งานประชุมใหญ่ดาวชิงดวงปิดม่านลงในที่สุด!
บทสรุปนั้นเกินคาด ผู้ที่ช่วงชิงอันดับหนึ่งมาได้หาใช่หยางอวี่ไท่ ซูเสวี่ยโหรวสำนักยุทธจักรพรรดิยิ่งไม่ใช่เหรินชงสำนักวายุจักรพรรดิ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าสำนักดาราสวรรค์ที่รั้งท้ายมาตลอดหลายปีจะพลิกกระดานชิงอันดับหนึ่งแห่งดาวชิงดวงปีนี้ไปได้
และที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นอีกก็คือผู้สังหารเหรินชงและทำหยางอวี่ไท่เจ็บหนักนั้นคือฉู่เหิน
สองเดือนก่อนฉู่เหินถูกสำนักยุทธขั้นสูงยี่สิบเจ็ดแห่งปฏิเสธไม่ให้เข้าสำนักติดต่อกันกระทั่งมหาสำนักอย่างวายุจักรพรรดิ มหาหัสดี จันทร์สกาว เป็นต้น ยังไม่ให้เหตุผลที่ปฏิเสธฉู่เหินเลยด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าที่ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญให้ยามนั้น ตบ ‘หน้า’ สำนักยุทธทั้งนครหลวงในวันนี้
คืนนี้ต้องเป็นคืนที่ผู้คนมากมายนอนไม่หลับอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะอาจารย์เบื้องสูงแห่งสำนักวายุจักพรรดิที่เมื่อเห็นศพของเหรินชงถูกหามกลับไปแล้วก็โกรธจัดจนหน้าดำหน้าเขียว
...
ถนนใหญ่พลุกพล่านท่ามกลางแสงโคมสุกสว่าง
ฝูงชนส่งเสียงเซ็งแซ่ คึกคักหาใดเปรียบปาน
ฉู่เหินกับหลงเสวียนซวงเดินข้างกัน หนึ่งหล่อเหลาทระนงองอาจหนึ่งงดงามเหนือมนุษย์ดั่งภาพวาด ดึงดูดสายตาผู้คนที่สัญจรไปมาเป็นอย่างมาก
ในความทรงจำของฉู่เหินนั้นน้อยครั้งที่เขาจะได้เดินข้างกันกับหลงเสวียนซวงเช่นนี้จำได้ว่ายามยังเยาว์เขามักจะต้องเดินตามหลังหลงเสวียนซวงเสมอ
หลงเสวียนซวงในยามนั้นเหมือนจะรำคาญฉู่เหินมากไม่เคยพาเขาไปเล่นด้วยเลยสักครั้ง ทั้งยังบอกเขาอีกว่าขืนยังตามอีกจะใช้กำลังฉู่เหินกลัวมากจึงหลีกหนีให้ไกล
เวลานั้นหลงชิงหยางจะเป็นผู้รับหน้าแทนฉู่เหินแล้วดุหลงเสวียนซวงเสมอ
หวนนึกถึงอดีตแล้วหลงเสวียนซวงก็อดงุนงงไม่ได้เด็กชายที่เคยเดินตามนางต้อยๆ ทุกวันเมื่อตอนนั้น เติบใหญ่จนถึงขั้นนี้แล้วหรือ
...
คราวก่อนที่ทั้งสองพบกันคือเมื่อกว่าครึ่งปีที่แล้ว
แต่หลงเสวียนซวงไม่อยากอยู่บ้านนานจนเกินไปนักทั้งสองสนทนาพาทีกันน้อยลงเรื่อยๆ พอมาเดินด้วยกันยามนี้จึงไม่รู้ว่าควรพูดเรื่องใดดี
“ข้าส่งท่านกลับสำนักจันทร์สกาวก่อนแล้วกัน” ฉู่เหินเปรย
หลงเสวียนซวงผงกหัวเล็กน้อย ไม่ได้ปฏิเสธอันใด
“ชินกับการอยู่สำนักดาราสวรรค์แล้วหรือยัง?”
