บทกวีผลาญฟ้า

    บทที่ 1 ตอนที่ 41 : กล่าวโทษ

    ตอนที่ 41 กล่าวโทษ


     

    ตึง ตึง!


     

    เสียงฝีเท้าขนาดใหญ่ดังถี่ยิบ อสูรสีชาดมันไล่ตามหลังหญิงสาวทั้งสองอย่างไม่ลดละ แม้ว่าตัวมันจะมีพลังวิญญาณที่มากกว่า แต่ด้วยร่างกายอันใหญ่โตของมันนี้ จึงถูกต้นไม้ใหญ่ขวางทางเป็นครั้งคราว แต่ถึงกระนั้น ความเร็วของมันกลับดูคล้ายจะไล่ตามมาทันได้ทุกเมื่อ และบัดนี้หวังซิ่วอิงและหวงผิงได้พาจินฟ่านที่หมดสติทะยานหนีมาเกินครึ่งทางแล้ว


     

    ฟิ้ว...


     

    “ซ้าย!” หวังซิ่วอิงตะโกนก่อนที่ทั้งสองจะพร้อมใจกันเบี่ยงออกทางซ้าย


     

    ตู้ม!


     

    หินขนาดใหญ่ที่ถูกขว้างมาจากทางด้านหลังพลันตกกระแทกพื้นด้านข้างของทั้งสาม หากว่าหวังซิ่วอิงไม่ตะโกนบอกก่อน ด้วยสามัญสำนึกทั่วไปเมื่ออันตรายมาถึง ย่อมต้องแยกย้ายหลบไปคนละทางแน่แท้!


     

    “เจ้าพกพาพลุไฟหรือไม่?! ของข้าอยู่ที่ศิษย์พี่!” หวงผิงปากก็กล่าวถาม สองเท้าก็ยังทะยานต่อไป หวังซิ่วอิงนั้นรู้ทันทีว่าหญิงสาวต้องการให้ทำอะไร นางจึงใช้มืออีกข้างที่ว่างปลดปล่อยกระบอกพลุไฟออกจากมิติส่วนตัว


     

    “อันตราย อสูรระดับแปดสิบ เตรียมรับมือ!” หวังซิ่วอิงกู่ร้องก่อนจะโคจรพลังวิญญาณเข้าไปในพลุไฟ


     

    ฟิ้ว... ปัง!


     

    ดวงแสงพุ่งออกจากปลายกระบอกพลุไฟขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะระเบิดวาบปรากฏเป็นถ้อยคำที่หวังซิ่วอิงกล่าวเมื่อครู่


     

    “หวังว่าพวกเขาจะเตรียมรับมือ..” หวงผิงน้ำเสียงเศร้าหมอง บัดนี้นางไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจคร่ำครวญที่อาจารย์และศิษย์พี่ทั้งสองได้จากไปแม้แต่น้อย คนตายก็ส่วนคนตาย เวลานี้ควรจะห่วงคนเป็นเสียมากกว่า ‘ขอให้หนิงเอ๋อหนีทันเถอะ...’


     

    ทางด้านกังหยงที่อยู่ในพื้นที่พักแรม เมื่อนั่งรอได้พักใหญ่ก็ยังไม่พบวี่แววที่ทั้งห้าจะกลับมา มันก็เริ่มจะร้อนใจ


     

    “แม่หนูน้อย อาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสองของเจ้า ระดับพลังวิญญาณเท่าใด?” กังหยงหันไปกล่าวถามหนิงเอ๋อที่ลูบขนหยางถัวสีชมพู แม้ว่าท่าทีภายนอกของเด็กสาวจะนิ่งเงียบ แต่จากการที่นางลูบขนฟูไม่หยุด ชายพเนจรก็รู้ดีว่านางคือผู้ที่ร้อนใจมากกว่าใคร


     

    “อาจารย์ระดับหกสิบ ส่วนศิษย์พี่ทั้งสองระดับสี่สิบห้า” เด็กสาวตอบ


     

    “หกสิบกับสี่สิบห้า.. คงไม่มีอันใดต้องกังวลหรอกกระมัง..” กังหยงถอดถอนหายใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ลอบอัญเชิญห้วงกวีหกขั้นอำพรางไว้


     

    ‘แต่เรื่องยุ่งยากจะเกิดกลางคืนทุกที..’


     

    วูบ...


