ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 56 พบกับเฉินเฉาเกอ

            ภายในห้องฝึกซ้อมส่วนตัวห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ห้องที่หลินหยางฝึกซ้อมอยู่เวินชิงชิงกำลังฝึกวิชาที่ชื่อว่า “โฉมงามใจพิสุทธิ์” อยู่ในห้องนั้น

            มันคือวิชาที่หลินหยางจัดมาให้เวินชิงชิงฝึกโดยเฉพาะไม่ใช่เพราะเขาทนเห็นเวินชิงชิงทนทรมานไม่ได้แต่เป็นเพราะจากประสบการณ์ของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วแล้วเพศหญิงไม่ค่อยเหมาะกับรูปแบบการฝึกที่มันป่าเถื่อนขนาดนั้นสักเท่าไร

            วิชาโฉมงามใจพิสุทธิ์นั้นมีความสามารถร้ายกาจคล้ายคลึงกับพลังเทพอัคคีแต่วิธีการฝึกไม่เหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ร้ายกาจทรงพลังเท่ากับวิชาเทพอัคคีก็ตาม แต่มันก็สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการทำให้เวินชิงชิงรับรู้ถึงพลังฟ้าดินได้มากขึ้น

            แต่วิชานี้ก็มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่ข้อหนึ่งเหมือนกันนั่นก็คือในขณะที่กำลังฝึกอยู่จะถูกพลังหยินหยางของวิชานี้เข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสขึ้นซึ่งเป็นความเจ็บปวดที่คนธรรมดาไม่สามารถทนรับมันได้แน่แต่เวินชิงชิงก็ยังยืนยันที่จะเลือกฝึกวิชานี้

            หากมีวิชานี้อยู่เวินชิงชิงจะต้องแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววันนี้แน่นอนแต่ระหว่างที่กำลังฝึกวิชาอยู่ก็จะมีบ้างบางคนที่บางทีอาจจะได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

            พลังอันแข็งแกร่งย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอแม้แต่หลินหยางเองก็เช่นกัน...

            แต่เหล่าหนุ่มน้อยทั้งหลายนี้กลับสังเกตเห็นว่าระหว่างคุณหนูตระกูลเวินและหลินอี้นั้นเหมือนจะมีสายสัมพันธ์อะไรบางอย่างที่มันดูอธิบายไม่ค่อยจะถูกเสียเท่าไรเกิดขึ้น

            ตัวหลินหยางเองหลังจากที่ร่วมกันฝ่าวิกฤติกับเวินชิงชิงจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดที่เทือกเขาเมฆมรกตเมื่อครั้งนั้นแล้วตัวเขาก็ไม่สามารถฟันธงได้แล้วว่าในใจเขายังปฏิบัติกับเวินชิงชิงเป็นคนนอกอยู่

            แต่สำหรับหลินหยางนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มเกิดความรู้สึกพิเศษขึ้นในใจแล้วเขาก็สามารถแยกมันออกจากเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องทำได้โดยไม่ปล่อยให้มันมามีผลกระทบกับงานใหญ่

            เป้าหมายของหลินหยางในตอนนี้ถือว่าสำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้วนั่นก็คือสามารถพาตระกูลเวินทะยานขึ้นฟ้าจนยิ่งใหญ่ไม่เป็นรองใครเป้าหมายต่อไปของเขาก็คือสร้างตำแหน่งอันมั่นคงในอาณาจักรชูอวิ๋นให้ตัวเอง

            จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในแผนการล้างแค้นของเขา... กระชากหน้ากากจอมปลอมของเฉินเฉาเกอออกซะจากนั้นก็ชิงเอาตำแหน่งเจ้าชายของเขากลับคืนมา

            หลินหยางได้ทราบข่าวเกี่ยวกับจุดจบของตระกูลเฉินเมื่อเช้านี้แล้วเหล่าคนสำคัญของตระกูลเฉินล้วนถูกเนรเทศออกไปตระกูลเฉินนับว่าล่มสลายลงแล้วโดยสิ้นเชิง

            เขาถึงกับจินตนาการภาพใบหน้าของเฉินเฉาเกอตอนได้ยินข่าวนี้ออกได้ไม่ยากเลยสีหน้าของมันจะต้องดูโกรธแค้นและคลุ้มคลั่งมากแน่ๆ

            แต่แค่นั้นมันยังไม่พอ!!

