หลังกลับมาจากเมืองเบิกฟ้า ไป๋ฉีก็แยกย้ายกับจินหยางและเดินกลับที่พักโดยไม่คิดรอช้า ระหว่างรอวันประมูลที่กำลังใกล้เข้ามาไป๋ฉีตัดสินใจแล้วว่าสมควรยกระดับตัวเองไปอีกขั้น
เขาเปิดมิตินำโพชั่นเสริมอัตราการควบแน่นพลังขึ้นมาแล้วดื่มมัน จากนั้นก็เอาสมบัติที่อาจารย์เจี่ยอี้ให้ไว้ออกมา ทำการดูดซับพลังและควบแน่นอย่างบ้าคลั่งจนทำให้ทั่วทั้งห้องเกิดกระแสพลังหลากหลายสีสันต์ขึ้นมา
"บูม!"
"สุดยอดเลย ความเร็วในการควบแน่นพลังของข้ารวดเร็วกว่าเดิมมาก ตอนนี้ระดับพลังของข้ามาถึงจุดสูงสุดของจ้าวพิภพขั้นที่เจ็ดแล้ว น่าเสียดายเวลาที่ใช้ในการบ่มเพาะช่วงนี้มีน้อยเกินไป" ผ่านมาเจ็ดวันไป๋ฉีลืมตาขึ้นแล้วกล่าวออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
หากเป็นคนอื่นการเพิ่มระดับเร็วขนาดนี้อาจจะทำให้รากฐานพลังสั่นคลอนได้ แต่สำหรับไป๋ฉีนั้นไม่ใช่! ตัวเขามีพลังความมืดที่คอยดูดกลืนพลังปราณจักรวาลมาเสริมในส่วนที่ขาดหาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไป๋ฉีไม่ต้องกังวลเรื่องรากฐานพลังของตัวเองเลยสักนิด
"พรุ่งนี้ก็จะถึงวันประมูลแล้วสินะ วันนี้ข้าขอผ่อนคลายเสียหน่อยก็แล้วกัน"กล่าวจบไป๋ฉีก็ลุกขึ้นเดินไปยังโซฟาใจกลางห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจ
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พักอย่างจริงจัง เสียงแจ้งเตือนจากกำไลข้อมือก็ดังขึ้นมา
"ติ๊ง!"
"มาสเตอร์มีข้อความจาก 'อาจารย์เจี่ยอี้เจ้าค่ะ' จะอ่านตอนนี้เลยหรือไม่" ได้ยินเช่นนั้น ไป๋ฉีทำการเปิดข้อความในทันที
"ศิษย์ข้า หากเสร็จธุระแล้วมาหาอาจารย์ที่ตึกคุมกฏด่วน"
ข้อความทั้งหมดสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น หลังจากที่ไป๋ฉีได้อ่านมันเขาก็อดคิ้วขมวดไม่ได้ "อาจารย์คงไม่ได้คิดจะให้ข้าไปเข้าแดนลับอะไรอีกหรอกนะ ช่างเถอะๆไปดูหน่อยก็แล้วกัน"
ว่าแล้วไป๋ฉีก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินไปหาอาจารย์ของเขาที่ตึกคุมกฏในทันที และด้วยความที่เขาเป็นถึงลูกศิษย์ของเทพดาบผนึกสวรรค์ระหว่างทางเหล่านักศึกษาคนอื่นๆก็ต่างมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา
'รู้สึกอึดอัดชะมัดเลยแห๊ะ ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมพวกดาราในโลกยูโทเปียร์ถึงชอบให้คนจับตามองกันมากนัก' ไป๋ฉีพูดขึ้นในใจอย่างเบื่อหน่าย ทว่าเมื่อชายหนุ่มนึกถึงดาราที่โลกยูโทเปียร์เมื่อใดใบหน้าของหญิงสาวผมสีฟ้าครามก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาเมื่อนั้น
'ถังหยาอย่างนั้นหรือ ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ารู้ว่าตัวเองต้องมาไกลขนาดนี้ ในตอนนั้นข้าควรหาโอกาสสารภาพรักกับเธอเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป พอมาคิดดูแล้วช่างน่าเสียดายจริงๆ'ไป๋ฉีบ่นพึมพำในใจอีกครั้ง