     

    ขณะที่กังหยงเพิ่งจะอัญเชิญห้วงกวีไปหมาดๆ หางตาของมันก็สะดุดกับดวงแสงหนึ่งทางทิศใต้ เมื่อดวงแสงลอยขึ้นมาเหนือฟากฟ้าแล้วก็กลับกลายเป็นแสงสว่างวาบ


     

    ฟิ้ว.. ปัง!


     

    คลื่นเสียงตามหลังเข้ามากระทบกับโสทประสาท ทว่ากังหยงกลับมิได้สนใจ เพราะดวงแสงที่มันจับจ้องนี้ได้ปรากฏออกมาเป็นตัวอักษรสั้นๆแต่ชัดเจน พลันนั้นดวงตาของมันก็เบิกกว้างเมื่อได้พินิจมอง


     

    “แม่หนูน้อย.. เตรียมตัว!”


     

    กังหยงบอกกล่าวเพียงเท่านี้ ก่อนที่มันจะลุกขึ้นตะโกนออกไปรอบบริเวณ


     

    “อสูรระดับแปดสิบกำลังมา! เตรียมรับมือ!” กังหยงไม่กล่าวปากเปล่า มันหยิบขอนไม้ที่พอจะหาได้มาทุบหม้อแกงที่ยังอยู่บนกองไฟพร้อมกับตะโกนซ้ำๆ


     

    “อสูรระดับแปดสิบ!”


     

    เหล่าผู้คนที่พักแรมต่างตะโกนบอกต่อกันเป็นทอดๆ บางคนก็เพิ่งจะเมาสุราหลับไป บางคนก็ยังมิได้เข้านอน เมื่อได้ยินเสียงเตือนเช่นนี้ ต่างคนก็ต่างตื่นตัววิ่งหนีกันจ้าละหวั่น


     

    “แม่หนูน้อย เราต้องหนี!” กังหยงไม่ว่าเปล่า มันก้มเขย่าปลุกเฝิ่นเฟิงที่นอนกรนให้ตื่นขึ้นทันใด “แมะห์!”


     

    เจ้าหยางถัวร้องทักท้วง แต่เมื่อมันได้ยินเสียงตะโกนของผู้คนชัดเจน มันก็รีบดีดตัวลุกขึ้น พร้อมกับส่งเสียงร้องให้เด็กสาวขึ้นมาบนหลังของมัน


     

    “แมะห์..” เฝิ่นเฟิงย่อขาลงเล็กน้อย มันรู้ดีว่าทั้งสองมิได้เข้าใจภาษาของมัน แต่ในสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ความคิดของมนุษย์ทั้งสองคงมีเพียงแต่หนีเท่านั้น


     

    “ขึ้นไป เร็ว!” กังหยงไม่รีรอชักช้า มันถือวิสาสะอุ้มเด็กสาวที่งุนงงไว้บนหลังของเฝิ่นเฟิง จากนั้นจึงขึ้นขี่ตาม และในเวลานี้ชายพเนจรก็ยังไม่ลืมสิ่งที่มันได้เตรียมการไว้


     

    “มอบห้วงกวี.. ไปเร็ว!” กังหยงตวาด ห้วงกวีที่มันอำพรางไว้ก็ถูกถ่ายโอนไปยังเจ้าหยางถัว


     

    “แม๊ะห์!” เฝิ่นเฟิงกู่ร้องพร้อมกับผนึกพลังปราณลงที่ขาแล้วทะยานพาทั้งสองออกไปจากพื้นที่นี้ทันที


     

    ภายในค่ายพักแรมเวลานี้กลับกลายเป็นยุ่งเหยิง หากจะว่าทั้งหมดตื่นตูมเกินเหตุไปหรือไม่ เหตุผลรองรับนั้นมีแน่นอนพลุไฟที่ถูกจุดบอกข่าวนี้ หากไม่มีเรื่องร้ายอันใด มันจะไม่ถูกจุดขึ้นมาเด็ดขาด แม้ว่าช่วงแรกที่พลุนี้ถูกคิดค้นขึ้นมา จะมีบางครั้งที่พบเจอเด็กเลี้ยงแกะอยู่บ้าง แต่ระยะร้อยปีให้หลัง การใช้งานมันได้กลับกลายเป็นการบอกเหตุที่จริงจัง จึงไม่มีผู้ใดกล้านำมาล้อเล่นอีก


     

    “อสูรระดับแปดสิบ..”