            หลินหยางไม่มีทางลืมเลยว่าไอ้ชาติชั่วนั่นเคยค่อยๆ ตีสนิทเขาทำให้เขาเชื่อใจ หลอกลวงเอาความลับทุกอย่างของเขาไปจากนั้นมันก็ให้เฉินผิงมาฆ่าเขาทิ้งอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานี

            ความแค้นครั้งนั้นมันได้ฝังลึกลงไปในกระดูกดำของเขาแล้ว

            หลินหยางจะใช้วิธีที่อำมหิตที่สุดในการฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมของเฉินเฉาเกอออกมามันจะต้องชดใช้ความผิดที่มันเคยทำไว้กับเขาด้วยวิธีที่ทั้งเจ็บปวดและทรมานแสนสาหัสที่สุด!!

            และแน่นอนว่าแค่ตำแหน่งเจ้าชายน่ะมันไม่ได้อยู่ในสายตาของหลินหยางเลยสักนิด

            เขาต้องการจะชิงเอาตำแหน่งของตัวเองกลับคืนมาขณะเดียวกันก็เข้าพบกับจักรพรรดิแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างหลินเฮ่ายวนนั่น

            นั่นคือความอาวรณ์สุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ของเขา

            แผนการของหลินหยางนั้น หลังจากที่ได้พบกับพ่อของเขาแล้ว เขาจะทิ้งมรดกบางส่วนของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเอาไว้ให้อาณาจักรให้ตระกูลเวินเพื่อรับรองว่าพวกเขาจะสามารถยืนหยัดเป็นใหญ่ในทวีปชี่อู่ได้ตราบนานเท่านาน

            หลังจากจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จเรียร้อยแล้วเขาจะออกเดินทางตามหาเส้นทางสู่ความเป็นหนึ่งในวิถียุทธ์ของตัวเอง

            ซึ่งเหล่านักรบเกราะดำรุ่นแรกทั้งยี่สิบคนนี้จะเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดที่หลินหยางจัดเตรียมไว้สำหรับใช้ในการพิชิตเป้าหมายนี้

            ถึงแม้ทั้งสิบเก้าคนนี้จะไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์พิสดารล้ำเลิศอะไรแต่คนที่หลินหยางฝึกฝนด้วยตัวเองนั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพรรค์นั้นอยู่แล้ว

            หากเดินตามเขา ก็จะได้ก้าวเดินไปบนเส้นทางของผู้ไร้เทียมทาน

            กลับมาที่ปัจจุบันก่อนดีกว่า...

            เขาลืมตาขึ้นกวาดมองเหล่าหนอนน้อยน่าสงสารตรงหน้าที่กำลังถูกหั่วเอ๋อร์ไล่กวดจนแทบจะจำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ ปิดตาลงอีกครั้งโดยคิดว่าจะฝึกพลังต่อแต่จังหวะนั้นเองก็มีน้ำเสียงทีดูสูงวัยดังขึ้นมาจากภายนอกห้องฝึกซ้อมแห่งนี้

            เป็นเสียงของเวินชง

            “ผู้อาวุโสหลินนายท่านสั่งให้ข้าน้อยมาบอกท่านว่า หากท่านว่างแล้วขอเชิญท่านมาที่ห้องเมฆาร่วงโรยหน่อย...องค์ชายสองเสด็จมาถึงแล้ว”

            หลินหยางลืมตาทั้งสองข้างขึ้น

            เจ้าชายลำดับที่สอง...

            พี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง?

            หลินหยางรู้สึกสนใจในตัวขององค์ชายสองคนนี้จึงลุกขึ้นยืนพลางก้าวออกไปจากห้องฝึกซ้อมแห่งนี้

            ..................................

            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ บริเวณคฤหาสน์ของอดีตตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเฉินนั้นมีเกี้ยวขนาดเล็กที่ดูไม่สะดุดตาคันหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านไปช้าๆ

            ถ้าตอนปกติละก็ เกี้ยวแบบนี้ไม่มีทางถูกอนุญาตให้เดินบนถนนใหญ่ของตระกูลเฉินแน่นอนแต่ตอนนี้ตระกูลเฉินได้ล่มสลายลงไปแล้ว

            ประตูที่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ บรรยากาศดูเศร้าหมองสุดแสน

