เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนพื้นปลุกให้พี่กรสะดุ้งตื่นจากอาการมึนแอลกอฮอล์
เขาปรายตามองหน้าจอที่โชว์ชื่อ “อ.วิภา” ก่อนจะโยนมันทิ้งไปอีกทางอย่างรำคาญ
แต่ปลายสายยังไม่ลดละความพยายาม จนสุดท้ายเขาต้องกดรับแบบลำโพงทิ้งไว้
“...อะไรครับ” เสียงเขาแหบพร่าและต่ำลึกจนคนฟังน่าจะเดาได้ว่าเขาดื่มหนักมาทั้งคืน
“อาจารย์ธนากรคะ... ภาเป็นห่วงนะคะ เมื่อเช้าอาจารย์โมโหมาก ภาอยู่หน้าคอนโดแล้วค่ะ เปิดประตูให้ภาหน่อยนะคะ ภามีน้ำผึ้งกับยาแก้เมามาให้ด้วยค่ะ”
พี่กรนิ่งไปครู่หนึ่ง น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเมื่อครู่เริ่มเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง เขาเช็ดหน้าแรงๆ
“...ไม่ต้องมาครับ ผมไม่เป็นไร กลับไปเถอะ”
“ให้ภาอยู่เป็นเพื่อนนะคะ... ภาไม่รบกวนนานหรอกค่ะ”
ความเงียบปกคลุมห้องอยู่นาน จนสุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“...ขึ้นมา”
ไม่กี่นาทีต่อมา วิภาก็เดินเข้ามาสวมกอดเขาจากด้านหลัง ความอบอุ่นจากอ้อมกอดเธอไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย แต่มันกลับเหมือนโซ่ตรวนที่ชื่อว่า “ความรับผิดชอบ” ที่เขาสร้างขึ้นมาล่ามตัวเองไว้
วิภาคือสัญลักษณ์ของความล้มเหลวที่ย้ำเตือนว่าเขาพังชีวิตตัวเองด้วยมือเปล่า
“...ผม เสียเธอไปแล้วจริงๆ ใช่ไหมครับ” เขาถามออกไปเหมือนคนหลงทาง
“ภาอยู่ตรงนี้แล้วไงคะ... เรามาเริ่มต้นใหม่กันนะ ภารักอาจารย์ค่ะ” เธอกระซิบตอบพร้อมกอดแน่นขึ้น
คืนนั้นพี่กรไม่ได้กอดตอบ เขาเพียงแค่ปล่อยให้เธออยู่ข้างๆ ใช้เธอเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ชั่วคราวเพื่อให้ผ่านคืนที่ทรมานไปได้
แต่พอตื่นมาเขาก็พบว่าแผลเขายิ่งอักเสบกว่าเดิม ในฝันเขายังเห็นแต่ภาพแพรยิ้มให้ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับเอก เขาได้แต่สะดุ้งตื่นมากลางดึกพร้อมน้ำตา และความรู้สึกผิดที่สลัดไม่หลุด
[หลังลาพักร้อน 10 วัน กลับมาทำงาน]
พี่กรกลับมาทำงานด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป เขาเงียบขรึมและดูเหนื่อยล้าตลอดเวลา
สิ่งที่คนในคณะสังเกตเห็นจนชินตาคือ อ.วิภา ที่ตามติดเขาเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นกาแฟตอนเช้า หรือการนั่งเฝ้าจนดึกดื่น
ความรักของวิภาคือ “ความระแวง” เธอไม่ได้ดูแลเขาด้วยหัวใจ แต่ทำเพราะกลัวว่าถ้าคลาดสายตาเพียงนาทีเดียว พี่กรจะหนีกลับไปหาแพร และเธอจะกลายเป็นผู้แพ้ในสายตาคนอื่น
ส่วนพี่กร... เขาเลิกต่อต้านวิภาไม่ใช่เพราะยอมรับ แต่เพราะเขา “หมดแรง” เขาปล่อยให้เธอทำตามใจเหมือนหุ่นเชิด เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าพอจะไปเริ่มใหม่กับใคร และไม่มีหน้าจะกลับไปหาแพรอีกแล้ว
แพรเห็นภาพเหล่านั้นผ่านโต๊ะทำงานของเธอชัดเจน เห็นวิภาเกาะแขน เห็นรอยยิ้มออดอ้อนนั่น แต่เธอกลับนิ่งเฉย เธอไม่มองนาน ไม่แสดงสีหน้า ความเจ็บปวดในใจเริ่มเปลี่ยนเป็นความเคยชินที่เธอเลือกจะเดินผ่านมันไปเฉยๆ
ในขณะเดียวกัน ความสม่ำเสมอของพี่เอกเริ่มสมานแผลในใจเธอทีละน้อย เขาไม่เคยกดดัน ไม่เคยถามถึงอนาคต เขาแค่ทำตัวเป็นที่พื้นที่ปลอดภัยให้เธอได้พักพิง
หลังจากที่เอกเคยพลาดไปในอดีต เขาสาบานว่าจะไม่บังคับเธออีก ความรักครั้งนี้ของเขาจึงเป็นการอยากเห็นเธอมีความสุขจริงๆ ไม่ว่าในสถานะไหน
แพรเริ่มยิ้มได้และหัวเราะเบาๆ เมื่ออยู่กับเอก เธอเริ่มวางใจในความนิ่งและสม่ำเสมอของเขาจนเริ่มรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เห็นข้อความ “ถึงบ้านรึยังครับ” ในตอนดึก
[6 เดือนผ่านไป]
รอยแผลในใจของแพรเริ่มตกสะเก็ด
เธอสดใสขึ้นและเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เธอไม่ได้ลืมเรื่องพี่กร แต่เธอเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่ร้องไห้ พี่เอกยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ ชวนกินข้าว ชวนไปทะเล ทำทุกอย่างที่ทำให้แพรรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีมุมสงบๆ ให้เธออยู่
ส่วนพี่กร... เขาทำได้เพียงเฝ้ามองแพรผ่านหน้าต่างห้องทำงาน เห็นเธอยิ้มให้เอก เห็นเอกไปรับไปส่ง ภาพเหล่านั้นเหมือนมีดกรีดใจเขาซ้ำๆ แต่เขาไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรอีกแล้ว เขาได้แต่นั่งกุมขมับอยู่ในมุมมืด ร้องไห้กับตัวเองคนเดียวขณะที่วิภายังคงพยายามทำตัวเป็นเจ้าของเขาต่อไป
- วันปีใหม่ -
คณะจัดงานเลี้ยงใหญ่ประจำปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ธีมงานในปีนี้คือ “เจ้าชาย และ เจ้าหญิง” ธีมที่ดูเหมือนเทพนิยาย แต่ชีวิตจริงของพวกเขาช่างห่างไกลจากคำนั้นเหลือเกิน