“นะ...นี่นายหมายความว่ายังไงกันที่บอกว่าถึงอายุจะครบสิบขวบแล้วก็ยังใช้เวทมนต์ไม่ได้น่ะ”
เรซถามขึ้นอย่างใเพราะเขาไม่เคยได้ยินว่ามีคนที่อายุครบสิบขวบแล้วจะยังใช้เวทมนต์ไม่อย่างน้อยถึงจะใช้เวทมนต์ต่อสู้ไม่ได้ก็ตาม แม้แต่ชาวนายังใช้เวทมนต์ช่วยในการทำนาแล้วคนที่ใช้เวทมนต์ไม่ได้จะใช้ชีวิตได้อย่างไรกัน
“อืม...จะว่ายังไงดีล่ะคือั้แ่เด็ก มีคนเคยตรวจสอบร่างกายของฉันแล้วพบว่าสายธารเวทในร่างกายฉันมันตีบตันไปหมดจนไม่สามารถรับพลังเวทมนต์เข้ามาในร่างกายได้พอฉันรับพลังเวทย์จากธรรมชาติไม่ได้ฉันก็เลยไม่สามารถสร้างแก่นเวทขึ้นมาในร่างกายได้
อาจจะเพราะตอนที่แม่กำลังจะคลอดฉันถูกโจมตีด้วยเวทมนต์ของสัตว์เวทจนมีผลกับร่างกายของฉันก็ได้มันทำให้ฉันััพลังเวทมนต์ได้เหมือน ๆ กับพวกนายนั่นแหละแต่ไม่สามารถดูดซับเขามาในร่างกายเพื่อแปลงเป็พลังของตัวเองได้ก็ทำนองนั้น”โนบลินอธิบายให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง
“แล้วไอ้การหลอมที่นายเพิ่งทำไปเมื่อกี้นี้มันคืออะไรมันคือเวทมนต์ไม่ใช่เหรอ” บันถามออกมาในทำนองที่ไม่อยากจะเชื่อว่าโนบลินจะใช้เวทมนต์ไม่ได้
“ถึงจะดูคล้ายแต่มันก็ไม่ใช่หรอกเวทมนต์แบบที่นักเวททั่วไปใช้คือการแปลงพลังเวทไร้รูปออกมาให้เป็รูปร่าง เช่นบางคนเปลี่ยนเป็ไฟ ลม น้ำแข็ง อะไรพวกนั้นนั่นคือการรับเอาพลังไปใช้ในร่างและเปลี่ยนเป็พลังของตัวเองก่อนจะปลดปล่อยออกมา”โนบลินอธิบายช้า ๆ
“ส่วนที่ฉันทำมันคือการใช้วงเวทซึ่งเป็เหมือนการตั้งค่าคำสั่งให้พลังเวททำงานตามที่กำหนดแต่ต้นกำเนิดของพลังนั้นก็มาจากธรรมชาติหรือว่านอกร่างกายของฉัน มันคล้าย ๆ กับฉันััน้ำได้ ผลักให้มันเคลื่อนที่ได้ แต่ฉันสร้างมันขึ้นมาเองไม่ได้ประมาณนั้น” โนบลินกล่าวด้วยรอยยิ้มเหมือนเป็เื่ที่น่ายินดี
“ทำไมนายดูไม่เป็เดือดเป็ร้อนอะไรเลยล่ะทั้ง ๆ ที่นายไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้ แบบนี้ยังจะยิ้มได้อีกเหรอ?” พอลถามขึ้นมาอย่างเป็ห่วง
“เอาเถอะน่ายังไงฉันก็มีพวกนายอยู่ ถ้าเกิดปัญหาอะไรพวกนายก็ต้องช่วยฉันอยู่แล้วใช่ไหมล่ะส่วนฉันจะคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังเอง”โนบลินพูดด้วยน้ำเสียงเข้มและหน้าตาที่เปลี่ยนเป็จริงจัง
“อื้ม” เด็ก ๆที่เหลือต่างรับคำพร้อม ๆกันและยื่นมือมากุมกันไว้แน่นเสมือนกับกำลังรวมเอาความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆมารวมไว้ด้วยกัน
“ถึงเราจะต่างคนต่างมาต่างพ่อต่างแม่ แต่ฉันก็เห็นพวกนายเป็เหมือนพี่น้องแท้ ๆต่อไปนี้พวกเราก็คือครอบครัวของกันและกัน เราจะช่วยเหลือกันไม่ว่าเื่อะไรก็ตามตกลงไหม”