            มีเหล่าคนใช้กำลังแบกข้าวของของตัวเองออกมาจากในคฤหาสน์อยู่ตลอดเวลาในแววตาของพวกนั้นไม่มีเศษเสี้ยวของความอาวรณ์อยู่เลย

            ภายในคฤหาสน์นั้นยังคงได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างปวดร้าวดังออกมา คำที่ดังออกมามากที่สุดก็คือชื่อของเฉินเย่เซิงที่จากไปแล้วนั่นเอง

            เกี้ยวเล็กนี่ยิ่งเดินยิ่งช้าลงจนกระทั่งคนแบกเกี้ยวทั้งสองคนสามารถรับรู้ได้ว่าบุคคลผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ข้างในนั้นกำลังตัวสั่น

            “องค์ชายขอรับ ท่าน ไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ...”คนแบกเกี้ยวที่อยู่ด้านหลังถามขึ้น

            เฉินเฉาเกอที่อยู่ภายในนั้นกำลังกัดฟันตัวเองอย่างแรงดวงตาทั้งสองข้างแทบจะหลั่งออกมาเป็นสายเลือด

            เขาเกลียด

            เขาทรมาน

            ความฝันที่จะได้ครอบครองอาณาจักรชูอวิ๋นของเขาและพ่อกำลังเป็นรูปเป็นร่างอยู่แล้วแท้ๆแต่ใครจะคิดว่า ตัวเองที่เพิ่งจะได้เป็นเจ้าชายในเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งปีตระกูลเฉินกลับต้องมาลงเอยแบบนี้

            และสิ่งที่ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดมากกว่าเดิมคือด้วยตัวตนของเขาในตอนนี้ไม่สามารถออกหน้าช่วยอะไรได้เลยสักเรื่องเดียว

            แม้แต่จะกลับมาดูคฤหาสน์เฉินเป็นครั้งสุดท้าย ยังต้องแอบๆ มาแบบนี้ในใจนั้นรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหว แต่กลับบอกให้ใครฟังไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว

            คนชั่วย่อมต้องถูกสวรรค์ลงโทษ

            คำพูดนี้ไม่ผิดเลยแม้แต่นิดเดียว

            เฉินเฉาเกอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองและตระกูลเฉินจะต้องร่วงมาอยู่ในจุดๆนี้

            ทั้งหมด เป็นเพราะตระกูลเวิน!!

            เป็นเพราะเจ้าหลินอี้!!

            เฉินเฉาเกอไม่ได้พูดอะไรออกมา

            เขาให้เกี้ยวเล็กของเขาค่อยๆ เดินผ่านคฤหาสน์ไปเป็นการจากลาที่เจ็บปวดและขมขื่นมากที่สุดในชีวิตเขาในขณะเดียวกันก็เป็นการตัดขาดความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขาออกจนหมดอย่างสิ้นเชิง

            ตระกูลเฉินไม่เหลือแล้ว

            เฉินเฉาเกอเองก็ได้ตายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

            ตอนนี้ตัวเขาคือเจ้าชายลำดับที่เก้า หลินหยางเขาจะใช้ตัวตนนี้แย่งชิงเอาทุกสิ่งที่เขาต้องการมาทั้งหมดจากนั้นจะเอาความแค้นทั้งหมดของตระกูลเฉินไปตอบแทนให้หลินอี้ ให้เจ้าพวกระกูลเวินมากกว่าเดิมหลายพันหลายหมื่นเท่า!!

            เขาจะให้ทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นต้องชดใช้

            แต่เดิมเฉินเฉาเกอก็มีลักษณะนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่แล้วพอถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจเข้า จิตใจของเขาตอนนี้ก็ได้ตกลงสู่ความมืดมิดพอน้ำตาหยดสุดท้ายของเขาแห้งเหือดไปเมื่อเปิดปากพูดขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงที่ออกมานั้นฟังดูเรียบเฉยและเย็นยะเยือกจนคนแบกเกี้ยวถึงกับอกสั่นขวัญแขวน

            “ข้าไม่เป็นไรได้ยินว่าพี่สองของข้าไปที่ตระกูลเวินหรือ?”

            “ใช่แล้วขอรับ องค์ชายสองไปที่นั่นแล้ว”

            “หึหึ...” เฉินเฉาเกอยิ้มออกมาได้อย่างน่าสยดสยองจนชวนให้ขนลุกซู่“ไปต่อได้ พวกเราไปหาหลินอี้นั่นกัน!!”