“ที่นั่นดีมาก” ฉู่เหินยิ้ม ความจริงแล้วเขาก็เพิ่งอยู่สำนักดาราสวรรค์จริงๆได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง
“ยามนั้นข้าเก็บตัวฝึกตนอยู่ไม่รู้เรื่องที่เจ้าประสบในเมืองหลวงเมื่อเดือนก่อนเลย”หลงเสวียนซวงน้ำเสียงเจือแววขอโทษอ่อนๆ
“ไม่เป็นไร พี่ใหญ่บอกกับข้าแล้วข้ายังไม่ทันได้ยินดีกับท่านที่ขีดจำกัดสายเลือดเลื่อนขั้นเป็นกายสัประยุทธ์เลย”
หลงเสวียนซวงยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าเอื้อนเอ่ย “หลงชิงหยางรีบไปนักหากเขามากำชับข้าสักคำก่อนไปคงไม่เกิดเรื่องราวตั้งมากมายเช่นนั้นขึ้น”
หลงเสวียนซวงเรียกชื่อหลงชิงหยางเต็มๆ เสมอ ไม่เคยเรียกเขาว่าพี่ใหญ่เลย
ฉู่เหินรู้ข้อนี้ดี
“เรื่องนี้ไม่ต้องโทษพี่ใหญ่หรอกขอรับเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องตั้งมากมายเช่นนี้ ใช่แล้วพี่ใหญ่ไปเทือกเขาสระสวรรค์ยังไม่กลับอีกหรือ?”
“เขาไปนานแค่ไหนแล้ว?” หลงเสวียนซวงถาม
“อย่างมากสุดก็สองเดือนแล้ว”
“จริงหรือ เช่นนั้นก็ชักแปลก” หลงเสวียนซวงขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววฉงน
ฉู่เหินพอจะรู้เรื่องเทือกเขาสระสวรรค์มาบ้าง
หนึ่งในสถานที่อันตรายที่สุดของอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ว่ากันว่าเทือกเขาสระสวรรค์มีสัตว์ปีศาจแกร่งกล้ามากมายอาศัยอยู่มิหนำซ้ำยังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ตัดขาดจากโลกปักหลักอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย
เทือกเขาสระสวรรค์อันตรายมาก ทรัพยากรที่มนุษย์ใช้ได้ก็อุดมสมบูรณ์พืชหญ้ามหัศจรรย์ ผลไม้เซียนอมฤตวิญญาณ มีสิ่งที่เลื่องชื่อเลอค่ามากมายเกินคณานับ
อันตรายกว่าเทือกเขาไร้กระดูกที่ฉู่เหินไปคราวก่อนไม่น้อยเลย
คิดถึงตรงนี้แล้วฉู่เหินก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้
“เจ้าวางใจเถิด” หลงเสวียนซวงรู้ว่าฉู่เหินคิดอะไร นางขยับปากเอ่ยอ่อนโยน“อาจารย์สายตรงของหลงชิงหยางคือเยว่ซาน เขาคนนี้พลังลมปราณแกร่งกล้าสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นหนึ่งในอาจารย์อันดับต้นๆ ของบรรดาสำนักยุทธในนครหลวงเขานำทางทั้งคน หลงชิงหยางต้องไม่เป็นอะไรแน่”
ได้ยินเช่นนั้นแล้วฉู่เหินก็ค่อยคลายเมฆหมอกแห่งความกังขา
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว”
“เจ้าไม่อยากกลับสำนักจันทร์สกาวหรือ? ข้าช่วยเจ้าได้นะ”หลงเสวียนซวงถามขึ้น
ฉู่เหินส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่ล่ะ สำนักดาราสวรรค์ดีมากแล้ว”
หลงเสวียนซวงไม่พูดมากไปกว่านั้น ในเมื่อโตมาด้วยกันนางจึงพอจะเข้าใจนิสัยของฉู่เหิน เขามีความคิดเป็นของตนเองอย่างยิ่งซ้ำยังจดจำบุญคุณคน...ยามสำนักยุทธทั้งหมดปฏิเสธ ตอนอับจนสิ้นหนทางมีเพียงสำนักดาราสวรรค์ที่รับตัวเขาไว้
ฉู่เหินไม่ได้พูดออกมา แต่เขาก็ซาบซึ้งในพระคุณของดาราสวรรค์อย่างแน่นอน
ทั้งสองคุยกันพลางเดินไปยังสำนักจันทร์สกาวพลาง
หลงเสวียนซวงยังเป็นเหมือนแต่ก่อน พูดน้อยนักโดยมากฉู่เหินจะถามคำแล้วนางตอบคำดีที่ฉู่เหินชินมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วจึงไม่ได้ว่ากระไร
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ทั้งสองก็มาถึงหน้าประตูสำนักจันทร์สกาว
องครักษ์เฝ้าประตูที่เคยขวางไม่ให้ฉู่เหินเข้าไปเมื่อหลายวันก่อนเห็นฉู่เหินกับหลงเสวียนซวงเดินมาด้วยกันแล้วก็เบิกตากว้าง
“คุณหนูหลง เขา...”
