อวิ๋นซีที่คิดว่าหากจะเป็นหุ้นส่วนภัตตาคารอีก นางจะยังเหลือเวลาว่างๆเป็นของตนเองอีกหรือไม่ หากต่อไปนางยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่นอนกลางวันจะทำอย่างไร ดังนั้นจึงคิดที่จะปฏิเสธหลิวจื่อเมิ่งไป
“เอ่อ ข้าว่าตอนนี้ออกจะไม่สะดวกอยู่สักหน่อยนะ เพราะเเค่ที่เหล่าเออร์ซีข้าก็ยุ่งมากอยู่แล้ว” แถๆไปก่อนแล้วกันพอนางกลับตัวเมืองก็เป็นอันจบแล้ว
“ไม่เห็นจะยากเลย เจ้าไม่ต้องไปดูแลอะไรเลย ข้าจะคิดหาวิธีบริหารดูแลเอง เพียงแค่ขอสูตรอาหารจากเจ้าเพียงเดือนละหนึ่งสูตรเท่านั้น”
“เอ่อ..”
“เจ้าอย่าคิดมากอีกเลย ข้าให้ส่วนแบ่งเจ้าสิบส่วน !! ว่าอย่างไร” หลิวจื่อเมิ่งมองอวิ๋นซีอย่างรอคอยคำตอบ
สิบส่วน !! แล้วขอแค่สูตรอาหารเดือนละสูตรหรือ ก็อาจจะไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้นกระมัง (¯ ▽ ¯) / $$$
“เฮ้ออ” อวิ๋นซีชำเลืองมองจื่อเมิ่งที่ตั้งตารออยู่ (-_ ·) “อย่างนั้นก็ได้ แค่เดือนละสูตรนะ มากกว่านี้ก็คงคิดไม่ออกแล้ว”
อวิ๋นซีที่คิดว่ารับปากไปก่อน ไหนๆก็ได้ส่วนแบ่งตั้งสิบส่วนเชียวนะ หากเปิดภัตตาคารขึ้นมาจริงๆ นางก็จะมีเงินเพิ่มนะสิ มีเงินมากๆใครจะไม่ชอบกัน
หลังจากหลิวจื่อเมิ่งกลับไป อวิ๋นซีจึงมอบพับผ้าที่ซื้อกลับมาให้มารดา พร้อมกับบอกให้นางตัดชุดเสื้อผ้าชุดใหม่ และชุดหน้าหนาวให้ทุกคนในครอบครัว อีกทั้งตอนนี้นางมีเงินที่ได้จากส่วนแบ่งของเหล่าเออร์ซี นางจึงนึกถึงเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้
“ท่านแม่นี่เป็นเงินส่วนแบ่งจากโรงน้ำชา ท่านเก็บไว้เองเถอะ ส่วนเรื่องที่เคยบอกว่าจะส่งลู่เซิงเข้าสำนักศึกษาตอนนี้เราก็มีเงินมากพอแล้ว ควรจะพาเขาไปพบอาจารย์แล้วหรือไม่”
ฮุ่ยเหนียงที่เห็นถุงเงินที่อวิ๋นซียื่นให้ก็ยิ้มตื่นเต้น ตั้งแต่ที่อวิ๋นซีคิดสูตรขนมและวิธีการขายต่างๆนาๆในตอนนั้น พวกเขาครอบครัวตระกูลลู่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีชีวิตที่ดีอย่างตอนนี้ ทั้งอาหารการกิน ความเป็นอยู่ต่างดีขึ้นจากแต่ก่อนอย่างมาก อีกทั้งตอนนี้ยังมีเงินเหลือพอที่จะส่งลู่เซิงได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาอีกด้วย
นางคาดเดาจำนวนก้อนเงินในถุงนี้คงจะหลายตำลึงเลยทีเดียว
ฮุ่ยเหนียงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนมองที่อวิ๋นซี “ก่อนหน้านี้ที่เคยพูดว่าจะให้น้องชายเจ้าเข้าเรียนที่สำนักศึกษา แม่ไม่เคยคิดจริงจังขนาดนั้น แต่ตอนนี้บ้านเรามีเงินล้วนเป็นความสามารถของเจ้า การที่เจ้าเห็นด้วยกับความคิดในตอนนั้น แม่รู้สึกขอบคุณเจ้าจริงๆ”
“ท่านแม่ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ท่านพูดเสียห่างเหินขนาดนี้ข้ารู้สึกไม่ดีนะเจ้าคะ” นางพองแก้มขึ้นเพื่อแสดงความน้อยใจ ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องกับนางเมื่อคราวก่อน ความรู้สึกของนางที่มีต่อครอบครัวนี้ก็สนิทใจมากขึ้น
แทบจะรู้สึกว่านางเป็นอวิ๋นซีตัวจริงไปเสียแล้ว
“แม่ แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย” ฮุ่ยเหนียงจับมือลูกสาวเพื่ออธิบาย
“ท่านแม่ ต่อไปท่านอยากจะได้อะไร ก็ซื้อมาเถอะข้าจะหาเงินมาให้เองเจ้าค่ะ” อวิ๋นซีกุมมือนางตอบแล้วเริ่มถามต่อ “ท่านแม่ แล้วค่าเล่าเรียนที่สำนักศึกษา แพงมากหรือไม่เจ้าคะ?”