เรซพูดพร้อมกับกวาดสายตาไปที่เพื่อนๆ แต่ละคน เด็ก ๆ คนอื่น ๆ ต่างเห็นพ้องกับคำพูดของเรซและตั้งใจว่าจะดูแลกันและกันให้ดีที่สุด
“อย่างนี้เราต้องดื่มเืสาบานอย่างที่เคยได้ฟังนิทานมาไหม”พอลถามด้วยท่าทางขึงขังยิ่งกว่าตอนทำงานเสียอีก
“ฉันว่าแบบนั้นมันจะเจ็บตัวเอานะ”บันบอกพร้อมทำหน้าแหย ๆ
“ฉันก็ว่า...”แอลที่พูดน้อยเสริมขึ้นมาบ้าง
“ว้าาฉันก็คิดว่าเราจะได้ทำอะไรเท่ห์ ๆ แบบนั้นบ้าง” พอลบ่นเซ็ง ๆเพราะอยากทำอะไรที่มันเท่ห์ ๆ เหมือนที่พวกนักรบเขาทำกัน
“อย่างนั้น..ฉันว่าเรามาดื่มนี่ร่วมสาบานแทนเืดีกว่า”โนบลินชี้ไปที่หม้อยาที่บรรจุของเหลวสีแดงใสอยู่จนเต็ม
“อืม..อันที่จริง มันก็คือเืจริงๆ นั่นแหละนะ อย่างนั้นเรามาดื่มเื (เซบัป) ร่วมสาบานกันดีกว่า ฮ่า ๆ ๆ ๆ”โนบลินพูดติดตลกจนพลอยทำให้เด็กคนอื่น ๆ พลอยหัวเราะตามไปด้วย
เมื่อตกลงได้ตามนั้นเด็ก ๆ จึงนำหลอดแก้วที่โนบลินสร้างขึ้นไปตักเอาของเหลวนั้นขึ้นมาเสียงหลอดแก้วกระทบกันดัง “กิ๊ง” จากนั้นเด็ก ๆ จึงดื่มมันลงไปพร้อมกันจนหมด
เมื่อวางหลอดแก้วลงบนโต๊ะเด็กทั้งห้าต่างทำท่าทางครุ่นคิดถึงรสชาติของเ้าของเหลวสีแดงที่พวกเขาดื่มเข้าไปแม้จะมีกลิ่นเือยู่จาง ๆ แต่ก็ถูกกลบด้วยกลิ่นหอมเย็น ๆ ของสมุนไพรที่ผสมเข้าไปทำให้รู้สึกดื่มง่าย แต่ที่พวกเขาสนใจนั้นไม่ใช่เื่ของรสชาติแต่คือผลของมันที่จะเกิดกับร่างกายที่ตอนนี้ยังไร้วี่แววใด ๆ
ทันใดนั้นเองโนบลินนั่งลงในท่าขัดสมาธิพร้อมทั้งทำหน้าพยักพเยิดให้เพื่อนๆ นั่งลงทำตาม ฉับพลันรังสีความร้อนก็แผ่ออกมาจากภายในร่างกายของเด็กทั้งห้า
แสงเรืองสีแดงจาง ๆแผ่ออกมาปกคลุมิัของพวกเขาอย่างช้า ๆเริ่มจากส่วนกลางลำตัวและขยายออกไปเรื่อย ๆจนในที่สุดแสงเรืองนั้นก็ครอบคลุมไปทั่วร่าง
เด็ก ๆััได้ถึงความร้อนแรงที่คุกรุ่นอยู่ภายในร่างจากนั้นจึงตามมาด้วยความรู้สึกคันยิบ ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในร่างกายและิัภายนอกเมื่อหันไปมองโนบลินที่กำลังพริ้มตาหลับในท่าทางที่กำลังทำสมาธิ เด็ก ๆจึงมากันหลับตาลงเพื่อทำสมาธิบ้างอย่างพร้อมเพียงจนทุกสรรพสิ่งรอบข้างนั้นเงียบสงัดลงในทันที
ผ่านเวลาไปราว ๆห้านาที ความรู้สึกร้อนลวกและความคันในร่างของทุกคนหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้งไว้เพียงความรู้สึกเย็นและเบาสบายค้างอยู่ในััของทุกคน เด็ก ๆต่างออกจากสมาธิและลืมตาขึ้นมามองหน้ากันอย่างงง ๆ
“นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะโนบลินทำไม..ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”พอลถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเขามองไม่ออกว่าร่างกายเขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
“นั่นนะสิ..นอกจากความรู้สึกร้อนวูบวาบสลับกับความเย็นที่ฉันรู้สึกแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนเลย”บันกล่าวเสริมขึ้นมาบ้าง
“อืม..แล้วก็ความรู้สึกคันยิบๆ ที่รู้สึกนั่นก็เหมือนกัน น่ารำคาญเป็บ้า” แอลบ่นเบาๆให้กับความรู้สึกที่เขารู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย
“ใจเย็น ๆ น่า ฉันกำลังจะอธิบายให้พวกนายฟังอยู่แล้วคือยาที่พวกนายกินเข้าไปเมื่อกี้นี้มันคือยาเสริมพลังร่างกายมันปรุงขึ้นจากเืและกระดูกของเซบัปตัวที่เราล่ามาได้ก่อนหน้านี้ซึ่งใช้เป็ตัวยาหลักและใช้สมุนไพรสองสามตัวเป็ตัวกระตุ้นให้ตัวยาหลักแสดงผลและควบคุมให้ระดับการแสดงผลคงที่จะได้ไม่กระทบกระเทือนกับร่างกายมากเกินไป” โนบลินอธิบายช้า ๆ และหยุดพักเล็กน้อย
“ส่วนสรรพคุณของมันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งพอลนายลองไปหยิบขวานของนายมาดูสิ”โนบลินหันไปบอกให้เพื่อนตัวใหญ่ลองไปหยิบเอาขวานสองคมอันใหญ่มาลองทดสอบร่างกายที่ได้รับผลของตัวยาดู
พอลได้ยินแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบขวานประจำตัวมา
“เอ๊ะ”พอลร้องขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่หยิบขวานอันใหญ่ขึ้นมาถือในมือ “เป็ไปได้ยังไงกัน”พอละโออกมาอย่างเก็บอาการไว้ไม่ไหว
“อะไรเหรอพอลนายเป็อะไรหรือเปล่า” เรซหันไปถามอย่างสงสัยปนเป็ห่วง
“อะ..เอ่อ..เปล่าหรอกแต่ว่าฉันรู้สึกว่าขวานนี่มันเบาหวิวยังกะกิ่งไม้แห้งแน่ะ” พอลบอกพลางเอามือเกาหัวแกรก ๆ
“หะ?..จริงง่ะ นั่นมันขวานเหล็กอันั์เลยนะ มันจะเบาหวิวอย่างนั้นได้ยังไงกัน”บันถามขึ้นอย่างงง ๆ
“อย่างนั้นพวกนายลองมาถือดูสิ”พอลบอกให้เพื่อน ๆ ได้มาลองดูเพราะเข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงให้เพื่อน ๆ เข้าใจ
ได้ยินดังนั้นแอลที่นั่งเงียบมาสักพักจึงลุกขึ้นเพื่อขอลองเป็คนแรกเขาเดินเข้าไปหาพอลที่ยืนถือขวานอยู่ จากนั้นยื่นมือเข้าไปขอขวานนั้นมาลองถือดูพอลเห็นดังนั้นจึงยื่นขวานในมือให้กับแอล
ทันทีที่พอลปล่อยมือออกจากขวานน้ำหนักของขวานเหล็กก็กดลงไปที่มือทั้งสองข้างของแอลทันทีแอลที่เริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักจึงเกร็งกำลังขึ้นรับขวานเหล็ก แต่ผลปรากฏว่า
...มันไม่ต้องออกแรงมากอย่างที่คิดไว้นี่นา...