     

    เสียงร้องตะโกนดังแว่วทุกทิศทาง บางผู้บางคนที่ไม่มีพลังวิญญาณก็รีบเก็บข้าวของที่จำเป็นแล้วออกวิ่งหลบหนีไปยังทิศเหนือ ส่วนผู้มีพลังวิญญาณระดับห้าสิบขึ้นไป ต่างก็เริ่มเรียกอาวุธของตนออกมาเตรียมพร้อม


     

    “มันใกล้เข้ามาแล้ว!” ผู้อยู่ด้านหน้าสุดตะโกนก้อง เบื้องหลังของมันประกอบไปด้วยผู้ใช้พลังวิญญาณกว่าสามสิบชีวิตระดับสูงสุดในนี้คือ67 ส่วนระดับต่ำสุดคือ50หมาดๆ


     

    เมื่อมีภัยเช่นนี้ต่างคนต่างรู้หน้าที่ของตนดี ผู้ใช้พลังวิญญาณที่ระดับต่ำว่า50 จะเข้าช่วยเหลือคนธรรมดาให้อพยพออกไปได้ แม้ว่าจะมีผู้รักตัวกลัวตายหนีไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดใส่ใจนัก


     

    ตึง ตึง!


     

    เสียงฝีเท้าอึกกระทึกดังลอดผ่านเงาไม้ออกมาเป็นจังหวะ ไม่กี่อึดใจต่อมา เหล่านักเดินทางผู้กล้าก็พบว่ามีเงาของสองหญิงหนึ่งชายพุ่งออกมาจากชายป่า ทว่าขณะที่สองเท้ายังมิทันถึงพื้น กลับมีท่อนซุงยักษ์พุ่งออกมาจากป่าด้านใน!


     

    ตู้ม!


     

    บุคคลทั้งสามถูกท่อนซุงขนาดใหญ่กระแทกเข้าอย่างถนัดถนี่ ท่ามกลางสายตานักเดินทาง


     

    “ช่วยพวกเขา!” ชายผู้อยู่ด้านหน้ากลุ่มนักเดินทางว่าแล้วก็รีบทะยานเข้าหาทั้งสาม ตามมาด้วยกลุ่มผู้ใช้พลังวิญญาณอีกกว่ายี่สิบคน


     

    แต่ในขณะที่คนทั้งหมดทะยานเข้าหาหนุ่มสาวนั่นเอง ร่างยักษ์สีแดงฉานพลันปรากฏออกมาจากชายป่าอันมืดมิด


     

    “มันคือตัวอะไร?!” หนึ่งในกลุ่มชาวยุทธน้ำเสียงหวาดหวั่น ในความนึกคิดของทุกคนกลับมีคำถามหนึ่งผุดขึ้น ‘มิใช่ว่าสัตว์อสูรจะได้รับกายมนุษย์ตอนระดับ70แล้วหรือ?’


     

    ภาพอันน่าสยดสยองที่หนุ่มสาวได้พบก่อนหน้า บัดนี้ได้ปรากฏแก่ชาวยุทธ์กว่ายี่สิบคนแล้ว ครั้นจะหนีก็ใช่เรื่องอย่างไรเสียหมาหมู่ย่อมเอาชนะได้ รีบกระทำเสียในขณะที่ต่างคนต่างยังมั่นใจ


     

    “พวกเรา โจมตีมัน!”


     

    สิ้นเสียงของผู้ตะโกน กลุ่มผู้ใช้พลังวิญญาณพลันเรียกใช้เคล็ดวิชาของตน คล้ายกับว่าคนเหล่านี้พบเจอเรื่องแบบนี้จนคุ้นชิน การโจมตีจึงคล้ายมีแบบแผนอยู่บ้าง ในขณะเดียวกันเหล่าผู้อัญเชิญกวีก็เริ่มร่ายบทกวีของตน ส่วนคนที่เหลือก็เริ่มลงไม้ลงมือทันทีโดยเริ่มจากเคล็ดวิชาที่ใช้ระยะไกลก่อน


     

    เปรี้ยง! ตูม!


