และในนาทีถัดมาบังเกิดเสียง “เพล้ง” ราวกับเสียงกระจกแตกดังอุดอู้ไปทั่วห้องใต้ดิน!
ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนตรงนี้ต่างรู้ดีว่านี่หมายความว่าอะไร
ทัณฑ์รูปธรรมถูกทำลายลงแล้ว!
แต่ว่า!
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากสวีหยางอี้ตะโกนว่า ‘จงแตกสลายไปสะ’ แค่ไม่กี่ห้วงลมหายใจเองนะ!
หลี่มู่กับหวางชุนหลายหัวเราะแห้งๆขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
“นี่...นี่มัน...” หวางชุนหลายก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว มือที่ถือขวดหยกอยู่สั่นงั่ก“ทำลายทัณฑ์... คะ... แค่การโจมตีเดียว...”
หลี่มู่หันขวับไปมองประตูที่ปิดสนิทหมายวิเคราะห์ศักยภาพและพลังของผู้ฝึกตนคนนี้
เนื่องจากไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำดังนั้นขนาดของห้วงแสงอณูปราณเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะใช้มาวิเคราะห์แหล่งกักเก็บอณูปราณในร่างกายผู้ฝึกตนไม่มีเพียงทะเลลมปราณที่เดียวแม้ทะเลลมปราณจะเป็นบ่อพลังปราณที่สำคัญแต่มวลกล้ามเนื้อและกระดูกก็สามารถใช้กักเก็บพลังปราณได้เช่นกันไม่งั้นขั้นจู้จีกับจินตัน เวลาต่อสู้กับปีศาจเก่งๆพวกเขาจะทนกับพลังยุทธเวทและคาถาอาคมต่างๆ ได้อย่างไร?
มีเพียงตอนที่ผู้ฝึกตนทำการเลื่อนขั้นธรรมชาติจะรับรู้ได้เองว่าผู้ฝึกตนคนนั้นๆ สามารถกักเก็บอณูปราณได้มากแค่ไหนเมื่อธรรมชาติทำปฏิกิริยากับผู้ฝึกตนคนนั้นๆ ก็จะเกิดปรากฏการณ์ห้วงแสงอณูปราณขึ้นมาขนาดกว้างเกินสิบเมตรขึ้นไป คนในตระกูลก็พร้อมประคบประหงมเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างไม่ตกหล่นแล้วกว้างกว่ายี่สิบเมตรขึ้นไป จัดว่าเป็นอัจฉริยะหนึ่งในหมื่นสามสิบเมตรขึ้นไปก็คือผู้ชนะในการประลองจัดอันดับระดับมณฑลของเทียนเต้า!สี่สิบเมตรขึ้นไป... มีรายชื่อปรากฏในลิสต์รายชื่อระดับประเทศ!
สำหรับห้าสิบเมตรขึ้นไป...
เขาเสียวสันหลังวูบวาบขึ้นมาเพราะไม่คิดว่าจะมีแบบนี้เกิดขึ้น!
และที่น่าขนลุกไปกว่านั้นก็คือระยะเวลาทำลายทัณฑ์อุปสรรค
ผู้ฝึกตนยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ระยะเวลาในการทำลายทัณฑ์อุปสรรคก็ยิ่งเร็วมากเท่านั้นเขาก็เคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีผู้ฝึกตนบางส่วนไม่ใช้สิ่งของภายนอกช่วยเลื่อนขั้นแต่ไม่คิดจะได้มาเจอด้วยตัวเอง ทัณฑ์รูปธรรมแม้จะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมันแต่เขาเคยถามจากผู้ที่ประสบการณ์ แต่สิ่งที่อีกฝ่ายบอกมาก็คือทัณฑ์รูปธรรมมีลักษณะเป็นชั้นเหมือนเยื่อบางๆ ห่อหุ้มอยู่ ดังนั้นจึงย้อนกลับไปหลักการที่ว่าทัณฑ์อุปสรรคมีรูปร่างลักษณะที่ไม่แน่นอน แปรผันไปตามภูมิหลังของแต่ละคนครั้นเมื่อเขาถามผู้ฝึกตนที่บรรลุระดับกลางคนนั้นกลับกรอกตาใส่เขาอย่างรำคาญและบอกว่า“ถามไปเพื่ออะไร ถึงตอนนั้นเดี๋ยวก็รู้เอง”
หลี่มู่รอคำตอบนั้นมาสิบกว่าปี
แม้ตัวเขาไม่ได้ประสบการเลื่อนขั้นด้วยตัวเองแต่จากการสอบถามหลายๆ คนมาตลอดเวลาสิบกว่าปี เขาก็พอรู้คราวๆ ว่าอะไรเป็นอะไรจนทำให้เขาพอจะแยกแยะได้ว่า เวลาที่สวีหยางอี้ใช้ทำลายทัณฑ์อุปสรรค...
เร็วจนน่าตกใจ!
เกิดขึ้นถัดจากที่พวกเขาพูดคุยกันแค่ไม่กี่วินาที!
“สัตว์ประหลาดชัดๆ...”จางกงจ่างนั่งแหมะลงไปบนเก้าอี้พลันปะติดปะต่อเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ทั้งหมดก็ตระหนักได้ถึงความห่างชั้นที่ห่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับเหวทำเอาความรู้สึกนั้นทำลายความมั่นใจเขาลงจนป่นปี้เลยทีเดียว
ภายในห้องฝึกตนในที่สุดสวีอยางอี้ ก็ยืนขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เขารู้สึกเหมือนมีเสียง “หวืด”ดังสนั่นไปทั่วโลกจากนั้นเขาก็รับรู้เหมือนมีเศษกระจกแตกกระจายอยู่ท่ามกลางทะเลลมปราณของเขาและค่อยๆย่อยสลายกลายเป็นอณูปราณซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความรู้สึกที่เขารับรู้ได้ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
อณูปราณที่ย่อยสลายออกมานั้นไม่หายไปในทันทีมันถูกทะเลลมปราณดูดเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง!จะมองว่าเป็นรางวัลของการเลื่อนขั้นสำเร็จของเขาก็ได้!
ตอนนี้ตัวเขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบสดชื่นขึ้นกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกว่าสายตาของตัวเองเฉียบคมขึ้นกว่าเดิมเขามองเห็นและแยกแยะได้แม้กระทั่งรายละเอียดของสสารเล็กๆ น้อยๆ
ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองเบาโหยงขึ้นมา ก่อนทำลายทัณฑ์รูปธรรมเขาไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกของการถูกพันธนาการด้วยอะไรสักอย่างแต่ตอนนี้กลับพบว่าความรู้สึกก่อนหน้านี้นั่นแหละ คือการถูกพันธนาการด้วยอะไรสักอย่าง!นาทีนี้ ความรู้สึกโล่งเหมือนหายใจได้เต็มปอดความรู้สึกปลดปล่อยเหมือนโลกของเขาขยายใหญ่ขึ้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย!
ร่างกายเบาโหยงเหมือนลมที่ทั้งเบาบางและนุ่มนวลคล้ายว่าเพียงแค่คิดก็ขยับไปถึงที่หมายได้ทันที แต่ว่าความเบาบางนุ่มนวลนี้หาใช่ความอ่อนแอไม่เพราะเขารู้สึกได้ถึงมีมวลพลังทีแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนซุกซ่อนอยู่ภายในร่างกายอันเบาโหยงนี้!
หากเผชิญหน้ากับนักสะกดรอยสามคนก่อนหน้านี้เขาคงไม่ต้องใช้ยันต์เทพบาทาอย่างแน่นอน เขาสามารถไล่ตามอีกฝ่ายได้ทันทีเพียงแค่ความเร็วทางกายภาพเท่านั้น!
ขณะนี้ ห้วงแสงอณูปราณที่รายล้อมอยู่รอบตัวเขาหดเล็กลงเหลือเพียงสิบเมตรเท่านั้นและพวกมันกำลังแย่งกันไหลเข้ามาในร่างกายเขา!
เขาเพ่งจิตสำรวจภายในครั้นหลับตา ประกายแสงก็สว่างวับใต้เปลือกตา มโนทัศน์ภายในร่างกายพลันปรากฎ
ตอนนี้ทะเลลมปราณของเขาน่าจะมีขนาดใหญ่กว่าผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางประมาณ 1.5เท่า! กลายเป็นเครื่องส่งพลังปราณขนาดใหญ่!
เส้นลมปราณที่เคยตีบตันก่อนหน้านี้ถูกเปิดออกทั้งหมดดูเผินๆ อาจดูไม่เปลี่ยนไปมากนักแต่ว่าตัวเขาเองรู้ดีว่าความทนทานเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว!
“การหลอมยาจำเป็นต้องใช้พลังปราณที่แข็งแกร่งเป็นแรงหนุนจำเป็นต้องใช้พลังจิตอันแม่นยำเฉียบคมเป็นสะพานเชื่อมไปหาสิ่งหนึ่งหากพลังปราณไม่แกร่งพอ ต่อให้มีพลังจิตที่เฉียบคมแค่ไหนก็ไม่มีแรงส่งไปถึงที่หมายหากพลังจิตไม่เฉียบคม มีพลังปราณแข็งแกร่งมากไปก็เท่านั้นเพราะขาดความแม่นยำและมีโอกาสสูญเสียพลังปราณอย่างไม่จำเป็น...” เขารับรู้ถึงความทรงพลังในร่างกายตัวเองหมัดทั้งสองข้างพลันกำแน่น “สาเหตุที่ทะเลลมปราณขยายใหญ่ขึ้นอย่างผิดปกติก่อนหน้านี้เป็นเพราะก่อนหน้านี้ทะเลลมปราณของฉันอาจยังกักเก็บพลังปราณได้ไม่มากพอสำหรับฝึกหลอมยาตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ก็เป็นได้...ดังนั้นขอแค่เป็นไปตามขั้นตอน ฝึกฝนหรือหลอมยาตามเงื่อนไขที่ตัวเองมีในตอนนี้ไม่ทำอะไรเกินตัว ก็จะไม่เกิดภาวะระเบิดร่างเนื่องจากพลังปราณเกินขนาดอย่างแน่นอน”
“ยิ่งทะเลลมปราณขยายใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ความจุพลังปราณก็จะมากขึ้นเท่านั้น เท่ากับเวลาต่อสู้จะอึดขึ้นยิ่งเส้นลมปราณถ่ายเทราบรื่นเท่าไหร่ การขนส่งพลังปราณก็ยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้นการใช้คาถาอาคม วิชาเวทหรือยุทธเวทต่างๆ ก็จะรวดเร็วขึ้นตามๆ กัน...ตอนนี้อาจยังมองไม่ออก รอให้มีวิชาพลังเวทมากกว่านี้ สักประมาณสี่ห้าวิชาขึ้นไป...คงได้รู้กัน”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกหนึ่งเฮือก และเริ่มเพ่งจิตสำรวจภายในต่อ
มองจากภายนอกอวัยวะภายในร่างกาย กระดูกและกล้ามเนื้อทุกมัดดูเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิดแต่เมื่อเพ่งจิตสำรวจภายในดู จะเห็นว่าที่กล่าวไปข้างต้นมีเยื่อแสงสีขาวเลือนรางปกคลุมอยู่
ตอนนี้พลังปราณกำลังเสริมความแข็งแรงและปรับสภาพอวัยวะภายในร่างกายภายในตัวเขาอยู่
“แต่เอ๊ะ...”เขาเพ่งมองอยู่ทะเลลมปราณตัวเองอย่างละเอียด “นี่มันอะไรกัน?”
ท่ามกลางทะเลลมปราณของสวีอยางอี้มีบางสิ่งขนาดเท่าก้อนหินก้อนเล็กสีเหลืองอมน้ำตาลลอยขึ้นมา
ไม่รู้ว่ามันคืออะไรดูเผินๆ เหมือนเมล็ดลูกท้อ ผิวขรุขระมันวาว โดยปกติแล้วสิ่งที่อยู่ในทะเลลมปราณจะมีเพียงแก่นพลังจินตันกับพลังปราณเท่านั้นแล้วสิ่งนี้มันคืออะไรกัน?
“หรือว่า...เป็นสิ่งที่ได้จากการฝึกวิชาในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์?”
คาดเดาไม่ได้เลยอีกทั้งวิชาเวทในคัมภีร์เล่มนี้มีเขาฝึกอยู่คนเดียว เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวและในเมื่อเขาเลือกแล้วก็ต้องเผชิญกับมันด้วยตัวเอง
ในเวลาเดียวกันเถ้าแก่ร้านค้าเล็กๆ แห่งหนึ่งกำลังมองดูอณูปราณธรรมชาติที่ค่อยๆอ่อนกำลังและหดเล็กลงเรื่อยๆ
มันไม่ได้หายไปแต่กำลังถูกดูดซับต่างหาก
“สะสำเร็จแล้วงั้นเหรอ?” เขามองตามไปดูอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองทางนั้นมีเรือนสองชั้นอยู่พลางนึกสงสัย “หรือในนั้นมีผู้ฝึกตนระดับกลางอยู่?”
ซ้ำยัง...เลื่อนขั้นสำเร็จแล้วด้วย
ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงน่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นทำการเลื่อนระดับสินะ นี่เป็นเวลาที่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนระดับต้นเลื่อนระดับที่‘สั้นที่สุด’ ตามที่เคยถูกบันทึกไว้!
“ระแรงสั่นกระเพื่อมของอณูปราณรุนแรงขนาดนี้... ขะเขากลับทำลายทัณฑ์รูปธรรมได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” เขาแทบไม่อยากเชื่อความคิดตัวเอง!
“นะ นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
“ถ้าเป็นผู้ฝึกตนมือพระกาฬจริงๆเขาจะมาที่ชนบททุรกันดารแบบนี้ทำไม?!”
“ไม่ได้การละ!ฉันต้องไปดูสักหน่อย!”
อีกด้านหนึ่งชาวนาแก่ชราคนหนึ่งก็เดินดุ่มๆ ไปที่เรือนไม้สองชั้นนั่น
“คุณพระช่วย...ห้วงแสงอณูปราณที่เกิดขึ้นมีขนาดไม่ใช่น้อยๆ! แถมยังดูดซับมันและเลื่อนระดับได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง... แบบนี้มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!”
“มีผู้ฝึกตนระดับนี้มาชนบทนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!”
“ฉันก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา!ไม่งั้นคงตายตาไม่หลับ!”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องใต้ดินมีเสียงครืดคราดดังขึ้นในที่สุดประตูก็เปิดออก
“ยินดีด้วย!ที่บรรลุระดับกลางได้ ขอให้โชคดียิ่งยืนนาน เลื่อนขั้นบรรลุตบะเร็ววันเร็วคืน!” สวีอยางอี้หรี่ตาลงยังไม่ทันพูดอะไร ก็ได้ยินเสียงแสดงความยินนี้มาจากทุกทิศ
ทุกคนต่างแสดงทีท่าเคารพนับถือ
ซึ่งเสี้ยววินาทีที่ประตูเปิดออกมาแรงกดดันวิญญาณขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้ทะลักออกมาราวกับสายน้ำหลาก
ยิ่งไปกว่านั้น...คลื่นพลังปราณของเขาที่แผ่ซ่านออกมาในนาทีนี้มีความร้อนผ่าวปะปนอยู่!
เป็นคลื่นความร้อนที่ยากจะอธิบายราวกับเขาพร้อมเผาทำลายทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าทุกเวลา!
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
พวกจางกงจ่างส่งสายตาให้กันอย่างสงสัยในยุคข้อมูลข่าวสารทั่วถึงขนาดนี้ ลักษณะพิเศษต่างๆของวิชาเวทหลากหลายชนิดไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับรู้ข้อมูลพวกนี้กันอยู่ทุกวันทว่าตอนนี้ พวกเขากลับคาดเดาและแยกแยะสิ่งที่ปรากฏด้านหน้าไม่ถูกแม้แต่คนเดียว!
สหายสวีอยางอี้ฝึกวิชาเวทแบบไหนกันแน่?
จากความรู้สึกแล้วน่าจเป็นวิชาเวทอัคคีอย่างไม่ต้องสงสัย!แต่ว่าทำไมถึงรับรู้ถึงคลื่นความร้อนผ่านแรงกดดันวิญญาณได้ล่ะ?
แรงกดดันวิญญาณเป็นแรงกดดันประเภทหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเจอหัวหน้าคุณจะรู้สึกได้ถึงอำนาจบารมีที่เหนือกว่าของเขาความรู้สึกของแรงกดดันวิญญาณที่แผ่ออกมาก็คล้ายๆ กัน แต่อาจชัดเจนกว่า
แต่ว่าคุณจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรผ่านอะไรพวกนี้ได้เหรอ?
ไม่มีทาง!
เช่นเดียวกันแรงกดดันวิญญาณไม่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์หรือลักษณะพลังเวทที่ฝึกออกมาได้ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่แปลกประหลาด!
ท่าทางของสวีอยางอี้ในตอนนี้สงบดุจน้ำนิ่งซึ่งขัดกับเอกลักษณะของวิชาเวทอัคคีอย่างสิ้นเชิง ไหนจะแรงกดดันวิญญาณที่แผ่ซ่านคลื่นความร้อนพิศวงจนน่าหวั่นใจนี้อีก!ประหนึ่งเป็นเตาหลอมในร่างมนุษย์! คล้ายเปลวไฟในร่างมนุษย์!
ช่างแปลกประหลาดล้ำลึกเหลือเกิน...เขาฝึกวิชาเวทแบบไหนกันแน่? เขาทำอะไรอยู่ข้างใน? ไหนจะเสื้อผ้าที่ขาดรุ่ยพวกนี้อีกไหนจะหนวดเคราที่ยาวรุงรังนี้อีก นาทีนี้ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมามองเขาโดยตรง!ได้แต่ก้มหน้าหุบปากเงียบ
พวกเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเพิ่งออกฌานมาหยกๆ สภาพตบะยังไม่เสถียร ทำให้แรงกดดันวิญญาณเอ่อทะลักออกมาเช่นนี้ ผู้ฝึกตนที่คุ้นชินกับพลังของระดับกลางแล้วจะไม่มีสภาพเช่นนี้อย่างเด็ดขาด เพราะพวกเขาที่ควบคุมพลังเอาไว้ได้
พอพวกเขาทั้งสามคนนึกขึ้นได้ว่าหลังจากนี้ต้องทำงานให้กับสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์ที่ยืนนิ่งไม่พูดจาคนนี้ต่อไปก็พากันเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
สวีอยางอี้ยังคงไม่พูดอะไรเขาก้าวเดินอย่างช้าๆ รับรู้สิ่งรอบๆ ราวกับเกิดมาบนโลกใบใหม่ทุกอย่างล้วนดูใหม่และสดใสกับเขา
การเลื่อนขั้นแต่ละครั้งนอกจากตบะจะเพิ่มขึ้นแล้ว พลังจิตก็เพิ่มขึ้นตามๆ กันสำหรับการเลื่อนขั้นครั้งต่อไป เขาต้องการอณูปราณธรรมชาติมากขึ้นถ้าระดับพลังจิตอยู่ที่เดิม เขาจะรับรู้ถึงอณูปราณธรรมชาติได้ไม่แม่นยำและจะดูดซับอณูปราณธรรมชาติในปริมาณมากๆ ไม่ได้ แถมความเร็วก็ลดน้อยลงอีกต่างหากพวกรุ่นพี่ขั้นจู้จีกับพวกจินตันเจินเหรินเขาเลื่อนขั้นกันอย่างไรนะ?
เขารู้ดีว่าการเข้าฌานของผู้ฝึกตนขั้นจินตันสามารถกระตุ้นปฏิกิริยาของอณูปราณธรรมชาติในรัศมีนั้นได้เป็นวงกล้างเพียงลมหายใจของจินตันเจินเหรินก็ทำให้เกิดแรงสั่นกระเพื่อมของของห้วงแสงอณูปราณได้แล้วต่างจากที่เขาในตอนนี้ที่ค่อยๆ ดูดซับอย่างสิ้นเชิง
เขานิ่งเงียบแต่อยู่ๆ ก็ปล่อยหมัดไปทางหลี่จงหยวนหนึ่งหมัด
“ฟุบ!” หลี่จงหยวนตอบสนองไม่ทันเพียงเสี้ยวของเสี้ยวพริบตา กำปั้นก็มาอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว!ซึ่งห่างจากปายจมูกเขาไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตร!
“นะ นะ นะ นะนายท่าน...” น้ำเสียงเขาสั่นเครือ ขาสองข้างสั่นพั่บ
แต่เขายังพูดไม่ทันจบแรงลมที่ถูกบีบอัดด้วยหมัดของสวีอยางอี้ก็ตีปะทะเข้าหน้าของเขาจนผมเผ้าลู่ไปข้างหลัง!ดวงตาทั้งสองหลับปี๋หดเข้าหากันเหมือนขนมจีบ!
“ฟุบ ฟุบ ฟุบ!”
เสียงแบบเดียวกันดังขึ้นอีกสามครั้งหมัดถูกปล่อยออกไปคนละทาง
สวีอยางอี้ชักหมัดกลับมาพลางพยักหน้าอย่างพอใจ
“แรงอัดตามหลังหมด...”จางกงจ่างกลืนน้ำลาย เปลวไฟลุกโชนขึ้นในดวงตาความอิจฉาริษยาสะท้อนออกมาอย่างสะกดไว้แทบไม่อยู่!
นี่คือพลังของขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง!
หมัดเมื่อครู่ดูเหมือนบางเบา แต่หนักหน่วงไร้ช่องโหว่ ถึงต่อให้ขั้นเลี่ยนชี่ระดับเดียวกันก็ต้านทานหมัดนี้ไม่ได้!
การที่แรงอัดตามหลังหมัดทำให้ผมลู่ตัวไปด้านหลังได้ ก็พอจะคาดเดาพลังของเขาได้แล้ว!
แล้วไอ้เสียงฟุบๆนั้น ก็ไม่ใช่เสียงอะไร... เป็นเสียงอากาศที่ถูกแหวกกระชากอย่างรวดเร็วนั่นเอง!
คือความเร็วที่แท้จริงของหมัดกระชากมิติ!