“หืม..?” แอลส่งเสียงในลำคอ “ไม่หนักเท่าไหร่แฮะ” แอลพูดออกมาเบา ๆแต่ก็ดังพอที่เพื่อนคนอื่น ๆ จะได้ยิน
“หา? ไม่หนักเท่าไหร่เหรอ นายแกล้งทำเป็ไม่หนักหรือเปล่า ไหนฉันขอลองมั่งสิ”เรซพูดออกมาพร้อมกับลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแอล
“ฉันด้วย ๆ” บันเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าลุกขึ้นไปขอลองยกขวานของพอลบ้าง
หลังจากที่ได้ทดลองพลังที่ได้รับจากตัวยาของโนบลินแล้วทั้งสี่คนต่างก็ตกอยู่ในความตกตะลึงพวกเขาไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่ามีตัวยาใดที่เพิ่มพูนพลังกายให้สูงขึ้นได้มากขนาดนี้มาก่อน
“ถ้าอย่างนี้ฉันกินมันเข้าไปเพิ่มร่างกายของฉันก็จะแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ๆ เรื่อย ๆ เลยใช่หรือเปล่าโนบลิน”พอลถามอย่างตื่นเต้นพร้อมส่งสายตาเปี่ยมความหวังไปยังโนบลินที่ยังคงนั่งยู่บนพื้น
“หยุดคิดไปได้เลยพอลยานี่มันเป็ยาแรงนะ ไม่ควรที่จะกินเข้าไปอย่างต่อเนื่องหรอกทางที่ดีควรจะรอให้ยาที่กินไปหมดฤทธิ์ก่อนแล้วค่อยกินเข้าไปใหม่ซึ่งแต่ละหลอดก็น่าจะออกฤทธิ์ประมาณ หกชั่วโมงได้”
“อา..อย่างนี้นี่เองน่าเสียดายแฮะ” พอลบ่นเบา ๆ อย่างเสียดาย
“แต่ถึงยังไงยาที่เพิ่มพลังได้ขนาดนี้ในระยะเวลาตั้งหกชั่วโมงมันก็ยังเป็ยาที่สุดยอดของสุดยอดอยู่ดีแหละน่า” บันบอกออกมาด้วยท่าทางที่ยังตื่นเต้นไม่หายพร้อม ๆ กับที่บันและเรซต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้นพวกนายมาช่วยฉันบรรจุยาพวกนี้ลงในหลอดแก้วดีกว่าตอนนี้ฉันอยากจะรู้แล้วว่ามันจะขายได้ราคาสักเท่าไหร่” โนบลินบอกเพื่อน ๆพร้อมกับสายตาที่เป็ประกายแห่งความหวังว่าจะขายยาสูตรนี้ให้ได้เงินเยอะ ๆ
เด็ก ๆที่ได้ยินดังนั้นจึงช่วยกันบรรจุยาในหม้อลงในหลอดแก้วที่โนบลินสร้างขึ้นมาอย่างขะมักเขม้นจนเมื่อตัวยาหยดสุดท้ายหยดลงไปในหลอดแล้ว เด็ก ๆลองนับจำนวนหลอดยาทั้งหมดพบว่ามีจำนวนมากกว่าสามร้อยหลอดถือเป็จำนวนที่มากพอสมควร
“อืม..ได้เยอะพอสมควรแฮะฉันอยากจะลองเอาไปขายสักสองร้อยขวด ส่วนที่เหลือเราจะเก็บไว้ใช้กันหรือถ้ามันได้ราคาดีจริง ๆเราค่อยแบ่งส่วนที่เหลือมาขายอีกทีหลัง”โนบลินเสนอความคิดและเพื่อน ๆ ต่างก็เห็นด้วยเป็อย่างดี
ดังนั้นเด็ก ๆจึงช่วยกันเก็บข้าวของและรวบรวมหลอดยาเพื่อเดินทางเข้าเมือง
“ลุงแอนโทนีครับพวกผมเอาของมาขายครับ” เสียงของเรซดังขึ้น
หลังจากเดินทางเข้ามาในเมืองเด็ก ๆ ต่างพากันตรงมาที่ร้านขายยาของแอนโทนีเพื่อนำยาที่เพิ่งปรุงเสร็จมาขายให้กับเขา
“เอ๋พวกเธอจากบ้านของลอเลนซ์นี่ ไหนวันนี้เอาสมุนไพรอะไรมาขายเหรอ?” แอนโทนียังพูดคุยทักทายกับเด็ก ๆ จากบ้านเด็กกำพร้าอย่างเป็กันเองเช่นเคย
“เอ่อวันนี้พวกเราไม่มีสมุนไพรมาขายหรอกครับ” บันบอกออกไป
“อ้าวแล้วจะเอาอะไรมาขายล่ะ?” แอนโทนีถามอย่างสงสัยเพื่อเห็นว่าเด็ก ๆไม่ได้นำเอาสมุนไพรที่ไปเก็บในป่ามาขายให้กับเขาเหมือนเช่นเคย
“นี่ครับ”โนบลินบอกพร้อมกับยื่นหลอดยาที่บรรจุของเหลวสีแดงใสและมีจุดแสงสีขาวเล็ก ๆกะพริบอยู่ภายในให้กับแอนโทนีไปหนึ่งหลอด
“เอ๋นี่มันหรือว่าเป็ยาน้ำเหรอ พวกเธอไปหามาจากไหนกัน”
แอนโทนีถามขณะรับเอาหลอดยาจากมือของโนบลินไปดูเขาลองมองจากในแง่มุมต่าง ๆ และเปิดจุกคอร์กออกเพื่อดมกลิ่นแต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคือยาอะไรและให้ผลอะไรกันแน่
“มันคือยาฟื้นกำลังร่างกายครับปรุงจากเลือกดกระดูกของเซบัปผสมกับสมุนไพรสองสามชนิดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายได้ครับ”โนบลินตอบเสียงเรียบพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปให้กับแอนโทนี
“อย่างนั้นหรอกเหรอว่าแต่พวกเธอได้ยานี้มาได้ยังไงกันหรือ” แอนโทนีถามกลับอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
“เอ่อ...คือว่าโนบ..”พอลกำลังจะตอบออกไปแต่โนบลินกลับเหยียบลงไปที่เท้าของเขาก่อนที่จะพูดจบ
“คือว่าเราไปเจอนักปรุงยาจากด้านนอกเมืองเขาฝากให้เราเอามาขายน่ะครับเขาบอกว่าอยากจะรู้ว่าพอจะขายได้ราคาเท่าไหร่” โนบลอนตอบไปตามที่เตรียมการณ์เอาไว้
“อย่างนั้นหรอกเหรอพอจะบอกได้ไหมว่าเขาได้สูตรยามาจากไหน แล้วมีใบรับรองสูตรยามาหรือเปล่าเพราะถ้าไม่มีใบรับรองสูตรฉันไม่สามารถขายยานี้ได้หรอกนะเพราะมันผิดกฎของเมืองเรา” แอนโทนีบอก
...“หา?..ขายไม่ได้เหรอครับ”...