     

    เคล็ดวิชามากมายถูกใช้ออกไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นธนู หอก หรือแม้กระทั่งขว้างปาหินด้วยพลังวิญญาณก็มีคนใช้การโจมตีทั้งหมดเมื่อรวมที่จุดเดียวก็เกิดเป็นคลื่นพลังระเบิดแผ่กระจายออกไปทั่วทิศ ฝุ่นเถ้าธุลีคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ


     

    “พวกเจ้าเป็นอะไรไหม?!” กลุ่มนักเดินทางพลันเร่งรุดมาหาหนุ่มสาวทั้งสาม ก่อนจะประคองให้ลุกขึ้น หวงผิงครั้นจะกล่าวขอบคุณ แต่ขณะนั้นนางก็กระอักเลือดออกมาคำโต


     

    ทางด้านหวังซิ่วอิงนั้นมีสภาพไม่ต่างกันนัก การถูกโจมตีด้วยท่อนซุงจากด้านหลังเมื่อครู่นั้น มันรวดเร็วเสียจนไม่ทันที่จะผนึกม่านพลังเพื่อต้านรับ


     

    “พาพวกเขาออกมา!” หนึ่งในกลุ่มนักเดินทางตะโกนเรียกเมื่อพบว่าอสูรสีโลหิตพยายามขยับเข้าหากลุ่มชายหญิง แต่ไม่ทันที่ทั้งหมดจะได้กระทำอันใดต่อ ภายใต้กลุ่มควันนั้นก็ได้เกิดเสียงอึกกระทึกดังแว่วมา


     

    “ฆ่า...!” ร่างสีโลหิตขนาดใหญ่กู่ร้อง


     

    เมื่อเคล็ดวิชาระยะไกลใช้ไม่ได้ผล ก็ถึงเวลาของเหล่าผู้ชำนาญการโจมตีระยะใกล้แล้ว อาวุธส่วนมากของพวกเขานั้นส่วนใหญ่จะเป็นดาบและหอกที่มีระยะการโจมตีที่ไม่ต้องเข้าประชิดนัก บวกกับขนาดของร่างอันใหญ่ยักษ์แล้ว เหล่าชาวยุทธจึงสามารถแยกย้ายเข้าปะทะได้ทั้งแปดทิศ


     

    เคร้ง! ฉึก! ฉึก!


     

    การโจมตีของหอกและดาบเข้าสามหวังผลได้สอง อสูรร่างสีแดง แม้จะตัวใหญ่แต่มันก็หาได้เคลื่อนที่ช้าไม่ มันยังคงสามารถปัดปัองการโจมตีได้ถึงหนึ่งในสาม


     

    ทางด้านหวงผิงและหวังซิ่วอิงก็ถือจังหวะนี้เร่งรุดไปดัานหลังแนวรบ โดยมีกลุ่มนักเดินทางสองสามคนประคองจินฟ่านตามมา


     

    การโจมตีอสูรร้ายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อหยุดยั้งร่างขนาดใหญ่ระดับแปดสิบ นักเดินทางกว่าสิบชีวิตได้ใช้เคล็ดวิชาทุกอย่างที่ตนมีเข้าต่อสู้ ทว่าเหล่าชาวยุทธที่ล้อมโจมตีนั้น ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อจากนี้!


     

    “อาาห์..” หนึ่งในใบหน้าที่ติดบนไหล่ของมันเริ่มแผดเสียงโหยหวน และใบหน้านั้นก็คือศิษย์พี่ของหวงผิง!


     

    “ศิษย์พี่!” หวงผิงลืมอาการเจ็บปวด หยาดน้ำตาเริ่มไหลริน ใบหน้าของศิษย์พี่ของนางนั้นส่งเสียงคล้ายจะตกอยู่ในความทุกข์ทรมานอย่างไม่จบสิ้น เหล่าชาวยุทธที่ล้อมรอบโจมตีอสูรต่างชะงักค้าง ความสยดสยองเยี่ยงนี้พานทำให้ต่างคนต่างขนลุกขนพองก้าวขาไม่ออก


     

    คลื่นจิตสังหารอันเข้มข้นได้แผ่ออกไปในวงกว้าง ใบหน้าที่ร้องโหยหวนนั้น ไม่นานเกินอึดใจมันก็บิดเบี้ยงก่อนจะยุบตัวลงไป และท่ามกลางสายตาที่ตะลึงงันนั้น..


     

    สวบ!


     

    เส้นสายระโยงระยางมากมายพลันพุ่งออกไปรอบตัวอสูรร้าย สายโลหิตทะลักออกมาจากร่างสีแดงอันใหญ่ยักษ์


     

    ฉึก ฉึก ฉึก!


     

    ยังไม่ทันที่ผู้กลุ้มรุมจะรู้สึกตัวก็ถูกเส้นสายระยางนั้นพุ่งแทงเข้ามาปานหอกเหล็ก บ้างก็ถูกแทงกลางลำตัว บางก็แทงเข้าส่วนแขนขา และที่สยดสยองที่สุดคือถูกเสียบทะลุเบ้าหน้า รอบบริเวณกลับกลายเป็นทะเลโลหิตที่พุ่งกระจายออกไปทั่วทิศ


     

    “อ๊าก..”