            ..................................

            ตระกูลเวิน ณ ห้องเมฆาร่วงโรย

            หลินหยางได้มาถึงแล้ว

            ตอนที่เขามาถึงนั้น ก็สามารถดึงดูดสายตาคนในห้องไว้ได้ทันที

            แม่ทัพผู้พิทักษ์เมืองหลี่จิ้ง นายกรัฐมนตรีสื่อซือหมิงเชื้อพระวงศ์ทั้งสองท่าน ทุกคนต่างก็วางถ้วยชาในมือลงทันทีจากนั้นก็แย้มยิ้มไปทางชายหนุ่มผู้ที่สามารถสั่นสะเทือนไปทั้งเมืองอวิ๋นเฉิงคนนี้แววตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง

            ส่วนคนที่เหลือต่างก็ก้มหัวลงเล็กน้อย พวกเขารู้ดีว่าหลังจากมื้อค่ำในอีกสามวันให้หลังจบไป สถานะของชายหนุ่มผู้นี้ก็จะทรงเกียรติยิ่งกว่าเจ้าชายแล้ว!!

            มีเงาร่างที่สวมใส่เสื้อสีเหลืองนั่งอยู่ข้างๆ เวินติ่งเทียนเขาคนนั้นก็คือเจ้าชายลำดับที่สององค์ปัจจุบัน หลินเวย ในตอนที่หลินหยางค่อยๆ เดินผ่านผู้คนในห้องไปหาเวินติ่งเทียนนั้นเจ้าชายสอง หนึ่งในชายหนุ่มวัยรุ่นที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือออกไปทางหลินหยางอย่างเป็นกันเอง

            “ผู้อาวุโสหลินอี้ ข้าน้อย หลินเวยยินดีที่ได้พบ!!”

            หลินหยางมองไปทางพี่สองของตัวเอง

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับคนที่มีสายเลือดเดียวกันกับตัวเอง

            ดวงตาของหลินเวยนั้นดูกว้าง ดูสุขภาพแข็งแรงฝ่ามือของเขาดูหนักแน่นแข็งแรง ตอนที่หลินหยางจับมือด้วยนั้นก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงและเลือดลมที่ไหลเวียนอยู่ในกายเขาอย่างดุดัน

            ลูกชายของตระกูลหลิน ใช้ได้!!!!

            หลินเวยที่จับมือของหลินหยางอยู่ก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้น

            สายตาของอีกฝ่ายที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นราวกับสามารถมองตัวเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งโดยเฉพาะแรงกดดันอันน่าเกรงขามที่ปล่อยออกมาจากตัวอีกฝ่ายนั้น แม้แต่ตัวเขายังต้องแอบใจสั่น

            เขาถึงกับแอบคิดไปครู่หนึ่งเลยว่า หลินอี้ผู้นี้ช่างดูคล้ายกับผู้เป็นพ่ออย่างหลินเฮ่ายวนเสียเหลือเกินสายตาที่ราวกับกำลังมองต่ำมาที่โลกใบนี้จากด้านบนนั่น...

            เหมือนเหลือเกิน...

            เหมือนเกินไปจริงๆ...

            “องค์ชายสองเชิญนั่ง หลินอี้มาสายแบบนี้โปรดทุกท่านให้อภัย”

            เสียงพูดของหลินหยางไม่ดังมากแต่กลับสามารถทำให้เหล่าคนระดับสูงของอาณาจักรยิ้มตอบรับได้

            หลินเวยจ้องมองไปทางหลินอี้ที่นั่งถัดจากเวินติ่งเทียนแบบเงียบๆเขาถูกบรรยากาศอันองอาจและสง่างามของชายหนุ่มลึกลับตรงหน้านี้สยบไว้แล้ว และยิ่งทำให้จุดประสงค์ของเขาที่มาในวันนี้ชัดเจนขึ้น

            พอหลินหยางนั่งลงเรียบร้อย องค์ชายสองก็เปิดปากพูดขึ้นทันที “ประมุขเวิน ผู้อาวุโสหลินหลินเวยไม่อ้อมค้อมแล้วกัน ข้าน้อยได้เตรียมของขวัญเอาไว้ให้เล็กน้อยเพื่อที่จะมาแสดงความยินดีหลังจากที่ผ่านวิกฤติครั้งใหญ่ไปได้!!”