หลงเสวียนซวงประหลาดใจ ฉู่เหินยิ้ม “ข้าบอกแล้วว่าคุณหนูหลงต้องอยากเจอข้า คราวก่อนเจ้าเป็นตายก็ไม่ยอมไปรายงานนางให้ข้า”
“ข้า คือว่า...” องครักษ์พูดตะกุกตะกักไม่เบาเขาไม่นึกเลยว่าฉู่เหินจะรู้จักกับหลงเสวียนซวงจริงๆ
หลงเสวียนซวงชาญฉลาดเหนือคน นางฟังต้นสายปลายเหตุออกเห็นทีคงเพราะฉู่เหินมาหานางคราวก่อนแต่ถูกองครักษ์ขัดขวางไม่ให้เข้าประตู
“หากเขามาอีกเมื่อใด อย่าขัดขวางเขา ให้เขาเข้าไปได้เลย”
“ขอรับ คุณหนูหลง!”
องครักษ์เกรงอกเกรงใจหลงเสวียนซวงเป็นอย่างมากเป็นที่รู้กันดีว่าหลงเสวียนซวงเป็นศิษย์สายตรงที่ ‘อาจารย์ม่อเวิ่น’ โปรดปรานที่สุดอาจารย์ม่อเวิ่นทรงเกียรติศักดิ์ในคณาจารย์ของเมืองหลวงอย่างมากทั้งยังเป็นอาจารย์ศูนย์รวมใจผู้สำคัญที่สุดของจันทร์สกาวด้วย
“ไม่นึกเลยว่าพี่หญิงรองจะเป็นที่นิยมในเมืองหลวงถึงเพียงนี้ยามยังเล็กข้าคิดตลอดว่าผู้หญิงเย็นชาเช่นท่านคงไม่มีใครต้องการมากกว่า...”ฉู่เหินพึมพำกับตนเอง
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ไม่ ไม่มีอะไร” ฉู่เหินยิ้ม
หลงเสวียนซวงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งท้ายนิ่งๆ“เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปแต่หัววันเถิด หากมีเรื่องอันใดก็มาหาข้าได้”
“อื้ม ได้เลย!”
อำลากันง่ายๆ สองสามประโยค ฉู่เหินก็ไปจากสำนักจันทร์สกาวมุ่งหน้าไปยังทิศทางสำนักดาราสวรรค์
ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว คนบนท้องถนนน้อยลงทุกขณะจิต
นอกจากถนนสายหลักไม่กี่สายที่ยังจุดไฟร่ำสุรา ประโคมดนตรีเอิกเกริกกันแล้วที่แห่งอื่นก็เริ่มถูกม่านรัตติกาลครอบงำ
...
ฟู่!
ยามฉู่เหินเดินมาถึงถนนเปลี่ยวร้างลมเย็นอ้างว้างติดไอเย็นยะเยือกมาหลายส่วน
ฉับพลัน ร่างสีดำเลือนรางเผยตัวห่างออกไปไม่กี่สิบเมตรเบื้องหน้า
ร่างสีดำยืนประจันหน้ากับฉู่เหิน ม่านราตรีหม่นมัวปกคลุมจนไม่อาจเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้แต่ก็พอจะรู้ว่าเป็นชายวัยกลางคนร่างผอม
ฉู่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อย ชะลอฝีเท้าลง
“เจ้าเป็นใคร?”
จิตใต้สำนึกบอกกับเขาว่าคนผู้นั้นมาหาตน
“ฮึ! ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเก็บงำซ่อนเร้นได้ดีถึงเพียงนี้ข้าคาดไม่ถึงเลยจริงๆ” เสียงทุ้มต่ำหนักอึ้งปานฟ้าร้อง ฟังไม่สบายหูอย่างยิ่ง
เมื่อสัมผัสถึงจิตสังหารเย็นเฉียบจากร่างนั้นได้ฉู่เหินก็แอบเคลื่อนพลังหยวนแท้ลับๆ แสงสีดำสาดซัดพันแขนทั้งสองข้าง
“ฮะ หรือเจ้าคิดจะลงมือกับข้า?” ร่างสีดำแค่นหัวเราะดูแคลน
ฉู่เหินไม่ตอบ ปลดปล่อยหยวนแท้ออกมาไม่หยุด ดวงตาลุ่มลึกนิ่งขรึมเข้มข้นฉู่เหินไม่ใช่ประเภทยืนรอความตาย ในใจคิดแผนการถอยหนี
“ก็ได้! พรุ่งนี้เจ้าจะถูกพบเป็นศพนอนตายข้างถนนคราวนี้ข้าลงมือเอง แน่ใจได้เลยว่าเจ้าต้องได้ตายไร้ที่ฝัง”
“หึ” ทันใดนั้นเอง เสียงอันทุ้มใหญ่ก็ลอยเข้าหูคนทั้งสอง“คิดจะแตะต้องศิษย์สำนักดาราสวรรค์ของข้าก็ต้องดูว่าข้าตกปากรับคำหรือไม่เสียก่อนไสหัวไปให้ไกลๆ ลูกตา ไม่อย่างนั้นข้าจะให้แกได้ตายไม่มีหลุมฝัง!”
แรงลมเกรี้ยวกราดบ้าคลั่งจู่โจมเข้าใส่
ฉู่เหินกับร่างสีดำมึนงง ต่างเงยหน้ามอง เห็นร่างสูงใหญ่บึกบึนยืนอยู่บนหลังคาบ้านทางซ้ายของถนน
“ซ่งเฉิงเลี่ย...” เสียงโพล่งอันไม่คาดฝันหลุดจากปากร่างสีดำ
ฉู่เหินตาเป็นประกาย
ผู้มาเยือนหาใช่ใครอื่น อาจารย์สำนักดาราสวรรค์ซ่งเฉิงเลี่ยนั่นเอง
“ในเมื่อรู้ชื่อเสียงเรียงนามพ่อดี ยังไม่รีบไสหัวไปอีกหรือวะ?”
ร่างสีดำดวงตาหฤโหด ระเบิดรังสีปราณแกร่งกล้าออกมาขยับกายคราหนึ่งปรี่เข้าหาฉู่เหินไวเหมือนเงาตกเห็นได้ชัดว่าเขาคิดจะชิงฆ่าฉู่เหินก่อนซ่งเฉิงเลี่ยเข้ามาขัดขวาง
คว้าง
ฤทธานุภาพถาโถมแปรเป็นสลาตันแข็งกล้ารุกล้ำมาหาฝุ่นหินดินทรายบนพื้นถูกพัดปลิวว่อน
ฉู่เหินหรี่นัยน์ตา เขาเห็นใบหน้าของชายวัยสามสิบกว่าปีใกล้เข้ามาชัดเจน
“ฮะๆ ตายเสียเถอะ!”
พลังหยวนแท้แรงกล้าปกคลุมมือเหวยหานสองมือเรืองแสงเงินเหมือนเช่นดาบหัตถ์คมกริบเหวยหานลงมือรวดเร็วไม่ต่างจากสายฟ้าแลบ
ตูม!
ทันใดนั้น เสียงกัปมนาทของพลังอันรุนแรงที่ชนกันดังห่างจากฉู่เหินไปสองเมตร
ร่างกำยำสูงใหญ่ดุจเทพสงครามยืนขวางหน้าฉู่เหินไว้
“แสงดาวพราวเวหา!”
ซ่งเฉิงเลี่ยตวาดลั่น วินาทีนั้น แสงศักดิ์สิทธิ์สีทองอร่ามประหนึ่งสุรีย์ร้อนแรงก็เบ่งบานจากในร่างกระแสปราณอลหม่านถ่ายเทสนั่นไหวชอบใจ แผ่นดินแตกออกเป็นรอยร้าวลึกรอยแล้วรอยเล่า
ปึ้ง
แว่วเสียงเบาลอยมาอาภาศักดิ์สิทธิ์พร่างพราวโจมตีเหวยหานเหมือนคลื่นทะเล รายหลังร้องโอดโอยร่างลอยละลิ่วปลิวไปกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง
“อั๊ก!”
เหวยหานกระอักเลือดออกจากปาก สองตาถมึงทึง สีหน้ามัวหม่นว่าอย่างโหดเหี้ยม “หึ ‘สีหราชมารซ่งเฉิงเลี่ย’ สมคำร่ำลือยิ่งนัก ผู้น้อยเลื่อมใส...”
…………………………