     

    เสียงร้องระงมดังออกมาจากผู้เหลือรอดชีวิต ผู้คนในวงนอกต่างตกอยู่ในอาการหวาดผวาขาแข็ง มองชาวยุทธกว่าสิบชีวิตอย่างช่วยอะไรไม่ได้ ชั่ววินาทีนั้นคล้ายจะถูกยืดยาวออกไป


     

    ต่างคนต่างเริ่มเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างเสียมิได้ ความมั่นใจในกำลังคนที่มากกว่าพลันหายลับไปสิ้น เมื่อได้เห็นภาพความตายโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเบื้องหน้านี้แล้ว จะยังมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้มันอีก!


     

    หึ่ม..!


     

    ทางด้านอสูรร้ายมันมิได้รั้งรออันใด เมื่อเส้นสายระยางนั้นโจมตีสำเร็จ มันก็เริ่มกระทำบางอย่างอันน่าสยดสยองต่อทันที ร่างของชาวยุทธที่ถูกโจมตีนั้นกลับถูกสายระยางดึงเข้ามารอบด้าน โดยมีอสูรสีแดงเป็นศูนย์กลาง


     

    “ไม่..ช่วยข้าด้วย!” หนึ่งในผู้ที่มีชีวิตร้องขอความช่วยเหลือ วินาทีนั้นความหวาดกลัวและสิ้นหวังได้ครอบงำมันโดยสิ้นเชิง เหล่าผู้คนที่ยืนขาแข็งรอบนอกกลับทำได้เพียงมองดูเท่านั้น แต่แล้วชายคนที่ตะโกนลั่นกลองรบก่อนหน้าก็กัดฟันเอ่ยขึ้น “ช่วยพวกเขา!”


     

    ราวกับเป็นเสียงระฆังเรียกสติ บรรดาผู้ใช้อาวุธระยะไกลต่างก็เริ่มใช้เคล็ดวิชาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ต่างจุดประสงค์ออกไปเล็กน้อย


     

    “ขอบคุณ..” เป็นคำสั้นๆจากผู้ที่ถูกเส้นสายระยางฉุดลากก่อนที่ร่างของมันจะจมหายไปในมรสุมเคล็ดวิชาจากรอบด้าน


     

    เป็นที่รู้กันดีด้วยการสังเกตุ การที่อสูรร่างสีโลหิตนี้ดึงร่างของเหยื่อเข้าหา ย่อมต้องนำมาผสานร่างกับมันแน่แท้ ครั้นจะรุดเข้าช่วยเหลือก็มิทำได้ เนื่องจากเส้นสายระยางนั้นยังเหลือที่ว่างให้กับเหยื่ออีกมากมาย ดังนั้นการมอบความตายให้เหยื่อจึงเป็นการช่วยสงเคราะห์ได้ดีที่สุด


     

    “โจมตีมันเข้าไป อย่าให้มันได้เคลื่อนไหว!” ผู้นำกลุ่มว่าแล้วก็ใช้เคล็ดวิชาปาหอกเข้าไปบ้าง


     

    ตู้ม ตู้ม..!


     

    แม้ว่าอสูรร่างสีแดงจะมีระดับพลังถึงแปดสิบ แต่กลับคล้ายว่ามันไม่มีเคล็ดวิชาใดๆเลยแม้แต่น้อย เมื่อถูกกลุ้มรุมโจมตีรอบด้านเช่นนี้ ร่างขนาดยักษ์ก็โอนเอนตามแรงกระแทกไปมา


     

    “พวกเราขออภัย!” ทางด้านหวังซิ่วอิงและหวงผิง บัดนี้ทั้งสองทำได้เพียงคุกเข่าโขกหน้าผากลงพื้น จริงอยู่ที่ทั้งสองคิดว่าอสูรตนนี้ต้องออกมาโจมตีเหล่าชาวยุทธเป็นแน่ แต่การกระทำนี้มันก็ไม่ต่างจากชักนำภัยมาสู่ผู้คน เพียงแค่เวลาผ่านไปไม่นาน การกระทำของทั้งสองกลับทำให้มีคนต้องจบชีวิตลงถึงสิบคนในเวลาเดียวกัน!


     

    ทว่าหนึ่งในชาวยุทธกลับหันมากล่าวว่า “แม่นางน้อยอย่าได้โทษตนเอง เจ้าทั้งสองทำถูกต้องแล้ว หากไม่มีการเตือนก่อนหน้า พวกข้าคงสูญเสียมากกว่านี้!”