            พอพูดจบ เขาก็ปรบมือสองสามทีด้านหลังก็มีขันทีผู้ติดตามขนของกำนัลชิ้นใหญ่เข้ามาของที่อยู่ข้างในนั้นคงมีมูลค่ามหาศาล

            เวินติ่งเทียนและหลินหยางหันหน้ามาสบตากันเจ้าจิ้งจอกทั้งสองตัวนี้พยักหน้าให้กันอย่างรู้ใจ เวินติ่งเทียนพลันลุกขึ้นยืนพร้อมกับแย้มยิ้มออกมาแต่ไม่ได้รับของขวัญเอาไว้

            “องค์ชายสองเกรงใจกันเกินไปแล้วตระกูลเวินเราไม่สามารถรับของที่มูลค่ามหาศาลแบบนี้ได้หรอก”

            หลินเวยพอจะเดาท่าทีของอีกฝ่ายได้อยู่ก่อนแล้วจึงลุกขึ้นยืนเช่นกัน จากนั้นยกมือขึ้นทำท่าเคารพไปที จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

            “ท่านประมุขตระกูลเวิน ผู้อาวุโสหลินของกำนัลที่หลินเวยเตรียมมาให้นี้ เป็นน้ำใจส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของข้าไม่มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงทั้งนั้น และถ้าจะพูดให้ชัดๆ หน่อยก็คือของที่ข้าน้อยนำมามอบให้นี้ เป็นดั่งคำขอบคุณที่ท่านทั้งสองได้ทำคุณประโยชน์อันมหาศาลไว้ให้แก่อาณาจักรเราและอีกนัยหนึ่งคือเป็นของที่แทนคำขอโทษจากเหล่าองครักษ์ที่มารบกวนพวกท่านด้วยโปรดท่านประมุขเวินอย่าได้ปฏิเสธน้ำใจของเราอีกเลย...”

            ฝีปากดีใช้ได้ มีเหตุมีผล

            หลินหยางมองดูพี่สองของตัวเองแบบเงียบๆ ที่จริงเขาอยากจะใช้พี่ชายของเขาเป็นตัวแทนในการจินตนาการถึงผู้เป็นพ่อของตัวเองดูว่าหลินเฮ่ายวนน่าจะเป็นคนอย่างไร

            ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับหลินเฮ่ายวนของหลินหยางนั้นล้วนมาจากปากของผู้เป็นแม่ทั้งนั้น

            แต่แม่ของเขาก็ไม่ค่อยได้พูดถึงพ่อมากสักเท่าไร นานๆ ทีถึงจะพูดขึ้นมาบ้างทุกครั้งที่พูดถึงเขาสีหน้าของแม่ก็มักจะดูทรมานแต่ก็มีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขอยู่ด้วย

            ทำให้หลินหยางรู้สึกสงสัยและสนใจในตัวของผู้เป็นพ่อเป็นอย่างมาก

            ซึ่งจากที่ดูๆ แล้วนี่การที่สามารถอบรมสั่งสอนลูกชายแบบนี้ขึ้นมาได้ หลินเฮ่ายวนก็คงจะไม่ทำให้เขารู้สึกผิดหวัง

            เวินติ่งเทียนที่อยู่ข้างๆ นั้นพอเจอคำพูดแบบนี้ของหลินเวยเข้าไปก็รู้สึกลำบากใจ

            เขาไม่อยากจะรับของกำนัลจากหลินเวยไว้เลยเพราะนั่นจะหมายความว่าเขาได้สร้างสัมพันธ์กับหลินเวยต่อหน้าสายตาของเหล่าข้าราชการชั้นสูงซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลยแต่คำพูดของหลินเวยก็ทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธน้ำใจได้อีก

            และในตอนที่ทั้งสองกำลังยืดเยื้อกันอย่างอึดอัดอยู่นั่นเองด้านนอกห้องเมฆาร่วงโรยก็มีเสียงหัวเราะด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยดังขึ้น

            "พี่สองท่านถูกเขาปฏิเสธน้ำใจไปเเล้วตั้งสองสามรอบเเบบนี้ คงบอกได้เเค่ว่าของที่ท่านเตรียมมาน่ะมันด้อยค่าเกินไปประมุขเวินก็เลยไม่อยากจะรับไว้กระมัง"

            เสียงนี้ทำให้สีหน้าของหลินหยางเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งทันที

            เฉินเฉาเกอ... มันมาแล้ว!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน