ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 วางแผนลับยามดึก ลงน้ำเพื่อเอากระดูกมังกร!

            “ผู้อำนวยการซู ยินดีด้วยนะ!”

            “ผู้อำนวยการจู๋ครั้งนี้สถาบันชิงหลงของเราได้รับเกียรติยศที่ทั่วประเทศให้ความสนใจทั้งหมดต้องขอบคุณสถาบันไป๋หู่ของพวกเธอที่ช่วยเสริมส่ง”

            หลังจบการแข่งขันผู้อำนวยการของสถาบันไป๋หู่และสถาบันชิงหลงก็เดินเข้ามาหากัน

            จู๋ชิงอวี่และซูหรูเยียนต่างก็มีฉายาว่า“ผู้อำนวยการสาวสวย” นักข่าวจึงรีบถือกล้องเข้ามาถ่ายภาพบทสนทนาหลังการแข่งขันของทั้งสองคนอย่างกระหน่ำ

            ภายใต้เลนส์กล้องใบหน้าของสาวสวยทั้งสองต่างก็มีรอยยิ้มที่เป็นมิตรแต่ในดวงตากลับแฝงด้วยความเย็นชา

            ในการแข่งขันซูเปอร์โนวาปีที่แล้วสถาบันไป๋หู่เอาชนะสถาบันชิงหลงได้

            ในปีนี้เซี่ยวซิงอวี่นำทีมกลับมาแก้แค้นได้สำเร็จ

            ไปๆ มาๆความบาดหมางระหว่างผู้อำนวยการทั้งสองคนก็เพิ่มขึ้นไปอีกขั้น

            เนื่องจากมีนักข่าวจำนวนมากจู๋ชิงอวี่จึงต้องโน้มตัวเข้าไป กระซิบที่ข้างหูของซูหรูเยียน

            “ผู้อำนวยการซู เธออย่าเพิ่งดีใจไปเลยที่สถาบันชิงหลงของเธอชนะได้ในครั้งนี้ ก็เพราะเซี่ยวซิงอวี่ล้วนๆ”

            ซูหรูเยียนปัดผมเล็กน้อยท่าทางเย่อหยิ่งของเธอกลับดูน่ารักแบบเด็กสาวเล็กน้อย

            “ที่เธอพูดก็ถูกแต่นั่นแหละคือไพ่ตายของฉัน ส่วนเธอไม่มี ดังนั้นเธอก็เลยอิจฉาสินะ?”

            “ใช่ ฉันอิจฉาจริงๆ”

            จู๋ชิงอวี่เหลือบมองเซี่ยวซิงอวี่ที่กำลังฉลองชัยชนะ

            ในเวลานั้น เซี่ยวซิงอวี่กำลังถือแชมเปญกระโดดโลดเต้นท่ามกลางฝูงชนอย่างสนุกสนาน

            “พี่อวี่สุดยอด!”

            “เซี่ยวซิงอวี่ชีวิตนี้ของฉันยอมนายคนเดียว!”

            “ต่อไป นายคือหัวหน้าของสถาบันชิงหลง!”

            “เรื่องซื้อชานมซื้อบุหรี่ให้ฉันจัดการเอง!”

            “พี่ซิงอวี่ พี่มีแฟนหรือยัง?”

            “นี่เบอร์โทรศัพท์ฉันครั้งหน้าเราไปดูหนังด้วยกันไหม?”

            ครั้งนี้มีนักเรียนจากสถาบันชิงหลงมาร่วมชมการแข่งขันด้วย

            นักเรียนเหล่านี้ต่างก็ได้เห็นผลงานของเซี่ยวซิงอวี่ด้วยตาตัวเองและถูกเซี่ยวซิงอวี่ทำให้ประทับใจ

            นักเรียนหญิงกลายเป็นแฟนคลับตัวยงแทบอยากจะดึงกางเกงของเซี่ยวซิงอวี่ออกและบางคนถึงกับแอบยัดคีย์การ์ดโรงแรมที่มีรอยลิปสติกเข้าไปในกระเป๋าของเซี่ยวซิงอวี่ด้วยซ้ำ

            นักเรียนชายกลายเป็นลูกน้องคอยจุดบุหรี่ส่งน้ำให้เซี่ยวซิงอวี่ และพูดยกยอปอปั้นอย่างหนัก

            รัศมีที่แผ่ออกมาจากเซี่ยวซิงอวี่ในขณะนั้นช่างเจิดจ้าเสียจริง

            ภายใต้รัศมีนั้นคือพรสวรรค์และความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไปและไหวพริบในการต่อสู้ที่คนในวัยเดียวกันไม่มี

            “จู๋ชิงอวี่อย่าแอบมองเซี่ยวซิงอวี่ของเราอีกเลย เธออิจฉาก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกเขาก็เป็นนักเรียนของสถาบันชิงหลงของเรานี่นา”

            “ใช่ตอนนี้เขาก็เป็นคนของสถาบันชิงหลงของเธอ”

            ซูหรูเยียนหุบรอยยิ้มที่แสดงความยินดีลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คเธอหมายความว่ายังไง?”

            “ตอนนี้ก็คือตอนนี้ อนาคตข้างหน้าใครจะไปรู้ได้ล่ะ?”

            “เธออยากจะแย่งคนเหรอ ไม่มีทางหรอก!”

            ซูหรูเยียนโกรธขึ้นมาทันทีเซี่ยวซิงอวี่เป็นต้นกล้าที่ดีที่สุดในสายตาเธอเป็นสัญลักษณ์ของอนาคตของสถาบันชิงหลง

            จู๋ชิงอวี่เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ดีกับเซี่ยวซิงอวี่น้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่ฟังดูเหน็บแนม

            “ซูหรูเยียนมีกฎหมายข้อไหนระบุว่าห้ามแย่งคนเหรอ ?”

            “เธอ...”

            “ตราบใดที่สถาบันไป๋หู่ของเราสามารถให้ผลประโยชน์และคอนเน็กชันที่สถาบันชิงหลงให้ไม่ได้แล้วเซี่ยวซิงอวี่จะยังอยู่ข้างเธอต่อไปเหรอ?”

            หลังจากพูดประโยคนี้จู๋ชิงอวี่ก็หัวเราะเล็กน้อย แล้วยกมือปัดฝุ่นที่ไหล่ของซูหรูเยียน

            “ซูหรูเยียน เรามีโอกาสได้เจอกันอีกเยอะพอถึงครั้งหน้า เซี่ยวซิงอวี่อาจจะยืนอยู่ข้างฉันก็ได้นะ~”

            “ยัยบ้า...”

            “ระวังคำพูดหน่อย กำลังถ่ายทอดสดอยู่นะ~”

            จู๋ชิงอวี่ยังคงรักษาท่าทางที่สง่างามไว้หน้ากล้องในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ เธอก็ตอบคำถามได้อย่างเหมาะสม

            “ผู้อำนวยการจู๋คุณมีความคิดเห็นยังไงกับการพ่ายแพ้ในครั้งนี้?”

            “ต้องบอกว่าเด็กๆของสถาบันชิงหลงเก่งมากค่ะ และต้องขอบคุณผู้อำนวยการซูที่ฝึกฝนพวกเขามาอย่างดีฉันนับถือผู้อำนวยการซูมากค่ะ...”

            จู๋ชิงอวี่ที่อยู่หน้ากล้องดูเหมือนจะแพ้เป็นและปล่อยวางได้ ทำให้ได้รับเสียงปรบมือจากทุกคน

            ซูหรูเยียนยิ้มเย็นๆ กระทืบเท้าเบาๆแล้วพึมพำ “เป็นผู้หญิงที่เสแสร้งจริงๆเซี่ยวซิงอวี่ไม่มีทางถูกเธอเอาตัวไปได้หรอก!”

            จากนั้นซูหรูเยียนก็มองเซี่ยวซิงอวี่ที่ถูกฝูงชนและช่างภาพรายล้อมโดยไม่รู้ตัวแล้วก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด

            “ถ้าสถาบันไป๋หู่เสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่าให้เด็กคนนี้จะไม่ใจอ่อนเลยเหรอ?”

            “คนเราตายเพราะเงิน นกตายเพราะอาหารถ้าเป็นฉันก็คงใจอ่อนเหมือนกัน...”

            “ไม่นะ!ฉันจะยอมให้จู๋ชิงอวี่เอาตัวเซี่ยวซิงอวี่ไปไม่ได้เด็ดขาด!”

            ซูหรูเยียนตัดสินใจแน่วแน่ไม่ว่าจะต้องผูกมัดด้วยเชือกอะไรเธอก็จะต้องรั้งเซี่ยวซิงอวี่ไว้ที่สถาบันชิงหลงให้ได้

            เวลาเที่ยงคืน

            โรงแรม

            เซี่ยวซิงอวี่กลับมาถึงห้องพัก ใบหน้าแดงก่ำตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้า

            วันนี้สถาบันชิงหลงเอาชนะสถาบันไป๋หู่และผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศการแข่งขันซูเปอร์โนวา นี่เป็นเรื่องที่น่าดีใจจึงต้องมีการดื่มฉลองกันเป็นธรรมดา

            ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการคว้าชัยชนะทุกคนต่างก็ยกแก้วชนเซี่ยวซิงอวี่

            ในงานเลี้ยงแม้แต่ซูหรูเยียนและเฉินฉี่เหนียน ก็ยังยกแก้วชนเซี่ยวซิงอวี่หลายแก้ว

            เซี่ยวซิงอวี่ที่กำลังเมามายดูซื่อสัตย์แต่ก็ยังคงหล่อเหลา

            “เอ๊ะ ในห้องทำไมมีลู่ลู่สองคน?”

            เซี่ยวซิงอวี่ขยี้ตาที่แดงก่ำเห็นสาวสวยจิ้งจอกสองคนยืนอยู่ตรงหน้า

            ไต้ลู่กอดอก พิงหน้าต่าง ใบหน้าเย็นชา

            “มองเห็นเป็นภาพซ้อนแสดงว่าเมาแล้วยืนยันแล้ว สรุปว่าเมาแล้วจริงๆ”

            “ฉันยังไม่เมา!”

            “ยังไม่เมาใช่ไหม นี่กี่นิ้ว?”

            ไต้ลู่ยื่นสามนิ้ว

            เซี่ยวซิงอวี่โพล่งออกมา“6!”

            ไต้ลู่กลอกตา “เซี่ยวซิงอวี่นายนี่มัน 6 จริงๆ!” (เป็นสแลงภาษาจีนแปลว่า เก่งจริงๆ)

            ตุ้บ~

            เซี่ยวซิงอวี่ล้มลงกับพื้นทันที

            “ลุกขึ้นมานะ!”

            “ลู่ลู่ ฉันง่วงแล้ว”

            “ง่วงก็ไปนอนบนเตียงสินอนพื้นไม่หนาวหรือไง?”

            “เธอกำลังเป็นห่วงฉัน”

            บรรยากาศไม่ปกติแล้ว

            ไต้ลู่ตัวแข็งทื่อ ใบหน้าของเธอแดงก่ำ

            “ฉันเป็นห่วงเขา... จริงๆ เหรอเนี่ย?”

            ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์อสูรมักจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างละเอียดอ่อนโดยไม่รู้ตัวเสมอ

            เมื่อมองเซี่ยวซิงอวี่ที่นอนอยู่บนพื้นไต้ลู่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะคิดมากอีกต่อไป เธออุ้มเขาขึ้นมาวางบนเตียงทันที

            หลังจากช่วยห่มผ้าให้เซี่ยวซิงอวี่แล้วไต้ลู่ก็ยืนอยู่ข้างเตียง เท้าสะเอว

            “ฉันคงติดค้างนายมาตั้งแต่ชาติที่แล้วแน่ๆเรื่องของฉันยังไม่จบเลย นายกลับเมา แล้วฉันต้องมาดูแลนายอีก!”

            ไต้ลู่บ่นพึมพำแล้วเตรียมตัวไปรินน้ำร้อนให้เซี่ยวซิงอวี่แก้วหนึ่ง

            ขณะที่ไต้ลู่กำลังจะหันหลังกลับเซี่ยวซิงอวี่ก็ลุกขึ้นจากเตียงทันที

            “ฉันคิดวิธีได้แล้ว”

            ไต้ลู่ตกใจ

            “สรุปนายเมาหรือไม่เมากันแน่?”

            ดวงตาของเซี่ยวซิงอวี่ในขณะนั้นไม่มีความพร่ามัวหรือความขุ่นมัวของคนเมา มีเพียงความเฉลียวฉลาดและความลึกซึ้งดูเหมือนปรมาจารย์ที่รอบคอบ

            “นายคิดอะไรออก?”

            “ฉันคิดวิธีแหกคุกได้แล้ว”

            ไต้ลู่ดวงตาเป็นประกายรีบไปรินน้ำร้อนแก้วหนึ่ง แล้วนั่งลงข้างๆ เซี่ยวซิงอวี่

            “รีบพูดสิ!”

            “นี่คือท่าทางของการขอร้องคนอื่นเหรอ?”

            “นายต้องการอะไร?”

            “เธอพูดว่า องค์ชายโปรดชี้แนะ”

            ไต้ลู่พูดไม่ออกพักหนึ่งแต่ก็ยังฝืนยิ้มปลอมๆ “องค์ชายโปรดชี้แนะหม่อมฉันขอคารวะ”

            เซี่ยวซิงอวี่ระมัดระวังเป็นอย่างมากปิดหน้าต่าง แล้วลดเสียงลง

            “ถ้าจะแหกคุกเธอต้องทะลวงขีดจำกัดวิวัฒนาการ”

            “ฉันติดอยู่ที่ระดับจักรพรรดิอสูร(ขั้นสาม) มานานแล้ว อีกทั้งพลังมังกรในร่างกายก็ยังไม่ถูกชำระล้างออกไปจนหมดบาดแผลก็ยังไม่หายดี จะเป็นไปได้ยังไง...”

            เซี่ยวซิงอวี่ขัดจังหวะ“ถ้าฉันหาสิ่งที่เรียกว่ากระดูกมังกรสายเลือดบริสุทธิ์มาให้เธอได้ล่ะ?”

            ไต้ลู่แสดงสีหน้าตกตะลึง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน