ขณะที่ซูฮ่าวกำลังเดินตามสวี่ชิงหงเข้าไปในบาร์ เสียงกลองดังสนั่นก็กระทบโสตประสาทในทันที
แสงสีแดงเข้ม กระจกสีน้ำเงิน โลหะอันเย็นยะเยือก บาร์น้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ทั้งหมดนี้ทำให้รู้สึกถึงความล้ำสมัย
เจ้าของร้านอย่างซุนฮุยได้ยินว่าซูฮ่าวจะมาที่นี่ เขาก็เปิดห้อง VIP ระดับสูงให้ทันที และยังต้อนรับอย่างมีเกียรติ
ภายในห้อง VIP อันหรูหราซูฮ่าวและสวี่ชิงหงนั่งอยู่ตรงข้ามกัน บนโต๊ะคริสตัลที่งดงามมีขนมของหวานและเหล้าทุกชนิด
“ฉันได้ยินมาว่า คุณเคยแอบดูลูกสาวคนที่สองของตระกูลสวี่อาบน้ำอีกทั้งยังต้องการจะข่มขืนเธอ แต่สุดท้ายมีคนมาเจอก่อน จึงทำให้ตระกูลซูโมโหมากแล้วไล่คุณออกจากตระกูล” สวี่ชิงหงวางข้อมูลของกลุ่มบริษัทหลินชื่อไว้บนโต๊ะแล้วพูดขึ้นมาเสียงเบา
ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อย เขาจ้องมองไปที่สวี่ชิงหงตาเขม็ง แววตาเป็นประกายเฉียบคม
เป็นอย่างที่สวี่ชิงหงพูด เหตุผลที่เขาถูกไล่ออกจากตระกูลซูเพราะมีคนในตระกูลบางคนสร้างเรื่องใส่ร้ายก่อปัญหาให้เขา ยืมชื่อเสียงลูกสาวคนที่สองของตระกูลสวี่มาทำร้ายเขาทำให้ชื่อเสียงของเขานั้นตกต่ำ
เนื่องจากตระกูลซูมีประวัติอันยาวนาน มีความเป็นมานานถึงสองร้อยปี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ยอมให้คนในตระกูลมีชื่อเสียงเสื่อมเสียเพื่อปกป้องชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ซูฮ่าวจึงถูกขับไล่ออกมาแบบนี้
แต่เรื่องนี้มีคนที่รู้เห็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ยกเว้นสี่ตระกูลใหญ่ของมณฑลจินหลิง
ทันใดนั้นเขาเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา จึงพูดด้วยความประหลาดใจว่า “คุณคงไม่ใช่… ”
“ถูกต้อง ฉันคือลูกสาวคนโตของตระกูลสวี่ ลูกสาวคนที่สองของตระกูลสวี่ก็คือน้องสาวของฉันเอง” เมื่อสวี่ชิงหงเห็นใบหน้าที่ตกใจของซูฮ่าวก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
ซูฮ่าวรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าภูมิหลังของสวี่ชิงหงนั้นไม่ธรรมดา แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะอยู่ในตระกูลสวี่แห่งมณฑลจินหลิงและยิ่งคิดไม่ถึงว่าเธอจะเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่ถือว่าเป็นผู้หญิงในตำนานของมณฑลจินหลิงเรื่องที่เกี่ยวกับเธอนั้นมีมากมาย หากเขียนหนังสือออกมาเพียงเล่มเดียวก็ไม่มีทางเขียนออกมาได้หมดออร่าที่อยู่รอบตัวของผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางหมดสิ้นลงไป
ว่ากันว่าพรสวรรค์ของเธอนั้นเทียบเท่ากับเมิ่งชิงเหลียงเทพแห่งสงครามของประเทศจีนมีข่าวลือออกมาว่าความแข็งแกร่งของเธอนั้นอยู่ในระดับปรมาจารย์ฮั่วจิ้งแล้วแต่เพราะเหตุผลบางประการทำให้ความแข็งแกร่งของเธอนั้นจะต้องถูกปิดผนึก
แม้จะไม่รู้ว่าข่าวเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่แต่สถานะและน้ำหนักของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวมากผู้เฒ่าตระกูลสวี่บางคนต้องการมอบตำแหน่งหัวหน้าตระกูลให้แก่เธอนี่เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่จะมีผู้นำตระกูลเป็นผู้หญิง
แต่อย่างไรก็ตาม คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่พูดออกมาแค่ว่า ‘ไม่สนใจ’ และปฏิเสธผู้เฒ่าตระกูลสวี่ไปโดยตรงซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
ในบรรดาคนของตระกูลใหญ่ๆเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่สามารถกำหนดโชคชะตาชีวิตของตัวเองได้ ชีวิตของเธออยู่เหนือการควบคุมจากตระกูลเปรียบเทียบกับน้องทั้งสองคนของเธอที่จะต้องแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์ให้แก่ตระกูล
ตอนนี้ คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาแล้วและซูฮ่าวก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“เรื่องที่คุณแอบดูน้องสาวของฉันอาบน้ำ คนอื่นอาจจะเชื่อ แต่ฉันไม่เชื่อ” สวี่ชิงหงยกแก้วแชมเปญโมเอต์ เอต์ ชงดงขึ้นมาจิบหนึ่งคำ แล้วพูดเสียงเรียบ
“เส้นลมปราณของคุณถูกปิดกั้นมาตั้งแต่เด็ก ไม่สามารถกลายเป็นนักรบโบราณได้แต่ตอนนั้นน้องสาวของฉันอยู่ในระดับโฮ่วเทียนขั้นสูงสุด ต่อให้คุณอยู่ในระยะห้าเมตรเธอก็จะต้องรู้อย่างแน่นอน”
“แม้ฉันจะไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แต่ฉันอยากขอโทษแทนตระกูลสวี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้คุณก็คงไม่ตกต่ำขนาดนี้แน่นอน”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของสวี่ชิงหงซูฮ่าวก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าคุณหนูที่ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลสวี่จะมีโอกาสได้มาขอโทษคนอื่นด้วย
แต่ซูฮ่าวไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเธอ
“เธอคิดว่าฉันดูตกต่ำกว่าเดิมอย่างนั้นหรือ?”
สวี่ชิงหงชะงักไปเล็กน้อย
ดูจากสถานะของเขา ซูฮ่าวตกจากสวรรค์มายังโลกคนธรรมดาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่นอกจากสถานะนั้นแล้ว หลังจากที่ซูฮ่าวออกจากตระกูลซูเขาก็เหมือนจะไม่ได้ร่ำร้องอะไรเขาเหมือนกับมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่หลุดพ้นจากพันธนาการของตระกูลอีกทั้งยังได้ผงาดขึ้นเต็มตัว
“ฉันขอบคุณน้องสาวของคุณมาก และขอบคุณที่ตระกูลซูไล่ฉันออกมาถ้าไม่มีพวกเขาแล้ว บางทีทั้งชีวิตนี้ฉันอาจจะอยู่ในโลกแบบเด็กๆ ตลอดไป” ซูฮ่าวเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สายตาทอดมองกว้างไกล
ชาติที่แล้ว เรียกได้ว่าเขาใช้ชีวิตได้ไม่คล้ายมนุษย์เลย ผีก็ไม่ใช่คนก็ไม่เชิง แต่เมื่อเป็นอย่างนั้นเขาถึงได้รู้ว่าต่อให้มีตระกูลที่แข็งแกร่งก็ไม่มีประโยชน์ ตัวเขาที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ในขณะเดียวกัน ตอนที่เขาสูญเสียอะไรบางอย่างเขาถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการที่แท้จริงคืออะไร
เมื่อเห็นแววตาที่สงบราบเรียบของซูฮ่าว สวี่ชิงหงก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
เดิมทีเธอคิดว่าซูฮ่าวจะไม่พอใจในเรื่องนี้ และต้องรู้สึกโกรธมากถ้าเธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแต่การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของเขานั้นมันเหนือความคาดหมายของเธอมาก
“คุณต้องการให้ฉันเล่าสถานการณ์ของตระกูลซูในช่วงที่ผ่านมานี้หรือเปล่า? ฉันคิดว่าคุณอยากจะรู้สถานการณ์ภายในตระกูลซูและแน่นอนว่าคุณจะต้องตอบรับเงื่อนไขฉันหนึ่งข้อ”
“ไม่จำเป็น” คำปฏิเสธของซูฮ่าวทำให้เธอแปลกใจ
“ฉันรู้ว่าคุณแอบไปสืบเรื่องของฉันมาไม่น้อยแล้ว แต่น่าเสียดายคุณยังไม่รู้ว่าเป้าหมายของฉันนั้นคืออะไรกันแน่ ไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไรต่อไปคุณคิดว่าคุณรู้จักฉันดีแล้วแต่ในความเป็นจริงนั่นเป็นเพียงแค่เรื่องที่ละทิ้งไปเท่านั้น”
สวี่ชิงหงหัวเราะออกเสียงอย่างอดไม่ได้
“หรือคุณไม่กลัวว่าฉันจะเปิดเผยเรื่องของคุณต่อที่สาธารณะ?”
“หากคุณจะทำอย่างนั้นจริง คุณคงไม่มานั่งพูดคุยอยู่ตรงนี้หรอก” ซูฮ่าวหรี่ตาลง เขาอ่านข้อมูลของกลุ่มบริษัทหลินชื่อไปพลางแล้วพูดขึ้นเสียงเรียบว่า “ต่อให้คุณจะป่าวประกาศออกไปสำหรับฉันแล้วมันก็ไม่ได้สำคัญอะไร ฉัน ซูฮ่าว ทำตัวอย่างสายลม ไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นเขาจะมองกันอย่างไร”
“แต่ว่าตอนนี้ฉันก็อยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หากคุณบังคับให้ฉันกลายเป็นคนดังขึ้นมาอย่างนั้นฉันก็คงจะต้องใช้วิธีอย่างคนดังมอบบทลงโทษให้กับคุณ”
น้ำเสียงของเขาตอนพูดประโยคนี้นั้นราบเรียบมาก แต่แฝงไปด้วยคำเตือน
ความรู้สึกที่สวี่ชิงหงสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้นั้นทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ
ถ้าคนอื่นรู้ถึงสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ล่ะ?
ตราบใดที่เขามีระบบเสแสร้งอยู่ เขาก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้แน่นอน!
เมื่อเห็นซูฮ่าวพูดด้วยความมั่นใจ สวี่ชิงหงก็อดที่จะมึนงงไม่ได้ “ฉันชอบความเผด็จการที่แฝงความบ้าคลั่งแบบนี้อยู่เหมือนกันนะ”
“แต่ฉันอยากรู้ว่าคุณไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน?”
“อาศัยเพียงแค่ฝีมือของเซียนเทียนขั้นกลาง? หรือฐานะของปรมาจารย์หลอมโอสถ? หรือจะยืมศาสตร์ฮวงจุ้ยและศาสตร์ทางการแพทย์มาใช้?”
“คุณสืบข้อมูลของฉันได้ละเอียดจริงๆ ” ซูฮ่าวมองหน้าสวี่ชิงหงเหมือนมีลำแสงราวกับกระบี่พุ่งออกมาจากรูม่านตาทั้งสองข้าง
“คุณอยากรู้หรือว่าฉันไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะเล่าให้คุณฟัง!”
“อาศัยเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ฉันสามารถเลื่อนขั้นจากคนธรรมดามาสู่เซียนเทียนขั้นกลางได้แล้ว!”
“และอาศัยเพียงหนึ่งสัปดาห์ในการศึกษาจนตอนนี้ฉันสามารถหลอมโอสถที่ต้องการได้แล้ว!”
“อาศัยเวลาแค่ชั่วพริบตามองดูการต่อสู้ของคนอื่น จากนั้นก็ซึมซับกระบวนท่าเหล่านั้นมาด้วยพรสวรรค์อันเหนือลิขิตสวรรค์”
“ส่วนศาสตร์ฮวงจุ้ยและศาสตร์ทางการแพทย์ที่คุณพูดถึงนั้นมันเป็นเพียงแค่หนึ่งในความสามารถหลายอย่างของฉัน ซึ่งไม่ควรค่าแก่การพูดถึง”
ออร่าอันไร้รูปร่างแผ่ออกมาจากร่างกายของซูฮ่าว และกระจายไปทั่วห้อง VIP ราวกับว่าเขาอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และเมินเฉยต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
สวี่ชิงหงมองหน้าซูฮ่าวอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “คุณไม่กลัวว่าหลังจากที่ฉันรู้ความลับเหล่านั้นแล้วฉันจะมีความคิดฆ่าคนชิงทรัพย์ขึ้นมาบ้างหรือ?”
“ที่ฉันกล้าพูดแบบนี้ ก็เพราะว่าฉันมั่นใจมาก” ซูฮ่าวหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจจากนั้นก็กดสายตามองสวี่ชิงหง “ผู้ที่เป็นฝ่ายฆ่าก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกฆ่า มีคนอยากฆ่าฉันมากมายแต่สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นศพทั้งหมด”
“ในสายตาของคนทั่วไป คุณอาจจะเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลสวี่ที่สูงส่งแต่สำหรับฉันแล้ว แสงสว่างเรืองรองที่ว่านั่นมันจะเปล่งประกายตอนที่ไม่มีดวงจันทร์เท่านั้น เมื่อแสงจันทร์ปรากฏประกายแสงเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่กระดาษฟอยล์!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่ชิงหงก็ชะงักค้างไปนานในที่สุดมุมปากก็โค้งขึ้น แววตาและใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าพูดจากำเริบเสิบสานต่อหน้าเธอแบบนี้เลย
คำพูดก่อนหน้านี้ของซูฮ่าว เหมือนว่าจะเป็นความจริงทั้งหมดและเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่ใช่ความมั่นใจในตัวเองแบบหลงงมงายซึ่งเขาไม่ได้ตั้งใจจะอวดตัวเองด้วยซ้ำ
“ซูฮ่าว คุณทำให้ฉันรู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ฉันอยากจะรู้จริงๆว่าตอนนี้คุณกุมความลับเอาไว้มากแค่ไหน”
“เหมือนว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่ค่อยเกี่ยวกับคุณนะ” ซูฮ่าวพูดขึ้นเสียงเรียบ
“แน่นอนว่าเกี่ยวสิ ไม่อย่างนั้นฉวนโจวทั้งหมดจะเข้าตาฉันได้อย่างไร” สวี่ชิงหงโปรยรอยยิ้มมีเสน่ห์
“มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น ที่เหมาะสมจะมาเป็นผู้ชายของฉัน”
“น่าเบื่อ!” ซูฮ่าวหันไปมองทางนอกหน้าต่างแล้วพูดเสียงเย็นชาว่า “นิสัยแข็งกร้าวเอาแต่ใจของคุณนั้นมันทำให้คนรู้สึกรังเกียจมากฉันขอแนะนำนะ คุณยับยั้งชั่งใจเสียหน่อย คนที่เล่นกับไฟน่ะมีเยอะแต่คนที่โดนไฟคลอกน่ะเยอะกว่า”
“หา?” ดวงตาสีเขียวของสวี่ชิงหงมองมาจากนั้นก็เผยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้ซูฮ่าว
สังคมที่ฟุ้งเฟ้อทรงพลัง ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยหุบเหวแต่มันก็ทำให้คนอยากจะมุดหัวแทรกลงไป
เธอกวาดสายตามอง สายตาเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ แววตาเต็มไปด้วยม่านหมอกเธอพูดขึ้นเบาๆ อย่างนุ่มนวลว่า “ถ้าตอนนี้ฉันอยากสัมผัสความรู้สึกที่ถูกไฟคลอกล่ะ?”
ในขณะที่กำลังพูด ริมฝีปากแดงของเธอก็ขยับมาใกล้ริมฝีปากของซูฮ่าวแล้วใบหน้าที่งดงามขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ซูฮ่าวยกนิ้วสองนิ้วเชิดคางของสวี่ชิงหง แล้วโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูพร้อมใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “สวี่ชิงหงคุณนี่ร่านมากเลยนะ!”
เมื่อพูดจบ สีหน้าของเขาก็กลับมาเฉยเมย เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้อง VIP ไป
“เรื่องที่ควรคุยก็คุยไปหมดแล้ว ข้อมูลของกลุ่มบริษัทหลินชื่อฉันก็อ่านแล้วถ้าอย่างนั้นก็ลาก่อน!”
สวี่ชิงหงมองแผ่นหลังที่จากไปของซูฮ่าวร่างกายของเธอแข็งทื่อเป็นระยะเวลานาน เธอเสียหน้าไปเล็กน้อยคิ้วเรียวที่งดงามเลิกขึ้น มุมปากเหมือนจะยิ้มแต่กลับทำให้ผู้คนไม่สามารถเข้าใกล้ได้
เธอยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่ม ลิ้นเลียไปตามริมฝีปาก ดวงตามีเสน่ห์น่าเย้ายวนใจ
“กล้าใช้คำหยาบคายแบบนั้นมาว่าฉันได้อย่างไร ซูฮ่าว คุณนี่เป็นผู้ชายที่น่าสนใจดีจริงๆ!”
เธอมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาก และเคยพิชิตผู้ชายหลายคนต่อให้เป็นคนที่หนักแน่นมากที่สุดเขาก็จะต้องสูญเสียอาการและอยู่ภายใต้การล่อลวงของเธอ
แต่เธอไม่เห็นแววตาที่ต้องการจะครอบครองของซูฮ่าวเลย แม้กระทั่งสายตาที่ชื่นชมของสวยๆงามๆ ก็ยังไม่มี
เธอเชื่อว่า ต่อให้ตัวเองจะเปลือยกายต่อหน้าซูฮ่าว เธอก็ไม่สามารถทำให้เขาปั่นป่วนได้
ผู้ชายที่มีความหนักแน่นขนาดนี้ หาได้ยากนัก
ซูฮ่าวก็เหมือนกับเธอ อีกฝ่ายสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ดี และไม่มีทางถูกล่อลวงได้ง่ายๆ
แต่นี่ก็ทำให้เธอรู้สึกสนใจเขามากยิ่งขึ้น
หากสามารถพิชิตใจผู้ชายแบบนี้ได้ มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกมากทีเดียว
“ดูเหมือนว่าอนาคตของฉันจะต้องน่าสนุกมากยิ่งขึ้นแน่นอน!”
สวี่ชิงหงแกว่งแก้วไวน์ในมือ รูปร่างอ้อนแอ้น งดงามในทุกสัดส่วนลมวสันต์เหมือนหวนคืน
มุมปากที่มีเสน่ห์เย้ายวนยกยิ้มขึ้นทำให้น่าหลงใหล