ในบรรดาผู้หญิงบนโลกยูโทเปียร์นอกจากภรรยาทั้งห้าคนของเขาแล้ว ถังหยานับว่าเป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่ไป๋ฉีชื่นชอบเอามากๆ ชื่นชอบถึงขนาดติดตามเธอทุกช่องทาง แม้กระทั้งซีรีย์ทั้งหมดของหญิงงามไป๋ฉีก็ไล่ตามดูจนหมดสิ้น แต่ถึงกระนั้นในตอนที่กำลังจะออกจากโลกเขากลับไม่ได้บอกความรู้สึกต่ออีกฝ่าย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เขารู้สึกเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้
"ช่างเถอะๆ หากมีวาสนาต่อกัน เธอก็คงไม่หนีข้าไปไหน"ไป๋ฉีกล่าว จากนั้นก็เดินเข้าประตูของตึกคุมกฏตรงไปยังห้องของอาจารย์ตัวเองในทันที
"อาจารย์ ข้ามาแล้วขอรับ"เมื่อถึงหน้าประตูห้อง ไป๋ฉีก็กล่าวอย่างสุภาพและไม่ได้เสียมารยาทเข้าไปโดยพลการ
"เข้ามา"
เจี่ยอี้ตอบรับ ไป๋ฉีที่ได้ยินก็เดินเข้าไปในห้องโดยไม่รอช้า สิ่งที่เขาเห็นคือเจี่ยอี้ที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนโซฟาโดยที่มีรองคณบดีฟางหลินนอนหลับอยู่บนตักอย่างสบายใจ
"เอ่อ.....ท่านอาจารย์ ข้าคงไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะดีๆของพวกท่านใช่หรือไม่"ไป๋ฉีทำหน้าเจื่อน เขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาเห็นภาพอะไรแบบนี้
เจี่ยอี้ยิ้มพลางส่ายหน้า "เปล่าหรอก พอดีว่าเธอรอเจ้ามาหลายวันก็เลยเผลอหลับไป"
"เอ๋! ท่านรองคณบดีฟางรอข้าอย่างนั้นหรือขอรับ"ไป๋ฉีอุทานด้วยความสงสัย
เจี่ยอี้พยักหน้าจากนั้นกล่าวตอบกลับไปว่า "ใช่! พอดีว่ารองคณบดีฟางได้ข่าวมาว่า ท่านไป๋อินมาพบเจ้า เธอก็เลยอยากจะถามถึงเรื่องราวในวันนั้น"
"อ่อ พอดีข้าคิดค้นโพชั่นขึ้นมาได้สองสามอย่างน่ะขอรับ เลยส่งรายงานไปยังศูนย์วิจัย ท่านไป๋อินเลยก็มาที่นี่เพื่อยื่นข้อเสนอและจดสิทธิบัตรน่ะขอรับ"ไป๋ฉีกล่าวอย่างไม่มีความลังเลใจ
เจียอินที่ได้ยินก็ดวงตาเบิกกว้างขึ้นมา "เจ้าพึ่งเข้ามายังสถาบันยังไม่ถึงปี แต่กลับสามารถคิดค้นโพชั่นได้แล้วอย่างนั้นหรือ เจ้าหนูนับวันเจ้ายิ่งทำให้ข้าประหลาดใจ สมแล้วที่เป็นลูกของหัวหน้า ช่างเป็นสัตว์ประหลาดตัวน้อยเสียจริงๆ"
"ทะ ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"ไป๋ฉีเอ่ยปากถามไถ่อย่างตะกุกตะกัก
"เหอะๆ เจ้าเป็นผู้ชายคนแรกที่แม่หนูน้อยเฟิ่งเจียอินเข้าใกล้ หัวหน้าไป๋เฉินก็มาขอเฟิ่งเจียอินให้กับลูกชาย อีกทั้งตัวเจ้าก็ยังแซ่ไป๋ หากข้าประติดประต่อเรื่องราวไม่ได้เกรงว่าจะกลายเป็นคนโง่งมไปแล้วกระมัง"กล่าวจบเจี่ยอี้ก็หัวเราะออกมา ส่วนทางด้านไป๋ฉีก็ยิ้มเจื่อนๆให้กับผู้เป็นอาจารย์
หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นานเจี่ยอี้ก็อนุญาติให้ไป๋ฉีไปพักผ่อนได้ ส่วนตัวเขาเองก็ยังคงนั่งทำหน้าที่เป็นหมอนให้กับภรรยาสาวได้หนุนนอนอยู่เช่นนั้น
ตัดกลับไปยังทางด้านของไป๋ฉี หลังจากคุยกับอาจารย์เสร็จสิ้นก็เดินออกจากตึกคุมกฏในทันที จากนั้นก็มานั่งอยู่ที่จุดหนึ่งของสวนสาธารณะของสถาบัน มือข้างหนึ่งปัดหน้าจอสีฟ้าเพื่อดูรายการแลกเปลี่ยนแต้มสะสมของเดือนนี้
