บัณฑิตจากฮานหลินได้ชื่อว่าเป็“นักวิชาการฮั่นหลินผู้น่าสงสาร” แหล่งรายได้หลักของพวกเขา คือ เงินเดือน ซึ่งก็มีจำนวนน้อยนิดหลายคนจึงต้องทำงานเสริมด้วยการเขียนหนังสือ เขียนโคลงกลอนหรือวาดภาพ และถ้าทำงานดีได้ตามพระราชประสงค์พวกเขาจึงจะได้รับการเลื่อนขั้นและรางวัลจากพระจักรพรรดิ
เมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหารหลวง หลายคนหันมามองเด็กหนุ่มผิวขาวร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยงาม ในชุดบัณฑิตจากฮานหลินสีฟ้าอมเทา สวมหมวกผ้าสีดำแบบโปร่งที่ไม่มีปีกเขายิ้มและก้มหัวทักทายให้กับบางคนตามมารยาท จากนั้นก็สั่งบะหมี่มากินพร้อมกับอาหารข้างเคียง เขายกอาหารไปนั่งในมุมที่ห่างไกลสุดเพราะ้าความสงบ และสังเกตบรรยากาศรอบตัวไปด้วย
เขาได้ยินคนพูดจากคนที่นั่งตรงโต๊ะถัดไปสองตัวว่า “ท่านยังจำข่าวการฆาตกรรมที่ภัตตาคารอี้เทียนเหลาเมื่อเกือบเดือนที่แล้วได้หรือไม่” ข้าราชการที่สวมชุดสีเขียวคนหนึ่ง พูดกับเพื่อนของเขาที่น่าจะมีตำแหน่งใกล้เคียงกันคือ ข้าราชการชั้น 8-9[1]
อีกฝ่ายถามอย่างสนใจ “มีความคืบหน้าแล้วหรือ”
“ข้าได้ยินจากเพื่อนที่อยู่อำเภอ เขาบอกว่าคนร้ายก็คือพ่อค้าที่ทำธุรกิจร่วมกันนั่นละ”
จากนั้นเขาก็เล่าว่า ผู้ตายค้นพบว่า เงินจากการทำธุรกิจร่วมกับหวังเฉิงหายไปและพ่อค้าข้าวหรือหวังเฉิงคนนี้ ยังลักลอบค้าฝิ่น เขาจึง้าจะเปิดโปงเพราะตนเองเป็หุ้นส่วนด้วย จึงกลัวมีความผิด และยังพบว่า พวกเขาจึงนัดคุยกันที่ภัตตาคารในวันนั้นแต่พ่อค้าข้าวหลอกให้คนตายไปพบที่สวนหลังภัตตาคาร ซึ่งมืดและไม่มีคนผ่านไปผ่านมาเมื่อคนตายไปรอ ก็ให้คนงานที่รออยู่ใช้มีดแทง และลากเอาศพไปทิ้งไว้หน้าห้องน้ำเพื่อหาแพะรับบาป ซึ่งแพะที่โชคร้ายก็คือ สวี่เฟิงหยวน และพวกของเฟิงหลี่เฉียงนั่นเอง
“นี่ถ้าไม่ได้บัณฑิตกลุ่มนั้นช่วยชี้เบาะแสนะข้าว่าทางอำเภอก็คงจะจับคนร้ายไม่ได้หรอก”
“ใครกันนะ สามารถสืบสวนจนได้เบาะแสในคืนนั้นเลย”
อีกฝ่ายตอบด้วยความตื่นเต้นว่า“เห็นเขาบอกว่าเป็พวกบัณฑิตที่มารอสอบระดับพระราชสำนักนะ!”
