หลังจากได้รับแต้มเสริมความแข็งแกร่งจากการสังหารช่ายคุณ ความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยก็ข้ามจากขั้น 9 มาถึงขั้น 10 ตอนนี้เขาเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้ว
นับจากวันนั้นเซี่ยฮุยก็ไม่ได้เข้าไปวุ่นวายกับสำนักทะเลทรายอีก เขายังคงเลือกซ่อนตัวอยู่ภายในมหาวิทยาลัยอย่างเงียบ ๆ
สำนักทะเลทรายที่อยู่ภายในเมืองหลวงก็ไม่ได้เข้ามาตามหาภายในมหาวิทยาลัยเช่นกัน บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าเซี่ยฮุยไม่ใช่นักเรียนของมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ปล่อยให้คนพวกนั้นหาพลิกแผ่นดินต่อไปเถอะ
แน่นอนว่าช่วงหลายวันมานี้เขาก็ไม่ได้อยู่เฉย
ระหว่างที่อยู่ในมหาวิทยาลัย เขาก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมาก
ยกตัวอย่างเช่นภายในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้แห่งนี้ยังไม่มีการแบ่งระดับชั้น ไม่มีการแบ่งสถาบัน และไม่มีการแบ่งครูผู้สอน...
เซี่ยฮุยได้ไปสอบถามมาแล้วว่าทำไมถึงไม่มีการแบ่งไว้ล่วงหน้า
คำตอบที่ได้คือเนื่องจากนักเรียนยังเป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว หลังจากที่สอบเข้าจนถึงช่วงเปิดเทอมมีเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ระหว่างอยู่ในช่วงปิดเทอมนักเรียนเหล่านี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
มีนักเรียนบางคนที่อาจจะเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตพิเศษ แต่ก็อาจจะมีบางคนที่บรรลุขอบเขตพิเศษและเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้ว
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการล่วงหน้าก่อนที่จะลงทะเบียนเรียนได้
เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มุ่งเน้นไปที่พรสวรรค์ของเด็ก นักเรียนที่เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้เร็วก็จะกลายเป็นกลุ่มเด็กที่ทางมหาวิทยาลัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ
ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์จะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ มนุษย์ ปฐพีและสวรรค์ หลังจากข้ามผ่านอุปสรรคแต่ละขั้นก็จะสามารถบรรลุเข้าสู่ขอบเขตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ซึ่งขอบเขตนี้ต่างหากล่ะที่จะถูกเรียกว่าเป็นแกนหลักที่แท้จริง
นักเรียนต้องเข้ารับการเรียนการสอนที่ตนเองถนัด นี่คือจุดมุ่งหมายของการศึกษาในโลกนี้
ดังนั้นหลังจากเปิดเทอม พวกเขาก็จะต้องเข้ารับการทดสอบความสามารถโดยรวม
หลังจากนั้นก็จะยึดตามความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของผู้เล่นเพื่อแบ่งสถาบัน แบ่งระดับชั้นเรียนและพวกเขาก็จะได้รับคำชี้แนะจากครูผู้สอนที่ดำเนินการสอนแต่ละชั้นเรียน
“พี่ฮุยตื่นหรือยัง?”
ระหว่างที่เขากำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เฉียนตัวตัวมาถึงแล้ว
เมื่อพูดถึงเฉียนตัวตัว หลังจากที่เซี่ยฮุยออกมาจากสถานที่แห่งนั้นในคืนนั้น เขาก็มาพบกับเฉียนตัวตัวโดยบังเอิญ เจ้าตัวบอกเขาว่าไปที่นั่นเพื่อที่จะไปตรวจสอบสำนักทะเลทราย
พูดเป็นเล่น...คิดว่าเขาจะปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าไปตรวจสอบเหรอ?
สำนักทะเลทรายสูญเสียศิษย์เป็นจำนวนมาก ตอนนี้คงกำลังออกล่าผู้กระทำผิดอย่างบ้าคลั่ง
แม้ว่าเฉียนตัวตัวจะมีความแข็งแกร่งขั้น 8 และทำให้เขารู้สึกประหลาดใจกับความก้าวหน้าที่รวดเร็วของอีกฝ่าย
แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเฉียนตัวตัว ต่อให้เขาจะเป็นคนร้ายที่สังหารพี่น้องของคนในสำนักทะเลทรายหรือไม่ ความบ้าคลั่งที่ครอบงำคนเหล่านั้นคงทำให้เฉียนตัวตัวไม่สามารถกลับออกมาได้แน่ ๆ
ดังนั้นเซี่ยฮุยจึงบอกให้เขากลับมาที่นี่
“ประตูไม่ได้ล็อก”
เมื่อได้ยินเซี่ยฮุยพูดแบบเช่นนั้น ร่างอ้วน ๆ ของเขาก็เดินเข้ามาด้านใน
“พี่ฮุย อีกสองวันก็จะเปิดเทอมแล้ว วันนี้พวกเราออกไปสำรวจรอบ ๆ มหาลัยกันดีป่ะ”
“อื้อ”
เซี่ยฮุยพยักหน้า เขาเองก็มีความคิดนี้เช่นกัน
“แต่ พวกเราออกไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ”
“จริงด้วย ฉันรีบไปหน่อย ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ไงเนี่ย”
เฉียนตัวตัวยิ้มหึหึพร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยแก้เก้อ เซี่ยฮุยเห็นท่าทางของเขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบกลอกตามองบน
เขาลุกขึ้นและเดินออกจากห้อง หลังจากล็อกประตูเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางทันที
ตอนนี้ยังเช้าตรู่ ท้องฟ้ากำลังเริ่มจะสว่างทั่วทั้งฟ้าแล้วแต่ทางฝั่งทิศตะวันออกยังเป็นสีขาวราวกับท้องปลา
อากาศยามเช้าเย็นสดชื่น ตอนที่ทั้งสองคนเดินออกมาจากหอพัก ลมในช่วงเช้าก็ปะทะเข้ากับหน้าของพวกเขา ช่างเป็นบรรยากาศที่สดชื่นและรู้สึกสบายตัวเสียจริง
พวกเขาเลือกร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เป็นแผงลอย จากนั้นก็เดินเข้าไปสั่งซาลาเปาสามเข่งและน้ำเต้าหู้อีกสองถ้วย หนังท้องตึงพวกเขาก็จ่ายเงินและเดินกลับเข้าไปด้านในมหาวิทยาลัย
ภายในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ถูกแบ่งออกเป็นสี่สถาบันได้แก่ สถาบันผู้ฝึกยุทธ์ สถาบันผู้มีความสามารถ สถาบันกลยุทธ์และสถาบันโลจิสติกส์
หลังจากตรวจสอบด้วยบัตรแสดงตัวตน พวกเขาทั้งสองก็เดินผ่านประตูเข้ามาด้านในมหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น
“พี่ฮุย พี่คิดว่าพี่จะถูกส่งไปเรียนอยู่สถาบันไหนเหรอ?”
เฉียนตัวตัวดื่มชานมไปพลางก็ถามเซี่ยฮุยไปพลาง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เขาส่ายหน้าเพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะถูกส่งไปเรียนสถาบันไหน แต่จากการคาดเดาของเขาก็คงจะถูกส่งไปเรียนสถาบันผู้ฝึกยุทธ์
ความแข็งแกร่งของเขาที่แสดงออกมาให้คนอื่น ๆ ได้เห็นถูกจัดไปทางฝั่งผู้ฝึกยุทธ์มากกว่า
“นั่นสิ”
เฉียนตัวตัวหยุดคิด จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ที่มหาวิทยาลัยทำการประเมินข้อมูลของผู้สอบเข้าก็เพื่อให้มั่นใจถึงพรสวรรค์ของพวกเราได้มากขึ้น หลังจากนั้นก็จะช่วยเราตัดสินใจเส้นทางการพัฒนาในภายหลัง”
“แต่มหาลัยที่นี่ใหญ่จริง ๆ ใหญ่กว่าโรงเรียนของเราตั้งหลายสิบเท่า”
เมื่อนึกถึงแผนที่ของมหาวิทยาลัยด้านหน้าประตูทางเข้าก่อนหน้านี้ เฉียนตัวตัวก็ถอนหายใจออกมา “โชคดีนะที่หอพักของแต่ละสถาบันถูกแบ่งแยกออกจากกัน ไม่งั้นเวลาไปเรียนคงต้องวิ่งไปเรียนแน่เลย”
“อื้อ”