"ความเข้าใจในกฏเกณฑ์แห่งธาตุสายฟ้า เปลวเพลิง ความมืด แสงสว่าง และแม่เหล็กของข้าอยู่ในระดับสามจากทั้งหมดสิบระดับ แต่สำหรับธาตุเวลา และความว่างเปล่ากลับอยู่เพียงแค่ระดับสองเพียงเท่านั้น"
"เห้อ พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ข้าเหนื่อยใจยิ่งนัก ในจักรวาลแห่งนี้จะมีสถานที่หรือสมบัติที่ยกระดับกฏเกณฑ์ของเวลาและความว่างเปล่าได้จริงๆน่ะหรือ" ไป๋ฉีบ่นอุบอิบออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
ทว่าในตอนนั้นเองหญิงสาวผมสีน้ำเงินคนหนึ่งก็เดินเข้ามา "ฮิฮิ ตามหาเจ้ามาตั้งนานในที่สุดก็เจอจนได้"
ได้ยินเสียงอันไพเราะ ไป๋ฉีที่กำลังคิดอะไรเพลินๆก็หันหน้ากลับไปมองในทันใด ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างช่วยไม่ได้ เพราะหญิงงามคนนี้ไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็นหนึ่งในแฝดสมุทรเทวะที่เขาเคยช่วยเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้
"เอ่อ.....ไม่ทราบว่าท่านตามหาข้าทำไมอย่างนั้นหรือ"ไป๋ฉีกล่าวถามด้วยความสงสัย
หญิงสาวยิ้มพลางส่ายหน้า "มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ข้าเพียงเห็นว่าตัวเจ้าน่าสนใจดี ก็เลยอยากเป็นสหายด้วยก็เท่านั้น"
ใช่! เรื่องที่หญิงสาวกล่าวเป็นความจริงทุกประการ เพราะเธอสนใจการกระทำอันบ้าบิ่นและกล้าหาญของไป๋ฉีตั้งแต่ในวันลงทะเบียนเรียน แต่ยังไม่มีโอกาสเข้ากล่าวทักทายหรือเข้าไปทำความรู้จัก
"นี่ๆข้าชื่อตงเสวียหลินนะ เจ้าชื่ออะไรอย่างนั้นหรือ?"หญิงสาวเอ่ยปากถามโดยพลันใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะร่าเริงใจ
"ข้าชื่อไป๋ฉี อย่างที่เห็นตัวข้าเองก็เป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจอย่างที่ท่านว่า"ไป๋ฉีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
"ฮิฮิ อย่าถ่อมตัวไปเลยน่า คนที่กล้ามีเรื่องกับลูกหลานของจ้าวจักรวาลในสหพันธ์น่ะมีน้อยมากนะรู้ไหม"ตงเสวียหลินกล่าว
ไป๋ฉีที่ได้ยินก็หันมามองเธออีกครั้งด้วยแววตาที่หลากหลายจากนั้นถามไปว่า "นั่นคือเหตุผลที่ท่านอยากเป็นสหายกับข้าอย่างนั้นหรือ?"
"อืม ทั้งหมดก็มีแค่นี้ หรือเจ้ารังเกียจที่จะเป็นสหายกับข้า"ตงเสวียหลินตอบกลับด้วยคำถาม
"เปล่าๆ ข้าแค่ไม่คิดว่าตัวตนอย่างท่านจะมาขอข้าเป็นสหายก็เท่านั้น เอาเป็นว่าข้าตกลงเรื่องเป็นสหายกับท่านก็แล้วกัน แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าข้าเองไม่ใช่คนดีอะไร ไม่แน่บางทีข้าอาจจะใช้ประโยชน์จากสถานะของท่านก็เป็นได้"
ตงเสวียหลินยิ้มพยักหน้าตอบกลับไป "ขอแค่เจ้าไม่ใช้ชื่อเสียงของข้าสร้างความเดือดร้อนให้ใคร นอกจากนั้นเจ้าอยากจะใช้มันอย่างไรก็เชิญได้ตามสบาย"
ได้ยินคำพูดของเธอ ไป๋ฉีถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ตงเสวียหลินคนนี้ใสซื่อเสียจนน่าใจหาย ตลอดการพูดคุยเขาใช้สนามเเม่เหล็กอ่อนๆเพื่อจับผิดหญิงสาวอยู่ตลอดเวลาปรากฏว่าเธอไม่ได้พูดโกหกเลยสักคำ
'เอาเถอะ แค่คบไว้เป็นสหายเอง มันไม่น่าจะเสียหายอะไร'