เฟิงหลี่เฉียงฟังไปก็คีบอาหารเข้าปากไป ถ้าพวกเขาไม่ปกป้องตัวเองในวันนั้นวันนี้เขาก็คงกำลังนั่งกินเศษข้าวต้มอยู่ในคุกของอำเภออยู่แน่แท้
เมื่อกินข้าวเสร็จ ก็ใกล้เวลาทำงาน่บ่าย เฟิงหลี่เฉียงจึงเดินกลับไปที่ห้องทำงานที่ในตอนนี้ เขานั่งทำงานอยู่คนเดียว แต่อีกเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนหายไป สักพัก เฉินหวายอวี้ข้าราชการขั้น 9 ซึ่งเป้นเ้าหน้าที่ทำงานเล็กๆน้อยๆ อยู่ภายในแผนกเดียวกัน ก็มาแจ้งเฟิงหลี่เฉียงว่า“ใต้เท้าขอรับ ่บ่ายสองโมงวันนี้ จะมีการประชุมที่ห้องประชุมใหญ่ท่านผู้อำนวยการสถาบันกับรองผู้อำนวยการทั้งซ้ายและขวาก็จะเข้าร่วมด้วย จึงขอให้ทุกท่านเข้าร่วมประชุมด้วยขอรับ”
เฉินหวายอวี้เป็ข้าราชการชั้น 9 อายุ 32-33 ปีเขาสอบเข้ามาทำงานที่นี่ได้ และพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ก็ไม่พ้นที่จะต้องเลือกข้างในบางครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาสังเกตเห็นว่าบัณฑิตฝึกหัดที่อยู่ร่วมห้องอีกสองคนดูจะไม่สนใจบัณฑิตใหม่เอี่ยมถอดด้ามที่เป็จ้วงหยวนคนนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่เขาซึ่งเป็ข้าราชตัวเล็กไม่สามารถขัดแย้งกับทุกฝ่ายได้ เขาจึงเลือกมาบอกให้บัณฑิตฝึกหัดคนนี้รู้ว่าจะต้องเข้าประชุมซึ่งเด็กหนุ่มก็ขอบคุณเขาอย่างจริงใจเช่นกัน
เฟิงหลี่เฉียงนึกในใจว่าถ้าไม่มีเ้าหน้าที่คนนี้มาบอกเขาก็คงพลาดการประชุมสำคัญั้แ่วันแรกในการทำงานอย่างแน่นอน และเขารู้สึกว่าเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนคงจะรู้อยู่นานแล้ว แต่จงใจจะไม่บอกเขาและหายหน้าออกไปจากห้องทำงานั้แ่่บ่าย
เมื่อได้เวลา ทุกคนทะยอยเดินไปที่ห้องประชุมใหญ่ เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินไปนั่งยังที่นั่งที่ห่างไกลที่สุดในขณะที่เพื่อนร่วมแผนกของเขา ที่หายตัวไปตลอดบ่าย คือ หวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวง ก็เดินตามหลังข้าราชการสวมชุดสีเขียวคนหนึ่งเข้ามาในห้องประชุม
สำหรับเครื่องแบบข้าราชการของจีนโบราณมีความแตกต่างไปตามราชวงศ์ เช่น ราชวงศ์ฉิน ทุกคนั้แ่จักรพรรดิลงมาจะแต่งชุดสีดำเป็เครื่องแบบราชการ สำหรับนักวิชาการที่เป็ข้าราชการด้วย จะแต่งเครื่องแบบเหมือนข้าราชการส่วนในสมัยราชวงศ์ถังจะเป็ชุดสีแดงที่เรียกว่า หลานซานผานหลิงสวมหมวกสีดำปีกโค้งเรียกว่าผูโถว แต่นักวิชาการหรือบัณฑิตจะสวมหมวกที่แตกต่างออกไปเรียกว่า สีฝางผิงติงจินหรือเรียกง่ายๆ ว่า ฝางจิน
ในยุคราชวงศ์ซ่ง มีการแบ่งชั้นของข้าราชการตามสีของชุดคือ สีม่วงเป็ของข้าราชการชั้น 3 ขึ้นไป สีแดงเป็ของข้าราชการชั้น 5 ขึ้นไปสีเขียว คือ ชั้น 7 ขึ้นไป และสีฟ้าเป็ของชั้น 8 ลงไปและเป็ข้าราชการชั้นผู้น้อย
แต่ในยุคราชวงศ์ิไม่ให้ความสำคัญกับการชุดของข้าราชการมากนัก แต่กลับใช้หมวกในการบ่งบอกสถานะ โดยคนที่เป็ทั้งนักวิชาการและข้าราชการ จะสวมหมวกที่บ่งบอกสถานะที่เรียกว่า สีฟางผิงติงจินซึ่งเป็หมวกผ้าโปร่งรูปสี่เหลี่ยมสูง ทำจากผ้าพันคอ โดยคนแรกที่สวม คือหยางเว่ยเจิ้น
ใน่นั้น เมื่อปฐมกษัตริย์จูหยวนจางซึ่งเป็พระบิดาของฮ่องเต้หย่งเล่อ เห็นหมวกที่เขาสวม จึงถามว่า เขาสวมหมวกอะไร หยางเว่ยเจิ้นก็ทูลตอบว่า เป็หมวกแห่งสันติภาพ และทำให้พระองค์ชอบใจมาก
นับั้แ่นั้นมา จึงสั่งให้ข้าราชการและนักวิชาการในยุคราชวงศ์ิสวมชุดคอป้ายที่เรียกว่าเยซาและหมางฝู และสวมหมวกแบบสีฟางผิงติงจินและต่อมาประชาชนก็สวมหมวกแบบนี้เช่นกัน และมีรูปแบบหลากหลายออกไป เนื่องจากในยุคินี้ไม่มีพิธีรีตองเื่การแต่งกายมากนัก ทำให้หมวกของนักวิชาการหรือบัณฑิตมีรูปร่างและความสูงต่ำแตกต่างออกไปในยุคปลายราชวงศ์ิ หมวกยิ่งมีขนาดสูงมากขึ้น จนถูกเรียกว่า “ตู้หนังสือเหนือหัว”[2]
จากนั้น ข้าราชการสวมชุดสีเขียว ที่เดินนำหน้าหวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวงก็แยกออกไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหน้า เขาคือ หวังซิงเจิ้งรองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายขวา อายุประมาณ 50 ปี เขามีท่าทางเคร่งขรึม วางอำนาจ
เฟิงหลี่เฉียงได้ยินคนที่นั่งข้างเขาพึมพำขึ้นว่า“หึ! ถ้าไม่ใช่ว่าเป็น้องชายของเ้ากรมพิธีการ ก็ไม่มีทางจะขึ้นตำแหน่งได้เร็วขนาดนี้หรอก!”
สักพัก เขาก็สะดุ้งเมื่อนึกได้ว่ามีคนนั่งข้างๆแต่เฟิงหลี่เฉียงนั่งทำหน้าเฉย เหมือนไม่ได้ยินพูดนั้น ชายคนดังกล่าวจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
แล้วทุกคนก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้อำนวยการฮานหลินหยวนที่เดินเข้ามาพร้อมกับชายชุดสีน้ำเงินอีกคนหนึ่ง ทุกคนก้มลงคำนับ จากนั้นเขาก็นั่งลงที่หัวโต๊ะและบอกให้ทุกคนนั่งลงเช่นกัน ส่วนชายชุดสีน้ำเงินที่เป็รองผู้อำนวยการทั้งสองคน ก็แยกออกไปนั่งข้างเขาคนละด้าน
ชายชุดแดงที่นั่งอยู่ด้านหน้า คือ หยางหย่งหนาน ผู้อำนวยการหรืออธิการบดีสถาบันฮานหลินหยวนสวมชุดประจำตำแหน่งสีแดง หยางหย่งหนาน วัย 58 ปี มีท่าทางคงแก่เรียนเหมือนบัณฑิตส่วนใหญ่หนวดเคราเริ่มมีสีขาวแซมแล้ว
เขาเอ่ยปากพูดขึ้นว่า“วันนี้ข้าเรียกทุกท่านเข้าประชุม เพื่อแจ้งหลายเื่ที่เกี่ยวข้องกับพวกเราโดยเฉพาะพระบัญชาจากองค์พระจักรพรรดิ”
“องค์พระจักรพรรดิ มีพระราชโองการให้พวกเรา บัณฑิตจากฮานหลินและบัณฑิตจากราชวิทยาลัยอื่น ร่วมกันจัดทำสารานุกรมที่รวบรวมข้อมูลด้านต่างๆของต้าิ ซึ่งข้าในฐานะผู้อำนวยการฮานหลินหยวนจึงรับพระราชโองการมา เพื่อมอบหมายงานให้พวกท่านเข้าร่วมในการจัดทำสารานุกรมนี้”
บัณฑิตและข้าราชการในห้อง ต่างพึมพำพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้นพวกเขาเห็นโอกาสอันดีจากงานนี้ ถ้าทำได้ดีพวกเขาจะได้จารึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์ และยังจะได้รับพระราชทานรางวัลด้วย
หยางหย่งหนานเข้าใจพวกเขาดี จึงยิ้มและพูดต่อว่า“แต่ข้าจะต้องบอกก่อนว่า จะมีการคัดเลือกบัณฑิตบางส่วนให้เข้าร่วมโครงการนี้ส่วนคนอื่นจะทำหน้าที่ไปตามปกติ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลายคนถอนหายใจด้วยความเสียดายเฟิงหลี่เฉียงซึ่งนั่งฟังเงียบๆ ในฐานะน้องใหม่ก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศของการแข่งขันที่เกิดขึ้นในห้องนี้ทันที
ผู้อำนวยการพูดต่อว่า“ข้าจะให้รองผู้อำนวยการทั้งสองท่านเป็ผู้แบ่งงานและรับผิดชอบในการหาคนมาช่วยทำงานนี้”
หลังจากนั้น หวังซิงเจิ้งรองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายขวา ก็ลุกขึ้นพูดว่า“ฝ่ายของข้าจะรับผิดชอบเนื้อหาด้านวัฒนธรรม ศาสนา โคลงกลอน ศิลปะ ดนตรีโดยจะรวบรวมข้อมูลั้แ่ราชวงศ์สุยจนถึงราชวงศ์ปัจจุบัน ในวันพรุ่งนี้ข้าจะประกาศว่าใครจะเป็คนรับผิดชอบเนื้อหาด้านไหนบ้าง”
หลายคนยิ้มอย่างประจบประแจงไปยังหวังซิงเจิ้งที่เชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นเขาก็นั่งลง และปรายตามองไปยังรองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายซ้ายที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาคือ ซุนหยู่หมิน วัย 56ปี ที่แลดูเชื่องช้า และมีรูปร่างผอมบางดูเหมือนสุขภาพไม่ดี
ซุนหยู่หมินลุกขึ้นยืนช้าๆเขาไม่สนใจท่าทางกวนอารมณ์ของอีกฝ่าย และพูดด้วยเสียงเบาและช้าๆ ว่า “สำหรับข้าได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบด้านการทหาร เศรษฐกิจ กฎหมาย การเมืองการปกครอง”
หลายคนในห้องอุทานด้วยความสยดสยองแค่เนื้อหาก็น่ากลัวแล้ว หลายคนไม่อยากจะทำเื่ยากลำบากเหล่านี้ หากเื่ที่นำเสนอเป็เื่ที่ิ่เหม่หรือละเอียดอ่อนเพราะพวกเขากลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งกับลูกหลานของคนในประวัติศาสตร์ ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
[1] ข้าราชการพลเรือนในราชวงศ์ิ แบ่งออกเป็ 9 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็ 2 ขั้น คือ ขั้น 1 และขั้นสอง ดังนั้นข้าราชการที่อยู่ในระดับสูสุด คือ อัครเสนาบดี จะเป็ข้าราชการชั้น1 ขั้น 1 และข้าราชการตำแหน่งต่ำสุด คือ ข้าราชการชั้น 9 ขั้น 2 สำหรับเฟิงหลี่เฉียงซึ่งเป็จ้วงหยวนด้วยจึงรับราชการด้วยตำแหน่ง บัณฑิตฝึกหัดที่เป็ข้าราชการชั้น 6 ขั้น 1ถึงแม้ขั้นของเขาจะต่ำกว่านายอำเภอบางแห่งแต่การเป็บัณฑิตฮานหลินหยวนมีเกียรติยศมากกว่า และยังสามารถไต่เต้าไปจนสามารถทำงานในพระราชสำนักได้
[2] ผู้ที่สนใจชุดต่างๆของราชวงศ์ิ สามารถดูได้จากลิงค์นี้ http://www.sihaishuyuan.com/archives/artical5996.html
และ https://www.youtube.com/shorts/QSDdFGxQt5s