เซี่ยฮุยพยักหน้าเห็นด้วย ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นอกจากพื้นที่พิเศษแค่ไม่กี่จุด สถานที่อื่น ๆ มีกฎห้ามไม่ให้ใช้ความสามารถพิเศษทุกกรณี
แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ก็ไม่มีสิทธิ์ใช้พลังปราณเพื่อเพิ่มความเร็วเช่นกัน
“สถาบันผู้ฝึกยุทธ์กับสถาบันผู้มีความสามารถเป็นสองสถาบันที่ได้รับความนิยมสูงสุดของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้เลยนะ ไม่ได้มีดีแค่ทรัพยากรนะ การดูแลก็ดีมากไม่แพ้กัน”
“ในบรรดาสถาบันทั้งสี่ของที่นี่ สถาบันโลจิสติกส์แย่ที่สุดแล้วล่ะ ไม่เพียงแต่ทรัพยากรที่น้อยนิดเท่านั้นนะ แม้แต่ความแข็งแกร่งของครูผู้สอนก็ค่อนข้างอ่อนแอ”
เฉียนตัวตัวพูดพึมพำไม่หยุด “สำหรับฉัน...มีความเป็นไปได้ 80-90% ที่จะถูกส่งให้ไปอยู่สถาบันผู้มีความสามารถ พี่ฮุยกับหลี่เหมยคงถูกส่งไปอยู่สถาบันผู้ฝึกยุทธ์ ตั๋วตั่วกับพี่ปิงอวี่ก็คงจะถูกจัดให้อยู่สถาบันผู้มีความสามารถ ส่วนเสียวเสี่ยวมีความเป็นไปได้ที่จะถูกส่งไปอยู่สถาบันโลจิสติกส์ แต่พรสวรรค์ของเธอ ถ้าหากไปอยู่ที่นั่นคงเป็นลูกรักแน่นอน ถึงเวลานั้นทรัพยากรที่เธอจะได้รับคงไม่น้อยไปกว่าพวกเราหรอก”
เซี่ยฮุยเหลือบมองอีกฝ่าย แม้ว่าเฉียนตัวตัวจะพูดเป็นตุเป็นตะราวกับเป็นเรื่องจริง แต่นี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเขาเท่านั้น
“สถาบันผู้ฝึกยุทธ์กับสถาบันผู้มีความสามารถจะเน้นฝึกฝนผู้แข็งแกร่งให้เผชิญหน้ากับตัวประหลาด ไม่เพียงแต่ทรัพยากรที่เยอะมาก ๆ แม้แต่ความแข็งแกร่งของครูผู้สอนก็แข็งแกร่งที่สุดด้วย”
“แต่ว่า...พี่ฮุย...”
เฉียนตัวตัวขยับเข้าใกล้เซี่ยฮุยเล็กน้อย จากนั้นก็กระซิบราวกับกำลังบอกความลับ
“ฉันได้ยินมาว่าผลการทดสอบของพวกเรา ไม่ได้ดูจากตัวเลขและไม่ได้ดูจากคะแนนที่ผ่านมาของพวกเราด้วย”
“ดูความสามารถในการต่อสู้สนามจริงทั้งหมดเหรอ?”
“ใช่ ๆ ดูความสามารถในการต่อสู้สนามจริงนั่นแหละ”
“ตอนเปิดเทอม สนามทดสอบจะถูกเปิดไว้ทั้งหมดสี่ชั้น แต่ละชั้นรองรับได้ 500 คน แต่ละชั้นจะถูกแบ่งตามสถาบัน ถ้าอยากจะเข้าสถาบันไหนก็ขึ้นไปที่ชั้นนั้นได้เลย”
“และเราก็ต้องใช้ความแข็งแกร่งตามชั้นที่เราเลือกด้วยนะ”
“สถาบันผู้ฝึกยุทธ์กับสถาบันผู้มีความสามารถเป็นที่นิยมขนาดนั้น แต่รับจำกัดแค่ 500 คนเท่านั้น ส่วนผู้สมัครแต่ละชั้นมีมากถึง 1,000 คนเลยนะ ถึงเวลานั้นพวกน้องใหม่ที่อยากจะเข้าไปอยู่สองสถาบันนี้คงจะโชว์พลังกันแบบสุดตัวเลยล่ะ”
“ดูเหมือนว่านี่ต่างหากล่ะที่เป็นการทดสอบเพื่อเข้าเรียนของจริง”
ได้ยินเฉียนตัวตัวพูดแบบนั้น เซี่ยฮุยก็พอจะเข้าใจถึงความตั้งใจของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
“คนที่เข้าไปรับการทดสอบจำนวน 1,000 คนเหล่านั้น ถ้าหากการทดสอบต้องสู้กัน คนที่เข้าไปตัวคนเดียวแล้วต้องไปเจอกับพวกที่รวมกลุ่มกันเป็นทีม แบบนั้นก็คงจะเสียเปรียบน่าดูเลย”
เซี่ยฮุยลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว เขาคิดว่าความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ถ้าหากถูกรุมโจมตีขึ้นมาคงยากที่จะต้านได้ เพราะเหล่านักเรียนที่สอบเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้แห่งนี้ได้ ความสามารถของพวกเขาย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เฉียนตัวตัวราวกับอ่านใจเขาได้ “พี่ฮุยคิดมากเกินไปแล้ว สำหรับพี่แค่เปิดใช้พลังทั้งหมดที่มีก็ไม่มีใครสู้พี่ได้แล้ว จำนวนคน 500 คน คงไม่มีใครสู้ถึงขั้นเอาเป็นเอาตายหรอก”
เซี่ยฮุยก็คิดเช่นนั้น ทุกคนมาจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าหากมีคนคิดจะริเริ่มในการสร้างทีมขนาดใหญ่ขึ้นมาระหว่างทำการประเมิน สิ่งที่เขาทำก็นับว่าเป็นการแสดงความสามารถอย่างหนึ่งเช่นกัน
คนที่มีความสามารถแบบนั้น ต่อให้ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสถาบันผู้ฝึกยุทธ์หรือสถาบันผู้มีความสามารถได้ สุดท้ายเขาก็ยังเป็นที่ต้องการของสถาบันกลยุทธ์อยู่ดี
เพราะสำหรับสถาบันกลยุทธ์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสองสถาบันแรกเท่าไหร่นัก
“พี่ฮุย การแบ่งสถาบันเป็นเรื่องที่สำคัญมากก็จริง แต่การแบ่งชั้นเรียนและครูผู้สอนเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า สถาบันผู้ฝึกยุทธ์และผู้มีความสามารถแตกต่างจากสถาบันกลยุทธ์และโลจิสติกส์ สำหรับสองสถาบันหลังครูหนึ่งคนจะดูแลนักเรียนหลายร้อยคน แต่สำหรับสถาบันผู้ฝึกยุทธ์และผู้มีความสามารถ มากสุดคือครูหนึ่งคนดูแลนักเรียนยี่สิบคน และมีกรณีดูแลน้อยที่สุดคือห้าถึงหกคนเท่านั้น”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เฉียนตัวตัวก็พูดต่อว่า “ความแข็งแกร่งของครูแต่ละคนก็แตกต่างกันนะ แม้ว่าจะมีพื้นฐานการสอนเหมือนกัน แต่ครูที่มีความแข็งแกร่งจะมีทรัพยากรที่มากกว่า”
“เป้าหมายของฉันก็คือฉันจะต้องหาครูที่ปรึกษาที่แข็งแกร่งให้ได้”
เซี่ยฮุยเข้าใจความหมายของเขาในทันที ครูที่ปรึกษาที่มีความแข็งแกร่งอาจจะมีอุตสาหกรรมของตัวเองอยู่ด้านนอกมหาวิทยาลัย ต่อให้ไม่มีแต่อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีเครือข่ายที่มากกว่า
การมีครูที่ปรึกษาแบบนั้นนอกจากจะทำให้ได้รับผลประโยชน์แล้ว ยังเป็นวิธีหาเงินที่ปลอดภัยด้วย
ถ้าหากครูที่ปรึกษาถูกใจนักเรียนคนไหนขึ้นมาเป็นพิเศษ บางทีเขาอาจจะลงทุนจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนนักเรียนคนนั้นแบบนอกรอบได้ใครจะไปรู้
ดังนั้นแม้ว่าทุกคนจะได้รับทรัพยากรที่เท่า ๆ กันจากทางมหาวิทยาลัย แต่ถ้าหากได้ครูที่ปรึกษาดีก็อาจจะได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ
ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินตั้งแต่การทำการทดสอบก่อนเข้าเรียน
ครูที่ปรึกษาเลือกนักเรียน นักเรียนก็เลือกครูที่พวกเขาอยากได้เช่นกัน
ก่อนอื่นความแข็งแกร่งต้องโดดเด่นกว่าเหล่านักเรียนใหม่คนอื่น ๆ สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ให้เขามีสิทธิ์เลือกได้มากขึ้น
“สรุปก็คือต้องเลือกสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุด ชั้นเรียนที่แข็งแกร่งดีสุด และครูที่ปรึกษาที่เก่งที่สุด”
เซี่ยฮุยสรุปโดยรวมอีกครั้ง ส่วนเฉียนตัวตัวก็พยักหน้าตอบกลับมาเพื่อเป็นการยืนยันสิ่งที่เขาพูด
แม้ว่าจะสรุปได้เช่นนี้ แต่คำพูดต่อไปของเซี่ยฮุยก็ทำให้เฉียนตัวตัวเกิดอาการสับสนขึ้นมา
“แต่เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวอะไรกับการมาเดินชมรอบมหาลัยของเราในวันนี้เหรอ”
“เอ่อ...”
เฉียนตัวตัวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเป้าหมายที่เขาปลุกเซี่ยฮุยมาที่นี่คืออะไร
“พี่ฮุย พวกเรามาทำความคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ก่อนไง”
ระหว่างที่พูด เฉียนตัวตัวก็ยกนิ้วขึ้นมาและเริ่มไล่ลำดับหนึ่งถึงสาม
“ข้อหนึ่ง...พวกเราไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้เลย ถ้าเปิดเทอมแล้วพวกเราไม่รู้ว่าสถานที่ทดสอบอยู่ที่ไหน เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะเข้าไปอยู่สถาบันและชั้นเรียนที่เราต้องการได้นะ ถ้าเป็นแบบนั้นคงเสียดายแย่เลย”
“ข้อสอง...เราต้องเดินตามทีละขั้นตอน ถึงแม้ว่าระดับความแข็งแกร่งของพี่ฮุยจะสูงจนไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ แต่ถ้าเกิดซวยสอบไม่ผ่านขึ้นมาล่ะก็...เห้ยพี่ฮุย...ฉันไม่ได้แช่งพี่นะ เพราะบางทีอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้นะ”
“ข้อสาม...เหล่าสาว ๆ ถึงตอนนั้นถ้าพวกเราคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้แล้วบังเอิญไปเจอสาว ๆ เราก็ถือโอกาสเดินแนะนำสถานที่พวกนี้ให้กับพวกเธอซะเลย บางทีสี่ปีที่อยู่ที่นี่อาจจะเป็นวันของเฉียนตัวตัวคนนี้ก็ได้นะ”
เมื่อพูดถึงข้อสุดท้าย เฉียนตัวตัวก็หน้าบานเป็นกระด้ง
เซี่ยฮุยไม่แปลกใจเลยว่าสิ่งที่เขาพูดมาทั้งสามข้อ จุดประสงค์หลักที่แท้จริงของเขาคือข้อสามต่างหากล่ะ
“พวกเธอรู้หรือยัง?”
คำถามสั้น ๆ ของเขาทำให้เฉียนตัวตัวเกิดอาการตึงเครียด
ดวงตาของเขาเป็นประกาย “พี่ฮุยเรื่องนี้พี่ต้องเก็บเป็นความลับนะ ถ้าพวกเธอรู้เรื่องนี้ฉันตายแน่”
ท่าทางแอ๊บแบ๊วของผู้ชายทำให้เซี่ยฮุยรู้สึกขนลุกขนพองชะมัด
เขาถอยหลังออกไปหลายก้าวอยู่ให้ห่างจากเฉียนตัวตัว “ฉันจะเก็บเป็นความลับก็ได้ แต่นายช่วยเก็บท่าทางและสีหน้านายตอนนี้หน่อยเถอะ ขนลุกชะมัด!”
เฉียนตัวตัวทำหน้าปกติอีกครั้ง หลังจากได้ในสิ่งที่เขาต้องการเขาก็หยุดทำท่าทางอ้อนวอนเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกอับอายที่ต้องทำแบบนี้เช่นกัน
“เอ่อ ไหน ๆ เราก็มาที่นี่แล้ว พวกเราไปดูตึกที่ใช้สำหรับทดสอบกันไหม?”
แผนที่บนสายรัดข้อมือระบุพิกัดว่าตึกที่ใช้สำหรับทดสอบห่างจากที่พวกเขายืนอยู่ไม่ไกล เซี่ยฮุยจึงพยักหน้าตอบกลับไป
พูดจบพวกเขาทั้งสองก็เดินตรงไปที่ตึกแห่งนั้นทันที