“หากเป็นสำนักศึกษาที่อยู่นอกตัวตำบล คิดรวมทั้งค่าเล่าเรียน อาหารกลางวัน กระดาษ หมึก พู่กันก็ปีละสอง ตำลึง” ฮุ่ยเหนียงคิดคำนวณตามที่เคยได้ยินคนในหมู่บ้านกล่าวถึง ในหมู่บ้านชนบทนี้มีไม่กี่ครอบครัวที่ส่วบุตรชายในครอบครัวเข้าเรียน เพราะแต่ละปีต้องใช้เงินไม่น้อยเลย ค่าเรียนปีละสองตำลึงสำหรับครอบครัวชาวไร่ ชาวนานับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
“สองตำลึงหรือ? ก็ถือไม่แพงเท่าไหร่นี่ แล้วถ้าในตัวตำบลละเจ้าคะ” หากเป็นเมื่อก่อนอวิ๋นซีไม่กล้าพูดเช่นนี้แน่แต่ตอนนี้นางเองก็หาเงินได้แล้ว หากจ่ายค่าเล่าเรียนของลู่เซิงปีละสองตำลึงก็ไม่นับว่าเป็นปัญหา
“ในตัวตำบลมีหลายแห่งส่วนมากก็ปีละสี่ตำลึงไม่รวมอาหารกลางวัล กระดาษหรือพู่กัน”
สำนักศึกษาในตัวตำบลคงจะมีแต่ลูกคนร่ำรวย มีเงินสินะ แค่ค่าเรียนก็ปีละสี่ตำลึงไปแล้ว หากรวมค่ากระดาษ หมึก พู่กัน จะไม่ห้าตำลึงเลยหรือ?
สองแม่ลูกนั่งครุ่นคิดกันอยู่สักพัก หากเข้าสำนักศึกษาในตัวตำบล คิดค่าเล่าเรียนรวมแล้วปีละห้าตำลึง ระยะทางไม่ใกล้เลยหากเขาไปที่นั่นการเดินทางจะลำบากหรือไม่? แต่หากเข้าสำนักศึกษานอกตัวตำบลคิดรวมค่าเล่าเรียนปีละสอง ตำลึงระยะทางก็คงไม่ไกลสักเท่าไหร่ เดินเท้าไปเองลู่เซิงน่าจะพอไหว
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าลองไปดูที่สำนักศึกษาดูก่อนดีหรือไม่ หากคิดว่ายังไม่พอใจก็ค่อยไปดูที่ตัวตำบลก็ได้”
“เอาเช่นนั้นหรือ?”
“เจ้าค่ะ ข้าอยากจะพาลู่เซิงไปดูบรรยากาศที่สำนักศึกษาเสียหน่อย” ไปดูสถานที่จริงสิ ถึงจะรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ อีกอย่างสำนักศึกษานอกตัวเมืองก็มีอาจารย์ที่สอบได้ตำแหน่งดีๆกันก็ไม่น้อย ไม่ได้ด้อยไปกว่าในตัวตำบลใหญ่ๆสักเท่าไหร่
“ท่่านแม่ท่านว่าจะให้ลู่เซิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาไหนดีเจ้าคะ” นางไม่ค่อยรู้รายละเอียดพวกนี้สักเท่าไหร่ เพราะเนื้อเรื่องนิยายไม่ได้เอ่ยถึง ที่ที่นางรู้จักก็มีอยู่ที่เดียว
‘สำนักศึกษาตระกูลจ้าว’
“ก็ที่สำนักศึกษาตระกูลจ้าวอย่างไร” ขณะที่อวิ๋นซีกำลังนึกถึงสำนักศึกษาตระกูลจ้าว มารดาของนางก็เอ่ยชื่อมาแทบจะพร้อมกันจนอวิ๋นซีที่นั่งใจลอย สะดุ้ง
“… !! ” เอ่อจังหวะนรกมากไปรึหน่อยหรือไม่ “สำนักศึกษาตระกูลจ้าวหรือเจ้าคะ?” นางถามย้ำ
“ใช่แล้ว เด็กที่หมู่บ้านข้างๆต่างก็ไปเรียนที่นั่นกันทั้งนั้น แม้แต่ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังเคยศึกษาที่นั่น”
ขณะที่อวิ๋นซีกำลังคิดว่าจะหาที่อื่นดีหรือไม่ ลู่เซิงที่เก็บจานชามล้างเสร็จแล้วก็โผล่หน้าเข้ามา
“ท่านแม่ ท่านพี่คุยอะไรกันหรือขอรับ?”
ฮุ่ยเหนียงอมยิ้มมองเขา “กำลังคุยกันว่าจะส่งเจ้าเข้าเรียนทีี่สำนักศึกษาน่ะ”
“จริงหรือขอรับ” เขาตื่นเต้น
อวิ๋นซีเห็นเขาตื่นเต้นก็ยิ้มตอบ “จริงสิ ตอนนี้ข้ามีเงินแล้ว จะส่งเจ้าไปเข้าเรียน”
“จะดีหรือขอรับ เงินที่บ้านมีพอแล้วหรือ?” ไม่ใช่ว่าเพื่อส่งเขาเข้าเรียนพี่สาวต้องทำงานจนเหน็ดเหนื่อยหรอกนะ หากท่านพ่อรู้เข้า เขาไม่ต้องเอาชีวิตน้อยๆที่น่ารักนี้ไปทิ้งหรือ
ก็ท่านพ่อน่ะนะ…. ไม่พูดดีกว่า
“เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็กจะกังวลไปทำไม หากได้เข้าเรียนเหมือนคนอื่นๆแล้วไม่ดีหรือ…แล้วนี่มีสำนักศึกษาที่อยากเข้าหรือไม่?” ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอยากไปเรียนที่อื่นที่ไม่ใช่สำนักศึกษาตระกูลจ้าว
“สำนักศึกษาที่อยากเข้าหรือ ท่านแม่ ท่านพี่ ข้าอยากเข้าสำนักศึกษาตระกูลจ้าว” เด็กคนอื่นๆในหมู่บ้านข้างๆต่างก็ไปที่นั่นเพราะราคาไม่แพงเท่าที่อื่น อีกอย่างเขาก็จะได้มีเพื่อนในหมู่บ้านใกล้ๆไปเรียนด้วยอย่างไรล่ะ
อีกแล้วหรือ? สำนักตระกูลจ้าวอีกแล้ว สำนักศึกษาเหวินจง สำนักศึกษาจระกูลเซิงแถวนี้ก็ไม่คิดจะไปหรือ? สำนักศึกษาตระกูลจ้าวเป็นของบ้านนางเอกนะสิหากเข้าไปพัวพันจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกหรือไม่
แต่แม้แต่ลู่เซิงก็ยังคิดว่าที่นั่นดี ตัวนางเองที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนทางการเงินจะขัดอะไรได้เล่า อีกอย่างเพียงแค่ไปดูลาดเลาก่อนเท่านั้น ไม่แน่ว่าพอเห็นสถานที่และบริบถในสำนักศึกษาลู่เซิงอาจจะไม่ชอบก็ได้
“ถ้าอย่างนั้น อีกสักวันสองวันจะพาเจ้าไปที่สำนักศึกษาแล้วกัน” อวิ๋นซีที่คิดตกแล้วบอกกับน้องชาย
“ขอรับ ข้าจะเตรียมตัวเอาไว้” เขาพูดด้วยท่าทีดีอกดีใจจนฮุ่ยเหนียงกับอวิ๋นซีอมยิ้มไปด้วย