     

    เป็นจริงอย่างที่ชาวยุทธกล่าว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อนาคต หากว่าอสูรร้ายตนนี้เข้ามาโจมตีโดยที่ยังมีผู้ไร้พลังอยู่เล่า?


     

    แม้ว่าจะเป็นคำกล่าวปลอบใจ แต่หญิงสาวทั้งสองกลับยังคงก้มหน้า เมื่อมีเวลาให้คิดมากขึ้นแล้ว หวงผิงกลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ‘มั่นใจได้อย่างไร หากอสูรตนนี้จัดการทั้งสามลงได้แล้ว มันจะวกกลับมาหาเหล่านักเดินทาง?’


     

    แม้ว่าหวังซิ่วอิงจะเป็นผู้เอ่ยกล่าวความคิดเห็นให้ทั้งสามหนีมาทางนี้ แต่หวงผิงกลับคิดต่อว่า เหตุใดเพราะอะไร หวังซิ่วอิงจึงตัดสินใจเช่นนั้น? หากไม่นำพามันมาที่นี่ ก็คงไม่มีผู้ใดต้องตกตาย


     

    “หวังซิ่วอิง.. เหตุใดเจ้าจึงชักชวนข้าให้นำพามันมายังที่นี่?” หวงผิงกล่าวเสียงเย็น ก่อนหน้านี้ด้วยสถานการณ์ความเป็นตายที่พาไป นางจึงไม่ทันได้คิดถี่ถ้วน ทว่าในตอนนี้มันกลับกัน


     

    แต่คำถามนี้เมื่อหวังซิ่วอิงได้ยิน นางก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า มันคล้ายจะเป็นสิ่งตั้งต้นในการโยนความผิด


     

    “ความเป็นตายตามไล่หลัง เจ้ามีความคิดที่ดีกว่านี้หรือ? เจ้ายินดีที่จะชักนำมันไปทางอื่นแล้วตกตายไปคนเดียวหรือไม่?” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ลุกขึ้น บัดนี้นางได้โคจรพลังปราณฟื้นฟูตนเองจนหายดีแล้ว “จะอย่างไรเสีย หากมันเข่นฆ่าเราทั้งสามก่อนหน้า เจ้าก็มิอาจจะได้เห็นอนาคตเบื้องหน้าอยู่ดี ในตอนนี้เจ้าควรห่วงศิษย์ร่วมสำนักก่อนจะดีไหม?”


     

    หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ปลดปล่อยทวนหมอกอัคคีออกมา หญิงสาวไม่รีรออันใด รีบทะยานเข้าร่วมวงโจมตีอสูรประหลาดทันที


     

    การจะต่อความกับหวงผิงในยามนี้มิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น มีผู้ใดให้คำตอบได้กันเล่า จะยอมตกตายแล้วหวังให้คนหมู่มากรอดพ้นหรือ? ตรรกะเช่นนี้หวงผิงจะทำได้จริงหรือไม่? หากนางตัองการกระทำเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงยังคล้อยตามมา ‘ผู้จะกล่าวโทษย่อมหาความได้ทุกเมื่อ!’


     

    ในจังหวะที่หวังซิ่วอิงทะยานพร้อมกับซัดทวนออกไปนั้น ชั่วขณะหนึ่งดวงตาของหวงผิงกลับฉายแววอาฆาตบางอย่างหญิงสาวหันไปทางด้านที่พักแรมคราหนึ่งเพื่อมองหาหนิงเอ๋อ ก่อนที่นางจะหันไปโคจรพลังเข้ารักษาจินฟ่านที่หมดสติ


     

    ย้อนกลับไปทางต้นกำเนิดเรื่องราวในคืนนี้ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง กลับปรากฏร่างของบุคคลผู้หนึ่ง มันกำลังเดินวกไปวนมารอบแท่งหินประหลาด ด้านข้างของชายหนุ่มผู้นี้มีวัตถุสีดำกำลังลอยวนเวียนอยู่ไม่จากไปไหน


     

    “ข้าจะทำอย่างไรดี ข้าจะทำอย่างไรดี!” แน่นอนว่าต้องเป็นเซียวเฉิงเฟย ส่วนวัตถุสีดำนั้นก็คือพัดกระบี่หยุนเฟิง


     

    ตูม ตูม!


     

    เสียงดังแว่วมาแต่ไกลหลายครั้งหลายครา เซียวเฉิงเฟยล่วงรู้แล้ว บัดนี้ที่ค่ายพักแรมได้เกิดการต่อสู้ขึ้น ก่อนหน้านี้มันยังพบเห็นข้อความจากพลุไฟโดยการใช้กล้องส่องทางไกลอีกด้วย


     

    ทว่าสหายของเจ้าหนุ่มหน้าแก่กว่าวัย ในตอนนี้กลับหายตัวเข้าไปด้านในหินที่มันเดินวนเวียนอยู่เสียนี่ เซียวเฉิงเฟยเหลือบแลพัดสีดำอยู่หลายครั้งหลายครา การที่ยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้ยังคงล่องลอยได้ นั่นแสดงว่าหยุนเสวี่ยเฟิงยังมีชีวิตอยู่


     

    “โอย.. ข้าจะทำอย่างไรดี!” เซียวเฉิงเฟยยกมือทั้งสองขึ้นขยี้หัวตนเอง ตั้งแต่ที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้หายเข้าไปนั้น หินประหลาดนี้กลับแน่นิ่งไม่ไหวติง ครั้นจะลองใช้ดาบหิมะหอมเข้าฟาดฟันให้แหลก อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเจ้าหน้าสาวจะได้รับอันตราย


     

    “จะกลับก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่มีประโยชน์ ปวดหัวโว้ย!”


     

    อีกด้านหนึ่งของมิติผกผัน เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงถูกเส้นแสงฉุดลากเข้ามาด้านในแล้ว มันก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระทันที


     

    “ที่นี่..?” หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้วเมื่อพบว่าพื้นที่โดยรอบกลับกลายเป็นว่างเปล่า ตัวมันคล้ายจะลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดวงดารานับไม่ถ้วน


     

    ทว่ายังไม่ทันที่จะได้คิดอันใด ภาพโดยรอบก็พลันแปรเปลี่ยนสลับไปมาหลากหลายสถานที่ หยุนเสวี่ยเฟิงรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าบัดนี้ มันได้ยืนหันหลังให้กับกำแพงห้องโถงใหญ่ เบื้องหน้ากลับกลายเป็นห้องศิลาสีแดงเพลิง บรรยากาศรอบตัวเริ่มร้อนระอุขึ้นในทันใด


     

    “ศิลาธาตุหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงจับจ้องไปยังตรงกลางห้องโถง บัดนี้ได้มีแท่งศิลาธาตุไฟขนาดเท่าหัวคนลอยเด่นอยู่ตรงกลาง ชายหนุ่มไม่รอช้าอันใด รีบแผ่พลังวิญญาณออกไปสำรวจศิลานั้น ก็พบว่ามันคือศิลาธาตุไฟระดับสูง!


     

    ‘ข้าจะดูดซับมัน’ ความคิดวาบข้ามาในหัว ก่อนจะเริ่มก้าวเดินไปยังศิลาสีแดงเพลิง ทว่าก่อนที่จะเข้าถึงนั้น ตัวศิลาสีแดงพลันเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมา ด้านบนกลับปรากฏอักขระโบราณลอยล่องอยู่กลางธาตุอากาศ


     

    ‘เหมือนที่อยู่บนแผ่นหลังพี่ซานซาน!’ หยุนเสวี่ยเฟิงเบิกตากว้าง เป็นครั้งที่สองแล้วที่มันได้เห็นอักขระเช่นนี้ ครั้งแรกนั้นอยู่ใต้ท้องพญางูยักษ์เหว่ยซาน ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมาอยู่บนแผ่นหลังของนางในร่างมนุษย์


     

    “สิ่งใดกัน?” หยุนเสวี่ยเฟิงเผลอพลั้งปาก พลันนั้นศิลาสีแดงก็เริ่มแปรเปลี่ยนรูปร่างคล้ายของเหลว แสงวูบวาบสลับสีไปมาเริ่มทำให้ม่านตาชายหนุ่มหดขยายจนปวด


     

    การเปลี่ยนแปลงของวัตถุประหลาดนี้เกิดขึ้นจากช้าก่อนจะรวดเร็วขึ้นเรื่อย หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มรู้สึกหมดความอดทน มันจึงเอ่ยกล่าวออกมา “หยุดซักที!”


     

    คล้ายว่าวัตถุนี้ล่วงรู้ความคิด รูปร่างที่แปรเปลี่ยนไปมากลับมาหยุดอยู่ในรูปของกำไลสีดำไม่ต่างจากกำไลหยกดำที่หยุนเสวี่ยเฟิงใส่


     

    “กำไลหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวสั้นๆ ทว่าวัตถุนี้คล้ายจะฟังความออก รูปร่างของมันก็กลับแปรเปลี่ยนไปมาเช่นเดิมอักขระที่ลอยอยู่ด้านบนยังคงทอแสงเรืองรองตามแสงสีที่วูบวาบ


     

    ในเวลานี้หยุนเสวี่ยเฟิงมั่นใจได้อย่างหนึ่ง ภายในมิติลี้ลับนี้คล้ายจะมีความนึกคิด หากว่ามันจะเอาชีวิตชายหนุ่มแล้วนั้น คงกระทำให้มันตกตายตั้งแต่แรกแล้ว การที่มันยังหายใจอยู่คือหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถสังเกตุได้ วัตถุตรงหน้านี้คล้ายจะรู้ความที่มันกล่าว


     

    “อักษรนี้หมายความว่าอย่างไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้งให้กับตนเอง มันไม่ได้คาดหวังในคำถามนัก ทว่าวัตถุแปลกประหลาดนี้กลับเริ่มมีการตอบสนอง รูปร่างของเหลวนี้ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นแผ่นหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมกันนั้นที่บนแผ่นหินได้ปรากฏตัวอักษรอันเลืองราง


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงเพ่งตาพินิจ ตัวอักษรนั้นก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นภาษาที่มันอ่านออกเขียนได้ โดยมีเนื้อความว่า


     

    “ทวยเทพเหิมเกริมปราบเหล่ามาร

    อาจหาญยกตนเหนือทุกเผ่าพันธุ์

    ใช่ว่าชีวิตต้องเท่าเทียมกันหรอกหรือ?

    ชีวิตข้าหาได้ยืดยาว จำต้องส่งต่ออุดมการณ์

    การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องมาถึงไม่ช้านาน”


     

    ‘อะไรกัน? ไม่เห็นจะเข้าใจ’ หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้วเอียงคอพร้อมกับมองข้อความที่ลอยอยู่ด้านบนกับในแผ่นหิน ทั้งสองข้อความนี้คล้ายจะมีท่อนเว้นเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ข้อความในแผ่นหินกลับดูไม่ปะติดปะต่อ


     

    “ส่งต่ออุดมการณ์?” หยุนเสวี่ยเฟิงทวนคำ แต่ยังไม่ทันจะคิดสิ่งใดอีก แผ่นหินเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นของเหลวใสอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้รูปร่างของมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้น


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงเบิกตากว้างพร้อมกับก้าวถอยหลัง วัตถุประหลาดนี้แปรเปลี่ยนรูปร่างให้แผ่กว้างออก ก่อนจะพุ่งเข้าหาตัวชายหนุ่ม


     

    “ไม่..” เป็นคำกล่าวเดียวก่อนที่วัตถุนั้นจะเข้าปกคลุมราวกับหยดน้ำขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มตัว!


     

    “อั๊ก!”


     

    ในชั่วขณะที่ทั่วทั้งร่างถูกหยดน้ำห่อหุ้มไว้ สองมือสิบนิ้วหยิกเกร็งขึ้นเมื่อเกิดอาการสำลักน้ำ ความเจ็บปวดก็แล่นผ่านเข้ามาในสมองของมัน ความรู้สึกเช่นนี้คล้ายกับเครื่องยัดเยียดความรู้ที่มันมิได้พบเจอมาเนิ่นนาน


     

    ‘ข้าจะตายหรือ?..’ เมื่อไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป สติของมันก็ได้หลุดลอยโดยทันใด ภายในห้องโถงสีขาวกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง โดยมีเด็กหนุ่มลอยอยู่ในหยดน้ำขนาดใหญ่กลางห้อง

     

    จบตอน.

    ขอแว๊บไปทำงานก่อนนะ ตอนต่อไปน่าจะวันพฤหัสบดี

    อยากเขียนให้หวงผิงงี่เง่าน่ารำคาญนะ ถ้าทั้งสามตกตายไปขณะหนีก็แล้วไป แต่เมื่อลากบอสมาให้คนตายแล้ว หวงผิงก็โทษซิ่วอิงอยู่ดี ประมาณนี้แหละ ด้วยที่ว่าไม่ได้ปูพื้นเพนิสัยทั่วไปของยาวยุทธ ที่ชอบช่วยกันอยู่แล้ว ตอนที่41นี้ก็เลยเขียนยากอยู่ เพราะต้องอธิบายตรรกะไปด้วย