคนพากันอึ้ง ทั้งตะลึงและสงสัยในคำกล่าวของเ้าทิพ
“ข้าก็ได้ทดสอบคันธนูนี้เหมือนกันไม่เห็นจะเป็ดั่งที่เ้ากล่าวมาเลย” อาโป ผู้ช่วยนายกองเรือกล่าวแย้ง
“ตอนที่ทุกคนทดสอบเพียงใช้ััของมือเพื่อหยั่งพลังดีดสะท้อน ใช้หูฟังเสียงเส้นเอ็นหนังที่ดีดรัวแต่ไม่สามารถใช้ตาดูส่วนปลายคันธนูทั้งสองด้านที่สั่นแกว่งวนอยู่.. พอดีจังหวะนั้นข้าพเ้าเป็ผู้ยืนดูอยู่จึงเห็นข้อตำหนินี้ต่อมาได้ทดลองใช้นิ้วสอดเกี่ยวปลายแล้วจับหมุนกวัดแกว่งทั้งสองด้าน พบว่าไม่สมดุลกัน..
อันที่จริงธนูคันนี้ก็มิใช่จะเลวร้ายมากหากน้าวคันขึ้นในตำแหน่งที่เหมาะสม..ข้าพเ้าต้องขออภัยด้วยที่บังอาจกล่าว ท่านพายันเป็คนร่างเล็ก น้ำหนักน้อยตอนที่ท่านน้าวคันธนู มีอยู่จังหวะหนึ่งท่านไม่ได้โก่งคันจนถึงที่สุด ขาดน้ำหนักไปเพียงเล็กน้อยเมื่อปล่อยสายหนังให้ดีดไป ปลายคันธนูจึงแกว่งวน”
“เราก็น้าวธนูไม่สุดแรงด้วยหรือ”สะเทิง รองหัวหน้าด่านไทรกล่าวซักค้าน
“สำหรับท่านที่เป็คนร่างใหญ่ธนูคันนี้เบาจึงง่ายต่อการโก่งน้าว แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านใช้แรงน้าวเกินจุดพอดีเมื่อปล่อยสายหนัง ปลายคันธนูทั้งสองข้างจึงแกว่งวนเช่นกัน”
เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเงียบสักครู่จึงอธิบายเพิ่ม
“คันธนูที่ปลายกวัดแกว่งขณะยิงออกไปเป็เพราะปลายคันสองด้านไม่สมมาตรกันซึ่งอาจเกิดจากแนวปลายทั้งสองด้านไม่อยู่ในระนาบเดียวกัน หรือขนาดไม่เท่ากัน แต่หากไม่มีประเด็นเื่ระนาบหรือขนาด..ก็มักเกิดจากน้ำหนักมวลของสองปลายไม่เท่ากัน.. เราคะเนว่านายช่างอาวุธผู้คัดสรร ๒๐คันธนู คงตรวจสอบขนาดและระนาบตอนปลายมาอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงเหลือเพียงสาเหตุประการเดียวคือมวลเนื้อไม้ของปลายคันธนูทั้งสองข้างต้องไม่เท่ากันและเป็สาเหตุให้ปลายแกว่งวนเมื่อยิงธนูออกไป”
องค์ชายอัศวเมฆรับสั่งขึ้น ด้วยพักตร์บึ้งเครียด
“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าที่เ้ากล่าวเป็ความจริง”
“ทรงทดลองดูก็ได้พระเ้าค่ะ.. เพียงนำบริเวณตรงกลางซึ่งปกติเรายึดจับเพื่อน้าวคันธนูวางลงบนนิ้วจนได้สมดุลกันทั้งสองด้าน ทั้งซ้ายและขวา แล้วดูแนวของเส้นเอ็นหนังว่าขนานกับพื้นหรือไม่”
“เ้ารับไปทำเถอะ” รับสั่งพลางยื่นคันธนูในหัตถ์ขวาให้เ้าทิพด้วยทรงรังเกียจที่จะปฏิบัติตามคำบอก
ชายหนุ่มรับคันธนูมาแล้วจึงนำส่วนโค้งตรงกลางของคันธนูมาวางบนนิ้วชี้ที่สอดรับ ค่อยๆขยับปรับจนคันธนูวางนิ่งบนนี้วได้ผู้เข้าประลองที่อยู่ใกล้เท่านั้นจึงจะสังเกตการเอียงของเส้นเอ็นหนังได้ดี
“ข้าพเ้าขอเชิญท่านขุนพลธรณินในฐานะที่ท่านเป็กรรมการช่วยประกาศยืนยันด้วย”
ท่านขุนพลเดินย่างเข้ามาตรวจดูในขณะที่ผู้ชมทั้งสนามต่างเงียบกริบด้วยใจกระหายใคร่รู้ความจริง
“สายเอ็นหนังเอียง”
สิ้นสุดการประกาศของท่านขุนพลเสียงพึมพำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เข้าชมทั้งสนามดังขึ้นมาไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเ้าทิพจะมีวิชาหยั่งรู้ประสิทธิภาพของธนูได้ดีกว่าทุกคน..
องค์กษัตริย์ทั้งสองและเหล่าขุนนางต่างฉงนดุจเดียวกัน
ผู้ที่ทรงดีพระทัยที่สุดคือพระราชธิดาวิสาณีอย่างน้อยชายคนรักของพระนางก็ไม่ต้องถูกปรักปรำว่าเป็ตัวโง่งมกลางฝูงชนแล้ว..
ส่วนเซียงจือกงที่นั่งในลำดับถัดจากพระราชธิดาแม้ไม่เข้าใจถึงสิ่งที่กล่าวกันบนลานประลองในเบื้องต้นแต่มีล่ามที่นั่งอยู่ด้านหลังคอยกระซิบแปลจนเข้าใจเหตุการณ์ ครั้นเห็นพระราชธิดาทรงยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นกำแน่นเกร็งจนสั่นระริกน้อยๆ จึงกราบทูลไปว่า
“พระองค์หญิงไม่ต้องทรงกังวลพระทัยหรอกพระเ้าค่ะแม้เกล้ากระหม่อมไม่ใคร่เข้าใจนักว่าเ้าทิพกำลังคิดอะไร แต่เขาไม่ใช่คนที่ทำสิ่งใดโดยไม่หวังผลสำเร็จแน่นอนพระเ้าค่ะ”
พระราชธิดาทรงสดับผ่านล่ามแล้วรับสั่งขอบพระทัย..สำหรับพระนางแล้ว เพียงเ้าทิพปลอดภัยก็ถือเป็ความสำเร็จแล้ว
เมื่อเสียงผู้ชมเริ่มสงบลงท่านขุนพลจึงกล่าวถามขึ้น
“เ้าทิพก็ได้ให้เหตุผลแล้วตกลงพวกท่านจะเลือกธนูคันไหนเป็คันสุดท้าย”
ทุกคนนิ่งเงียบ จนองค์ชายอัศวเมฆรับสั่งขึ้นว่า
“ไม่ว่าจะคันธนูแรกหรือคันสีดำล้วนมีตำหนิทั้งคู่สำหรับเราจะเลือกคันไหนก็ไม่แตกต่างกัน”
“ควรจะเลือกคันแรกแม้ปลายคันธนูทั้งสองด้านจะไม่สมดุลกัน แต่คงไม่มีผลกับเราเ้าก็เห็นตอนเราทดลองปล่อยน้าวธนูแล้วไม่ใช่หรือ” อาโป ผู้ช่วยนายกองเรือเสนอพร้อมทั้งแย้งถามเ้าทิพ
“ข้าพเ้าเห็นแล้ว ตอนทดสอบคันธนูท่านกระทำได้อย่างยอดเยี่ยมปลายคันไม่แกว่งสัดส่าย..” เ้าทิพกล่าวด้วยความระมัดระวัง “แต่อีกสักครู่ตอนลงสนามแข่งจริงหากท่านต้องวิ่งวนหลบห่าดอกธนูที่ยิงลงมา แล้วคอยหาจังหวะขึ้นดอกธนูยิงเป้าหมาย เท้าก็ไม่ได้ยืนหยัดมั่นคงท่านมั่นใจหรือว่าจะสามารถน้าวธนูคันนี้ได้น้ำหนักทุกครั้งทุกจังหวะ.. เป้าหมายก็ใหญ่เพียง๕ นิ้ว ต่อให้ท่านเล็งได้แม่นยำตรงกลางเป้า ธนูพุ่งหลุดจากจุดศูนย์กลางเพียง ๓นิ้วก็ออกนอกเป้าแล้ว ท่านยังจะเลือกธนูคันแรกอีกหรือ”
แล้วชี้ไปยังธนูคันสีดำที่ยังอยู่ในหัตถ์ซ้ายขององค์ชายอัศวเมฆกล่าวต่อว่า
“ส่วนธนูคันนี้เนื้อไม้แข็งและเหนียวกว่าทุกคันสีไม้จึงออกเข้มเกือบดำ ข้อเสียคือต้องใช้กำลังมากในการขึ้นธนู.. แต่ในข้อเสียจึงมีข้อดีเพราะการขึ้นธนูที่ใช้แรงมาก จะจับจังหวะการขึ้นธนูได้ง่ายและทำได้คงที่ทุกครั้งแม้จะต้องวิ่งวนอยู่ในสภาพฉุกละหุกเพียงใด.. ท่านทั้งหลายก็ทราบดีการรักษาจังหวะการขึ้นธนูแล้วปล่อยออกให้คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงทุกครั้งมีความสำคัญแค่ไหน.. และเื่สุดท้าย ยิ่งใช้แรงมากในการขึ้นธนูแรงส่งดอกธนูก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ธนูคันนี้จะมีแรงส่งมากกว่าทุกคัน”
ผู้เข้าแข่งขันเมื่อฟังเ้าทิพอธิบายเปรียบเทียบถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้ธนูต่างเห็นด้วยกับเหตุผลที่แจกแจงมา หลายคนจึงผงกหน้าเป็เชิงยอมรับ
“แม้เราจะไม่ถนัดกับธนูที่ต้องใช้แรงโก่งน้าวมากแต่ก็ไม่ขอเลือกคันแรกแล้ว.. หวังว่าคงไม่โชคร้ายจับสลากได้เป็คนสุดท้ายและต้องมาออกแรงกับธนูคันสีดำนี้ก็แล้วกัน”พลาสิน รองหัวหน้าครูฝึกทหารประจำกองทัพกล่าวรับรองเป็คนแรก
จากนั้นคนอื่นๆก็ทยอยกล่าวเห็นพ้องตามที่จะเลือกคันธนูสีดำ
สิงขรรู้พระทัยองค์ชายว่าทรงขัดเคืองและไม่ทรงยินดีที่จะสรุปจึงชิงกล่าวว่า
“องค์ชายอัศวเมฆก็รับสั่งแล้วว่าไม่โปรดทั้งสองคันจะเป็คันไหนก็ไม่ทรงขัดข้อง ส่วนเราก็มีความเห็นเช่นเดียวกับพวกท่าน”
กล่าวเสร็จจึงยื่นมือไปรับคันธนูสีดำจากหัตถ์ซ้ายขององค์ชายอัศวเมฆมาวางบนแคร่ทางทิศตะวันออก.. เป็ธนูคันที่ ๘ ซึ่งมีสีดำเข้มเด่นกว่าทุกคัน
--------------------------------------------------